หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Human Geographies 29

ภูมิศาสตร์แห่งภูตผี 

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุดโค้ย

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Julian Holloway (2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.382-393. London: Routlege.

 

บทนำ

 

ในปี 1971 เด็กชายสองคน คือ Leslie) และ Colin Robson กำลังขุดดินในสวนบริเวณบ้านพักสวัสดิการของรัฐ บนถนน Rede Avenue ในเมือง Hexham ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ พวกเขาขุดพบหินก้อนเล็กสองก้อน มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร โดยมีลักษณะคล้ายใบหน้าสลักอย่างหยาบปรากฏอยู่ (ดูภาพประกอบที่ 1) ด้วยความหลงใหลในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นโบราณวัตถุ ทั้งคู่จึงนำหินเหล่านั้นเข้ามาในบ้านโดยตั้งใจจะส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ทว่าหลังจากนั้น เหตุการณ์ประหลาดก็เริ่มอุบัติขึ้น ด้วยศีรษะหินเหล่านั้นดูเหมือนจะเคลื่อนที่ได้เองและหันไปในทิศทางที่ต่างจากเดิมที่ถูกวางไว้ เท่านั้นยังไม่พอภาชนะแก้วภายในบ้านถูกซัดเข้ากับผนังจนแตกละเอียด และเด็กชายคนหนึ่งในครอบครัว Dodd ที่อาศัยอยู่บ้านติดกัน ถูกทำร้ายด้วยการกระชากผมในช่วงกลางดึกโดยผู้ไม่หวังดีที่ไม่ทราบอัตลักษณ์ นอกจากนั้นในค่ำคืนนั้น มารดาของเขาได้ประจักษ์กับภาพอันน่าสะพรึงกลัวของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่มีลักษณะกึ่งมนุษย์กึ่งแกะและยืนด้วยสองขา กำลังหลบหนีออกจากบ้านไป ต่อมาศีรษะหินดังกล่าวถูกส่งไปยัง Dr. Anne Ross แห่งมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุของชาวเซลติก เธอได้วางศีรษะหินนั้นไว้ในที่พักของตน ภายในสัปดาห์นั้นเอง เธอและลูกๆ ต่างต้องขวัญผวาจากการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์เดินสองขาแต่มีส่วนปากและจมูกเหมือนสุนัขหรือหมาป่า

D2FBB562-7D22-456C-BEB0-8830F7E50B25.png

ภาพที่ 1 ศีรษะหินจาก Hexham

ที่มา: Ross, A. (1973). Some new thoughts on old heads. Archaeologia Aeliana 5(1): 5

 

ผู้อยู่อาศัยคนก่อนในบ้านของครอบครัว Robson คือ Des Craigie ซึ่งทำงานให้กับบริษัทแปรรูปคอนกรีต ได้ก้าวออกมาแสดงตัวว่า เขาเป็นผู้ทำศีรษะหินเหล่านั้นให้ลูกสาวของเขาเอง โดยเขาได้ประดิษฐ์สิ่งที่คล้ายคลึงกันขึ้นตามคำเชิญของ Ross เพื่อพิสูจน์ ศีรษะหินเหล่านั้นเป็นเพียงของเล่นของลูกสาว Craigie จริงหรือไม่? บางคนอ้างว่าพวกมันทำจากคอนกรีต ในขณะที่บางคนยืนยันว่าทำจากหินทรายท้องถิ่น มีการกล่าวหาว่า Ross ได้บอกกับครอบครัว Robson ว่าวัตถุเหล่านี้เป็นผลิตผลจากเทวสถานหรือสุสานยุคโรมัน-บริเตน (Romano-British) ซึ่งบ้านหลังนี้ถูกสร้างทับลงไป

 

นอกจากนี้ ตัวบ้านยังตั้งอยู่ใกล้กับโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งนำไปสู่การสันนิษฐานว่าอสุรกายที่พบเห็นนั้นอาจเป็นเพียงสภาวะการฉายภาพทางจิต (psychological projections) อันแปลกประหลาดที่เกิดจากการอาศัยอยู่ใกล้กับสถานที่แห่งความตาย หรือตามที่ชาวบ้านคนหนึ่งอ้างว่า นาง Dodd อาจเห็นผู้สังสรรค์ที่อยู่ในอาการมึนเมาซึ่งลักลอบเข้าไปในโรงฆ่าสัตว์และนำชิ้นส่วนซากแกะมาสวมใส่ร่างกาย ส่วนผู้อื่นโต้แย้งว่ามนุษย์แกะและมนุษย์หมาป่านั้น คือ สิ่งมีชีวิตที่ต้องคำสาปซึ่งถูกเรียกออกมาโดยอำนาจของหิน การคาดคะเนเกี่ยวกับต้นกำเนิดของศีรษะหิน การเผชิญหน้ากับสิ่งเหนือธรรมชาติ และที่ตั้งของบ้านบนถนนรีดยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบันหลังจากที่ดูเหมือนจะถูกย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ตำแหน่งสุดท้ายที่ทราบของศีรษะหินเหล่านี้ คือ สำนักงานเขตในเฮกซัม ทว่าข้อมูลนี้ไม่เคยได้รับการยืนยัน ดูเหมือนว่าศีรษะหินได้สูญหายไปเสียแล้ว (Screeton, 2012)

 

ในโลกของการสืบสวนปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เรื่องราวนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและถูกจัดอยู่ในแฟ้มเรื่อง "ที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้" ทว่าเรื่องราวนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับวิชาภูมิศาสตร์ และมันก่อให้เกิดคำถามประการใดบ้าง? อสุรกาย หินต้องคำสาป ปรากฏการณ์เสียงปริศนา (poltergeist) พลังอำนาจของสุสานโบราณ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนว่าจะอยู่เกินขอบเขตของภูมิศาสตร์มนุษย์ ใช่หรือไม่? นักภูมิศาสตร์มนุษย์บางส่วนอาจไม่เห็นพ้องเช่นนั้น ประการแรก เรื่องราวนี้บอกเราว่า "เนื้อสาร" (materiality) ที่ประกอบสร้างสถานที่ขึ้นมา สามารถส่งผลกระทบต่อเราได้ รวมทั้งเผยให้เห็นว่าความหมายและอารมณ์ที่วัตถุเชิงประจักษ์ปลุกเร้าขึ้นมานั้นไม่ได้มีความชัดเจนเสมอไป หรืออาจไม่สามารถถอดรหัสได้อย่างสมบูรณ์ แท้จริงแล้ว เรื่องราวนี้กำลังบ่งชี้ถึงความหมายทางเลือกอื่นๆ ของสถานที่ ที่มีความแปลกประหลาดกว่า และบางครั้งก็น่าตระหนกกว่าหรือไม่? ยิ่งไปกว่านั้น วัตถุหรือสถานที่สามารถปลุกเร้า หรือแม้กระทั่งกักเก็บความทรงจำและความหมายที่สามารถฟื้นคืนชีพหรือปรากฏซ้ำออกมาอีกครั้งในหลายปีให้หลังได้หรือไม่?

 

ประการที่สอง ประวัติศาสตร์ของสถานที่ ซึ่งมักเป็นหัวใจสำคัญต่อประสบการณ์ที่เรามีต่อสถานที่นั้นๆ อาจกลายเป็นสิ่งที่ถูกลืมเลือน ถูกบดบัง ถูกเขียนทับ หรือสูญหายไป ประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่ถูกซ่อนเร้นเหล่านี้ สามารถปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันในปัจจุบันได้หรือไม่ เช่น การค้นพบสถานที่ประกอบพิธีกรรมยุคโรมัน-บริเตน ที่ถูกลืมเลือนภายใต้บ้านพักสวัสดิการรัฐ? ประวัติศาสตร์เหล่านั้นสามารถถูกทำให้ฟื้นคืนและนำกลับมาสู่ปัจจุบันผ่านทางวัตถุเชิงประจักษ์ได้หรือไม่? อันที่จริงแล้ว ประวัติศาสตร์ของสถานที่และความทรงจำที่เกี่ยวข้องนั้นถูกจดจำและบันทึกไว้อย่างชัดเจนเสมอไปหรือไม่ หากมีการบันทึกไว้ ? หรือว่าประวัติศาสตร์เหล่านี้บางครั้งดำรงอยู่เพียงอย่างเลือนรางในประสบการณ์ของเราที่มีต่อสถานที่ เป็นการระลึกถึงความหมายของสถานที่แบบกึ่งจำกึ่งลืมและพล่ามัว แต่ยังคงส่งผลกระทบในทางใดทางหนึ่งต่อปัจจุบัน ?

 

ประการที่สาม เรื่องราวนี้กล่าวถึงสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดและตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งดำรงอยู่จริงสำหรับผู้ที่ได้พบเห็น และมักสร้างความลำบากแก่ผู้ที่พยายามหรือจำเป็นต้องสืบสวนในการพยายามหาคำอธิบายทาง "ตรรกะ" และ "ธรรมชาติ" มารองรับ ตัวตนที่อยู่เหนือสภาวะปกตินี้ยังชี้ให้เห็นถึงความกังวลในวงกว้าง และที่สำคัญ คือ ความหลงใหลต่อการดำรงอยู่ของสัตว์ ทั้งที่มีการบันทึกไว้และที่ดูเหมือนจะเกิดจากจินตนาการ ซึ่งแพร่กระจายผ่านทั้งวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) และวิทยาศาสตร์ ดังที่เราจะได้เห็นต่อไป โดยสรุปแล้ว เรื่องราวของศีรษะหินแห่ง Hexham ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของภูมิศาสตร์และ "ความรู้สึกสัมผัสแห่งสถานที่" (sense of place) ที่มีความแตกต่าง น่าตระหนก กำกวม และแม้กระทั่งในเชิงเหนือธรรมชาติ มันเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของด้านมืดที่อาจแฝงอยู่ในสรรพสิ่ง พื้นที่ และสถานที่ที่เราใช้ประกอบสร้างชีวิตขึ้นมา เหตุการณ์และปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดและถูกปิดบังเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อการรับรู้ของเราเกี่ยวกับพื้นที่และสถานที่ รวมถึงต่อการวิเคราะห์ในตัววิชาภูมิศาสตร์มนุษย์เอง ? หากเราจะเขียนอธิบายเรื่องราวของศีรษะหินแห่งเฮกซัมในทางภูมิศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ และแสวงหาการสร้างการวิเคราะห์เชิงมโนทัศน์ (conceptual analyses) เพื่อตอบคำถามมากมายที่เกิดขึ้น เรื่องนี้จะถูกจัดอยู่ในส่วนหนึ่งของ "ภูมิศาสตร์แห่งภูตผี" (spectral geographies)

 

กล่องที่ 29.1 ภูมิศาสตร์แห่งภูตผี

ภูมิศาสตร์ภูตผี คือ สถานที่หรือพื้นที่ซึ่งถูกผลิตสร้างขึ้นโดยสิ่งที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่าง "การดำรงอยู่" (present) และ "การสาบสูญ" (absent) นักภูมิศาสตร์เริ่มให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากต่อประการที่ว่า "เวลา" — ทั้งปัจจุบัน อดีต และอนาคต — สามารถ "พับซ้อน" (folded) เข้าไปในพื้นที่และสถานที่ได้อย่างไร และการพับซ้อนนี้ส่งผลให้สิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็นสภาวะอันมั่นคงและเป็นปกติของพื้นที่และสถานที่นั้น ถูกรบกวนและตามหลอน (haunts) ได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ นักภูมิศาสตร์จึงได้วิเคราะห์ว่าภูมิศาสตร์ถูกตามหลอนจนทำให้สถานที่และพื้นที่มีความสถิตล่วงลดลง รวมถึงมีความเป็น "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" (here and now) น้อยลงได้อย่างไร (เช่น การถูกรบกวนโดยความทรงจำและเหตุการณ์ในอดีตอย่างไรก็ตาม นักภูมิศาสตร์ยังให้ความสนใจในภูมิศาสตร์เชิงสังคมและวัฒนธรรมของภูตผี ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ และกลุ่มคนที่มีความสุขหรือมีความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ (เช่น ในวัฒนธรรมประชานิยมหรือผ่านจิตวิญญาณนิยมซึ่งทั้งสองแนวทางนี้ล้วนถือเป็นส่วนหนึ่งของภูมิศาสตร์แห่งภูตผี

ภาพรวมของภูมิศาสตร์แห่งภูตผี

 

วัตถุประสงค์ของบทนี้ คือ การสำรวจว่านักภูมิศาสตร์มนุษย์พยายามตอบและสำรวจชุดคำถามที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวของ "ศีรษะหินแห่ง Hexham" (Hexham heads) อย่างไร เมื่อใได้ครก็ตามที่ได้ยินคำว่า "สเปกเตรอ" (spectre) หรือ "ผี" (ghost) แล้ว บุคคลผู้นั่นจะนึกถึงสิ่งใด ? ผีมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นรูปธรรม ขาดความหนาแน่นเชิงวัตถุ เป็นเสียงกระทบในยามวิกาล เงาร่างหรือภาพนิมิตที่พร่าเลือน ความรู้สึกประหลาด สิ่งที่เหลือบเห็นเพียงหางตา หรือเสียงที่แว่วมาเพียงบางส่วน แต่เมื่อมันปรากฏขึ้น มันจะส่งผลกระทบต่อผู้ได้รับสัมผัสในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความรบกวนจิตใจ การท้าทาย ความสงสัยใคร่รู้ หรือทำให้บุคคลผู้นั่นเกิดความฉงน (มันคือภาพลวงตาจากแสงหรือไม่ ? หรือเป็นเพียงจินตนาการที่ฟุ้งซ่าน ?) กล่าวโดยสรุป คือ ผีและสเปกเตรอนั้น "ตามหลอน" มนุษย์


นักภูมิศาสตร์มนุษย์ได้ใช้มโนทัศน์เรื่อง "ผี" และกระบวนการของ "การตามหลอน" (haunting) เพื่อรื้อฟื้นความคิดเกี่ยวกับวิธีที่เราสร้างความหมายและประสบการณ์ต่อพื้นที่และสถานที่ ในเชิงทฤษฎี นักภูมิศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ท่านอื่นพูดถึงผีในแง่ของ การดำรงอยู่ (presence) และ การสาบสูญ (absence) และจุดนี้เองที่นักวิชาการจำนวนมากโต้แย้งว่าเป็นจุดที่ผีและการตามหลอนมีคุณค่าและพลังในเชิงวิเคราะห์ ผีหรือสเปกเตรอ คือ สิ่งที่เป็นทั้ง "การดำรงอยู่" และ "การสาบสูญ" ในเวลาเดียวกัน มันมีความเป็นรูปธรรมเพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อเราและอารมณ์ของเรา แต่กลับไม่เคยมีความเป็นรูปธรรมมากพอที่จะให้เรายึดกุม ดักจับ หรือกักขังได้ เว้นแต่จะนับรวมอุปกรณ์ที่ใช้ในภาพยนตร์เรื่อง ghostbusters ด้วย ดังนั้น ผีจึงเป็นตัวแทนของการดำรงอยู่และการสาบสูญที่อุบัติขึ้นพร้อมกัน

 

ลองพิจารณาในแง่นี้แล้วจะเห็นได้ว่าสถานที่ต่างๆ ดำรงอยู่เพียงแค่ในสภาวะ "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" อย่างสมบูรณ์จริงหรือ ? สิ่งที่บุคคลได้ยิน เห็น สัมผัส หรือได้กลิ่นในสถานที่แห่งหนึ่ง คือ ทั้งหมดที่สถานที่หรือพื้นที่นั้นเป็นจริงหรือ? หรือว่าสิ่งเหล่านั้นถูกก่อร่างขึ้นผ่าน "ร่องรอย" (traces) ของบางสิ่งที่เคยอุบัติขึ้นก่อนหน้า สิ่งที่ "ดำรงอยู่" ในสถานที่มักจะถูกคลอไปกับ หรืออาจกล่าวได้ว่าถูก "ตามหลอน" โดย สิ่งที่ "ไม่ได้อยู่ตรงนั้น" หรือสิ่งที่อาจถูกลืมเลือนไปแล้ว ด้วยวิธีนี้ การดำรงอยู่ของสถานที่จึงถูกสร้างขึ้นผ่านการสาบสูญของมันเสมอ คือ สิ่งที่ขาดหายไป สิ่งที่ถูกมองข้าม และการสาบสูญเหล่านี้เองที่ประกอบสร้างการดำรงอยู่และสภาวะปัจจุบันของสถานที่และพื้นที่


ดังนั้น ผีจึงส่งผลต่อการดำรงอยู่และสภาวะปัจจุบันของสถานที่ผ่านการตามหลอน ผีและการตามหลอนจึงเข้าไปจัดการกับ "เวลา" หรือ "สภาวะทางกาลเวลา" (temporality) ของสถานที่ ผีที่ตามหลอนทำหน้าที่พับซ้อนเวลาเข้าหากัน ทำให้อดีตตามหลอนปัจจุบัน และอาจรวมไปถึงอนาคตด้วย อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งที่เฉพาะเจาะจงหรือแม้กระทั่งแปลกประหลาดเกี่ยวกับผีที่ตามหลอนพื้นที่และสถานที่ คุณอาจกำลังคิดว่าสถานที่และพื้นที่ทุกแห่งย่อมมีประวัติศาสตร์และความทรงจำที่พับซ้อนกลับมาเมื่อเราสัมผัสกับมันในปัจจุบัน ซึ่งคุณคิดถูกแล้ว ลองนึกถึงรูปปั้นที่ตั้งตระหง่านอย่างภาคภูมิในย่านใจกลางเมืองส่วนใหญ่ ซึ่งสื่อสารอย่างเงียบเชียบถึงประวัติศาสตร์ของเมืองหรือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของชาติ สิ่งเหล่านี้คือผีหรือไม่ ? พวกมันตามหลอนปัจจุบันผ่านการดำรงอยู่เชิงวัตถุหรือไม่ ในเมื่อเรารู้ชัดเจนว่าพวกเขาเป็นใครและทำอะไรมา ? คำตอบสำหรับคำถามนี้มักจะเป็น "ไม่" พวกมันไม่ใช่ผี เพราะการที่สถานที่หนึ่งจะกลายเป็นที่ที่ถูกตามหลอนได้นั้น รูปปั้นเหล่านี้จะต้อง "รบกวน" หรือ "ทำให้สภาวะปัจจุบันสั่นคลอน" ในทางใดทางหนึ่ง หรือสิ่งที่บุคคลเหล่านี้ทำในอดีตจะต้องถูกบดบังหรือถูกลืมเลือนไป หรือดังเช่นกรณีที่พบบ่อยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คือ การที่ประวัติศาสตร์ของพวกเขาถูกทำให้ปรากฏขึ้นในปัจจุบันในฐานะ "ความไม่ยุติธรรมจากอดีต"

 

ตัวอย่างเช่น การโค่นรูปปั้นของ Edward Colston ในเมือง Bristol เมื่อปี 2020 โดยกลุ่มผู้ประท้วง BLM: Black Lives Matter ในสหราชอาณาจักร (ดูภาพประกอบที่ 2) สำหรับกลุ่มผู้ประท้วงเหล่านี้ Colston คือ การดำรงอยู่ในรูปแบบของอนุสรณ์วัตถุทางประวัติศาสตร์ของเมืองที่ได้ทำให้บทบาทของเขาในการค้าทาส "สาบสูญ" ไป ประวัติศาสตร์ของเขาและความอยุติธรรมทางสังคมและทางอาณานิคมที่เขาเคยก่อไว้ได้ตามหลอนปัจจุบัน สำหรับกลุ่มผู้ประท้วง BLM ผีของเขาจำเป็นต้องถูกขับไล่ ซึ่งการขับไล่นั้นได้นำเอาประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือนเกี่ยวกับบทบาทของเมือง Bristol ในการค้าทาสกลับมาสู่ปัจจุบันพร้อมกัน ประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรถูกสืบทอดต่อไปสู่นอนาคต ดังนั้น Colston จึงได้ตามหลอนและรบกวนทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเมือง Bristol ส่วนผู้ที่ประณามการทิ้งรูปปั้นลงในท่าเรืออย่างไร้พิธีรีตองว่าเป็นสภาวะอนารยธรรม (vandalism) โต้แย้งว่าอดีตนี้ไม่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว หรือแม้แต่ไม่มีใครจำได้ด้วยซ้ำ  ราวกับว่าผีตนนี้ไม่เคยดำรงอยู่และสถานที่นี้ก็ไม่ได้ถูกตามหลอน ทว่าในคำร้องเรียนของคนกลุ่มนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าพวกเขาก็ถูกตามหลอนโดยผีเหล่านี้ไม่ต่างจากกลุ่มผู้ประท้วง เพียงแต่พวกเขาพยายามจัดการกับผีในวิธีที่ต่างออกไป  นั่นคือการพยายามเมินเฉยหรือแม้แต่อ้างว่ามันไม่มีตัวตน

 

E1E3B413-85B3-4DCC-B105-6A836FCFFC77.png

ภาพที่ 2 ฐานรูปปั้นที่ว่างเปล่า ณ จุดที่เคยเป็นที่ตั้งของรูปปั้น Edward Colston ในเมือง Bristol

ที่มา: Photo credit: Ben Birchall/Alamy

 

อาจกล่าวได้ว่าก่อนการประท้วงครั้งนี้ การดำรงอยู่และการกระทำของโคลสตันที่ปรากฏในรูปแบบวัตถุ ซึ่งอาจรวมไปถึงรูปปั้นอื่นๆ อีกมากมาย  เป็นเพียงความทรงจำที่เลือนราง หากไม่ถูกลืมเลือนก็มักถูกเพิกเฉย ดังนั้น การดำรงอยู่ของเขาจึงไม่ใช่ความทรงจำเชิงสถานที่ที่มีความสลักสำคัญสำหรับผู้คนจำนวนมากที่เดินผ่านเขาไปในชีวิตประจำวัน ทว่าประเด็นสำคัญคือ ดังที่ De Certeau (1984: 108) ระบุไว้ว่า "สถานที่ที่ถูกตามหลอนเท่านั้น คือ สถานที่ที่ผู้คนสามารถอยู่อาศัยได้" สำหรับบางคน ผีตนนี้กลายเป็นประเด็นที่ต้องจัดการสำหรับพวกเขา สเปกเตรอได้ตามหลอนอดีตและอนาคตของอัตลักษณ์แห่งสถานที่ (place identity) ของเมือง Bristol ผ่านการอุบัติขึ้นของขบวนการประท้วงระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับความอยุติธรรมทางสีผิว สภาวะที่ทั้ง "สาบสูญ" และ "ดำรงอยู่" พร้อมกันของรูปปั้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาและเรียกร้องการลงมือทำ ดังนั้น พลังของผีในการรบกวน สั่นคลอน และทำให้สิ่งคุ้นเคยกลายเป็นสิ่งแปลกหน้า จึงบีบบังคับให้เราต้องมีความสัมพันธ์กับพวกมันในทางใดทางหนึ่ง (Frers, 2013) ผีจะปรากฏตัวและสำแดงพลังเมื่อเราได้รับความรู้สึกว่า "มีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นที่นี่" และ "ที่นี่" ไม่ได้เป็นอย่างที่มันดูเหมือนจะเป็นทั้งหมด


อาจกล่าวได้ว่าภูมิศาสตร์แเหล่าห่งภูตผีเหล่านี้ ถูกประกอบสร้างขึ้นผ่าน "บรรยากาศ" คือ ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่แผ่ซ่านว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่สอดคล้อง ถูกลืมเลือน วุ่นวาย หรือดำรงอยู่เพียงเลือนรางในสถานที่นั้น บรรยากาศของการตามหลอนหมุนเวียนอยู่ในสถานที่ภูตผีส่งผลต่อสภาวะจิตใจ อารมณ์ และประสาทสัมผัสของผู้ที่ประสบและเคลื่อนที่ผ่านมัน และอีกครั้งที่บรรยากาศนี้ได้แผ่ซ่าน เคลื่อนไหว และส่งผลต่อตัวตนและอัตลักษณ์ของเราด้วยความรู้สึกถึงการดำรงอยู่ที่ถูกสั่นคลอนและรบกวน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สถานที่จัดคอนเสิร์ต โรงเรียน และผับ ในเมือง Bristol จะถอดชื่อ Colston ออกภายหลังการประท้วง บรรยากาศของเมืองบริสตอลได้ถูกตามหลอนโดยการดำรงอยู่ของผีซึ่งส่งผลต่อผู้คนจำนวนมากจนนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการลงมือทำในปัจจุบัน ดังนั้น สเปกเตรอผู้ที่กลับมาจากความตายและผี จึงเรียกร้องให้เราใส่ใจต่อเสียงเรียกของพวกมัน ซึ่งมักจะเป็นเสียงเรียกทางการเมือง

 

สรุปย่อย

- นักภูมิศาสตร์มนุษย์พิจารณาว่าพื้นที่และสถานที่ถูกตามหลอนโดย "ร่องรอย" ของอดีต

- ร่องรอยเหล่านี้สามารถเข้าใจได้ในฐานะ "ผี"  สิ่งที่เป็นทั้งวัตถุและอวัตถุในเวลาเดียวกัน ซึ่งเข้ามาเข้ามารบกวนความเข้าใจต่อพื้นที่และสถานที่ที่เราเคยยึดถือว่าเป็นสภาวะปกติ

- นักภูมิศาสตร์มนุษย์พยายามวิเคราะห์ความสำคัญทางการเมืองของผี และประการที่พวกมันเรียกร้องให้เกิดการลงมือทำในสภาวะปัจจุบัน

 

ตัวอย่างภูมิศาสตร์ภูตผี

 

การตามหลอนสามารถแผ่ซ่านไปทั่วสถานที่ในฐานะ "บรรยากาศ" และก่อให้เกิด "สัมพัทสาร" (affects) รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกแก่ผู้ที่ประสบกับสภาวะเชิงสเปกตรัมนี้ และหากผีตนนี้เรียกร้องความสนใจจากเรา ไม่ว่าเราจะเข้าใจสิ่งที่มันพยายามสื่อสารอย่างถ่องแท้หรือไม่ หรือเสียงเรียกนั้นจะมีความกำกวมหรือเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งเพียงใด บ่อยครั้งที่เรามักถูกเรียกหาให้ลงมือทำเพื่อสร้างความหมายหรือแม้กระทั่งเพื่อ "ปลอบประโลม" (appease) ผีตนนั้น

วิธีการหนึ่งที่หัวข้อนี้ถูกหยิบยกมาอภิปรายในทางภูมิศาสตร์มนุษย์คือผ่านเลนส์ของ การวิพากษ์หลังอาณานิคม (post-colonial critiques) ในบริบทนี้ ร่องรอยและเศษเสี้ยวของลัทธิอาณานิคมและจักรวรรดินิยมได้ตามหลอนภูมิศาสตร์ร่วมสมัย ในฐานะที่เป็น "การสาบสูญที่ดำรงอยู่" (absent-presence) อยู่เสมอ ผีเหล่านี้เรียกร้องที่จะไม่ถูกลืมเลือนหรือถูกกีดกัน หรือเรียกร้องความยุติธรรมในปัจจุบันอันเนื่องมาจากประวัติศาสตร์ที่บอบช้ำ (Tyaumatic histories) หรือกรณีความรุนแรงทางสังคมในอดีตที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ตัวอย่างเช่น เบสต์ และ รามิเรซ (Best and Ramírez, 2021) ได้ตรวจสอบศิลปะการแสดงเพื่อสำรวจ "การเนรเทศทางสีผิว" (racial banishment) ของสตรีผิวดำออกจากเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาในอดีต และประการที่ศิลปะนี้รบกวนและตามหลอนวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับการขับไล่ทางสีผิว การครอบครอง และกรรมสิทธิ์ในพื้นที่เมือง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่วน Coddington (2011) ได้ใช้แนวคิดเรื่องการตามหลอนเพื่อสำรวจว่าการเรียกร้องการยอมรับจากรัฐของชาวพื้นเมืองอลาสก้า ถูกตามหลอนโดยวิถีปฏิบัติทางอาณานิคมในอดีตที่ยังคงประกอบสร้างปัจจุบันอย่างต่อเนื่องอย่างไร (McEwan, 2008; Fortier, 2021)


นักภูมิศาสตร์จำนวนมากได้รับอิทธิพลจากนักสังคมศาสตร์ เอเวอรี กอร์ดอน (Avery Gordon, 1997: 8) ผู้โต้แย้งว่าผีเปรียบเสมือน "การดำรงอยู่ที่คุกรุ่น (seething presence) ซึ่งคอยส่งผลกระทบและมักเข้าแทรกแซงความเป็นจริงที่เรายึดถือว่าเป็นสภาวะปกติ" ดังนั้น การตามหลอนจึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การยอมรับเพื่อการเปลี่ยนแปลง" (transformative recognition) อดีตในยุคอาณานิคมจึงกดทับ เรียกหา หรือตามหลอนปัจจุบันและอนาคต โดยมีผีเป็นตัวการที่ทำให้พื้นที่และสถานที่สูญเสียความมั่นคง และในบางครั้งก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่


บ่อยครั้งที่ผีสามารถเป็นปรากฏการณ์ที่แสนธรรมดาและพบเห็นได้ทั่วไป ดังเช่นการดำรงอยู่ที่น่าฉงนของรูปปั้นอันเงียบเชียบในภูมิทัศน์เมือง ตัวอย่างเช่น Edensor (2008: 315) ได้ตรวจสอบว่าเมืองนั้นดาษดื่นไปด้วยสถานที่แห่งการตามหลอนในชีวิตประจำวันผ่านสิ่งที่หลงเหลือจาก "รูปแบบทางวัตถุในอดีต วิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรม ผู้อยู่อาศัย การเมือง วิธีคิดและการดำรงอยู่ รวมถึงรูปแบบของประสบการณ์" Edensor สำรวจว่าผีในชีวิตประจำวันเหล่านี้สื่อสารไปถึงการลบเลือนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะของชนชั้นแรงงาน ผ่านยุทธศาสตร์แบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal strategies) ในการฟื้นฟูเมืองและการส่งเสริมสถานที่ เขาโต้แย้งว่าผีเหล่านี้ตามหลอนยุทธศาสตร์ดังกล่าวด้วยการขัดขวาง "วิสัยทัศน์" ที่เป็นเอกภาพของเมืองหรือที่มีต่อเมือง อันที่จริงแล้ว เมื่อพิจารณาถึงพื้นที่เมือง ดังที่ Pile (2005: 143) เสนอว่า "ลักษณะเด่นของการตามหลอนในเมือง หรือการตามหลอนเมือง คือปริมาณ ความหลากหลาย และความหนาแน่นของเหล่าภูตผี" ผีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ขัดขวาง แต่ยังทำให้เราเกิดความฉงนต่อเมือง โดยช่วยให้ชาวเมืองสามารถจินตนาการถึง "ความเป็นจริง" อื่นๆ ของเมืองที่หลบเลี่ยง พล่ามัว และยากจะหยั่งถึง เช่น ผ่านพื้นที่และวัตถุที่ "หลงเหลือ" และดูเหมือนไม่ได้ถูกใช้งาน ซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติของเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ เมืองแห่งผู้ประกอบการ หรือเมืองแบบสากลนิยม (cosmopolitan city)

 

สภาวะอันสามัญของผียังสามารถสืบร่องรอยได้ในสภาพแวดล้อมประจำวันอื่นๆ เช่น ในสวนบริเวณบ้าน ตัวอย่างเช่น Ginn (2014) เผยให้เห็นว่า "การสาบสูญ" ตามหลอนสวนหลายแห่งผ่านผลงานของเจ้าของคนก่อน หรือความทรงจำถึงบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งล่วงลับไปแล้วผู้ซึ่งเคยชื่นชมหรือดูแลพื้นที่นั้น สวนที่อบอวลไปด้วยร่องรอยและความทรงจำเช่นนี้ ทำให้คนทำสวนในปัจจุบันทำงานร่วมกับธรรมชาติและเนื้อสารของพื้นที่ เพื่อเป็นเกียรติหรือระลึกถึงการสาบสูญเหล่านั้น ผ่านรูปแบบของการ "ปลอบประโลมเยียวยา" (therapeutic appeasement) ต่อผีในสวน ไม่ว่าจะเป็นผ่านพันธุ์ไม้ที่ปลูกเพื่อระลึกถึง เส้นทางเดิน จุดเฉพาะบางแห่งในสวน หรือแม้แต่วัตถุอย่างจอบเสียมที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ในที่นี้ ผี ข้อเรียกร้องของพวกมัน และภูมิศาสตร์แห่งภูตผีที่ถูกสร้างขึ้น สามารถให้ความปลอบโยนได้มากพอๆ กับที่พวกมันสามารถสร้างความสยดสยองและหวาดกลัว (Draus et al., 2019)

 

แนวคิดเรื่องภูตผียังปรากฏ หรือปรากฏเป็นรูปธรรมในงานเขียนทางภูมิศาสตร์มนุษย์ว่าด้วยงานด้านการอนุรักษ์และการถกเถียงเรื่องการสูญพันธุ์ของสายพันธุ์ (species extinction) ผ่านความรุนแรงที่กระทำต่อชีวมณฑล เช่น การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย สัตว์และสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ จำนวนมากจึงถูกระบุว่าสูญพันธุ์ไปแล้วหรือกำลังจะสูญพันธุ์ ทว่าการสาบสูญหรือศักยภาพของการสาบสูญของสายพันธุ์เหล่านี้ มักถูกท้าทายด้วยร่องรอยการดำรงอยู่ที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งมักมีความไม่แน่นอนและพร่าเลือนในภูมิทัศน์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สายพันธุ์เหล่านี้ตามหลอนภูมิทัศน์ผ่านการพบเห็นหรือหลักฐานอื่นๆ จนกลายเป็น "สายพันธุ์ผี" (ghost species) คือ สิ่งที่ไม่ชัดเจนว่าดำรงอยู่/อยู่ที่นี่ หรือสาบสูญไปแล้ว/ไม่อยู่ที่นี่กันแน่ ดังที่ McCorristine and Adams (2020: 103) ยืนยันว่า ความพยายามในการอนุรักษ์ "เกี่ยวข้องกับการปฏิสัมพันธ์กับตัวตนที่อยู่ในสภาวะก้ำกึ่งและเป็นผีในจินตนาการ ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างการถูกมองเห็นและการไม่ถูกมองเห็น" และแน่นอนว่าสายพันธุ์เชิงสเปกตรัมเหล่านี้ ในสภาวะการสาบสูญที่ดำรงอยู่ของพวกมัน ได้กลายเป็นเสียงเรียกร้องให้มีการลงมือทำเพื่อการอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้สถานะอันกำกวมของพวกมันสิ้นสุดลง คือให้พวกมันดำรงอยู่จริง หรือจากไปตลอดกาล หรือผ่านวิถีปฏิบัติ เช่น การคืนสู่ธรรมชาติ (re-wilding) หรือการนำสายพันธุ์กลับมาใหม่ (reintroduction) อีกครั้งหนึ่งที่ผี ซึ่งในคราวนี้ถูกสัมผัสและมองเห็นผ่านกระบวนการสูญพันธุ์ ได้ส่งผลกระทบต่อเรา ในขณะที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่มีศักยภาพ (โดยเฉพาะของสายพันธุ์ที่ "มีความเสี่ยง") ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งกำกวม และเสียงเรียกจากสเปกตรัมได้กลายเป็นข้อบังคับให้ต้องลงมือกระทำบางอย่าง (Garlick, 2019; Searle, 2021)

 

สรุป 

- แนวคิดเรื่องการตามหลอนและสภาวะของการเป็นภูตผีถูกนำไปใช้ในหลายแขนงของภูมิศาสตร์มนุษย์

- ประเด็นหลักของภูมิศาสตร์มนุษย์ที่ประวัติศาสตร์แห่งภูตผีถูกนำมาวิเคราะห์ คือ ภูมิศาสตร์หลังอาณานิคม รวมถึงภูมิศาสตร์ของการอนุรักษ์และการสูญพันธุ์ของสายพันธุ์

- นักภูมิศาสตร์มนุษย์ยังได้สำรวจว่าผีสามารถตามหลอนพื้นที่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร เช่น ในเมืองหรือในสวนบริเวณบ้าน

 

ผีที่เป็นผี ? การสำรวจภูมิศาสตร์ที่เหนือธรรมชาติ 

 

"ผี" ตามที่ได้อธิบายมาในบทนี้จนถึงปัจจุบัน คือ ตัวตนที่สร้างการรบกวน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปลอบประโลมหรือการให้เกียรติ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นักภูมิศาสตร์มนุษย์มักมุ่งเน้นไปที่การเน้นย้ำถึงความสำคัญทางการเมืองของผีและความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับพวกมัน — เพื่อทำพิธีขับไล่ (exorcise) ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ทว่าหากคุณอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ จะพบว่ามีบางสิ่งที่เป็นมากกว่านั้น ในวรรณกรรมด้านภูมิศาสตร์เชิงสเปกตรัมจำนวนมาก ผีได้กลายเป็น "อุปลักษณ์" (metaphor) โดยผีทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือเข้ามาแทนที่สิ่งอื่น "การสาบสูญที่ดำรงอยู่" ของผีที่ไม่สามารถถอดรหัสได้อย่างสมบูรณ์นั้น กลายเป็นสัญลักษณ์ทางอุปมานิทัศน์ (allegorical) ของกระบวนการและประเด็นปัญหาอื่นๆ "สิ่งอื่น" ที่ว่านี้อาจเป็นอดีตยุคอาณานิคมที่ถูกลืมเลือนหรือถูกบดบัง, วัฒนธรรมชนชั้นแรงงานที่ถูกขจัดออกไปจากเมืองที่ได้รับการฟื้นฟูใหม่, ความทรงจำถึงบุคคลอันเป็นที่รักในสวน หรือสายพันธุ์ที่เกือบจะหรือถูกสันนิษฐานว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แน่นอนว่าเรื่องของผีและสเปกเตรอมีพลังในเชิงวิเคราะห์อย่างยิ่งเมื่อถูกใช้ในลักษณะนี้ ดังที่ปรากฏในตัวอย่างข้างต้น

 

ทว่าจะเป็นอย่างไร และนี่อาจเป็นคำถามที่อันตรายในสาขาสังคมศาสตร์อย่างภูมิศาสตร์มนุษย์ หากผีมีตัวตนอยู่จริง ? เราจะสามารถเข้าถึงหัวข้อภูมิศาสตร์เชิงสเปกตรัมในลักษณะที่อนุญาตให้ "การสาบสูญที่ดำรงอยู่" ซึ่งยากจะจับต้องเหล่านี้ ไม่ถูกอธิบายให้หายไปด้วยการทำให้พวกมันเป็นเพียงอุปลักษณ์ อุปมานิทัศน์ หรือสัญลักษณ์ได้หรือไม่ ? กล่าวโดยย่อคือ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราพิจารณาเรื่องผีอย่างจริงจัง ? หรือหากนี่ดูเป็นข้อเสนอที่ค่อนข้างไร้สาระ (หมายความว่า ผีเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ใช่หรือไม่ ?) จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราพิจารณา "ความเชื่อ" ในเรื่องผีอย่างจริงจังและสำรวจสิ่งเหล่านั้นผ่านเลนส์ทางภูมิศาสตร์ ? ในส่วนสุดท้ายนี้ ผมต้องการอภิปรายถึงแนวทางที่นักภูมิศาสตร์มนุษย์บางส่วนใช้ตรวจสอบผีในฐานะปรากฏการณ์ทางเหนือธรรมชาติที่ "เป็นจริง" หรืออย่างน้อยที่สุด คือการพิจารณาความเชื่อในเรื่องผีว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผมต้องการมองไปยังกลุ่มผู้ที่พยายามไม่ขจัดผีออกไปอย่างสิ้นเชิงผ่านการใช้เครื่องมือเชิงวิเคราะห์หรือการจัดการของเรา (Stevens and Tolbert, 2018)

 

บางทีเหตุผลหนึ่งที่นักภูมิศาสตร์มนุษย์และนักสังคมศาสตร์อื่นๆ ใช้อุปลักษณ์เรื่องผี เป็นเพราะเรามักมองตนเองเป็นผู้สืบสวนที่มีเหตุมีผลซึ่งแสวงหาคำอธิบายเชิงตรรกะต่อสรรพสิ่ง ดังที่ Meier et al.(2013: 423) โต้แย้งว่า "สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ดำรงอยู่ สังเกตได้ จับต้องได้ และวัดค่าได้" อาจเป็นเพราะศาสตร์อย่างภูมิศาสตร์มนุษย์มักมองตนเองว่าเป็นศาสตร์ที่เป็น "ฆราวาสนิยม" (secularised) อย่างสมบูรณ์ นั่นคือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ "ความจริง" ของเรื่องเหนือธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ประหลาด หรือแม้แต่เรื่องศรัทธา ศาสนา หรือจิตวิญญาณ (Dewsbury and Cloke, 2009 ประกอบได้) ในจุดนี้อาจกล่าวได้ว่าวิชาการกำลังขัดแย้งกับสังคมและวัฒนธรรมในวงกว้าง ซึ่งเรื่องเหนือธรรมชาติ ปรากฏการณ์ประหลาด รวมถึงเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทวภาพ ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ดังที่ บาร์โตลินี และคณะ (Bartolini et al., 2017: 346) ระบุไว้ว่า:

 

"...แนวคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับไสยศาสตร์, เทวภาพ, โลกหน้า, ความเชื่อโชคลาง, สิ่งเหนือธรรมชาติ, ปรากฏการณ์ประหลาด และจิตวิญญาณ (ฯลฯ) (ไม่ว่าจากแหล่งใด) ยังคงเจริญงอกงามและถักทอผ่านสภาวะสมัยใหม่ [...] แวมไพร์ มนุษย์หมาป่า พ่อมด แม่มด แฟรี่ ซอมบี้ มนุษย์เหนือพลัง ผี ปีศาจ กึ่งเทพ และเทพเจ้า ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในภาพยนตร์และหนังสือที่ได้รับความนิยม (ส่วนใหญ่) ในปัจจุบัน"

 

เป็นที่ยอมรับว่าอาจมีผู้โต้แย้งว่า สำหรับคนจำนวนมาก การนั่งชมภาพยนตร์แวมไพร์ดีๆ สักเรื่องทาง Netflix หรือการเฝ้าดูวันสิ้นโลกจากซอมบี้ทาง Amazon Prime เป็นเพียงเพื่อความบันเทิงและความเพลิดเพลิน ทว่าเราควรละเลยกลุ่มผู้นิยม "วัฒนธรรมไสยศาสตร์" (occulture) ว่าเป็นเพียงผู้แสวงหาความบันเทิง "เท่านั้น" หรือไม่ ? เราควรเพิกเฉยต่อสัมพัทสาร (affective) และความประทับใจทางอารมณ์ที่เกิดจากการถูกหลอกด้วยเรื่องผี หรือความสยดสยองต่อฝูงซอมบี้ที่ส่งเสียงครางระงมหรือไม่?

 

สิ่งหนึ่งที่วัฒนธรรมประชานิยมเหล่านี้กระทำ คือ การสร้างสภาวะแห่งความเป็นไปได้และการคาดคะเนในพื้นที่และสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ หลายท่านคงเคยชมภาพยนตร์สยองขวัญแล้วรู้สึกขนลุกด้วยความกลัวขณะเดินขึ้นบันไดไปนอนในบ้านที่มืดมิดหรือไม่ ? สำหรับเรา ลองตรวจสอบตัวเองดูว่าเคยรู้สึกถึงความหวั่นใจและความไม่สบายใจขณะเดินผ่านสุสานในยามค่ำคืนหรือไม่ ? การตรวจสอบ "ความจริง" ของผี อสุรกาย แวมไพร์ มนุษย์หมาป่า และสิ่งอื่นที่คล้ายคลึงกัน คือการสำรวจความเป็นไปได้ของโลกอื่น (otherworldly) ในสถานที่และพื้นที่ที่เราใช้ประกอบสร้างชีวิตขึ้นมา ประตูปฏิบัติที่เป็นนิยมรูปแบบหนึ่งที่กระทำเช่นนั้น คือ การท่องเที่ยวเชิงสยองขวัญ (ghost tourism) ในหลายเมืองทั่วโลก มัคคุเทศก์จะนำผู้เข้าร่วมเดินทัวร์เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้านมืดและเรื่องราวเหนือธรรมชาติของพื้นที่และสถานที่ ทัวร์ "มรดกด้านมืด" (dark heritage) เหล่านี้เผยให้เห็นประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้น ซึ่งมักจะเป็นเรื่องที่น่าสยดสยอง ของพื้นที่และสถานที่ และสร้างเรื่องเล่าทางเลือกหรือ "ความจริง" อื่นๆ ของท้องถิ่นขึ้นมา ในแง่นี้ พวกเขาได้ประสานเข้ากับแนวคิดเชิงสเปกตรัมในทางการเมืองที่เราได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ เพื่อเปิดเผยและรับฟังเสียงเรียกของพื้นที่ที่ถูกตามหลอนซึ่งเคยมีการกระทำอันไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น และต่อมาได้ถูกลืมเลือนหรือบดบังไว้ ทว่าทัวร์ชมผี เช่นเดียวกับภาพยนตร์สยองขวัญ ยังอนุญาตให้เราได้จินตนาการและสัมผัสกับภูมิศาสตร์เชิงเหนือธรรมชาติและเชิงสเปกตรัมที่รายล้อมเราอยู่ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปล่อยให้สิ่งที่ไม่รู้และคำถามที่ว่า "จะเกิดอะไรขึ้นถ้า...?" เข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ในชีวิตประจำวันของเราได้

 

แท้จริงแล้ว การท่องเที่ยวเชิงสยองขวัญสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงคาดคะเนนี้ผ่านการถักทอ "บรรยากาศ" ที่อนุญาตให้ศักยภาพของพื้นที่และสถานที่ได้ผลิบาน ในฐานะผู้เข้าร่วม เราจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของความเป็นไปได้ที่ผีอาจปรากฏกายออกมา ในขณะที่การเล่าเรื่องของมัคคุเทศก์ (รวมถึงสถาปัตยกรรม เสียง ภาพ และบางครั้งคือกลิ่นของสถานที่) ได้สร้างบรรยากาศที่ชวนขนหัวลุก หัวใจสำคัญของบรรยากาศนี้ คือ สิ่งที่ไม่สามารถตัดสินได้และสิ่งที่ไม่มีเนื้อสารเชิงวัตถุ นั่นคือสภาวะภูตผีดังที่ Kolk (2020: 135) ระบุในงานวิจัยเกี่ยวกับมรดกด้านมืดใน St. Louis ว่า การท่องเที่ยวรูปแบบนี้ "โดยทั่วไปจะต่อต้านการให้กรอบคิดแบบเหตุผลนิยม หรือแม้แต่เรื่องเล่าที่เป็นเอกภาพ (นอกเหนือไปจากประเภทที่ปรากฏผ่านการให้ความสำคัญกับหัวข้อกว้างๆ ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น) ที่จะพยายามสร้างความเข้าใจอย่างเป็นระบบต่อสิ่งเหล่านั้น" (Holloway, 2010) การท่องเที่ยวเชิงสยองขวัญทำให้สถานที่กลายเป็นสภาวะภูตผี(และด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่เคยดำรงอยู่เพียงแค่ ที่นั่น ที่นี่ หรืออยู่อย่างคงที่อย่างสมบูรณ์) ผ่านวิถีปฏิบัติของการจินตนาการและการคาดคะเน

 

ในฐานะนักภูมิศาสตร์มนุษย์ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อเรื่องผีเพื่อตรวจสอบภูมิศาสตร์เหนือธรรมชาติและปรากฏการณ์ประหลาด สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ทำให้ผีกลายเป็นสิ่งอื่น เช่น อุปลักษณ์ เสมอไป หรือแสวงหาเพียงสาเหตุหลักที่มาครอบงำปรากฏการณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นทางจิตวิทยา, กายภาพ, การมองเห็น, เสรีนิยมใหม่ หรือหลังอาณานิคม ฯลฯ (Holloway and Kneale, 2008) แต่เราควรพิจารณาความหลงใหล ความเพลิดเพลินในจินตนาการ และความหวาดกลัวอย่างยิ่งที่ถูกสำแดงโดยผีอย่างจริงจัง และที่สำคัญ การทำเช่นนี้เป็นการเคารพต่อวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลกและตลอดประวัติศาสตร์ที่เชื่อในเรื่องผีและวิญญาณ รวมถึงอสุรกาย ปีศาจ และแฟรี่ (เช่น วัฒนธรรมพื้นเมืองจำนวนมาก)

 

มีตัวอย่างจำนวนไม่น้อยของแนวทางที่ให้ความเคารพและพิจารณาเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างจริงจังในภูมิศาสตร์มนุษย์ เช่น เฮง (Heng, 2021) ที่ตรวจสอบเทศกาลสารทจีน (Hungry Ghost Festival) ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาในศาสนาแบบจีน ประกอบด้วยเต๋า พุทธ และศาสนาชาวบ้าน ที่วิญญาณของบรรพบุรุษและผู้ล่วงลับเดินทางจากยมโลกเพื่อมาเวียนว่ายท่ามกลางผู้ที่มีชีวิตอยู่ วิญญาณเหล่านี้ต้องการการปลอบประโลมและเครื่องเซ่นไหว้ โดยเฮงใช้การถ่ายภาพเป็นวิธีการสร้างภาพนิมิตว่าพิธีกรรมเหล่านี้ทำให้วิญญาณที่สาบสูญและจับต้องไม่ได้ กลายมาเป็นการดำรงอยู่และจับต้องได้อย่างไร (Tong and Kong, 2000)


อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การยืนยันของ Pile (2006) ที่ว่า เวทมนตร์และไสยศาสตร์ แทนที่จะเป็นสิ่งที่ถูกกำจัดไปจากโลกตะวันตกที่ "มีเหตุผล" และ "ทันสมัย" แต่สิ่งเหล่านี้กลับยังคงเป็นส่วนหนึ่งของมันอย่างยิ่ง ซึ่ง Pile (2006: 316) ได้สืบร่องรอยการไหลเวียนของวิถีปฏิบัติ เช่น ลัทธิพ่อมดแม่มดในแอฟริกาตะวันตก หรือพิธีกรรมเวทมนตร์ของภาคีเฮอร์เมติกแห่งรุ่งอรุณสีทอง (Hermetic Order of the Golden Dawn) ไปยังเมืองต่างๆ เช่น ลอนดอน เพื่อโต้แย้งว่า "ห่างไกลจากคำว่าเวทมนตร์กำลังล้มหายตายจากไปในเมืองตะวันตกที่ทันสมัย แต่เวทมนตร์กำลังเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง" ในที่นี้ ไพล์ได้ตรวจสอบผลกระทบทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมที่มีอยู่จริงของปรากฏการณ์และวิถีปฏิบัติเหล่านี้ต่อความเข้าใจของเราที่มีต่อความเป็นเมืองสมัยใหม่ของตะวันตก ในทำนองเดียวกัน ผมได้สำรวจลัทธิวิญญาณนิยม (spiritualism) ในศตวรรษที่สิบเก้า เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงสัมพัทสารและเชิงสภาวะกายา (embodied) ของการเข้าทรง (séance) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่วิญญาณของผู้ล่วงลับเคยถูกติดต่อและยังคงถูกติดต่ออยู่ในปัจจุบัน (Holloway, 2006; Bartolini et al., 2019) และไม่ใช่เพียงเรื่องลัทธิแม่มด ไสยศาสตร์ และวิญญาณเท่านั้นที่นักภูมิศาสตร์มนุษย์ได้ตรวจสอบ พวกเขายังได้สืบสวนเรื่องของอสุรกาย ในฐานะสิ่งที่เป็นทั้งความน่าหวาดกลัวและความน่าหลงใหล ทั้งความสยดสยองและการสร้างความยำเกรง เพื่อสำรวจศักยภาพของสิ่งเหล่านี้ในการสร้างแนวคิดใหม่ๆ ทางภูมิศาสตร์ (Dixon and Ruddick, 2013, Holloway, 2017)

 

สรุป

- ในภูมิศาสตร์มนุษย์ ผีมักถูกวิเคราะห์ในฐานะตัวแทนของสิ่งอื่น และด้วยเหตุนี้จึงเป็นตัวตนเชิงอุปมานิทัศน์ที่ "ยืนหยัดแทน" กระบวนการทางภูมิศาสตร์อื่นๆ

- นักภูมิศาสตร์มนุษย์คนอื่นๆ ได้พิจารณาความเชื่อในเรื่องผี และแม้กระทั่งการดำรงอยู่จริงของผีและการตามหลอน ในฐานะสิ่งที่จะต้องนำมาวิเคราะห์และสำรวจ

- ผีมีศักยภาพที่ทำให้เราเกิดความฉงน การคาดคะเน และการคิดถึงพื้นที่และสถานที่ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม และนักภูมิศาสตร์มนุษย์ได้พยายามสำรวจว่าสิ่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสภาวะที่น่าอัศจรรย์ (Enchant) ให้กับภูมิศาสตร์ของเราได้อย่างไร

 

บทสรุป 

 

ภูมิศาสตร์ภูตผีคือพื้นที่และสถานที่ซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้นจาก "เนื้อสาร" กระบวนการ และวิถีปฏิบัติที่ไม่เคยดำรงอยู่อย่างเต็มภาคภูมิและไม่เคยหยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์ ทว่ากลับถูกตามหลอนโดยพลังอำนาจที่รบกวน ซึ่งอยู่ในสภาวะ "สาบสูญแต่ยังดำรงอยู่" สิ่งเหล่านี้ทำให้สถานที่ขาดความหนาแน่นเชิงวัตถุ ไม่สามารถตัดสินได้ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และสร้างความสั่นคลอน การยอมรับในสภาวะที่มีภูตผีปรากฎในทางภูมิศาสตร์มนุษย์จึงเป็นดังที่ Maddern and Adey (2008: 292) โต้แย้งไว้ว่าเป็น "ความใส่ใจต่อสิ่งที่พอจะรับรู้ได้ สิ่งที่ดำรงอยู่เพียงเบาบาง และการดำรงอยู่ที่คอยรบกวนจิตใจของการสาบสูญในพื้นที่ที่หลากหลาย" ในบทนี้ เราได้เห็นแล้วว่านักภูมิศาสตร์มนุษย์ได้ใช้ "ตัวแทนของผี" เพื่อสำรวจหนทางที่ความทรงจำและประวัติศาสตร์ของพื้นที่และสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกซ่อนเร้นหรือลืมเลือน สามารถปะทุหรือปรากฏเป็นรูปธรรมขึ้นในปัจจุบันและส่งผลกระทบต่ออนาคต กระบวนการและตัวแทนเหล่านี้ คือการตามหลอนและผีแห่งพื้นที่และสถานที่ เรียกร้องให้เกิดการลงมือทำและขอให้เราใส่ใจต่อเสียงเรียกของพวกมัน ซึ่งมักสื่อสารผ่านข้อเรียกร้องทางการเมืองที่ปรากฏซ้ำออกมา

 

อย่างไรก็ตาม เรายังได้เห็นอีกว่าสภาวะเชิงสเปกตรัมและเชิงสยองขวัญนั้นเป็นบ่อเกิดของความพิศวง ความสงสัยใคร่รู้ จินตนาการ และการคาดคะเน ดังนั้น ผีจึงไม่เพียงแต่เรียกร้องให้เราลงมือจัดการกับความไม่ยุติธรรมและความผิดพลาดที่พวกมันเคยได้รับในอดีตเท่านั้น แต่ยังอนุญาตให้เราขบคิดว่าพื้นที่และสถานที่อาจถูกรับรู้และมีประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปได้อย่างไร กล่าวโดยย่อคือ ผีเป็นได้ทั้งประเด็นทางการเมืองและสิ่งที่สร้างความน่าอัศจรรย์ ซึ่งคือ "การถูกกระทบและสั่นคลอนโดยความไม่ธรรมดาที่อาศัยอยู่ท่ามกลางความคุ้นเคยและชีวิตประจำวัน" ดังที่ เบนเน็ตต์ (Bennett, 2001: 4–5) ได้นิยามไว้

 

หวังว่าคุณจะมีความเข้าใจที่ดีขึ้นว่าภูมิศาสตร์เชิงสเปกตรัมคืออะไรหรืออาจเป็นสิ่งใดได้บ้างหลังจากอ่านบทนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ผมหวังว่าคุณจะพิจารณาเรื่องผี วิญญาณ และแม้กระทั่งอสุรกายอย่างจริงจังมากขึ้นอีกสักนิด สิ่งที่ผมหมายถึงจากการพิจารณาบางสิ่งอย่างจริงจัง คือ การอนุญาตให้ผี และแน่นอนว่ารวมถึงความเชื่อในเรื่องผี ได้ดำรงอยู่และเป็นจริงในงานทางภูมิศาสตร์มนุษย์ของเรา ทว่าผีจะสามารถถูกขับไล่ออกไป (อย่างสมบูรณ์) ได้จริงหรือ ? ปัจจุบันเมืองบริสตอลหลุดพ้นจากอดีตอาณานิคมที่ตามหลอนอยู่หลังจากการโค่นล้มรูปปั้นโคลสตันแล้วหรือไม่ ? เรื่องราวของศีรษะหินแห่งเฮกซัมยังคงทำให้เราฉงนและสงสัยใคร่รู้อยู่หรือไม่? ดังที่หลายคนได้โต้แย้งไว้ว่า พลังของผีและสเปกตรัมนั้นอยู่ที่ "สภาวะที่ไม่อาจตัดสินได้" (undecidability) ของพวกมัน


ดังนั้น ลองรับฟังพอดแคสต์ชุด "unexplained" แม้ว่าไม่ใช่ทุกตอนจะจัดการกับเรื่องผีโดยตรง ถึงแม้ว่าหลายตอนจะทำเช่นนั้น ทว่าพลังและความนิยมของพอดแคสต์นี้ (ด้วยยอดดาวน์โหลดกว่า 50 ล้านครั้ง) คือการที่ไม่มีคำตอบและไม่มีการระบุสาเหตุให้กับความลี้ลับ การตามหลอน และเหตุการณ์อันน่าขนลุกที่ถูกบันทึกไว้ เรื่องราวเหล่านั้นถูกทิ้งไว้โดย "ไม่มีคำอธิบาย" หรือลองอ่านบทความอันยอดเยี่ยมของ Thurgill (2018) ว่าด้วยภูมิศาสตร์เชิงวรรณกรรมในเรื่องผีของ M.R. James ในงานชิ้นนี้ Thurgill ได้เยี่ยมชมและสำรวจสถานที่และพื้นที่ในโลกแห่งความเป็นจริงบริเวณชายฝั่งอีสต์แองเกลียน (East Anglian) ซึ่งเป็นฉากทัศน์ในเรื่องเล่าของเจมส์ พลังของผี หรือแรงผลักดันเชิงสัมพัทสารของมัน มีความเป็นรูปธรรมอย่างยิ่งในขณะที่เขาค้นหาสถานที่เหล่านี้ และถูกตามหลอนโดยทั้งการดำรงอยู่และการสาบสูญของตัวละครและสถานที่ที่เจมส์ได้วางเรื่องราวไว้ ในงานวิจัยของเทอร์กิลล์ ผีทรงพลังอย่างยิ่งเพราะมันไม่เคยถูกลดทอนให้เป็นเพียงอาการของสิ่งอื่นหรือเป็นเพียงอุปลักษณ์ ในทางกลับกัน ผีได้รับอนุญาตให้ตามหลอนอยู่ภายในการวิเคราะห์ของเขา ดังนั้น หากคุณกำลังขุดดินในสวนของคุณ แล้วบังเอิญไปพบกับศีรษะหินสลักเล็กๆ สองก้อนเข้า...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น