Moon Shot
การขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ของมนุษย์ครั้งแรก
คราวที่แล้ว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๑๙๖๙ ครั้งนั้น ทางการเมือง นาซ่าต้องการล้ำหน้ารัสเซียคู่ต่อกร
ด้วยการประทับรอยเท้ามนุษย์บนแผ่นดินที่อยู่นอกโลก และปักธงชาติสหรัฐแสดงการครอบครอง
อย่างเช่นเดียวกับที่เคยทำกันที่ขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้
ขณะที่ครั้งนี้เมื่อเช้าวานนี้
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๐๒๒ ทางการเมือง อาร์เตมีส ต้องการสร้างพันธมิตรในกิจการอวกาศระดับโลกด้วยสโลแกน
“space for @ll - สำรวจห้วงอวกาศเพื่อประโยชน์ของทุกคน”
ระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป และญี่ปุ่น เพื่อให้สุภาพสตรีและคนผิวสี ทำการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์และวางรากฐานสำหรับการส่งนักบินอวกาศไปยังดาวอังคาร
ขณะที่ภารกิจทางวิทยาศาสตร์
คือ science is the
cake on artemis ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยพบว่า บนดวงจันทร์อุดมไปด้วยทรัพยากร โดยเฉพาะความเข้มข้นของน้ำแข็ง
และการเข้าถึงแสงที่มากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งถือเป็นเสบียงในการเดินทางสำรวจสุริยจักรวาลของมนุษย์ให้ได้ออกไกลมากขึ้น
โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งพาทรัพยากรจากโลกอย่างเมื่อก่อน ซึ่งเป้าหมายสำคัญก็คือ ดาวอังคาร
ที่ยังอยู่ใน “photosphere
- มณฑลของแสง” ที่น่าจะพอเหมาะพอดีกับการมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
ด้วยเป้าหมายเช่นนี้
ภารกิจทางวิทยาศาสตร์ของ ‘อาร์เตมีส’ จึงมุ่งสู่บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ที่ยังไม่ได้มีการสำรวจ
นี่จึงเป็นโอกาสสุดพิเศษที่จะช่วยไขความลับทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของโลกและดวงจันทร์
ตลอดจนระบบสุริยะของเราด้วย ย้ำอีกทีว่าเพื่อสนับสนุนการสำรวจของมนุษย์ที่ไกลออกไปในระบบสุริยะ
เพื่อที่จะเรียนรู้วิธีใช้เวลาบนพื้นผิวดวงจันทร์ให้มากขึ้น รวมทั้งเตรียมการเดินทางสู่ดาวอังคารในอนาคต
ด้วยการทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและเรียนรู้ถึงการบรรเทาอันตรายต่างๆ จากกับการสำรวจอวกาศ
การส่งยานอพอลโล
๑๑ พามนุษย์ไปอยู่นอกโลก ๒-๓ วันเมื่อกว่า ๕๐ ปีก่อนนั้น เกิดวลีใหม่ในเวลานั้นให้ได้ใช้กันในแวดวงนักคิดกันจนมาถึงทุกวันนี้
คือวลีที่ว่า moonshot วลีดังกล่าวนี้ประธานาธิบดี
จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นผู้กล่าว ซึ่งหมายถึง การคิดในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรือไม่เคยมีใครตั้งเป้าหมายแบบนี้มาก่อน
โดยนำทรัพยากรต่างๆ ที่ไม่เคยถูกคิดค้นหรือถูกนำมาใช้ก่อนหน้านี้ เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคไปให้ถึงจุดหมายนั้นๆ
บ้านเรามีคำเปรียบเปรยสิ่งที่ทำยากแบบนี้เหมือนกัน
แต่ว่าก็แค่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากๆ เช่น เข็นครกขึ้นเขา ฝนทั่งให้เป็นเข็ม อะไรแบบนี้เท่านั้น
สิ่งที่เหนือกว่านั้นไป mindset
ของพวกเรายังไปไม่ถึง รัฐมนตรีท่านหนึ่งในรัฐบาลชุดนี้ ชวนคนไทยไปดวงจันทร์ ไม่รู้ว่าลึกๆ
ท่านคิดอย่างไร มีเป้าหมายอะไร เป้าหมายนั้นมีความสำคัญแค่ไหน พวกเราหลายคนเลยชวนกันปรามาสว่า
ไร้สาระ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ สู้เอาเงินไปแจกไปปลดหนี้ชาวนาดีกว่า คิดกันแบบนี้เยอะ
ประเทศไทยเราก็เลยต้องเสียงบเสียเงินนำเข้าวิทยาศาสตร์และเทคโลโลยีปีๆ เป็นเงินมหาศาล

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น