หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การเรียนรู้ทุกขณะ

การเรียนรู้ทุกขณะ - lifelong learning

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม 2564 ผมให้การต้อนรับอาจารย์ใหม่ของภาควิชา ทส อาจารย์ ดร.กฤษฎา ภาณุมนต์วาที ในฐานะหัวหน้าภาควิชาฯ ในฐานะอาจารย์ผู้ใหญ่ ผมนัดหมายอาจารย์ใหม่ให้มานั่งคุยแบบเป็นกันเอง เพื่อปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติ วิถีคิด และกำหนดเป้าหมายความเป็นครูให้เคลียร์ตั้งแต่ต้น จะได้เพียรพยายามยืนหยัดการมุ่งสู่เป้าหมายนั้นด้วยการยึดหลักการมีคุณธรรมจริยธรรม

เวลา 10.00 น. ราวๆ นั้น ผมเริ่มต้นการปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่แบบสนทนาแลกเปลี่ยนว่า “เราเป็นครูนะ เรามีหน้าที่สร้างคน” เราจะสามารถใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์สร้างคน สร้างคนให้เขารู้จัก “ความดี ความจริง ความงาม” ได้อย่างไร โดยยึดหลักที่ว่าจะต้องทำให้คนที่เราสร้างสามารถผสมผสานทั้งสามส่วนนี้เข้าด้วยกันให้ได้ ด้วยวิธีที่เหมาะกับบุคคล และเหมาะกับกาลเทศะ

ทั้งหมดต่อไปนี้ เป็นประเด็นสรุปๆ ที่พอจะจำได้จากการสนทนาเกือบ 2 ชั่วโมงระหว่างเรา อาจารย์ใหม่กับหัวหน้าภาควิชา

จริงๆ แล้วเรื่อง “ความดี ความจริง ความงาม” หรือ goodness, truth & beauty เป็นปรัชญากรีกที่สืบทอดต่อมาในคำสอนที่ลึกซึ้งของโบสถ์คาทอลิค ซึ่งอาจเข้าใจยากตามแบบปรัชญาโบราณ แต่ว่าหมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้เรียบเรียงเป็นภาษาไทยแบบชาวพุทธ ก็อ่านง่ายเข้าใจง่าย แม้จะเพี้ยนไปจากนัยยะเดิมไปบ้าง ก็ถือว่าพอได้

ความดี” เป็นสิ่งที่คนเราควรยึดมั่น ความปฏิบัติให้สม่ำเสมอ เพราะความดีช่วยจรรโลงโลก การทำความดีนอกจากจะเกิดผลดีกับทั้งผู้รับผลการทำความดีและผู้ทำความดีแล้ว การทำความดียังช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างพลอยได้ดังสายน้ำโปรยพรมให้ฉ่ำเย็นถ้วนทั่วด้วย แต่จะต้องระมัดระวังนิดหนึ่งว่า ความดีที่ทำลงไป และความดีที่ได้รับการสรรเสริญนั้น มันอยู่บนฐาน “ความจริง” หรือไม่

เกี่ยวกับ “ความจริง” นั้น วิทยาศาสตร์ลดรูป คือ วิทยาศาสตร์ที่ยึดโยงอยู่กับ reductionism ที่พิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ แล้วสรุปรวบยอดมาเป็นกฎเป็นทฤษฎี เพื่อใช้อธิบายและทำนายอะไรๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ นั้น ทำให้ขาดรายละเอียดที่จำเป็น

ยกตัวอย่างเช่น ห้องปฏิบัติการที่ตรวจสอบการปนเปื้อน เพื่อรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่าง พอตรวจสอบเสร็จก็ทิ้งเคมีสารที่เกิดจากการตรวจสอบลงท่อระบายน้ำโดยไม่ผ่านการบำบัด อย่างนั้นถือว่าเป็นความดีที่ไม่อยู่บนฐานความจริง หรือความจริงที่ไม่ได้อยู่บนฐานความดี “ความงาม” ย่อมไม่เกิดขึ้น

แต่ถ้าหากว่า การทำความดีทั้งหลายอยู่บนฐานความจริง เป็นความดีที่ไม่เบียดบดบังสิ่งต่างๆ เป็นความดีอยู่บนฐานความจริง ความงามจะเผยโฉมออกมาให้เห็น และนี่จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องสร้างคนให้เป็นที่รู้จัก เข้าใจ และถือปฏิบัติตามหลักการที่ว่าด้วย “ความดี ความจริง ความงาม” นี้

การสร้างคนของครู ณ วันนี้ ผมเห็นว่า เราสามารถนำเอาหลักคิด ระเบียบ และวิธีการที่พัฒนากันมายาวนานพอสมควร จนได้กรอบของการเรียนรู้ภายใต้คำที่เรียกขานกันว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ lifelong learning เอามาใช้เพื่อสร้างการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างคน

สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ส่วนตัวผมเองเห็นว่ามันมีสามเสาหลักที่สามารถนำเอาเป็นหัวใจของการสร้างคน ประกอบด้วย ความรู้ที่สำคัญ ทักษะที่ต้องมี และคุณลักษณะของคนรุ่นใหม่

(1) วิชาที่สำคัญจำเป็นต้องเรียนรู้ ซึ่งมีสามวิชา คือ หนึ่งเป็นวิชาที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ เช่น เลขคณิต ภาษา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สุขศึกษา สองเป็นวิชาที่บอกให้รู้และเข้าใจระบบ เช่น นิเวศวิทยา เศรษฐศาสตร์ และสามเป็นวิชาใหม่สำหรับการใช้ชีวิตในสังคมใหม่ในอนาคต เช่น ห่วงโซ่อุปทาน ดิจิตอลอีโคโนมี การประกอบการ

วิชาทั้งหลายเหล่านี้ จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยจะเห็นว่าบางวิชามีอยู่แล้ว บางวิชาตำเป็นต้องบรรจุสารัตถะใหม่ และบางวิชาเป็นอะไรไม่รู้ แต่จะต้องสร้างคอนเท้นต์และระเบียบวิธีขึ้นมาใหม่ให้เหมาะกับผู้เรียนที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ครูต้องการสร้างเขาขึ้นมา

ผมยกตัวอย่างเรื่อง “การนอน” ที่คุณครูสมัยก่อนมีปัญหากะเด็กนักเรียนบ่อยๆ เพราะเด็กง่วงนอนเวลาครูสอน ครูก็จะสอนเด็กก็จะนอน แต่ในชั้นเรียนโบราณครูใหญ่กว่าคับห้องเรียน การนอนเลยเป็นแค่ปัญหา การนอนเลยไม่ได้เป็นวิชา การนอนเลยไม่เป็นเป็นความรู้ การนอนเลยยังไม่เป็นวิทยาศาสตร์สำหรับครูแบบนั้น ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เลยนอนกันไม่ถูกสุขลักษณะ ข้าวของเครื่องนอนของคนบางกลุ่มจึงไม่เอื้อต่อการนอนอย่างมีคุณภาพ โรคความดัน โรคหัวใจ โรคโลหิตจาง จึงรุกรานประชากรโลกอยู่อย่างที่เห็นกันอยู่ นี่เป็นเพราะครูไม่เข้าใจว่าอะไรควรจะเป็นวิชาสำคัญของการใช้ชีวิตในอนาคต ครูปิดกั้นการเรียนรู้เรื่องของฮอร์โมน “เมลาโทนิน” ที่มีบทบาทหลักในการกำกับจังหวะชีวิตคนให้สอดสัมพันธ์กับองศาของดวงอาทิตย์

(2) ทักษะสำคัญ 4 อย่าง คือ อย่างแรก - ความคิดวิเคราะห์ ที่หมายถึงการศึกษาอะไรๆ แบบวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้เห็นช่องว่างหรือจุดบกพร่อง ซึ่งแค่เห็นแล้วบอกว่ามีช่องโหว่นั้นไม่พอ หากแต่จะต้องแสดงความรู้แล้วเติมสาระที่ขาดไปซ่ะให้ครบ อย่างนั้นจึงจะเรียกว่า “คิดวิเคราะห์” อย่างที่สอง - ความคิดสร้างสรรค์ อันนี้มีหลายรูปแบบ ผมขอความรู้และความเห็นของอาจารย์ใหม่เพื่อนิยามและยกตัวอย่างให้ครบถ้วน

อย่างที่สาม - การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความจริงแล้วผมไม่อยากใช้ “บัวสี่เหล่า” มาเป็นสาระในการคุยเรื่องนี้ แต่ก็จำเป็นต้องเอามาคุย แล้วผมก็ไม่อยากเอาเรื่อง “คนโง่คนฉลาด คนขยันคนขี้เกียจ” มาคุยตรงนี้ แต่ก็จำเป็นต้องเอามา เพื่อบอกตัวเราเองอีกครั้ง และทำความเข้าใจกับอาจารย์ใหม่ว่า ในสถานการณ์นั้นๆ เรากำลังทำงานอยู่กับใคร เราเป็นครูกำลังสร้างการเรียนรู้อยู่กับใคร จะได้ทำงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งใช้เวลาแลกเปลี่ยนความคิดและมุมมองต่อเรื่องนี้นานพอสมควร

และอย่างที่สี่ - การสื่อสารที่โดยทั่วไปมี 5 รูปแบบ ได้แก่ รูปร่างหน้าตา ผมเผ้าเสื้อผ้า กิริยาท่าทาง สีหน้าสายตาแววตา และภาษา คนเป็นครูจะต้องรู้ว่า ควรใช้การสื่อสารรูปแบบใด หรือใช้รูปแบบใดร่วมกับรูปแบบใด เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องครบถ้วน

(3) คุณลักษณะอันพึงมีของบุคคล 6 ประการ คือ การมีสติและฉลาดทางอารมณ์ ความเพียร ความสามารถปรับตัวความยืดหยุ่นพร้อมลุกเมื่อล้ม ความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น และความสามัคคี

สำหรับข้อ (3) นี้ แม้ว่าต้นทางจะมาจากตะวันตก แต่รายละเอียดเบื้องลึกกลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนาอย่างกลมกลืน โดยเฉพาส่วนที่สอดสัมพันธ์กับการสร้างตนให้เป็นสุข ซึ่งยืนยันได้จากคำสอนของชินโปเช หลวงพี่ผู้นำจิตวิญญาณของภูฏาน 4 เสาหลัก คือ ความรักความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ การปล่อยวางไม่ยึดติด และความเชื่อในเรื่องกรรม

ผมยกเอาการ “มีสติ” ที่เราคุ้นเคยจากคำเตือนที่ได้รับอยู่บ่อยๆ มาคุย ด้วยการถามอาจารย์ใหม่ว่า “คำเตือนว่าให้มีสติมีความหมายว่าอย่างไร” แน่นอนคำตอบมักจะมาในทาง “จะทำอะไรก็ให้มุ่งมั่นตรงนั้น” ซึ่งไม่ผิด เพียงแต่ไม่ครบ เพราะหลักธรรมของพุทธศาสนาสอนเรื่องนี้ว่า “ให้อยู่กับปัจจุบัน” หมายความว่า จะทำอะไรก็ให้รู้ตัวเองด้วยว่า ณ ปัจจุบันนั้น เราเป็นอะไร เรามีอะไร และพร้อมไหม

ต่อเรื่องนี้มันเชื่อมโยงไปถึงการมุ่งสู่ความก้าวหน้าของวิชาชีพครูอย่างเรา ซึ่งความก้าวหน้าของครูระดับอุดมศึกษานั้นน่าจะหมายถึง “ความเป็นเลิศ” ในวิชาที่เรารับผิดชอบ เราจึงต้องเพียรให้มากเพื่อ explore และ re+search ให้ได้ knowledge, intelligence และ wisdom มา เมื่อได้มาแล้ว ตำแหน่งหน้าที่ที่ก้าวหน้าก็จะตามมา ค่าตอบแทนที่คุ้มกับภารกิจก็จะตามมา แต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องไม่ลืมว่ามีคนข้างหลังเรา คนที่เราเอาหลังพิงทุกครั้งทุกโอกาส ชีวิตใช่ว่าจะเดินหน้าไปด้วยความเป็นนักวิชาการที่ฉลาดเลิศล้ำเพียงอย่างเดียว ครอบครัวญาติมิตรคือคนที่เราต้องแคร์ในทุกๆ เรื่องทุกเวลา

ผมมีสิ่งเตือนสติให้อาจารย์ใหม่นิดหนึ่ง แต่เป็นนิดหนึ่งที่สำคัญมาก กล่าวคือ ความเป็นเลิศทางวิชาการของพวกเรา มันควรจะต้องเป็นสิ่งที่ข้ามพ้นหลักการที่มีอยู่ทั่วไป ข้ามพ้นนโยบายของชาติ และข้ามพ้นออกไปจากกระแสที่สังคมกำลังเห่อกัน มันควรเป็นอะไรที่แปลกใหม่ข้ามวาระแห่งชาติข้ามวาระของสังคมโลก เรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรม” จริงๆ ไม่ใช่เป็นแค่ของใหม่สำหรับพื้นที่นี้ แต่เป็นของเก่าที่ที่อื่นเคยมีมาแล้ว อะไรแบบนั้น ไม่น่าจะถือว่ามีความเป็นเลิศ

แน่นอนว่า ความเป็นเลิศนี้ มีประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างคนของครู เพราะเป็นความรู้ใหม่ วิธีการใหม่ วิธีคิดใหม่ ที่คนเข้ามาเรียนรู้กะเราควรได้จากเราไป แต่ว่าความเป็นเลิศทางวิชาการไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน หากแต่จะต้องเผยแพร่ออกไปนอกชั้นเรียนด้วย

หมายความว่า เมื่อเกิดความเป็นเลิศทางวิชาการแล้ว การจะเป็น influencer เพื่อให้สังคมรับรู้ ยอมรับ และนำเอาสิ่งที่เรามีไปใช้ประโยชน์ได้นั้น นอกจากงานบริการวิชาการตามภารกิจอาจไม่พอ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่วันข้างหน้าอาจจะต้องก้าวสู่ตำแหน่งบริหาร ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าสาขาวิชา หัวหน้าภาควิชา คณบดี อธิการบดี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ซึ่งหากคิดไว้ซ่ะตั้งแต่ตอนนี้ การเตรียมความพร้อมก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน ส่วนจะไปได้ถึงไหนก็เป็นอีกเรื่อง

ด้วยเห็นว่า ได้ให้มุมมองต่างๆ ที่เป็นประโยชน์พอควรแล้ว ขืนพูดไปมากกว่านี้ คู่สนทนาจะพาลเบื่อ และไม่อยากสนทนากับผมอีกในอนาคต เวลา 11.58 น. ผมจึงจบการปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่

แต่สุดท้ายผมก็นำข้อคิดเกี่ยวกับ “การวางตัวท่ามกลางลูกศิษย์ที่เป็นรุ่นน้องของเรา ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานที่เป็นครู” ให้อาจารย์ใหม่ไปพิจารณาเพื่อเลือก place position ที่เหมาะสมบนบรรทัดฐานความเป็นครู

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น