หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Themetic Geographical Research II

การศึกษาและสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของคนพิการเพื่อสนับสนุนระบบการให้บริการแท็กซี่ในยุค Thailand 4.0 ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์

สิทธิชัย ชูสำโรง1* พัฒนา ราชวงศ์1 และ อัมพวัลย์ คำเชียงเงิน2

The study and survey of the disabilities' transportation behavior to improve the taxi service system in Thailand 4.0 using Geographic Information System

Sittichai CHOOSUMRONG1*, Pathana RACHAVONG1 and Amphawan KHAM-CHIANGNGERN2

1อาจารย์ประจำ ภาควิชาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

2นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาภูมิสารสนเทศศาสตร์ ภาควิชาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

* Corresponding author. E-mail: sittichaic@nu.ac.th

 

บทคัดย่อ

            วัตถุประสงค์ของงานวิจัยในครั้งนี้เพื่อสำรวจความต้องการเดินทางของคนพิการและการให้บริการของผู้ประกอบการ/คนขับแท็กซี่ในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งการสำรวจข้อมูลการเดินทางและการบริการการเดินทางคนพิการนั้น ใช้เครื่องมือจำแนกสภาพร่างกาย ความพิการ และสุขภาพ International Classification of Functioning, Disability and Health หรือ ICF ตามแบบขององค์การอนามัยโลก และใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้บริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรคนพิการ

งานวิจัยนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคนพิการ เช่นกลุ่มประเภทคนพิการ ลักษณะการเดินทาง ความพึงพอใจในการใช้บริการแท็กซี่ในปัจจุบัน และได้มีการออกแบบระบบฐานข้อมูลคนพิการ โดยใช้เครื่องมือทางด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์ให้มีข้อมูลที่ครอบคลุมทุกกลุ่มประเภทผู้พิการ เพื่อที่จะลดปัญหาการสื่อการ การให้บริการที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนพิการแต่ละประเภท ตลอดจนสามารถนำไปพัฒนาร่วมกับระบบ Smart เพื่อให้ศูนย์ประสานงานของแท็กซี่สามารถจำแนกผู้โดยสารและกำหนดแท็กซี่ที่มีความพร้อมในการให้บริการคนพิการไปรับส่งคนพิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำสำคัญ: Taxi on Demand, ระฐานข้อมูลผู้พิการ, ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์, ผู้พิการ

 

Abstract

            The aim of this study is to discover the demands of transportation of the disability and the services of Phitsanulok Taxi entrepreneurs and drivers. The survey of transportation and services for the disabilities has employed International Classification of Functioning, Disability and Health (ICF) as a tool for classifying physical condition, type of disability, and health according to World Health Organization. The interview of the administrators from government and private sectors, local administrative organizations and disability organization was also applied. This study collected the data of disabilities including types of disability, types of transportation, and satisfactions of current taxi services. The database of disabilities was designed using geographic information system, which covers all types of disabilities, in order to solve the problem of communication and inappropriate service for each type. The database can be implied into the development of Smart System for Taxi Information Center to be able to effectively classify the types of passenger and to determine the taxi which is available for the disabilities.

Keywords: Taxi on Demand, Databased System, GIS, Disabled

 

ที่มาและความสำคัญ

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้รายงานสถิติข้อมูลคนพิการพิการ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 - 31 ตุลาคม 2558 พบว่ามีคนพิการ 1,918,867 ราย จำนวนนี้ยังมีชีวิตอยู่ 1,675,753 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.573 ของประชากรทั้งประเทศ ในจำนวนคนพิการที่ยังคงมีชีวิตอยู่นี้เป็นผู้มีบัตรคนพิการที่ได้รับการจัดสวัสดิการตามสิทธิอันพึงมีตามกฎหมาย จำนวน 1,606,917 คน ด้วยสภาพของงานที่คนพิการทำ อันมีความสัมพันธ์กับการมีรายได้น้อย ทำให้คนพิการมีโอกาสค่อนข้างน้อยที่จะสามารถอาศัยอยู่ในย่านพื้นที่ที่มีการเข้าถึงบริการทางสังคมได้ง่ายๆ และพวกเขาจะต้องเพิ่มระดับการพึ่งพารถยนต์มากยิ่งขึ้นไปอีก หากมีความประสงค์จะให้คนพาการได้มีโอกาสเลือกใช้บริการแท็กซี่ที่มีต้นทุนสูง องค์กรเกี่ยวข้องก็อาจจะต้องอุดหนุนระบบการขนส่งตามความต้องการ (on-demand service) เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการแบบนี้ได้ ด้วยเป้าหมายที่จะจัดให้คนพิการมีโอกาสในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับสังคมทั่วไป เฉกเช่นบุคคลคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตของเขาเองตามความต้องการ สามารถเดินทางไปสู่เป้าหมายเพื่อทำกิจกรรมเฉพาะอย่างของพวกเขาได้ โครงการบริการขนส่งที่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันที จึงจำเป็นจะต้องมีไว้สำหรับให้บริการแก่คนพิการอย่างที่ปรากฏอยู่ในรายงานหลายฉบับของเมืองต่างๆ ทั่วโลก การบริการขนส่งแบบนี้ได้รับการคาดหมายว่าจะกลายเป็นระบบที่แพร่หลายไปทั่วในอนาคตไม่ไกลนี้ เนื่องจากว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อันหมายถึงประชากรของสังคมจำนวนมากจะกลายเป็นผู้มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย (พัฒนา และคณะ, 2558)

ปัญหาของผู้พิการในการเรียกใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ ยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เช่น การสื่อสาร การเคลื่อนไหว การช่วยเหลือตนเอง การเสียเวลาของผู้ให้บริการที่จะต้องเสียเวลาในการรับส่งมากขึ้น และการไม่ได้รับความดูแลและบริการที่ดีพอของผู้ใช้บริการ เป็นต้น เนื่องจากในประเทศไทย บริษัทแท็กซี่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริษัทแท็กซี่ในรูปแบบธรรมดา ยังไม่มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือคนพิการ เช่น อุปกรณ์ยกรถเข็น หรือแม้แต่ความรู้เบื้องต้นในการช่วยเหลือผู้พิการหากเกิดกรณีฉุกเฉินขั้นขณะใช้บริการ ดังนั้นผู้พิการควรจะมีทางเลือกสำหรับตัวเองในการเลือกใช้บริการแท็กซี่และแท็กซี่เองก็ควรจะทราบล่วงหน้าว่าผู้โดยสารที่ตนเองกำลังไปรับนั้นเป็นบุคคลประเภทใด เพื่อที่จะได้เตรียมพร้อม รู้ทันและให้บริการได้อย่างเหมาะสม

งานวิจัยเรื่องนี้ จึงจะได้ทำการสำรวจความต้องการเดินทางของคนพิการและการให้บริการของผู้ประกอบการ/คนขับแท็กซี่ ทำการวิเคราะห์หาความเหมาะสมของการสนับสนุนและอุดหนุนระบบบริการแท็กซี่เพื่อคนพิการ และออกแบบฐานข้อมูลคนพิการเพื่อทำการทดสอบการเรียกใช้บริการว่ามีตัวเลือกครอบคลุมทุกกลุ่มคนพิการหรือไม่อย่างไร

 

วัตถุประสงค์

                  เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเดินทางของกลุ่มคนพิการสำหรับวิเคราะห์สำหรับใช้เป็นแนวทางในการออกแบบฐานข้อมูลผู้พิการให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้พิการสำหรับการเรียกใช้บริการแท็กซี่สาธารณะ

 

พื้นที่ศึกษา

การศึกษาในครั้งนี้จะทำการศึกษาในพื้นที่อำเภอเมืองพิษณุโลก โดยในพื้นที่ 750.8 ตร.กม. มีประชากรทั้งหมด 270,231 คน เป็นชาย 132,391 คน และหญิง 137,840 คน ความหนาแน่น 377.4811 คน/ตร.กม. แบ่งการปกครองออกเป็น 20 ตำบล 171 หมู่บ้าน มี 21 แห่ง อำเภอเมืองพิษณุโลกมีคนพิการทั้งสิ้น 5,076 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558) คิดเป็นร้อยละ 2.28 ของประชากรทั้งจังหวัด

สำหรับข้อมูลเบื้องต้นของแท็กซี่ที่เปิดให้บริการในเมืองพิษณุโลกนั้น เป็นบริการของบริษัทแท็กซี่พิษณุโลก จำกัด ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2553 ด้วยจำนวนรถแท็กซี่ 49 คัน ต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 100 คัน และเพิ่มขึ้นเมือปลายปี 2557 เป็นจำนวน 105 คัน โดยมีเป้าหมายให้บริการกับเมืองพิษณุโลกเต็มระบบ 200 คัน ระบบการให้บริการหลัก คือ ผู้โดยสารโทรศัพท์เข้าไปที่ศูนย์แท็กซี่หมายเลข 055-338888 พร้อมแจ้งพิกัดที่จะให้รถแท็กซี่ไปรับและเป้าหมายที่ต้องการไปส่ง จากนั้นศูนย์จะสั่งการด้วยวิทยุรับส่งไปยังรถแท็กซี่คันที่อยู่ใกล้สื่อสารกับผู้โยสารทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อนัดหมายและมีข้อตกลงร่วมกัน

ภาพที่ 1 พื้นที่ศึกษาวิจัยอำเภอเมืองพิษณุโลก

 

กรอบแนวคิดในการดำเนินงาน

การศึกษาครั้งนี้ได้มีการจัดแบ่งกลุ่มตัวอย่างเพื่อให้ครอบคลุมผู้ให้บริการและประเภทคนพิการ โดยพิจารณาจากสมมุติฐานเกี่ยวกับ การไปรับไปส่งผู้ใช้บริการ (คนพิการ) ยังจุดหมายของแท็กซี่ ดังตารางที่ 1 ต่อไปนี้

ตารางที่ 1 การจัดแบ่งกลุ่มตัวอย่างเพื่อให้ครอบคลุมผู้ให้บริการและประเภทคนพิการ

กลุ่มแท็กซี่

ประเภทคนพิการผู้ใช้บริการ

รวม

พิการทางกาย

การมองเห็น

การได้ยิน

กลุ่มผู้เข้าร่วมการอบรม

10

5

5

20

กลุ่มผู้รับข้อมูลจากการพูดคุย

10

10

0

20

กลุ่มอิสระ

10

5

5

20

รวม

30

20

10

60

โดยการวัดความพึงพอใจของการทดลองใช้บริการแต่ละเที่ยว จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับความเข้าใจของผู้ให้บริการคนพิการ และการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับคนพิการทั้งสามประเภทที่เลือกมาเป็นตัวอย่าง แบ่งเป็นการบริการพื้นฐาน และการให้ความช่วยเหลือคนพิการเบื้องต้นในแต่ละประเภทความพิการ

1. การบริการพื้นฐาน ประกอบด้วย การบริการ ณ จุดรับส่ง การแนะนำระหว่างการเดินทาง จิตสำนึกในการให้บริการ ความปลอดภัยระหว่างใช้บริการ และศูนย์สื่อสารแท็กซี่

2. การช่วยเหลือคนพิการเบื้องต้น แบ่งตามประเภทความพิการที่เลือกมาเป็นตัวอย่าง ดังนี้

 

ตารางที่ 2 การช่วยเหลือคนพิการเบื้องต้นของผู้ให้บริการรถแท็กซี่

พิการทางกาย

พิการทางการมองเห็น

พิการทางการได้ยิน

·        การเก็บและบรรทุกเครื่องช่วยกายอุปกรณ์

·        จัดที่นั่งให้สะดวกสบาย

·        อื่นๆ

·        การช่วยเหลือให้เข้านั่งในเก๋งอย่างปลอดภัย

·        อื่นๆ

·        การบอกปลายทาง

·        การสื่อสารอื่นๆ

หมายเหตุ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงกรอบเบื้องต้นซึ่งระหว่างการดำเนินการจะมีประเด็นที่คนพิการแต่ละประเภทสะท้อนความต้องการอื่นๆ เพิ่มเติม

 

ข้อมูลคนพิการจากการสำรวจด้วย ICF

ข้อมูลจากการสำรวจคนพิการในเขตเมืองพิษณุโลก จำนวน 80 คน แบ่งเป็นคนพิการที่มีภูมิลำเนาในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 65.00 ในจำนวนนี้พบว่าคนพิการมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ตำบลในเมือง จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 23.75 รองลงมา คือ ตำบลพลายชุมพล และตำบลอรัญญิก จำนวน 6 คนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 7.50 ทั้งสองตำบล ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิลำเนานอกเหนือจากเขตอำเภอเมือง พิจารณาภายในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 35.00 คนพิการที่มีภูมิลำเนาในเขตอำเภอวังทองมากที่สุด จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 16.25 รองลงมาคืออำเภอบางระกำ จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 6.25 อำเภอพรหมพิราม จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 5.00 และมาจากอำเภออื่นๆ อย่างละ 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.25 ยังมีอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.25 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 3 ภูมิลำเนาของคนพิการกลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่าง

จำนวน

ร้อยละ

ในเขตอำเภอเมือง

52

65.00

นอกเขตอำเภอเมือง

28

35.00

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

 

ลักษณะความพิการ

การสำรวจลักษณะความพิการ ความบกพร่องของร่างกาย และสุขภาพของคนพิการในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก จำนวน 80 คน ตามกรอบบัญชีสากลเพื่อการจำแนกการทำงาน ความพิการ และสุขภาพ หรือ ICF  ขององค์การอนามัยโลก (2001) ที่มีขอบข่ายครอบคลุมทุกด้านของสุขภาพมนุษย์และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของความเป็นอยู่ที่ดีบางอย่าง 1) ส่วนประกอบของการทำหน้าที่ของร่างกายและความพิการ ประกอบด้วยการจำแนกสองส่วน คือ ระบบการทำงานของร่างกายและโครงสร้างของร่างกาย และกิจกรรมและการมีส่วนร่วม และ 2) ส่วนประกอบของปัจจัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่วนที่สองนี้ องค์การอนามัยโลกไม่ได้จัดทำกรอบไว้ เพียงแต่กล่าวไว้กว้างๆ เพราะบริบทของสังคมสภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ผู้สำรวจสามารถปรับแปลงประเด็นการตรวจสอบให้สอดคล้องกับบริบทได้ตามความเหมาะสม ซึ่งผลการสำรวจตัวอย่างสภาพร่างกาย ความพิการ และสภาพแวดล้อม ของคนพิการเมืองพิษณุโลก มีดังต่อไปนี้

 

ตารางที่ 4 ลักษณะความพิการ ด้านการมองเห็น

การมองเห็น

จำนวน

ร้อยละ

เห็นชัดเจน

45

56.25

เลือนรางเล็กน้อย อ่านหนังสือได้

2

2.50

เลือนรางปานกลางอ่านหนังสือได้แต่ใช้เวลานาน

5

6.25

ตาบอดสนิท

18

22.50

เลือนรางมาก

10

12.50

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

ข้อในตารางที่ 4 แสดงให้เห็นว่า คนพิการส่วนใหญ่มีลักษณะความพิการด้านการมองเห็นมีการมองเห็นชัดเจนมากที่สุด จำนวน 45 คน คิดเป็นร้อยละ 56.25 รองลงมาคือตาบอดสนิท จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 22.5 และการมองเห็นเลือนรางมาก จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 12.50 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 5 ลักษณะความพิการ ด้านการได้ยิน

การได้ยิน

จำนวน

ร้อยละ

ได้ยินชัดเจน

53

66.25

ได้ยินเสียงผู้สัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์เพิ่มความดังของเสียงเล็กน้อย

5

6.25

ได้ยินเสียงผู้สัมภาษณ์แต่ผู้สัมภาษณ์ต้องตะโกน

1

1.25

ได้ยินเสียงผู้สัมภาษณ์แต่ผู้สัมภาษณ์ต้องตะโกนดังมากหรือพูดซ้ำมากกว่าสองครั้ง

2

2.50

ไม่ได้ยินเลย

19

23.75

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 5 พบว่า คนพิการส่วนใหญ่มีลักษณะความพิการด้านการได้ยินชัดเจนมากที่สุด จำนวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 66.25 รองลงมาคือไม่ได้ยินเลย จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 23.75 และได้ยินเสียงผู้สัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์เพิ่มความดังของเสียงเล็กน้อย จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 6.25 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 6 ลักษณะความพิการ ด้านการสื่อสาร

การสื่อสาร

จำนวน

ร้อยละ

ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษามือ

60

75.00

เข้าใจภาษามือ

20

25.00

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 6 พบว่า คนพิการส่วนใหญ่มีลักษณะความพิการด้านการสื่อสารโดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษามือมากที่สุด จำนวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 75.00 รองลงมาคือเข้าใจภาษามือ จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 25.00 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 7 ลักษณะความพิการ ด้านการพูด

การพูด

จำนวน

ร้อยละ

เปล่งเสียงชัดปกติดี

54

67.50

เปล่งเสียงได้แต่ช้า ผู้สัมภาษณ์เข้าใจ

4

5.00

เปล่งเสียงได้เป็นคำ แต่แปร่งๆออกไปไม่ปกติ

3

3.75

พูดไม่ได้เลย หรือเปล่งเสียงได้ไม่เป็นคำ

17

21.25

เปล่งเสียงได้เป็นคำๆ แต่ไม่มีความหมายหรือเข้าใจยาก

2

2.50

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 7 พบว่า คนพิการส่วนใหญ่มีลักษณะความพิการด้านการพูดโดยเปล่งเสียงชัดปกติดีมากที่สุด จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 67.50 รองลงมาคือพูดไม่ได้เลย หรือเปล่งเสียงได้ไม่เป็นคำ จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 21.25 และเปล่งเสียงได้แต่ช้า จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 5.00 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 8 ลักษณะความพิการ ด้านการสร้างข้อความที่ไม่ใช้ภาษาพูด

การสร้างข้อความที่ไม่ใช้ภาษาพูด

จำนวน

ร้อยละ

ใช้ภาษามือได้คล่อง

21

26.25

ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษามือ

59

73.75

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 8 พบว่า คนพิการส่วนใหญ่มีลักษณะความพิการด้านการสร้างข้อความที่ไม่ใช้ภาษาพูดโดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษามือมากที่สุด จำนวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 73.75 รองลงมาคือใช้ภาษามือได้คล่อง จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 26.25 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 9 ลักษณะความพิการ ด้านการเดิน

การเดิน

จำนวน

ร้อยละ

เดินได้เหมือนคนปกติ

37

46.25

เดินได้เองไม่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องช่วย

8

10.00

เดินได้ ใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยและต้องมีคนช่วยพยุง

6

7.50

เดินได้เอง ไม่ต้องมีคนช่วย แต่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องช่วย

21

26.25

เดินเองไม่ได้เลย

8

10.00

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 9 พบว่า คนพิการส่วนใหญ่มีลักษณะความพิการด้านการเดินโดยเดินได้เหมือนคนปกติมากที่สุด จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 46.25 รองลงมาคือเดินได้เอง ไม่ต้องมีคนช่วย แต่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องช่วย จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 26.25 และเดินได้เองไม่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องช่วย เดินเองไม่ได้เลย มีจำนวนเท่ากันคือ 8 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 10 ลักษณะความพิการ ด้านความจำ

ความจำ

จำนวน

ร้อยละ

จำได้ดีบอกของทั้งสามอย่างได้อย่างรวดเร็ว

79

98.75

จำพอได้แต่ต้องมีคนย้ำบ่อยๆ

1

1.25

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 10 พบว่า คนพิการส่วนใหญ่มีลักษณะความพิการด้านความจำโดยจำได้ดีบอกของทั้งสามอย่างได้อย่างรวดเร็วมากที่สุด จำนวน 79 คน คิดเป็นร้อยละ 98.75 รองลงมาคือจำพอได้แต่ต้องมีคนย้ำบ่อยๆ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.25 ตามลำดับ

 

พฤติกรรมการเดินทางของคนพิการ

ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าคนพิการส่วนใหญ่มีสถานที่ที่ต้องการเดินทางไป ลำดับที่ 1 คือ ไปวัดมากที่สุด จำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 รองลงมา คือ ตลาดนัดหรือตลาดสด จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 16.25 และสวนสาธารณะ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00 ตามลำดับ ขณะที่คนพิการส่วนใหญ่มีสถานที่ที่ต้องการเดินทางไป ลำดับที่ 2 คือ ตลาดนัดหรือตลาดสดมากที่สุด จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 17.50 รองลงมา คือ โรงพยาบาลหรือคลินิกและสถานที่อื่นๆ มีจำนวนเท่ากัน คือ 10 คน คิดเป็นร้อยละ 12.50 และวัด จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 8.75 ตามลำดับ และคนพิการส่วนใหญ่มีสถานที่ที่ต้องการเดินทางไป ลำดับที่ 3 คือ โรงพยาบาลหรือคลินิกมากที่สุด จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 11.25 รองลงมา คือ วัดและสถานีขนส่ง จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 8.75 และตลาดนัดหรือตลาดสด จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 6.25 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 11 ลำดับสถานที่ที่คนพิการต้องการเดินทางไปยังจุดหมายต่างๆ 3 ลำดับ

สถานที่ที่ต้องการเดินทาง

ลำดับที่ 1

ลำดับที่ 2

ลำดับที่ 3

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

วัด

30

37.50

7

8.75

7

8.75

สวนสาธารณะ

8

10.00

5

6.25

4

5.00

ตลาดนัดและตลาดสด

13

16.25

14

17.50

5

6.25

โรงพยาบาลและคลินิก

4

5.00

10

12.50

9

11.25

ศาลาประชาคม

2

2.50

5

6.25

3

3.75

สถานีขนส่ง

1

1.25

2

2.50

7

8.75

อื่นๆ

12

15.00

10

12.50

12

15.00

ไม่มี

10

12.50

27

33.75

33

41.25

รวม

80

100.00

80

100.00

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

 

ภาพที่ 2 สถานที่ที่คนพิการมีความต้องการเดินทาง 3 ลำดับ

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

 

ในการศึกษาครั้งนี้ ได้มีการสำรวจและวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างการเดินทางโดยพาหนะส่วนตัวและลักษณะการขับขี่ของผู้พิการเพื่อใช้เป็นแนวทางในการเสนอแนะการให้บริการสำหรับแท็กซี่ในอนาคต ตลอดจนมีการสำรวจลักษณะการเดินทางที่นอกเหนือจากการใช้ยานพาหนะส่วนตัวเพื่อทำการวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลความถี่ของการใช้บริการขนส่งสาธารณะในแต่ละประเภทรวมไปถึงความพึงพอใจในการให้บริการ

 

ยานพาหนะสำหรับการเดินทางของคนพิการ

 

 ตารางที่ 12 ความสัมพันธ์ระหว่างการเดินทางโดยยานพาหนะส่วนตัวและลักษณะการขับขี่ของผู้พิการ

ยานพาหนะส่วนตัว

ลักษณะการขับขี่ของผู้พิการ (จำนวน: คน)

ขับเอง

มีคนขับ

ไม่มี

ร้อยละ

จักรยานยนต์

36

0

0

45.00

รถยนต์นั่ง

0

4

0

5.00

จักรยาน

0

3

0

3.75

รถกระบะ

0

3

0

3.75

สามล้อเครื่อง

0

1

0

1.25

ไม่มี

0

0

31

38.75

อื่นๆ

0

2

0

2.50

รวม

36

13

31

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 12 พบว่า คนพิการส่วนใหญ่มียานพาหนะส่วนตัวเป็นรถจักรยานยนต์ จำนวน 36 ราย คิดเป็นร้อยละ 45.00 ในจำนวนนี้คนพิการสามารถขับขี่ได้ด้วยตนเอง รองลงมา คือ คนพิการมียานพาหนะส่วนตัวเป็นรถยนต์นั่ง จำนวน 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.00 กลุ่มตัวอย่างทั้งสี่รายนี้จะมีผู้อื่นคอยขับขี่ให้ระหว่างที่ต้องการเดินทาง ในส่วนของยานพาหนะส่วนตัวประเภทจักรยานและรถกระบะ คนพิการตัวอย่างมีจำนวนเท่ากัน คือ 3 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.75 ลักษณะการขับขี่โดยมีผู้อื่นขับให้ในการเดินทาง และไม่มียานพาหนะจำนวน 31 คิดเป็นร้อยละ 38.75 ราย

 

ตารางที่ 13 การเดินทาง โดยการซื้อยานพาหนะ

การซื้อยานพาหนะ

จำนวน

ร้อยละ

ซื้อยานพาหนะใหม่

26

32.50

ซื้อยานพาหนะมือสอง (ใช้แล้ว)

23

28.75

ไม่มีข้อมูล

31

38.75

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 13 พบว่า คนพิการในเมืองพิษณุโลกมีการซื้อยานพาหนะใหม่ จำนวน 26 ราย คิดเป็นร้อยละ 32.50 และซื้อยานพาหนะมือสอง (ใช้แล้ว) จำนวน 23 ราย คิดเป็นร้อยละ 28.75 โดยการสำรวจครั้งนี้มีคนพิการ จำนวน 31 ราย คิดเป็นร้อยละ 38.75 ไม่ได้ให้ข้อมูลในส่วนนี้เอาไว้

 

ตารางที่ 14 การเดินทาง โดยการปรับสภาพยานพาหนะ

การปรับสภาพยานพาหนะ

จำนวน

ร้อยละ

ปรับสภาพยานพาหนะ

10

12.50

ไม่มีการปรับสภาพยานพาหนะ

39

48.75

ไม่มีข้อมูล

31

38.75

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

เช่นเดียวกันกับการพิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 14 พบว่า คนพิการในเมืองพิษณุโลก ทำการปรับสภาพยานพาหนะเพื่อให้เหมาะสำหรับการเดินทาง จำนวน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.50 ไม่ปรับสภาพยานพาหนะ จำนวน 39 ราย คิดเป็นร้อยละ 48.75 โดยการสำรวจครั้งนี้มีคนพิการ จำนวน 31 ราย คิดเป็นร้อยละ 38.75

 

ตารางที่ 15 การเดินทาง โดยวิธีปรับสภาพยานพาหนะ

วิธีปรับสภาพยานพาหนะ

จำนวน

ร้อยละ

ต่อพ่วงข้างรถจักรยานยนต์

5

6.25

ปรับจักรยานยนต์ให้มีล้อหลังสองล้อ

3

3.75

ปรับคันเร่งจักรยานยนต์ไปอยู่ด้านซ้ายมือ

1

1.25

ดัดแปลงส่วนที่จำเป็นด้วยตัวเอง

1

1.25

ไม่มีวิธีปรับสภาพยานพาหนะ

70

87.50

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

สำหรับการการปรับสภาพยานพาหนะ ตามข้อมูลที่สำรวจได้ในตารางที่ 15 ข้างบน แบ่งออกได้เป็นการต่อพ่วงข้างรถจักรยานยนต์ จำนวน 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.25 และการปรับจักรยานยนต์ให้มีล้อหลังสองล้อ คันเร่งอยู่ด้านซ้าย และการดัดแปลงเองตามความเหมาะสม จำนวน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.25 เท่ากัน

 

ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะการเดินทาง

ข้อมูลลักษณะการเดินทางของคนพิการที่ได้ในจากตารางที่ 16  จะเห็นว่า คนพิการส่วนใหญ่มีลักษณะการเดินทางโดยรถส่วนตัวมากที่สุด จำนวน 38 ราย คิดเป็นร้อยละ 47.50 รองลงมาคือมีลักษณะการเดินทางโดยรถสาธารณะโดยรถสาธารณะ จำนวน 35 ราย คิดเป็นร้อยละ 43.75 และไม่พบข้อมูลลักษณะการเดินทางน้อยที่สุด จำนวน 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.75 ตามลำดับ

ตารางที่ 16 ลักษณะการเดินทาง

ลักษณะการเดินทาง

จำนวน

ร้อยละ

รถส่วนตัว

38

47.50

รถสาธารณะ

35

43.75

ไม่มีข้อมูล

7

8.75

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

 

ตารางที่ 17 การเดินทางโดยรถส่วนตัวของคนพิการ

การเดินทางโดยรถส่วนตัว

จำนวน

ร้อยละ

ขับเอง

28

35.00

มีคนขับให้

9

11.25

ไม่มีข้อมูล

43

53.75

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

ลักษณะการเดินทางโดยรถส่วนตัวของคนพิการตามข้อมูลจากตารางที่ 17 พบว่า คนพิการส่วนหนึ่งสามารถเดินทางโดยรถส่วนตัวแบบขับเอง จำนวน 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 35.00 และเดินทางโดยรถส่วนตัวแบบมีคนขับให้ จำนวน 9 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.25

 

ตารางที่ 18 การเดินทางโดยรถสาธารณะของคนพิการ

การเดินทางโดยรถสาธารณะ

จำนวน

ร้อยละ

รถตู้

9

11.25

รถเมล์

7

8.75

แท็กซี่

8

10.00

จักรยานยนต์รับจ้าง

6

7.50

รถสองแถว

4

5.00

สามล้อเครื่อง

1

1.25

ไม่มีข้อมูล

45

56.25

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

ตารางที่ 18 แสดงให้เห็นว่า การเดินทางโดยรถสาธารณะของคนพิการในเมืองพิษณุโลกมีความหลากหลายค่อนข้างมาก ได้แก่ การเดินทางโดยรถตู้ (จำนวน 9 ราย คิดเห็นร้อยละ 11.25) รถแท๊กซี (จำนวน 8 ราย คิดเห็นร้อยละ 10.00) รถเมล์ (จำนวน 7 ราย คิดเห็นร้อยละ 8.75) รถจักรยานยนต์รับจ้าง (จำนวน 6 ราย คิดเห็นร้อยละ 7.50) รถสองแถว (จำนวน 4 ราย คิดเห็นร้อยละ 5.00) และรถสามล้อเครื่องรับจ้าง (จำนวน 1 ราย คิดเห็นร้อยละ 11.25) แต่ก็ยังมีคนพิการจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้ให้ข้อมูลส่วนนี้เอาไว้ เหตุสำคัญเพราะจำไม่ได้ ทั้งนี้ตารางที่ 4.9 ข้างล่างยังได้แสดงข้อมูลการนำพาอุปกรณ์ช่วยในการเดินทางของคนพิการไปขณะใช้ระบบขนส่งสาธารณะแต่ละประเภทด้วย ไม่ว่าจะเป็นไม้เท้า ขาเทียม เบรส Walker หรือวิลแชร์

 

ตารางที่ 19 ความสัมพันธ์ของการเดินทางโดยรถสาธารณะและอุปกรณ์ที่ช่วยในการเดินทางของผู้พิการ

รถสาธารณะ

อุปกรณ์ที่ช่วยในการเดินทาง (จำนวน: ราย)

ไม้เท้า

ขาเทียม

เบรส

Walker

วิลแชร์

ไม่ใช้

ไม่มีข้อมูล

รวม

รถตู้

2

1

1

0

0

5

0

9

รถเมล์

4

0

0

0

0

2

1

7

แท็กซี่

0

0

0

1

0

5

2

8

จักรยานยนต์รับจ้าง

3

0

0

0

0

3

0

6

รถสองแถว

2

0

0

0

0

2

0

4

สามล้อเครื่อง

0

0

0

0

1

0

1

ไม่มีข้อมูล

4

1

0

0

4

11

25

45

รวม

15

2

1

1

4

29

28

80

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

 

ตารางที่ 20 วัตถุประสงค์ในการเดินทาง

วัตถุประสงค์ในการเดินทาง

จำนวน

ร้อยละ

ประกอบอาชีพ

19

23.75

พบแพทย์

8

10.00

พักผ่อนหรือทำธุระ

40

50.00

ซื้อของใช้ ศึกษา

7

8.75

ไม่มีข้อมูล

6

7.50

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

 

ตารางที่ 21 ความสัมพันธ์ของงลักษณะการเดินทางและวัตถุประสงค์ในการเดินทางของผู้พิการ

ลักษณะการเดินทาง

วัตถุประสงค์ในการเดินทาง

ประกอบอาชีพ

พบแพทย์

พักผ่อนหรือทำธุระ

ซื้อของใช้ และการศึกษา

ไม่พบข้อมูล

รวม

รถส่วนตัว

14

5

14

4

1

38

รถสาธารณะ

4

3

26

2

 0

35

ไม่มีข้อมูล

1

0

 0

1

5

7

รวม

19

8

40

7

6

80

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 20 แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทาง ซึ่งพบว่า คนพิการส่วนใหญ่เดินทางไปพักผ่อนหรือทำธุระมากที่สุด จำนวน 40 ราย คิดเป็นร้อยละ 50.00 รองลงมาเป็นการเดินทางไปประกอบอาชีพ จำนวน 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 23.75เดินทางไปพบแพทย์ จำนวน 8 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.0 และเดินทางไปจับจ่ายสินค้าและศึกษาเล่าเรียน จำนวน 6 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.50 และเมื่อนำข้อมูลจากตารางที่ 20 มาแสดงร่วมกับลักษณะหรือชนิดพาหนะสำหรับการเดินทาง ดังแสดงในตารางที่ ๒๑ พบว่า การเดินทางเพื่อไปพักผ่อนหรือทำธุระของคนพิการส่วนใหญ่ จำนวน 26 ราย คิดเป็นร้อยละ 32.50 ใช้รถสาธารณะ ส่วนอีก 14 ราย คิดเป็นร้อยละ ใช้รถยนต์ส่วนตัว 17.50 ส่วนการเดินทางไปประกอบอาชีพของคนพิการนั้น จำนวน 14 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.50 ใช้รถส่วนตัว ซึ่งถือเป็นส่วนใหญ่

ตารางที่ 22 ระยะทางในเมือง

ระยะทางในเมือง

จำนวน

ร้อยละ

1 ถึง 10 กิโลเมตร

32

40.00

11 ถึง 20 กิโลเมตร

15

18.75

21 ถึง 30 กิโลเมตร

7

8.75

มากกว่า 31 กิโลเมตร

4

5.00

ไม่มีข้อมูล

22

27.50

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 22 แสดงระยะการเดินทางของคนพิการในพื้นที่ในเมือง พบว่า คนพิการส่วนใหญ่มีระยะทางในเมืองระหว่าง 1 ถึง 10 กิโลเมตร จำนวน 32 ราย คิดเป็นร้อยละ 40.00 และระหว่าง 11 ถึง 20 กิโลเมตร จำนวน 15 ราย คิดเป็นร้อยละ 18.75 นอกนั้นอีก 11 ราย คิดเป็นร้อยละ 13.75 เดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 21 กิโลเมตร

 

ตารางที่ 23 ระยะทางนอกเมือง

ระยะทางนอกเมือง

จำนวน

ร้อยละ

100 ถึง 200 กิโลเมตร

5

6.25

201 ถึง 300 กิโลเมตร

1

1.25

301 ถึง 400 กิโลเมตร

1

1.25

มากกว่า 401 กิโลเมตร

10

12.50

ไม่มีข้อมูล

63

78.75

รวม

80

100.00

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

พิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 23 แสดงระยะการเดินทางของคนพิการในพื้นที่นอกเมือง พบว่า มีคนพิการ จำนวน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.50 ที่เดินทางด้วยระยะทางมากกว่า 400 กิโลเมตร และมีคนพิการ จำนวน 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.25 เดินทางไปนอกเมืองในระยะทางระหว่าง 100-200 กิโลเมตร

 

ตารางที่ 24 ความสัมพันธ์ของลักษณะการเดินทางและเวลาในการเดินทางของผู้พิการ

ลักษณะการเดินทาง

เวลาในการเดินทาง (จำนวน: ราย)

10 ถึง 60 นาที

61 ถึง 120 นาที

121 ถึง 180 นาที

มากกว่า 180 นาที

ไม่พบข้อมูล

รวม

รถส่วนตัว

31

4

0

1

2

38

รถสาธารณะ

20

1

2

12

0

35

ไม่มีข้อมูล

2

0

0

0

5

7

รวม

53

5

2

13

7

80

ที่มา การสำรวจ วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2558

ข้อมูลจากตารางที่ 24 แสดงความสัมพันธ์ของลักษณะการเดินทางและเวลาในการเดินทางของผู้พิการ ซึ่งพบว่า คนพิการส่วนใหญ่มีเวลาในการเดินทาง ระหว่าง 10-60 นาที มากที่สุด จำนวน 53 ราย คิดเป็นร้อยละ 66.25 รองลงมา คือ เดินทางใช้เวลามากกว่า 180 นาที จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 16.25 ทั้งนี้การเดินทางส่วนใหญ่ทั้งรถส่วนตัวและรถสาธารณะ ใช้เวลาเดินทางระหว่าง 10-60 นาที

 

ความพึงพอใจต่อระบบขนส่งสาธารณะเมืองพิษณุโลกของคนพิการ

จากการสำรวจความพึงพอใจของคนพิการต่อระบบขนส่งสาธารณะเมืองพิษณุโลก จำนวน ๖ ด้านด้วยกัน คือ ราคาค่าโดยสาร พฤติกรรมคนขับรถขนส่งสาธารณะ ความปลอดภัย ปัญหาการจราจร การเข้าถึงและความเอื้ออำนวย และด้านทางเทาและฟุตบาท

 

        ภาพที่ 3 ลักษณะการเดินทาง พิจารณาด้านราคาค่าโดยสาร                        ภาพที่ 4 ลักษณะการเดินทาง พิจารณาด้านพฤติกรรมคนขับ

 

 

         ภาพที่ 5 ลักษณะการเดินทาง พิจารณาด้านความปลอดภัย                  ภาพที่ 6 ลักษณะการเดินทาง พิจารณาด้านการเข้าถึงและความเอื้ออำนวย

 

 

     ภาพที่ 7 ลักษณะการเดินทาง พิจารณาด้านปัญหาการจราจรติดขัด                 ภาพที่ 8 ลักษณะการเดินทาง พิจารณาด้านทางเท้าและฟุตบาท

ผลการสำรวจและศึกษาที่ปรากฏดังภาพที่ 3 ที่แสดงว่า คนพิการเมืองพิษณุโลกเห็นว่าค่าโดยสารของสามล้อเครื่องไม่เหมาะสม ภาพที่ 4 แสดงว่า พฤติกรรมคนขับรถสองแถวและรถเมล์ของเมืองไม่เป็นที่พึงพอใจอย่างที่ควรจะเป็น ภาพที่ 5 แสดงให้เห็นว่าปัญหาความปลอดภัยในการเดินทางเกิดจะขึ้นได้กับรถเมล์ รถสองแถว รถสามล้อเครื่อง และรถสามล้อรับจ้าง จากมากไปหาน้อยตามลำดับ ภาพที่ 6 แสดงให้เห็นว่าปัญหาการเข้าถึงและความเอื้ออำนวยในการเดินทางเกิดจะขึ้นได้กับรถเมล์ รถสองแถว รถสามล้อเครื่อง และรถสามล้อรับจ้าง จากมากไปหาน้อยตามลำดับ เช่นเดียวกัน และภาพที่ 8 แสดงให้เห็นว่าปัญหาด้านทางเท้าและฟุตบาทในการเดินทางเกิดจะขึ้นได้กับรถเมล์

 

สรุปและอภิปรายผล

จากการศึกษาสภาพปัญหา รวมรวมข้อมูลเกี่ยวกับคนพิการในครั้งนี้ สามารถนำมาสรุปและทำการออกแบบฐานข้อมูลคนพิการโดยคำนึงถึงการให้ความสำคัญในแต่ละปัจจัยของกลุ่มคนพิการได้ดังนี้

1.       ผู้พิการแต่ละประเภท มีความต้องการในการช่วยเหลือในการเดินทางที่ไม่เหมือนกัน

2.       ผู้พิการแต่ละประเภท มีอุปกรณ์ที่ติดตัวในการเดินทางไม่เท่ากัน

ดังนั้นในการออกแบบและจัดทำฐานข้อมูลคนพิการ จึงควรตระหนักและเน้นถึงข้อมูลประเภทกลุ่มผู้พิการ เพศ เครื่องมืออุปกรณ์ช่วยเหลือ สำหรับช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการสาธารณะได้อย่างทัดเทียมกับคนปกติ

การเดินทางของคนพิการในเมืองพิษณุโลก ทั้งคนพิการร่างกาย คนตาบอด และคนหูหนวก ซึ่งมีความสามารถเพียงพอที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ ไม่ต้องอยู่ในความดูและและช่วยเหลือจากผู้อื่นเกินจำเป็น สรุปได้ว่า ส่วนใหญ่มีการเดินทางอย่างเป็นประจำ ในจำนวนการเดินทางเหล่านี้ ราวๆ ครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 47.5 เป็นการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวที่คนพิการสามารถขับได้ด้วยตัวเองและมีญาติหรือคนอื่นเป็นผู้ขับให้ อีกราวครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 43.75 เป็นการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป้าหมายของการเดินทางของคนพิการที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว คือ เดินทางไปประกอบอาชีพ และเดินทางไปพักผ่อนและทำธุระ อย่างละเท่าๆ กัน คือ ร้อยละ 38.84 ส่วนเป้าหมายการเดินทางของคนพิการที่เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะนั้น ร้อยละ 65.0 เป็นการเดินทางไปพักผ่อนและทำธุระเป็นหลัก

การสำรวจความเห็นของผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ทั้งองค์กรคนพิการ กลุ่มคนพิการ หน่วยงานราชการ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาควิชาการ ซึ่งเข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 ทำให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของการเดินทางของคนพิการได้ดังนี้

 

ประเด็นที่มีความสำคัญมาก มี 3 ประเด็น คือ

·          การเดินทางทำให้คนพิการพยายามก้าวผ่านอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง

·          การเดินทางเป็นการเปิดโลกทัศน์ของคนพิการ

·          อุปนิสัยของคนรถแท็กซี่มีความสำคัญต่อการใช้บริการของคนพิการ

 

โดยสองประเด็นแรกทั้งการเดินทางทำให้คนพิการพยายามก้าวผ่านอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง  และการเดินทางเป็นการเปิดโลกทัศน์ของคนพิการ เป็นความเห็นที่จะสามารถนำพาคนพิการให้ออกสู่สังคมมากขึ้น เพื่อให้คนพิการได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตัวเองในการอยู่ร่วมในสังคมอย่างอิสระ ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นร่วมกันในประเด็นที่สามว่า “อุปนิสัยของคนรถแท็กซี่มีความสำคัญต่อการใช้บริการของคนพิการ” เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของชนิดการเดินทาง (mode of transport) ชนิดนี้ที่จะสามารถเติมเต็มให้กับการเดินทางของคนพิการได้เป็นย่างดี

ประเด็นที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก มี 3 ประเด็น คือ

·        การเดินทางทำให้คนปรกติทั่วไปได้เห็นศักยภาพของคนพิการ

·        รถแท็กซี่มีความสำคัญอย่างมากต่อการเดินทางของคนพิการ

·        คนพิการในเมืองพิษณุโลกสามารถเดินทางได้สะดวกในพื้นที่สาธารณะ

ซึ่งการที่มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายให้ความเห็นว่า “การเดินทางทำให้คนปรกติทั่วไปได้เห็นศักยภาพของคนพิการ” นั้น ยิ่งเป็นการตอกย้ำลงไปอีกขั้นหนึ่งว่า การเดินทางของคนพิการเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากจะเป็นไปเพื่อตัวคนพิการเองแล้ว ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับสังคมได้มองคนพิการอย่างเป็นธรรม ด้วยจะให้ให้คนทั่วไปเห็นว่า คนพิการมีศักยภาพในการดำเนินชีวิตและประกอบกิจกรรมอย่างอื่นๆ ได้เทียบเท่ากับคนปรกติทั่วไป อีกทั้งความเห็นสองประการหลังยังเป็นการเสริมให้ความเห็นประการที่สามข้างบนมีความสำคัญเด่นชัดยิ่งขึ้น

 

 

กิตติกรรมประกาศ

งานวิจัยนี้ขอขอบคุณสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการเก็บข้อมูลและการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้มาโดยตลอด

 

 

เอกสารอ้างอิง

กฤตย์  คมขำ, ภาณุพันธ์  ยอดเพ็ชร์ และ เกียรติกูล  พุทธวงศ์. (2549). การศึกษาการเชื่อมต่อระบบขนส่ง สาธารณะของจังหวัดพิษณุโลก. ปริญญานิพนธ์: มหาวิทยาลัยนเรศวร.

จิรา  ทองทวี. (2541). ศึกษาปัญหาและความต้องการของคนพิการทางการเคลื่อนไหวในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา. ปริญญานิพนธ์: มหาวิทยาลัยทักษิณ.

ชรัตน์  มงคลสวัสดิ์, ธีรญา  อุทธา, สถาพร  ไพบูลย์ศักดิ์ และ อุราวรรณ  จันทร์เกษ. (2547). การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อกําหนดพื้นที่คุ้มครองเกษตรกรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ศูนย์คอมพิวเตอร์: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.  

ธนัชพงศ์ คงสาย. (2557 ).เปิดตัว‘แท็กซี่’เพื่อคนพิการ-ผู้สูงอายุ.คมชักลึก. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 58 จากhttp://www.komchadluek.net/detail/20141231/198610.html

ธวัชชัย  เรืองธนานุรักษ์, งามนิจ อาจอินทร์ ,สมจิตร อาจอินทร์,สายยัญ สายยศ และปริวัฒน์ ภู่เงิน.(2555).ระบบแจ้งเตือนอุบัติเหตุและการระบุตำแหน่งบนแผนที่โดยการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน.วิทยานิพนธ์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ธีทัต ถิรัฏฐานกุล, สุรศักดิ์ ศรีสว่างวงค์, นรินทร์ คุณาเศรษฐ, กรชวัล ชายผา และสุพร พงษ์นุ่มกุล. (2557).ระบบระบุการเข้าและออกสถานีของรถไฟจากตำแหน่งของโทรศัพท์มือถือของผู้โดยสาร.วิทยานิพนธ์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ปริวรรต  โชติแก้ว, ศักดิ์ชัย ปรีชาวีรกุล และ วิวัฒน์ สุทธิวิภากร(ผู้บรรยาย).(2-3 พฤษภาคม 2554).การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ครั้งที่ 9:การพัฒนาวิธีการระบุตำแหน่งอุบัติเหตุทางถนน. (หน้า 112-117). สงขลา: คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

พัลลภ  จาตุรัส.(2555).ระบบติดตาม GIS ผ่านโทรศัพท์มือถือ. สารนิพนธ์,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

พีระพิทย์  พืชมงคล  ยงเฉลิมชัย, ธิรดา  ยงสถิตศักดิ์, รัตนา  ทองย้อย, อานันต์  คำภีระ และอดุลย์ เบ็ญนุ้ย. (2551). การวิเคราะห์ที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในจังหวัดกระบี่โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์. วารสารสมาคมสำรวจข้อมูลระยะไกลและสารสนเทศภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย. 

พัฒนา ราชวงศ์, สิทธิชัย ชูสำโรง และ อัมพวัลย์ คำเชียงเงิน. (2558). ระบบบริการแท็กซี่เพื่อคนพิการของเมืองพิษณุโลก. คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร,รายงานฉบับสมบูรณ์, ภายใต้การสนับสนุนของสภาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมคุณภาพ.

รสสุคนธ์ ปิ่นทอง.(2554).ระบบจัดการข้อมูลงานวิจัยและโครงงาน.สารนิพนธ์,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

วุฒิชัย บุญทวีศักดิ์. (2547). การพัฒนาระบบอินทราเน็ตงานซ่อมบำรุงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Choosumrong S., Raghavan V., Realini E., (2010), Implementation of dynamic cost based routing for navigation under real road conditions using FOSS4G and OpenStreetMap. Proceedings of Geoinforum 2010, Tokyo, Japan, 22-23 June: Geoinformatics 21(2), pp. 108-109 (ISSN 0388-502X)

Choosumrong, S., Raghavan, V. and Bozon, N. (2012) Multi-Criteria Emergency Route Planning Based on Analytical Hierarchy Process and pgRouting, Geoinformatics, Vol.23, No. 4, 159-168

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น