การเรียนรู้ทุกขณะ - lifelong learning
เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม 2564 ผมให้การต้อนรับอาจารย์ใหม่ของภาควิชา ทส อาจารย์ ดร.กฤษฎา ภาณุมนต์วาที ในฐานะหัวหน้าภาควิชาฯ ในฐานะอาจารย์ผู้ใหญ่ ผมนัดหมายอาจารย์ใหม่ให้มานั่งคุยแบบเป็นกันเอง เพื่อปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติ วิถีคิด และกำหนดเป้าหมายความเป็นครูให้เคลียร์ตั้งแต่ต้น จะได้เพียรพยายามยืนหยัดการมุ่งสู่เป้าหมายนั้นด้วยการยึดหลักการมีคุณธรรมจริยธรรม
เวลา 10.00 น. ราวๆ นั้น ผมเริ่มต้นการปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่แบบสนทนาแลกเปลี่ยนว่า
“เราเป็นครูนะ เรามีหน้าที่สร้างคน” เราจะสามารถใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์สร้างคน
สร้างคนให้เขารู้จัก “ความดี ความจริง ความงาม” ได้อย่างไร
โดยยึดหลักที่ว่าจะต้องทำให้คนที่เราสร้างสามารถผสมผสานทั้งสามส่วนนี้เข้าด้วยกันให้ได้
ด้วยวิธีที่เหมาะกับบุคคล และเหมาะกับกาลเทศะ
ทั้งหมดต่อไปนี้ เป็นประเด็นสรุปๆ
ที่พอจะจำได้จากการสนทนาเกือบ 2 ชั่วโมงระหว่างเรา
อาจารย์ใหม่กับหัวหน้าภาควิชา
จริงๆ แล้วเรื่อง “ความดี ความจริง
ความงาม” หรือ goodness, truth & beauty เป็นปรัชญากรีกที่สืบทอดต่อมาในคำสอนที่ลึกซึ้งของโบสถ์คาทอลิค
ซึ่งอาจเข้าใจยากตามแบบปรัชญาโบราณ แต่ว่าหมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้เรียบเรียงเป็นภาษาไทยแบบชาวพุทธ
ก็อ่านง่ายเข้าใจง่าย แม้จะเพี้ยนไปจากนัยยะเดิมไปบ้าง ก็ถือว่าพอได้
“ความดี” เป็นสิ่งที่คนเราควรยึดมั่น
ความปฏิบัติให้สม่ำเสมอ เพราะความดีช่วยจรรโลงโลก
การทำความดีนอกจากจะเกิดผลดีกับทั้งผู้รับผลการทำความดีและผู้ทำความดีแล้ว
การทำความดียังช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างพลอยได้ดังสายน้ำโปรยพรมให้ฉ่ำเย็นถ้วนทั่วด้วย
แต่จะต้องระมัดระวังนิดหนึ่งว่า ความดีที่ทำลงไป
และความดีที่ได้รับการสรรเสริญนั้น มันอยู่บนฐาน “ความจริง” หรือไม่
เกี่ยวกับ “ความจริง” นั้น
วิทยาศาสตร์ลดรูป คือ วิทยาศาสตร์ที่ยึดโยงอยู่กับ reductionism ที่พิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ แล้วสรุปรวบยอดมาเป็นกฎเป็นทฤษฎี
เพื่อใช้อธิบายและทำนายอะไรๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ นั้น ทำให้ขาดรายละเอียดที่จำเป็น
ยกตัวอย่างเช่น
ห้องปฏิบัติการที่ตรวจสอบการปนเปื้อน เพื่อรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่าง
พอตรวจสอบเสร็จก็ทิ้งเคมีสารที่เกิดจากการตรวจสอบลงท่อระบายน้ำโดยไม่ผ่านการบำบัด
อย่างนั้นถือว่าเป็นความดีที่ไม่อยู่บนฐานความจริง
หรือความจริงที่ไม่ได้อยู่บนฐานความดี “ความงาม” ย่อมไม่เกิดขึ้น
แต่ถ้าหากว่า
การทำความดีทั้งหลายอยู่บนฐานความจริง เป็นความดีที่ไม่เบียดบดบังสิ่งต่างๆ
เป็นความดีอยู่บนฐานความจริง ความงามจะเผยโฉมออกมาให้เห็น
และนี่จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องสร้างคนให้เป็นที่รู้จัก เข้าใจ
และถือปฏิบัติตามหลักการที่ว่าด้วย “ความดี ความจริง ความงาม” นี้
การสร้างคนของครู ณ วันนี้ ผมเห็นว่า
เราสามารถนำเอาหลักคิด ระเบียบ และวิธีการที่พัฒนากันมายาวนานพอสมควร
จนได้กรอบของการเรียนรู้ภายใต้คำที่เรียกขานกันว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ lifelong learning เอามาใช้เพื่อสร้างการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ
เพื่อสร้างคน
สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น
ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่
ส่วนตัวผมเองเห็นว่ามันมีสามเสาหลักที่สามารถนำเอาเป็นหัวใจของการสร้างคน
ประกอบด้วย ความรู้ที่สำคัญ ทักษะที่ต้องมี และคุณลักษณะของคนรุ่นใหม่
(1) วิชาที่สำคัญจำเป็นต้องเรียนรู้
ซึ่งมีสามวิชา คือ หนึ่งเป็นวิชาที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ เช่น เลขคณิต ภาษา
ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สุขศึกษา สองเป็นวิชาที่บอกให้รู้และเข้าใจระบบ เช่น
นิเวศวิทยา เศรษฐศาสตร์ และสามเป็นวิชาใหม่สำหรับการใช้ชีวิตในสังคมใหม่ในอนาคต
เช่น ห่วงโซ่อุปทาน ดิจิตอลอีโคโนมี การประกอบการ
วิชาทั้งหลายเหล่านี้
จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยจะเห็นว่าบางวิชามีอยู่แล้ว
บางวิชาตำเป็นต้องบรรจุสารัตถะใหม่ และบางวิชาเป็นอะไรไม่รู้
แต่จะต้องสร้างคอนเท้นต์และระเบียบวิธีขึ้นมาใหม่ให้เหมาะกับผู้เรียนที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ครูต้องการสร้างเขาขึ้นมา
ผมยกตัวอย่างเรื่อง “การนอน”
ที่คุณครูสมัยก่อนมีปัญหากะเด็กนักเรียนบ่อยๆ เพราะเด็กง่วงนอนเวลาครูสอน
ครูก็จะสอนเด็กก็จะนอน แต่ในชั้นเรียนโบราณครูใหญ่กว่าคับห้องเรียน
การนอนเลยเป็นแค่ปัญหา การนอนเลยไม่ได้เป็นวิชา การนอนเลยไม่เป็นเป็นความรู้
การนอนเลยยังไม่เป็นวิทยาศาสตร์สำหรับครูแบบนั้น
ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เลยนอนกันไม่ถูกสุขลักษณะ
ข้าวของเครื่องนอนของคนบางกลุ่มจึงไม่เอื้อต่อการนอนอย่างมีคุณภาพ โรคความดัน
โรคหัวใจ โรคโลหิตจาง จึงรุกรานประชากรโลกอยู่อย่างที่เห็นกันอยู่
นี่เป็นเพราะครูไม่เข้าใจว่าอะไรควรจะเป็นวิชาสำคัญของการใช้ชีวิตในอนาคต
ครูปิดกั้นการเรียนรู้เรื่องของฮอร์โมน “เมลาโทนิน”
ที่มีบทบาทหลักในการกำกับจังหวะชีวิตคนให้สอดสัมพันธ์กับองศาของดวงอาทิตย์
(2) ทักษะสำคัญ 4 อย่าง คือ อย่างแรก - ความคิดวิเคราะห์ ที่หมายถึงการศึกษาอะไรๆ แบบวิทยาศาสตร์
ที่ทำให้เห็นช่องว่างหรือจุดบกพร่อง ซึ่งแค่เห็นแล้วบอกว่ามีช่องโหว่นั้นไม่พอ
หากแต่จะต้องแสดงความรู้แล้วเติมสาระที่ขาดไปซ่ะให้ครบ อย่างนั้นจึงจะเรียกว่า
“คิดวิเคราะห์” อย่างที่สอง - ความคิดสร้างสรรค์ อันนี้มีหลายรูปแบบ
ผมขอความรู้และความเห็นของอาจารย์ใหม่เพื่อนิยามและยกตัวอย่างให้ครบถ้วน
อย่างที่สาม - การทำงานร่วมกับผู้อื่น
ความจริงแล้วผมไม่อยากใช้ “บัวสี่เหล่า” มาเป็นสาระในการคุยเรื่องนี้
แต่ก็จำเป็นต้องเอามาคุย แล้วผมก็ไม่อยากเอาเรื่อง “คนโง่คนฉลาด คนขยันคนขี้เกียจ”
มาคุยตรงนี้ แต่ก็จำเป็นต้องเอามา เพื่อบอกตัวเราเองอีกครั้ง
และทำความเข้าใจกับอาจารย์ใหม่ว่า ในสถานการณ์นั้นๆ เรากำลังทำงานอยู่กับใคร
เราเป็นครูกำลังสร้างการเรียนรู้อยู่กับใคร จะได้ทำงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ซึ่งใช้เวลาแลกเปลี่ยนความคิดและมุมมองต่อเรื่องนี้นานพอสมควร
และอย่างที่สี่ -
การสื่อสารที่โดยทั่วไปมี 5 รูปแบบ ได้แก่
รูปร่างหน้าตา ผมเผ้าเสื้อผ้า กิริยาท่าทาง สีหน้าสายตาแววตา และภาษา
คนเป็นครูจะต้องรู้ว่า ควรใช้การสื่อสารรูปแบบใด หรือใช้รูปแบบใดร่วมกับรูปแบบใด
เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องครบถ้วน
(3) คุณลักษณะอันพึงมีของบุคคล 6 ประการ คือ การมีสติและฉลาดทางอารมณ์ ความเพียร
ความสามารถปรับตัวความยืดหยุ่นพร้อมลุกเมื่อล้ม ความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น
และความสามัคคี
สำหรับข้อ (3) นี้ แม้ว่าต้นทางจะมาจากตะวันตก
แต่รายละเอียดเบื้องลึกกลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนาอย่างกลมกลืน
โดยเฉพาส่วนที่สอดสัมพันธ์กับการสร้างตนให้เป็นสุข
ซึ่งยืนยันได้จากคำสอนของชินโปเช หลวงพี่ผู้นำจิตวิญญาณของภูฏาน 4 เสาหลัก คือ ความรักความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ การปล่อยวางไม่ยึดติด
และความเชื่อในเรื่องกรรม
ผมยกเอาการ “มีสติ” ที่เราคุ้นเคยจากคำเตือนที่ได้รับอยู่บ่อยๆ
มาคุย ด้วยการถามอาจารย์ใหม่ว่า “คำเตือนว่าให้มีสติมีความหมายว่าอย่างไร”
แน่นอนคำตอบมักจะมาในทาง “จะทำอะไรก็ให้มุ่งมั่นตรงนั้น” ซึ่งไม่ผิด
เพียงแต่ไม่ครบ เพราะหลักธรรมของพุทธศาสนาสอนเรื่องนี้ว่า “ให้อยู่กับปัจจุบัน”
หมายความว่า จะทำอะไรก็ให้รู้ตัวเองด้วยว่า ณ ปัจจุบันนั้น เราเป็นอะไร เรามีอะไร
และพร้อมไหม
ต่อเรื่องนี้มันเชื่อมโยงไปถึงการมุ่งสู่ความก้าวหน้าของวิชาชีพครูอย่างเรา
ซึ่งความก้าวหน้าของครูระดับอุดมศึกษานั้นน่าจะหมายถึง “ความเป็นเลิศ”
ในวิชาที่เรารับผิดชอบ เราจึงต้องเพียรให้มากเพื่อ explore และ re+search ให้ได้ knowledge,
intelligence และ wisdom มา เมื่อได้มาแล้ว
ตำแหน่งหน้าที่ที่ก้าวหน้าก็จะตามมา ค่าตอบแทนที่คุ้มกับภารกิจก็จะตามมา
แต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องไม่ลืมว่ามีคนข้างหลังเรา
คนที่เราเอาหลังพิงทุกครั้งทุกโอกาส
ชีวิตใช่ว่าจะเดินหน้าไปด้วยความเป็นนักวิชาการที่ฉลาดเลิศล้ำเพียงอย่างเดียว
ครอบครัวญาติมิตรคือคนที่เราต้องแคร์ในทุกๆ เรื่องทุกเวลา
ผมมีสิ่งเตือนสติให้อาจารย์ใหม่นิดหนึ่ง
แต่เป็นนิดหนึ่งที่สำคัญมาก กล่าวคือ ความเป็นเลิศทางวิชาการของพวกเรา
มันควรจะต้องเป็นสิ่งที่ข้ามพ้นหลักการที่มีอยู่ทั่วไป ข้ามพ้นนโยบายของชาติ
และข้ามพ้นออกไปจากกระแสที่สังคมกำลังเห่อกัน มันควรเป็นอะไรที่แปลกใหม่ข้ามวาระแห่งชาติข้ามวาระของสังคมโลก
เรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรม” จริงๆ ไม่ใช่เป็นแค่ของใหม่สำหรับพื้นที่นี้
แต่เป็นของเก่าที่ที่อื่นเคยมีมาแล้ว อะไรแบบนั้น ไม่น่าจะถือว่ามีความเป็นเลิศ
แน่นอนว่า ความเป็นเลิศนี้
มีประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างคนของครู เพราะเป็นความรู้ใหม่ วิธีการใหม่
วิธีคิดใหม่ ที่คนเข้ามาเรียนรู้กะเราควรได้จากเราไป
แต่ว่าความเป็นเลิศทางวิชาการไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน
หากแต่จะต้องเผยแพร่ออกไปนอกชั้นเรียนด้วย
หมายความว่า
เมื่อเกิดความเป็นเลิศทางวิชาการแล้ว การจะเป็น influencer เพื่อให้สังคมรับรู้ ยอมรับ และนำเอาสิ่งที่เรามีไปใช้ประโยชน์ได้นั้น
นอกจากงานบริการวิชาการตามภารกิจอาจไม่พอ
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่วันข้างหน้าอาจจะต้องก้าวสู่ตำแหน่งบริหาร
ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าสาขาวิชา หัวหน้าภาควิชา คณบดี อธิการบดี
หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ซึ่งหากคิดไว้ซ่ะตั้งแต่ตอนนี้
การเตรียมความพร้อมก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน ส่วนจะไปได้ถึงไหนก็เป็นอีกเรื่อง
ด้วยเห็นว่า ได้ให้มุมมองต่างๆ
ที่เป็นประโยชน์พอควรแล้ว ขืนพูดไปมากกว่านี้ คู่สนทนาจะพาลเบื่อ
และไม่อยากสนทนากับผมอีกในอนาคต เวลา 11.58
น. ผมจึงจบการปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่
แต่สุดท้ายผมก็นำข้อคิดเกี่ยวกับ
“การวางตัวท่ามกลางลูกศิษย์ที่เป็นรุ่นน้องของเรา
ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานที่เป็นครู” ให้อาจารย์ใหม่ไปพิจารณาเพื่อเลือก place position ที่เหมาะสมบนบรรทัดฐานความเป็นครู

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น