หน้าเว็บ

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

everydayness

ความมีอิสระและเสรี - ชีวิตที่เลือกได้ว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"

วันก่อนผมมีธุระต้องไปทำที่อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย แล้วก็มีโอกาสชิมมอคค่าเย็นกะชาเขียวนมเย็นที่ร้าน ‘ส่วง’ ที่เขามีปรัชญาของร้านว่า ‘ต้นน้ำต้นชีวิต’ ซึ่งผมเห็นว่า ‘ใช่’ แล้วร้านนี้เจ้าของร้านบอกว่ายอดจองเต็มตั้งแต่วันออกพรรษา ยาวไปจนถึงต้นเดือนมีนาคมปีหน้าโน่น โชคดีมากที่เราสองคนได้ชิมโดยไม่ต้องเบียดเสียดนักท่องเที่ยวและไม่ต้องจองโต๊ะ


ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วในโพสต์คราวก่อนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของต้นน้ำกับต้นชีวิต ซึ่งมนุษย์เราจะมีชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุข หรือเรียกรวมๆ ว่า
human well-being ได้ มีองค์ประกอบสำคัญที่จะต้องประสานกันอย่างลงตัว  5 อย่าง คือ ความมั่นคงและปลอดภัย ปัจจัยจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต การมีสุขภาพดี การมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี และอิสระเสรีที่จะเลือก&ประพฤติ

สำหรับองค์ประกอบที่ 5 ที่ว่าด้วยการมี ‘อิสระเสรีที่จะเลือก&ประพฤติ’ นั้น หากพิจารณาจากมุมของจิตวิทยาที่จะนำมาซึ่งอิสรภาพ แต่ว่า อิสรภาพไม่ได้หมายถึงการมีอิสระที่จะเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น เพราะนั่นดูจะต้องถูกตั้งคำถามว่า แบบนั้นเป็นอิสรภาพแบบไหนกันหนอ? หากคนเรามีอิสระที่จะทำได้เฉพาะสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น มันย่อมหมายความว่าเราไม่ได้เป็นอิสระ อิสรภาพจึงจะต้องหมายถึงทางเลือกทั้งสองอย่าง อาจจะทำอย่างถูกต้อง หรืออาจจะทำอย่างผิดๆ ก็ย่อมได้ และหากเป็นความคิดเห็นที่จะต้องเลือกและแสดงออกผ่านคำพูด อิสรภาพก็น่าจะหมายถึงทั้งสิทธิในการที่จะพูดคำว่า ‘ใช่’ ก็ได้ และสิทธิในการที่จะพูดคำว่า ‘ไม่’ ก็ได้

เราท่านทั้งหลายต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมนี้ การที่เราพูดว่า ‘ไม่’ มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่ามีอิสรภาพมากกว่าการพูดว่า ‘ใช่’ ทั้งนี้ตรงนี้ไม่ได้ต้องการทำให้มันเป็นปรัชญาไปเสียทั้งหมด เพราะนี่เป็นความจริงอย่างธรรมดาที่สุด แต่ละคนแต่ละท่านจะสังเกตได้ด้วยตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่เราพูดคำว่า ‘ไม่’ สังเกตไหมว่าเราจะมีความรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เราพูดคำว่า ‘ใช่’ เราจะเริ่มรู้สึกว่าไม่เป็นอิสระ ทั้งนี้เป็นเพราะคำว่า ‘ใช่’ มันทำให้เราตกอยู่ในสถานะของการเชื่อฟัง คำว่า ‘ใช่’ หมายความว่า เราได้ยอมแพ้ แล้วอิสรภาพของเราล่ะ มันไปอยู่ที่ไหนเสีย การพูดคำว่า ‘ไม่’ ทำให้เรากลายเป็นคนดื้อ มีความเป็นตัวของตัวเอง คำว่า ‘ไม่’ ทำให้เราได้อ้างสิทธิของตัวเอง มันหมายความว่า เราพร้อมที่จะต่อสู้ คำว่า ‘ไม่’ ทำให้เราเห็นความเป็นเราชัดเจนกว่าการพูดคำว่า ‘ใช่’ คำว่า ‘ใช่’ มันค่อนข้างคลุมเครือ เป็นนามธรรม คำว่า ‘ไม่’ ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม เห็นรูปร่างได้อย่างชัดเจนกว่า

นั่นคือสาเหตุที่นักจิตวิทยามักจะพูดว่า ในช่วงอายุระหว่าง 7-14 ปี เด็กแต่ละคนจะเรียนรู้ที่จะพูดคำว่า ‘ไม่’ มากขึ้นเรื่อยๆ นี่ถือได้ว่าเป็นการคลอดออกมาจากครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เป็นการคลอดทางจิตวิทยา ในตอนนี้แม้ไม่มีความจำเป็นที่จะพูดคำว่า ‘ไม่’ แต่พวกเขาก็ยังคงใช้คำว่า ‘ไม่’ มากขึ้นไปเรื่อยๆ และเมื่อเขาอายุได้ 14 ปี มีการเติบโตทางเพศเต็มที่ เขาก็จะพูดคำว่า ‘ไม่’ กับแม่ของเขา ต่อเมื่อเขาตกหลุมรักกับหญิงสาว นั่นคือคำว่า ‘ไม่’ ที่ยิ่งใหญ่ที่เขาให้กับแม่ของเขา เขากำลังหันหลังให้กับแม่ของเขา เขาพูดว่า ‘ผมไม่สนแม่แล้ว ผมมีผู้หญิงของผม ผมเป็นปัจเจกชน มีสิทธิในชีวิตของผม ผมต้องการใช้ชีวิตอิสระ ผมต้องการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของผมเอง’

หากพ่อแม่ยืนกรานในเรื่องต่างๆ เป็นต้นว่า ให้ไป ‘ตัดผมสั้น’ พวกเขาก็จะไว้ผมยาว หากพ่อแม่บอกว่าให้ ‘ไว้ผมยาว’ พวกเขาก็จะทำในสิ่งตรงกันข้าม คือ ตัดผมสั้น ไม่เชื่อก็ลองดูซิ .. เมื่อพวกฮิปปี้เป็นพ่อคนแม่คน พวกเขาจะพบว่าลูกๆ ของพวกเขาจะไว้ผมสั้น นั่นคือผลของการพูดคำว่า ‘ไม่’

หากพ่อแม่พร่ำสอนว่า ‘ความสะอาดนั้นสำคัญพอๆ กับความเป็นพระเจ้าเลยทีเดียว’ ลูกๆ ก็จะเริ่มมีชีวิตอยู่อย่างสกปรก พวกเขาจะมอมแมม ไม่ยอมอาบน้ำ ไม่ยอมทำความสะอาดตัวเอง พวกเขาจะไม่ใช้สบู่ และจะหาเหตุผลต่างๆ นานา เพื่ออ้างว่า สบู่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง มันไม่เป็นธรรมขาติ ไม่มีสัตว์ชนิดใดที่ใช้สบู่ พวกเขาจะหาเหตุผลมาอ้างมากมายเท่าที่จะหาได้แต้ท้ายที่สุด สิ่งที่อยู่ใต้เหตุผลต่างๆ เหล่านั้น ก็คือ ความจริงที่ว่าพวกเขาต้องการจะพูดคำว่า ‘ไม่’ และแน่นอนเมื่อท่านต้องการจะพูดคำว่า ‘ไม่’ท่านต้องใช้เหตุผล

ด้วยเหตุนี้ คำว่า ‘ไม่’ จึงให้ความรู้สึกเป็นอิสระแก่เรา ไม่ใช่เพียงแค่นั้น มันยังทำให้เราดูฉลาดอีกด้วย การพูดคำว่า ‘ใช่’ ไม่ต้องใช้ความฉลาดใดๆ เวลาเราพูดคำวา ‘ใช่’ จะไม่มีใครถามต่อว่าทำไม เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหาเหตุผลหรือข้อโต้แย้งใดๆ เพราะเราได้บอกไปแล้วว่า ‘ใช่’ แต่พอเราพูดคำว่า ‘ไม่’ คำถามว่าทำไมจะตามมาทันที จึงถือได้ว่าเป็นการลับคมความฉลาดให้กับเรา มันให้ความหมาย ทำให้เรามีสไตล์ และให้อิสรภาพกับเรา

ลองเฝ้าดูจิตวิทยาของคำว่า ‘ไม่’ ดูซิ มันเป็นการยากมากที่ชีวิตมนุษย์จะอยู่ในความสอดประสาน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมนุษย์มีจิตสำนึก จิตสำนึกนำมาซึ่งอิสรภาพ อิสรภาพทำให้เราพูดคำว่า ‘ไม่’ และความเป็นไปได้สูงที่เราจะพูดคำว่า ‘ไม่’ มากกว่าที่จะพูดคำว่า ‘ใช่’

เมื่อปราศจากคำว่า ‘ใช่’ ก็จะไร้ซึ่งความสอดประสาน คำว่า ‘ใช่’ นี้เป็นความสอดประสาน แต่มันต้องใช้เวลาในการเจริญพัฒนาเพื่อให้มาถึงจุดที่เราจะสามารถพูดว่า ‘ใช่’ ได้อย่างอิสระเสรี เมื่อเราสามารถพูดคำว่า ‘ใช่’ โดยที่คงความเป็นเอกลักษณ์ของเราไว้ได้ เราก็จะสามารถพูดคำว่า ‘ใช่’ โดยที่ไม่ตกเป็นทาสของมันอีกต่อไป

อิสรภาพที่ถูกนำมาจากการพูดคำว่า ‘ไม่’ นั้น เป็นอิสรภาพแบบเด็กๆ มันเหมาะสำหรับคนที่อายุ 7-14 ปี แต่ใครก็ตามที่ตกอยู่ในกับดักของคำว่า ‘ไม่’ นี้ไปตลอด เขาผู้นั้นก็จะกลายเป็นคนที่หยุดการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

การเจริญพัฒนานั้นจะมาพร้อมกับการพูดคำว่า ‘ใช่’ ได้อย่างเบิกบาน มันเหมือนกับเด็กพูดคำว่า ‘ไม่’ เรียกว่าเป็นวัยเด็กครั้งที่ 2 ก็ได้ ใครก็ตามที่สามารถพูดคำว่า ‘ใช่’ ได้อย่างอิสระและเบิกบาน ไม่มีการลังเล ไม่มีข้อผูกพัน ไม่มีเงื่อนไข - เป็นความเบิกบานอันบริสุทธิ์และสุดแสนจะธรรมดา - คนๆ นั้นน่าจะได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ที่สุขุม เขาจะมีชีวิตได้อย่างสอดประสานกลมกลืน ความสอดประสานกลมกลืนนี้เป็นมิติที่แตกต่างจากความสอดประสานกลมกลืนของต้นไม้ สัตว์ และนก อย่างสิ้นเชิง พืชและสัตว์มีชีวิตอยู่ในความสอดประสานได้เพราะพวกมันไม่สามารถพูดคำว่า ‘ไม่’ ได้ ขณะที่นักปราชญ์ใช้ชีวิตอยู่ในความสอดประสานได้เพราะเขารู้ที่จะไม่พูดคำว่า ‘ไม่’ คนเป็นสิ่งที่ติดอยู่ตรงกลาง อยู่ระหว่างความเป็นสัตว์และความเป็นพุทธะ ยังไม่ยอมโต ยังทำตัวเป็นเด็ก ไม่เจริญพัฒนา ติดอยู่ตรงกลาง ยังใช้คำว่า ‘ไม่’ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามีอิสรภาพอยู่

มาถึงตอนนี้แล้ว ขอทำความเข้าใจกันอีกครั้งว่าไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า จงอย่าพูดคำว่า ‘ไม่’ หากแต่ต้องการให้พวกเราพูดคำว่า ‘ไม่’ เฉพาะในเวลาที่จำเป็น ต้องอย่าไปติดอยู่กับมัน จงพิจารณาดูอย่างช้าๆ แล้วจะพบว่า มีอิสรภาพที่สูงกว่านั้น ที่มาพร้อมกับคำว่า ‘ใช่’ และมันเป็นการสอดประสานที่กลมกลืนลื่นไหลยิ่ง

หมายเหตุ

การประเมินระบบนิเวศบริการแห่งสหัสวรรษ - millennium ecosystem services assessment หรือ MA ที่เป็นรายงานการรวบรวมผลงานวิจัยกว่า 2 พันฉบับจากทั่วทุกมุมโลก ย้อนหลังไป 50 ปีก่อนปี 2000 รายงานฯ มีเป้าหมายในการตรวจสอบ human-induced ต่อ ecosystem services ทั้งที่เป็น terrestrial และ marine ecosystems ทั้งในรูปแบบของ provisioning, supporting, regulating และ cultural อันเป็นพื้นฐาน 4 อย่างของ ecosystem services

น่าสนใจมากที่รายงานฯ เชื่อมโยงระบบนิเวศบริการทั้ง 4 รูปแบบเข้ากับองค์ประกอบหลักของการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี (มีความสุข) ของมนุษย์ หรือ human well-being ซึ่งมีอยู่ 5 อย่างด้วยกัน คือ ความมั่นคงและปลอดภัย - security, ปัจจัยจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต - basic material for good life,สุขภาพ - health, การมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี - good social relations และอิสระเสรีที่จะเลือกและประพฤติ -  freedom of choice & action

อย่างหลังสุด ‘อิสระเสรีที่จะเลือกและประพฤติ -  freedom of choice & action’ นี่แหละ ที่เป็นส่วนที่นำมากล่าวถึงในเรื่องทั้งหลายของการพูดคำว่า ‘ไม่’ หรือคำว่า ‘ใช่’ ข้างต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น