ทำไมจึงเรียกว่า ‘ซอยจัสแม็ก’ ถนนสนามบิน ซอย 12 เมืองพิษณุโลก
วันนี้เดินผ่านซอยจัสแม็ก
ชวนให้นึกถึงภาพเก่าๆ สมัยเป็นนิสิตเรียนอยู่ มศว.พิษณุโลก
ทั้งเคยไปอาศัยห้องหอของเพื่อนๆ พักอาศัยระหว่างรอเวลาเรียกไปรับน้องใหม่
ไปสังสันท์ยามเย็นยามดึก ไปตัดชุดกีฬาร้านอาเซียน ไปกินข้าวหมูทอดร้านตรงปลายซอย หรือแม้กระทั่งไปซื้อบุหรี่ฝรั่งซองแดงร้านแป๊ะตรงปากซอย
เคยสงสัย เคยถาม เคยค้น ว่าทำไม
‘ถนนสนามบิน ซอย 12’ เส้นนี้จึงถูกเรียกขานชื่อว่า
‘ซอยจัสแม็ก’ แต่ก็ไม่เคยมีใครให้ความกระจ่างได้เลยสักครั้ง
วันนี้พอมีเวลาอยู่บ้างตรงหน้าปากซอยจัสแม็กนั้น
ก็เลยลองสืบค้นและสร้างความเชื่อมโยงของข้อมูลดู
‘สงครามเวียดนาม’
ที่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม แล้วลุกลามไปสู่ประเทศลาว
และกัมพูชา เรื่มประทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 1955 กินเวลาแห่งความเลวร้ายยาวนาน จนกระทั่งถึงวันล่มสลายของกรุงไซง่อน
ในเวียดนามใต้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 1975 และถือเป็นครั้งที่สองของสงครามอินโดจีน
ระหว่างสงครามมีการสู้รบอย่างเป็นทางการระหว่างกองกำลังทหารและประชาชนของเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้
โดยฝ่ายเวียดนามเหนือได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต จีน
และพันธมิตรคอมมิวนิสต์อื่นๆ
ขณะที่ฝ่ายเวียดนามใต้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์อื่นๆ
สงครามครั้งนั้นได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็น
‘สงครามตัวแทนในยุคสงครามเย็น’ นานเกือบ 20 ปี
ทั้งนี้การมีส่วนร่วมโดยตรงของสหรัฐฯ กับสงครามจมโคลนครั้งนี้ ได้สิ้นสุดในปี 1973 แต่ว่าความขัดแย้งกลับขยายลุกลามออกไปสู่รัฐเพื่อนบ้าน
ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองรุนแรงเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศลาวและกัมพูชา
และทำให้เกิดความหวาดกลัวและการตอบสนองความหวาดกลัวรูปแบตบต่างๆ ในประเทศไทย
และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทั้งสามประเทศได้กลายสภาพเป็นรัฐคอมมิวนิสต์เรียบร้อย
ตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา
ยกเว้นประเทศไทยที่หัวโด่อยู่ท่ามกลางเคียวกะค้อน
ก่อนสงครามเวียดนาม
หน่วยงานจัสแม็กไทย (JUSMAG THAI: The
Joint United States Military Advisory Group, Thailand) ที่เป็นองค์กรช่วยเหลือด้านความมั่นคงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐในประเทศไทย
ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 1953 โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดของจัสแม็กไทย
ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันอาวุโสและผู้ช่วยทูตฝ่ายกลาโหมสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
ช่วงเวลาที่เป็นจุดพีคของสงครามเวียดนาม
ผู้เชี่ยวชาญการทหารอเมริกันจำนวนมาก
ได้รับมอบหมายให้ทำงานในจัสแม็กไทยที่กรุงเทพฯ โดยทหารสหรัฐฯ จำนวน 4 หมื่น 5 พันนาย ประจำการอยู่ในประเทศไทย
ทั้งนี้ในช่วงศตวรรษที่ 21
จัสแม็กไทยทำหน้าที่สนับสนุนภารกิจที่หลากหลาย รวมถึงโครงการฝึกร่วมทวิภาคี
ซึ่งมีการฝึกเฉลี่ยมากกว่า 60 ครั้งต่อปี
การจำหน่ายยุทโธปกรณ์ของสหรัฐให้รัฐบาลต่างประเทศ (foreign military sales) และภารกิจการทำลายล้างเพื่อมนุษยธรรม (humanitarian demining) สำนักงานใหญ่ของจัสแม็กไทยตั้งอยู่บนพื้นที่ของกองทัพไทย บนถนนสาทรใต้
ห่างจากสถานฑูตอเมริกันประมาณ 2 กิโลเมตร
เข้าใจว่า
ในส่วนภูมิภาคที่กองกำลังทหารสหรัฐไปปฏิบัติการสนับสนุนการรบในสงครามเวียดนาม
ก็จะมีหน่วยงานจัสแมกไทยตั้งอยู่
รวมถึงพิษณุโลกที่เป็นเมืองที่ตั้งของกองทัพภาคที่ 3 จัสแม็กไทยเลือกที่ตั้งหน่วยงานบนถนนสนามบิน ใกล้ๆ กับสนามบินของกองทัพอากาศ
วันที่ 4 มกราคม 2540 พลเอกเชษฐา
ฐานะจาโรฐานะผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น ได้กําหนดนโยบายให้จัดตั้ง
‘กิจการสวัสดิการพีเอ็กซกองทัพบกไทย’ (PX- Post Exchange) ขึ้นมา ตามแบบอย่างที่กองทัพอเมริกันจัดตั้งขึ้นมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1941 ณ เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศ สหรัฐอเมริกา
เพื่อจําหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้ราคาถูกกว่าท้องตลาดอย่างน้อย ร้อยละ 20 โดยจัดให้มีการดำเนินการนําร่อง 5 พื้นที่
ประกอบด้วย
1. กองทัพภาคที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๑
รักษาพระองค์
2. กองทัพภาคที่ ๒ ค่ายสุรนารี นครราชสีมา
3. กองทัพภาคที่ ๓ ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ
พิษณุโลก
4. กองทัพภาคที่ ๔ ค่ายวชิราวุธ
นครศรีธรรมราช และ
5. หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ
กองทัพบก และมณฑลทหารบกที่ ๑๓ จังหวัดลพบุรี
โดยกำหนดให้ใช้สถานที่ภายในค่ายนั้นๆ
เป็นสถานประกอบ กิจการสวัสดิการพีเอ็กซและคอมมิสซารี ซึ่งตามข้อมูลนี้
อาคารและพื้นที่ตรงปากซอยจัสแม็กถนนสนามบิน
ที่เข้าใจว่าเคยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานจัสแม็กไทยส่วนที่ต้องประสานงานกับกองทัพภาคที่
3 ก็ถูกปรับภารกิจให้มาสนับสนุนนโยบายส่งเสริมสวัสดิการกำลังพล
โดยจัดให้เป็นอาคารกิจการสวัสดิการพีเอ็กซของกองทัพภาคที่ 3
อาคารกิจการสวัสดิการพีเอ็กซของกองทัพภาคที่
3 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสหกรณ์ออมทรัพย์กองทัพภาคที่ 3 จำกัด
เรื่องราวของจัสแม็กไทยยังน่าสนใจ ชวนค้นหาอะไรหลายอย่างที่เป็นความสัมพันธ์ของกิจการพาณิชย์การทหาร
(commercial
military) ของสหรัฐอเมริกาที่ครองตนเป็น hegemony ยาวนานกว่า 70 ปี
มีบทบาทหลายอย่างต่อกิจการด้านความมั่นคงของประเทศไทย
แม้ว่าจะกลายเป็นผู้แพ้อย่างราบคาบในสงครามเวียดนามก็ตาม
รวมถึงเรื่องราวของคนเคยเรียนที่
มศว.พิษณุโลก ย่อมต้องมีอะไรต่อมิอะไรให้ได้ทบทวนกันมากมาย ไม่น่าจะจบลงง่ายๆ
จริงไหมครับพวกเรา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น