หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Geographical Location Analysis VII

ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศและภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่: การประหยัดจากขนาด ความแตกต่างของสินค้า และต้นทุนการขนส่ง

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 

บทนำ


เมื่อกลางทศวรรษ 1970 ทฤษีการค้ายังคงยืนอยู่บนหลักการได้ประโยชน์เปรียบเทียบอยู่ โดยจะเห็นว่าหลายประเทศต้องทำการค้ากับประเทศอื่นเพราะมีความแตกต่างในสาระเกี่ยวกับเทคโนโลยีตามข้อเสนอของเดวิด ริคาร์โด เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 หรือไม่ก็ความแตกต่างของทรัพยากรที่แต่ละประเทศมีอยู่ตามทฤษฎีเฮกเชอร์-โอห์ลิน ในศตวรรษที่ 20 ซึ่งต่อมาถูกนำเสนอเป็นหนังสือชื่อ Interregional and International Trade โดยโอห์ลิน (1933) จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี 1977

 

ทฤษฎีเหล่านี้ล้วนให้คำอธิบายดีๆ เกี่ยวกับรูปแบบการค้าที่ปรากฏในช่วงแรกของศตวรรษที่ 20 แต่ก็มีนักวิจัยหลายคนเริ่มสังเกตุแล้ว พบว่า ประโยชน์เปรียบเทียบไม่ค่อนสอดคล้องกลับโลกสมัยใหม่ที่ทุกวันนี้ การค้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่มีเทคโนโลยีที่เหมือนกันและมีสัดส่วนของปัจจัยคล้ายคลึงกัน ซ้ำยังมีการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลักษณะคล้ายกัน ภายในกลุ่มประเทศที่มีลักษณะเหมือนกันด้วย อย่างน้อยที่สุดที่ได้เห็นคือ กลุ่มประเทศร่ำรวยที่ทำการค้าภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น มีการส่งออกและนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่มและมีการค้าภายนอกอุตสาหกรรม เช่น มีการนำเข้าสินค้าเครื่องนุ่งห่มและส่งออกสินค้าเกษตร ในสถานการณ์เช่นว่านี้ เราจะสามารถอธิบายการค้าภายในอุตสาหกรรมเดี่ยวกันอย่างไร หากต้องใช้มุมมองเดิม

 

ทฤษฎีการค้าจำนวนมากเกิดขึ้นมาจากการตีความรูปแบบการค้าภายในอุตสาหกรรมเดียวกันที่สังเกตุได้ ด้วยการอ้างอิงถึงการประหยัดจากขนาด โดยอาจยึดเอาหนังสืออันทรงอิทธิพลของกรูบาลกับลอยด์ (1975) ที่กล่าวถึงรูปแบบการค้าดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมากรวมถึงได้มีการอธิบายการประหยัดจากขนาดเอาไว้ด้วย ลองนึกดู หากต้นทุนเฉลี่ยของการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง (สมมติว่าเป็นรถยนต์) ลดลงด้วยการมีปริมาณผลิตรวมมากขึ้น นั้นจะทำให้จุดเหมาะสมเปลี่ยนไปสู่การเพิ่มกำลังผลิต จนทำให้ประเทศหลายประเทศกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในการผลิตรถยนต์ชนิดต่าง ๆ ความเชี่ยวชาญที่ว่านี้หากใช้กระบวนการเดิมพิจารณา ก็อาจไม่ต่างไปจากความแตกต่างในสัดส่วนปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีเลยจริง ๆ  แล้วหลักการประหยัดจากขนาดไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1977 แต่พบว่าโอห์ลินเคยอธิบายถึงบทบาทของมันมาก่อนหน้านี้แล้ว

 

"[T]he advantages of producing a large quantity of a single commodity instead of a little of all commodities must lead to interregional trade ... insofar as the market for some articles within each region is not large enough to permit the most efficient scale of production, division of trade and labor will be profitable. Each region will specialize on some of these articles and exchange them for the rest ... The tendency toward specialization because of differences in factor endowments is reinforced by the advantages of large-scale production. The location of an industry in one region and not in another might simply be due to chance ... Thus, all interregional trade, whether due to the one cause or the other, might be regarded as a substitute for geographical mobility of productive factors."

 

อาจจะเป็นตอนปลายทศวรรษ 1970 ก็ได้ที่ทำให้ผู้คนรู้จักทฤษฎีการค้าใหม่ (new trade theory) โดยเป็นการบูรณาการสาระสำคัญ หลายอย่างเข้ามาอยู่ในกรอบแนวความคิดเชิงทฤษฎี โดยมีการศึกษาเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาตัวกำหนดต่างๆ ของการค้าออกมาให้ได้ รวมถึงต้องมีการประเมินผลอย่างเป็นระบบต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย

 

ในสาขาวิชาภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ หัวใจสำคัญคือ การอพยพเลื่อนไหลของบุคคลและธุรกิจบนภูมิทัศน์ทางภูมิศาสตร์ ศึกษาว่าการรวมตัวในเขตเมืองเพิ่มขึ้นอย่างไร และศึกษาว่าตัวเมืองเองมีการจัดโครงสร้างทางพื้นที่อย่างไร (นักเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า เศรษฐศาสตร์การเมือง) ทั้งยังต้องศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไปอีกว่า การประหยัดจากขนาดมีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อการกำหนดทำเลที่ตั้งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ในช่วงทศวรรษ 1950 มีงานวิจัยจำนวนหนึ่ง ที่สนใจผลกระทบของปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนการผลิตและต้นทุนการขนส่งสินค้าที่มีการวมตัวกันและอยู่ในเขตเมืองที่มีการเติบโต (Harris, 1954; Myrdal, 1957; Hirschman,1958; Pred, 1966) แต่ในเชิงทฤษฎีการค้ากลับไม่มีแบบจำลองได้เหมาะแก่การอธิบายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบจำลองที่อยู่บนฐานคิดดุลยภาพทั่วไป   ซึ่งในที่นี่ต้องการคำอธิบายถึงที่ตั้งของผู้บริโภค และธุรกิจผู้ผลิตสินค้า

 

ปลายทศวรรษ 1980 นักวิจัยเริ่มบูรณาการการประหยัดจากขนาดเข้าไปในแบบจำลองดุลยภาพทั่วไปของทำเลที่ตั้งและการค้า ทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่รู้จักกันดี คือ ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ (new economic geography ) ที่ทำให้นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจได้ใช้เครื่องมือใหม่ และทำให้นักเศรษฐศาสตร์หันกลับมาสยใจสาขานี้ใหม่อีกครั้ง มีนักวิจัยหลายคนร่วมพัฒนาภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่แต่บุคคลสำคัญที่สุด คือ พอล ครุกแมน

 

พอล ครุกแมน ตีพิมพ์ผลงานทั้งบทความและหนังสือจำนวนมากที่มีบทบาทต่อการศึกษาการค้าและภูมิศาสตร์ โดยเขาแสดงประเด็นสำคัญที่สุดเอาไว้ตั้งแต่เริ่มต้นในบทความบทแรกเกี่ยวกับทฤษฎีการค้าในปี ค.ศ.1979 ต่อด้วยบทวิเคราะห์ในปี ค.ศ.1980 ต่อมาปี ค.ศ.1991 เขาได้แสดงให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ ความจริงแล้วเมล็ดพันธ์ทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่เริ่มเพาะมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 โดยเขาเขียนเอาไว้ในตอนสุดท้ายว่า รูปแบบต่างๆ ของการอพยพ สามารถวิเคราะห์ภายในกรอบเดียวกันกับทฤษฎีการค้าใหม่

 

หลักการพื้นฐานในแบบจำลอง: การประหยัดจากขนาดและพลังของการผูกขาด

ปลายทศวรรษ 1970 มีนักวิจัยหลายคน ไม่ว่าจะเป็นครุกแมน (1979, 1980) ดิซิต-สติกลิตซ์ (1980) และลองแคสเตอร์ (1980) ที่ได้ให้ความสำคัญในการร่างแนวความคิดเกี่ยวกับการประหยัดจากขนาด (economy of scale) และการแข่งขันไม่สมบูรณ์ (imperfect competition) ขึ้นมากันอย่างอิสระ เพื่อใช้อธิบายการค้นที่มีลักษณะไม่ใช่การค้าเพื่อให้ได้ประโยชน์เปรียบเทียบ (comparative advantage) ยังมีการนำเสนอที่เกี่ยวข้องกันอีก กล่าวคือ เอเธอร์ (1979, 1980) ที่ได้พัฒนาแบบจำลองการค้าภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน (intra-industry trade) ที่ใช้การประหยัดจากขนาดสำหรับสินค้าขั้นกลางเป็นฐาน และก็เป็นพอล ครุกแมน ที่มีความคิดและผลงานชัดเจน อีกทั้งยังทรงพลังในการปฏิวัติและนำเสนอวิธีการใหม่เกี่ยวกับทฤษฎีการค้าระหว่างชาติ บทความขนาดสั้นๆ ของเขาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of International Economics เรื่อง “Increasing Returns, Monopolistic Competition and International Trade” เมื่อปี ค.ศ.1979 นำเสนอสองประเด็นสำคัญ โดยนอกจากจะมีทฤษฎีการค้าใหม่ที่ใช้อธิบายการค้าภายในอุตสาหกรรมเดียวกันแล้ว ยังได้เพาะพันธุ์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา ด้วยการนำเอาทฤษฎีการค้าใหม่มาอธิบายรูปแบบการค้าภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน และใช้การประเด็นเกี่ยวกับทำเลที่ตั้งของปัจจัยการผลิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มาวิเคราะห์ตามกรอบของแบบจำลองดุลยภาพทั่วไป (general-equilibrium model)

ลักษณะสำคัญของวิธีการของครุกแมน คือ การประหยัดจากขนาดที่เกิดขึ้นภายในองค์กรธุรกิจ เช่น ธุรกิจสามารถลดต้นทุนเฉลี่ยของตนเองลงจากการขยายขนาดการผลิต ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ตลาดจะไม่อยู่ในลักษณะแข่งขันอย่างสมบูรณ์ แบบจำลองแสดงการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์มักไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในทฤษฎีการค้า เนื่องจากมีความซับซ้อนในการวิเคราะห์ แต่ว่าครุกแมนได้ใช้แบบจำลองการแข่งขันกึ่งผูกขาด (monopolistic competition) ตามแบบอย่างของดิซิต-สติกลิตซ์ (1977) มาใช้ ซึ่งก็เหมาะสำหรับการวิเคราะห์การค้าไม่น้อย บนฟังก์ชันอรรถประโยชน์ (utility function) นี้ สมมุติให้มีการผลิตสินค้า n ชนิด แตกต่างกัน และผู้บริโภคมีรสนิยมหลากหลายแสดงออกมาบนฟังก์ชัน


 
(1)

เมื่อ ci เป็นการบริโภคสินค้า i และ v(.) เป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นตามฟังก์ชันรูปเว้า โดยอาการเว้าของเส้นกราฟมีความสำคัญต่อการแสดงรสนิยมที่หลากหลายของผู้บริโภค ด้วยราคาที่แตกต่างกันไม่มากของสินค้าแต่ละชนิด ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้มากขึ้น ไม่เฉพาะอยู่กับสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียว ต่อมาเราจึงสมมุติให้ v(.) มีลักษณะเป็นไปตามสมการต่อไปนี้


  (2)

แม้ว่าฟังก์ชั่นนี้จะไม่ถูกครุกแมนนำมาใช้ตั้งแต่ต้นในบทความที่เขียนเมื่อปี ค.ศ.1979 แต่หลังจากนั้น ก็มีการนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เพราะว่าง่ายและดีต่อการแก้ปัญหาเชิงวิเคราะห์ ดังนั้น เราจึงสามารถอ้างอิงฟังก์ชันที่ (1) และ (2) นี้ เป็นความชอบพึงพอใจแบบดิซิต-สติกลิตซ์ (Dixit-Stiglitz preference)

ครุกแมนยังตั้งข้อมสมมุติต่อไปอีกว่า มีปัจจัยการผลิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ แรงงาน และสินค้าทุกชนิดถูกผลิตขึ้นมาภายใต้ฟังก์ชันของต้นทุนที่บ่งชี้ชัดเจน ครุกแมนแสดงผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากขนาด ด้วยการสมมุติให้สินค้า i ถูกผลิตขึ้นมา โดยใช้แรงงาน l ดังสมการต่อไปนี้

l = α + βxi, α, β > 0         (3)

โดย xi เป็นผลผลิตสินค้า และ α เป็นต้นทุนคงที่ เมื่อตลาดทุกแห่งมีความชัดเจน จึงมีสินค้าจากธุรกิจแข่งขันกึ่งผูกขาดเข้ามาขายได้ทั้งหมด นั่นทำให้มีกำไรเท่ากับศูนย์ในดุลยภาพ สมการดังกล่าวนี้ เมื่อถูกแก้ออกมาแล้ว จะทำให้ได้คำตอบสำคัญ 3 ประการ คือ ราคาสินค้าแต่ละอย่างที่มีความสัมพันธ์กับแรงงาน pi/w (เมื่อ w เป็นอัตราค่าจ้างแรงงาน) ผลผลิตสินค้าแต่ละชนิด xi และจำนวนสินค้าที่ผลิต n

ผู้บริโภคจะมีอรรถประโยชน์หรือความพึงพอใจต่อสินค้าสูงสุดตามเงื่อนไขของงบประมาณที่มีอยู่ (pici = w) จึงนำไปสู่เงื่อนไขอันดับแรก v(ci)/ pi = v(ci)/pi = λ สำหรับสินค้าสองชนิด i และ j เมื่อ λ เป็นมูลค่าเงาของรายได้ (shadow value of income) อัตราส่วนเกินการทดแทนของผู้บริโภค (consumers marginal rate) ระหว่างสินค้าทั้งสอง ควรจะเท่ากับราคาสินค้าที่สัมพันธ์กัน ดังนั้น เราจะได้ฟังก์ชันอุปสงค์ของบุคคลต่อสินค้า i ที่มี c(pi) = (λ pi)1/(γ-1) อรรถประโยชน์ทางอ้อมก็สามารถคำนวณได้โดยง่าย โดยเป็นสัดส่วนกับ (w/p)γ เมื่อ p = (∑piγ/(γ-1))(γ-1/y) ซึ่งหมายถึง ดัชนีราคาสินค้าชนิดต่างๆ และเราสามารถคิดถึง w/p ที่เป็นค่าจ้างที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจด้วย

ย้อนกลับไปสู่จุดที่มีการแข่งขันในตลาดกึ่งผูกขาด กำไรจะมีมากที่สุดจากราคาสินค้าที่กำหนดเอาไว้ ดังนั้น ผลตอบแทนส่วนเกินจึงเท่ากับต้นทุนส่วนเกิน หาก L เป็นจำนวนผุ้บริโภค ผลตอบแทนทั้งหมดของธุรกิจจึงเท่ากับ piLc(pi) และต้นทุนรวมเท่ากับ (α + βLC(pi))w นอกจากนั้น เมื่อผู้ค้าผูกขาดเลือกกำหนดราคาสินค้าได้แล้ว มูลค่าเงาของรายได้ λ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากราคานั้น เนื่องจากจำนวนสินค้ามีมาก เป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้กระจ่างขึ้น เมื่อผลตอบแทนส่วนเกินมีค่าเท่ากับต้นทุนส่วนเกิน ผู้ค่าผุกขาดเลือกที่จะกำหนดค่า 1/γ ให้มีค่ามากกว่าต้นทุนส่วนเกิน ดังนั้น pi/(βw) = 1/γ สมมาตรระหว่างสินค้านี้ ระบุได้ด้วยดัชนีราคา (price index) ที่สมดุลอย่างเป้นที่น่าพอใจ p = n(γ-1)/γ/γ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ดัชนีราคาลดลง เมื่อสินค้ามีหลากหลายเพิ่มมากขึ้น และค่าจ้างที่แท้จริงกับอรรถประโยชน์ดุลยภาพจะเพิ่มขึ้น ด้วยระบบเศรษฐกิจแบบนี้ ธุรกิจใหม่จำนวนมากจะก้าวเข้าสู่ตลาด เข้ามาช่วยเพิ่มสินค้าให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น จนกระทั่งกำไรเท่ากับศูนย์ เนื่องจากกำไรมีค่าเท่ากับ pixi – (α + βxi)w และสินค้าทั้งหมดมีลักษณะสมมาตร และถูกผลิตขึ้นมาในปริมาณเท่าๆ กัน ผลลัพธ์ดุลยภาพที่ได้ xi = (α/β)γ/(1-γ) =  ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อที่จะกำหนดปริมาณการผลิตสินค้าแต่ละอย่าง ที่มีความหลากหลาย โดยให้ L = (α + βx)n โดย L ผู้บริโภค-แรงงาน จะต้องจัดสรรแรงงานเข้าไปช่วยการผลิตสินค้า n ต่างๆ เหล่านั้นด้วย

ณ จุดนี้ ราคาและปริมาณสินค้าดุลยภาพทั้งหมด ถูกกำหนดขึ้นมา ทำให้เราสามารถตรวจสอบขนาดของเศรษฐกิจได้ด้วย L ซึ่งหมายถึงจำนวนผุ้บริโภค-คนงาน (consumer-workers) ที่มีอิทธิพลต่อดุลยภาพ 1) การผลิตสินค้าแต่ละชนิด x ไม่มีผลใดๆ ต่อรูปร่างของฟังก์ชันอรรถประโยชน์ แต่จำนวนสินค้าที่มากขึ้นนั้น เป็นผลจาก L 2) การบริโภคต่อหัวของสินค้าแต่ละอย่างลดลง เนื่องจาก cL = x และ 3) การใช้สวัสดิการต่อหัวเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจาก L เพราะค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้นจากการผลิตสินค้าหลากหลายขึ้น ดังนั้น เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า จึงมีสินค้าที่ผลิตขึ้นมาหลากหลายกว่า และนี่เป็นช่องทางทำให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากขนาดเข้ามามีบทบาท ในการวิเคราะห์ของครุกแมนนั้น พิจารณาว่าการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนจากขนาดอาจจะทำให้มีการเพิ่มการผลิตสินค้าแต่ละชนิดขึ้นไปอีก เพราะเป็นการลดต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าที่ผลิตขึ้นมา

สมมุติว่าสองประเทศมีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเอง ทั้งด้านความชอบ เทคโนโลยี และขนาด เราจะทำการเปรียบเทียบเป็นสองกรณี คือ กรณีที่ประเทศอยู่ได้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพิงประเทศอื่น ซึ่งจะไม่มีการค้าขายกับต่างประเทศ มีเงื่อนไขจำกัดเกี่ยวกับต้นทุนการขนส่ง และกรณีของประเทศที่สามารถทำการค้ากับประเทศอื่นได้อย่างเสรี ไม่มีต้นทุนอะไร เราสามารถพิจารณาขนาดของเศรษฐกิจในลักษณะที่เป็นผลรวมขนาดของทั้งสองประเทศ และสามารถกำหนดการผลิตและการบริโภคของโลก หากมีประเทศผู้ผลิตใหญ่เพียงแห่งเดียว ดังนั้น จำนวนสินค้าที่ผลิต ณ ปัจจุบันจึงมีมากกว่า เนื่องจากว่าประเทศ เนื่องจากประเทศต่างๆ เหมือนกัน จำนวนสินค้าจึงมีขาดเป็นสองเท่าอยู่ภายใต้การพึ่งตัวเองทุกอย่าง สำหรับประเทศที่มีความสามารถเฉพาะในการผลิตสินค้าบางอย่างได้มากกกว่าประเทศอื่น จะได้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาดที่มีการผลิตด้วยต้นทุนคงที่ แต่ว่าการผลิตสินค้าจะไม่ถูกระบุสถานที่ผลิตอย่างแน่ชัด การค้าของแต่ละประเทศจะมีปริมาณเป็นครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และผู้บริโภคจะรู้สึกมีความสุขที่ได้เลือกซื้อสินค้าที่หลายหลายกว่าการพึ่งตัวเองทุกอย่างของประเทศ ดังนั้น การเปิดการค้าเสรีจึงเป็นเหมือนการปรับปรุงสวัสดิการ แม้จะมีความจริงอยู่ว่าประเทศทั้งสองล้วนมีเทคโนโลยีและปัจจัยการผลิตอยู่พร้อม เนื่องจากเป็นการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเข้ามามากขึ้น ภายใต้สมมุติฐานของครุกแมนเกี่ยวกับฟังก์ชันอรรถประโยชน์ มันจะช่วยทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดต่ำลงในแต่ละสินค้า การจัดสรรสินค้าข้ามประเทศจะไม่ถูกกำหนดไว้ในแบบจำลอง แต่อาจจะเกิดการผลิตสินค้า i ขึ้นในประเทศหนึ่ง ขณะที่สินค้า j ถูกผลิตขึ้นในอีกประเทศหนึ่ง แม้ว่าสินค้า i และ j จะคล้ายกันมาก เช่น สองประเทศผลิตรถยนต์เหมือนกัน นี่ถือเป็นการเปิดการค้าในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ครุกแมน (1979) จึงแสดงให้เห็นว่า ความชอบของผู้บริโภคแสดงออกมาได้ตามสมการที่ 1 และต้นทุนการผลิตเป็นไปตามสมการที่ 3 ที่ช่วยทำให้เห็นรูปแบบการค้าจากข้อมูลจริง ในส่วนสุดท้ายของบทความ ครุกแมนได้ถกแถลงถึงความหมายของการค้าระหว่างสองประเทศที่มีโอกาสการเคลื่อนย้ายแรงงาน

ในส่วนนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของงานด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของครุกแมน จากการใช้แบบจำลองง่ายๆ ดังกล่าวข้างบน ครุกแมนระบุถึงกรณีที่ไม่มีการค้า สวัสดิการของผู้บริโภค (consumer welfare) สูงที่สุดในภูมิภาคที่มีการใช้แรงงานมากที่สุด นั่นเป็นเพราะความชอบของผู้บริโภคตามแบบแผนของดิซิต-สติกลิตส์ (Dixit-Stiglits preference) ที่ค่าจ้างที่แท้จริง w/p เป็นไปในทางบวก และขึ้นอยู่กับจำนวนผลิตภัณฑ์ n ที่มีค่าสูงมากในภูมิภาคที่มีการใช้แรงงานมากที่สุด จึงมีแนวโน้มว่าแรงงานจะอพยพไปยังภูมิภาคที่มีการใช้แรงงานมากที่สุด ด้วยเหตุผลนี้นี่เอง จึงมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายที่สุดตั้งแต่เริ่มแรก กลไกที่เกิดขึ้นนี้จะก่อพลังสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองและมีการขยายตัวของเมือง แบบจำลองนี้จึงมีองค์ประกอบที่สำคัญมาก คือ การเปลี่ยนแปลงประชากร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ถูกนำเข้าไปพิจารณาในบทความที่พิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1979 แต่อย่างใด

การค้าระหว่างประเทศ

จากจุดเริ่มต้นการวิเคราะห์ของครุกแมน ทำให้มีงานเขียนงานวิจัยอีกจำนวนมากที่พัฒนาขึ้นมาภายใต้กรอบของผลตอบแทนจากขนาดและการแข่งขันกึ่งผูกขาด เพื่อที่จะอธิบายรูปแบบการค้าในเชิงทฤษฎีให้ได้ดียิ่งขึ้น และสำหรับสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการรวบรวมผลการพัฒนาจากงานวิจัยทั้งในเชิงนโยบายและเชิงประจักษ์

ต้นทุนการขนส่งและการค้า: ผลกระทบของบ้าน-ตลาด

แรงที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ข้างหลังการเติบโตของการค้า คือ การลดลงของต้นทุนการขนส่ง ยังมีค่าใช้จ่ายดังกล่าวอยู่ในรูปแบบการค้าที่เห็นได้ชัดเจนเป็นเวลานาน ในการสัมมนาครั้งที่สอง ครุกแมน (1980) ได้ขยายความบทความที่เขียนไว้เมื่อปี 1979 โดยนำเสนอให้พิจารณาถึงต้นทุนการขนส่งเข้าไปด้วย ทั้งนี้การวิเคราะห์ที่เคยทำกันตามประเพณีนิยม ต้นทุนที่ว่านี้ถูกสมมุติให้มีสัดส่วนเป็นปริมาณสินค้าที่ถูกขนส่งไปยังประเทศอื่นๆ (บางครั้งถูกกล่าวถึงแบบอ้างอิงว่าเป็น “ต้นทุนหลอมละลาย” (iceberg cost) เหมือนกับว่า สินค้าที่ถูกออกไประยะไกลจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จากการละลายลง จนกว่าจะถึงปลายทาง) ตรงนี้เองที่ทำให้ครุกแมนสามารถวิเคราะห์ความถูกต้องของผลกระทบจากบ้าน-ตลาด (home-market effect) ได้ค่อนข้างถูกต้อง สำหรับเรื่องนี้ คอร์เดน (1970) ได้เคยถกแถลงเอาไว้ก่อนแล้ว โดยระบุว่าธุรกิจต่างๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะตั้งรวมตัวกันเป็นกลุ่มในพื้นที่ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ นี่จึงเป็นการอธิบายถึงสาระของความชอบพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการค้ามากกว่าที่เคยอธิบายไว้ก่อนหน้านี้โดยลินเดอร์ (1961) หลายประเทศจึงต้องการส่งสินค้าของตนไปยังพื้นที่ที่มีขนาดท้องถิ่นขนาดใหญ่

ตามสัญชาตญาณแล้ว ผลกระทบจากบ้าน-ตลาด เป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะทั้งการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนและต้นทุนการขนส่ง มันมีแรงจูงให้เกิการรวมตัวกันของการผลิตสินค้าให้เข้าไปใกล้กับตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ด้วยการรวมตัวของการผลิตในสถานที่แห่งหนึ่งนั้น การประหยัดจากขนาดจะถูกนำมาพิจารณา อีกทั้งการตั้งอยู่ใกล้ตลาดขนาดใหญ่ ต้นทุนการขนส่งก็จะลดลงเหลือต่ำที่สุด ด้วยผลกระทบจากบ้าน-ตลาดนี้ ทำให้เราสามารถอธิบายอุปสงค์ของประเทศใดประเทศหนึ่งว่า ได้ประโยชน์จากการผลิตสินค้าเฉพาะอย่างได้อย่างไร อีกทั้งคนงานจะได้ประโยชน์จากการจ้างงานในภูมิภาคที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากสินค้าในตลาดมีราคาต่ำเพราะต้นทุนการส่งสินค้าต่ำนั่นเอง

การพัฒนาทฤษฎีการค้าใหม่

บทความของครุกแมนที่เขียนในปี 1979 และ 1980 ได้แสดงแบบจำลองหลายอย่างที่วางอยู่บนสมมุติฐานของการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนจากขนาดและการแข่งขันกึ่งผูกขาด ว่าสามารถอธิบายรูปแบบที่สำคัญของการค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ด้วยวิธีการมองแบบนี้ ทำให้มีการเพิ่มเติมองค์ประกอบใหม่ๆ เข้ามาปฏิสัมพันธ์กับกลไกเดิม แบบจำลองบูรณาการการค้าระหว่างอุตสาหกรรม (inter-industry trade) (อันวางอยู่บนฐานของความแตกต่างทางเทคโนโลยีต่างกันและปัจจัยการผลิต) และการค้าภายในอุตสาหกรรม (intra-industry trade) ที่จำหน่ายสินค้าที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดของสินค้า (อันวางอยู่บนฐานของการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนจากขนาดและการแข่งขันในตลาดผูกขาด) ที่เคยนำเสนอเอาไว้โดยลองแคสเตอร์ (1980) ดิซิต-สติกลิตซ์ (1980) ครุกแมน (1981) และที่เหนือกว่านั้นโดยเฮลป์แมน (1981) และเฮลป์แมนกับครุกแมน (1995) การบูรณาการทฤษฎีการค้าแบบเก่าและแบบใหม่เข้าด้วยกันนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญมากที่นำไปสู่การทำนายอย่างถูกต้องเกี่ยวกับความแตกต่างในรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ และยังก่อให้เกิดหลักการสำหรับการวิจัยเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการค้าระหว่างสองฝ่าย (bilateral trade flows) ที่ทำให้นักวิจัยสามารถประเมินสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีใหม่

ความจริงอื่นเกี่ยวกับรูปแบบการค้า คือ มีการค้าขนาดใหญ่เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นมาโดยใช้ความรู้เป็นฐานระหว่างประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงด้วยกัน ซึ่งมีอุตสาหกรรมเด่นดำเนินกิจการในลักษณะธุรกิจข้ามชาติ เป็นรูปแบบหนึ่งที่ได้รับการตรวจสอบโดยเฮลป์แมน (1984) และมาร์กูเซ่น (1984) ผู้พัฒนาทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากการใช้ความรู้อย่างเข้มข้น ว่ามีลักษณะเด่นที่ดำเนินกิจการเป้นธุรกิจข้ามชาติ  ซึ่งธุรกิจกิจดังกล่าวนี้จะมีต้นทุนคงที่ค่อนข้างสูงเป็นค่าดำเนินการวิจัยและพัฒนา ประเด็นนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดในเอกสารวิชาการของเฮลป์แมนและครุกแมน (1985) เอกสารฉบับที่ว่านี้แสดงให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจต่อทฤษฎีการค้าใหม่ และพัฒนาไปสู่สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องอย่างหลากหลาย จนกลายเป็นแหล่งอ้างอิงมาตรฐานสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องนี้

ทฤษฎีการค้าใหม่มีผลอย่างมากต่อการวิเคราะห์นโยบายการค้า ทฤษฎีจะให้ผลลัพ์เกี่ยวกับผลกระทบของการค้าเสรีนิยมที่มีต่อรูปแบบการค้า ที่ตั้งของแหล่งผลิตสินค้า และค่าตอบแทนปัจจัย อีกทั้งยังใช้ทฤษฎีเพื่อการวิเคราะห์สวัสดิการด้วย แบบจำลองที่เหมือนจริงทำให้ง่ายต่อการวิเคราะห์สิ่งที่ซับซ้อนและช่วยให้ประเมินด้วยเศรษฐมิติได้ จึงทำให้มีผลงานเกี่ยวเนื่องที่มีการปรับแก้เชิงตัวเลขเกิดขึ้นตามมาอีกจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น แฮร์รีส (1984) ดิซิต (1988) และบาลด์วินกับครุกแมน (1988) ในช่วงแรกๆ ที่ต่อมาแบบจำลองเหล่านี้ถูกนำไปใช้อย่างจริงจังเป็นประจำโดยธนาคารโลก เพื่อประเมินผลกระทบของการประชุมองค์กรการค้าโลกต่อการค้าเสรี

ตัวอย่างเชิงประจักษ์

ตามที่เราเห็นพัฒนาการของทฤษฎีการค้าใหม่ ที่ถูกจูงใจด้วยความไม่มีศักยภาพของแบบจำลองที่มีอยู่ ที่ถูกนำมาใช้ตรวจสอบรูปแบบต่างๆ ในเชิงประจักษ์ เป็นต้นว่า ความโดดเด่นของการค้าภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันของประเทศพัฒนาแล้วด้วยกันเอง และการเพิ่มขึ้นของผลลัพธ์ของการค้าภายในอุตสาหกรรมเดียวกันจากการค้าเสรี (เห็นได้จากการมีข้อตกลง EEC ตั้งแต่ปี ค.ศ.1959) แบบจำลองที่ใช้ปัจจัยเดียวง่ายๆ ของครุกแมน (1979) สามารถอธิบายปรากฎการณ์เหล่านี้ได้ค่อนข้างดี การบูรณาการแบบจำลองให่กับทฤษฎีจัดสัดส่วนปัจจัยการผลิตแบบดั้งเดิม จึงเป็นไปได้ที่จะกำหนดสมมุติฐานเฉพาะเรื่องขึ้นมาได้ 2 ประการ คือ ประการแรก ปริมาณการค้าระหว่างสองประเทศจะเพิ่มขึ้นเพราะมีความแตกต่างกันของทรัพยากรและจะลดลงหากขนาดของประเทศมีความแตกต่างกัน และประการที่สอง การแลกเปลี่ยนสินค้าภายในอุตสาหกรรมเดียวกันของสองประเทศ จะขึ้นอยู่กับความแตกต่างของอัตราส่วนต้นทุนแรงงาน (ในทางลบ) กับความแตกต่างของขนาดประเทศ (ในทางบวก) จากวรรณกรรมเหล่านั้น ทำให้พบว่า แบบจำลองบูรณาการวางอยู่บนฐานคิดว่าด้วยความชอบพึงพอใจของดิซิต-สติกลิตซ์ และฟังก์ชันการผลิตเฉพาะอย่าง ทำให้สามารถทำนายรูปแบบที่เป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างการค้าสองฝ่าย ทรัพยากรการผลิต และขนาดเศรษฐกิจของประเทศ

ความพร้อมมูลของการทำนายตามแบบจำลอง ก่อให้เกิดวรรณกรรมเชิงประจักษ์ออกมาจำนวนหนึ่ง และมีผลการศึกษาให้เห็นในระยะต่อมา ดูได้จากงานของลีเมอร์กับเลวินโซห์น (1995) ที่ได้ทบทวนวรรณกรรมที่มีอยู่ในช่วงทศวรรษ 1990 และงานของฮุมเมลล์กับเลวินโซห์น (1993,1995) ที่พบว่า ข้อมูลการค้าเข้าได้ดีกับทฤษฎี เมื่อทำการวิเคราะห์ทั้งการค้าระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ขึ้นอยู่กับความชอบพึงพอใจของผู้บริโภค ทำให้สินค้ามีหลากหลาย และการค้าระหว่างประเทศด้อยพัฒนา ที่มีการค้าผูกขาด ความแตกต่างระหว่างสินค้ามีอิทธิพลน้อยมาก ผลสรุปของงานเหล่านี้ ทำให้เห็นอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของปัจจัยการผลิตที่ปรากฏตามแบบแผนของทฤษฎีดั้งเดิม และการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ตามแบบแผนการศึกษาของทฤษฎีใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นระบบ/รูปแบบการค้าที่เกิดขึ้นจริงในโลก ที่มุ่งเน้นไปสู่การทำนายเชิงทฤษฎีที่อันต์ไวเลอร์กับเทรเฟอร์ (2002) บันทึกเอาไว้ว่า แบ บจำลองที่นำเสนอในงานเขียนของเฮลป์แมนกับครุกแมน (1985) ทำให้การทำนายปัจจัยสำคัญของการส่งออกและนำเข้าดูชัดเจนขึ้น กล่าวคือ การค้าระหว่างประเทศจะขึ้นอยู่กับระดับของการประหยัดจากขนาด โดยพวกเขาพบว่า หากทำให้การประหยักจากขนาดเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมแล้ว อุตสาหกรรมราว 1 ใน 3  จะได้รับผลตอบแทนจากขนาดเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับอีแวเนตต์กับเคลเลอร์ (2002) ที่สรุปว่า รูปแบบการค้าต่างๆ สามารถอธิบายได้อย่างดีที่สุดด้วย การผสมผสานของผลตอบแทนจากขนาดที่เพิ่มขึ้นกับสัดส่วนของปัจจัยการผลิต

ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ

มีการพิจารณามานานแล้วเกี่วกับปัจจัยการเคลื่อนที่และการค้า ที่อาจจะมีมีบทบาทเข้าไปทดแทนปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในการค้าและการลงทุน ตัวถ่วงต่อการค้าจะทำให้เกิดความแตกต่างกันของราคาจำหน่ายสินค้า ซึ่งจะนำไปสู่การคเคลื่อนย้ายแรงงานและการลงทุน เรื่องสำคัญแบบนี้มันเดลล์ (Mundell, 1957) ระบุว่า ได้มีการวิเคราะห์กันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์สำนักเฮคส์เชอร์-โอห์ลินแล้ว อย่างที่ก้าวมาทั้งหมดทั้งแต่ต้น จะพบว่างานของครุกแมนส่วนท้าย ได้นำเอาปัจจัยการเคลื่อนย้ายมาพิจารณา เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างกันของผลิตภัณฑ์และการแข่งขันกึ่งผูกขาด ความที่บางพื้นที่ไม่มีการค้าจะทำให้ภูมิภาคที่ใหญ่กว่าเข้ามาเสนอสวัสดิการที่ดีกว่าให้กับประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น เพราะว่ามีสินค้ามากมายและหลากหลายกว่า จึงเป็นการสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนย้าย แรงดึงดูดสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนย้ายจะมีมากขึ้น เมื่อมีประชาชนจำนวนมากเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่กว่า ขณะเดียวกันกลับมีปัจจัยขัดขวางการเคลื่อนย้ายของบางพื้นที่ ประชาชนของภูมิภาคโดยรวม ประชากรทั้งหมดจะอยู่ในภาวะสมดุลขึ้นมาในภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งแต่เริ่มแรก แต่ก็มีสิ่งที่ควรคำนึงเอาไว้ก่อนว่า กระบวนการดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นได้ด้วยความแตกต่างของขนาดตั้งแต่ระยะเริ่มต้นแล้วก็เป็นได้ หากภูมิภาคต่างๆ ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย ส่วนในภูมิภาคที่มีความแตกต่างกันด้านผลิตภาพของแรงงาน ก็ยังจะเป็นไปได้ว่า สุดท้ายแล้วจะเกิดดุลยภาพที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนักเกิดขึ้น สำหรับภูมิภาคที่มีผลิตภาพจากต่างถิ่นน้อยที่สุดที่ถูกชักพาเข้าไปสู่การค้ากับภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่กว่า การเคลื่อนย้ายที่เกิดขึ้นจะช่วยให้เกิดดุลยภาพกับประชาชนที่กระจุกตัวกันอยู่ในพื้นที่ที่มีผลิตภาพต่ำนั้นได้

ปี 1991 ครุกแมนได้นำเสนอแบบจำลองพื้นที่แกนกลาง-ชายขอบ (core-periphery model) อันถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ (new economic geography) ที่เป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์เชิงพื้นที่

พื้นฐานเศรษฐกิจเชิงพื้นที่บางประการ

การผสมผสานพื้นที่และสมดุลการแข่งขันเป็นความท้าทายที่สำคัญ ทฤษฎีการค้าแบบดั้งเดิมถือว่าความแตกต่างของพื้นที่เป็นปัจจัยภายนอก และวิเคราะห์รูปแบบการค้าที่เกิดจากความแตกต่างในสัดส่วนของปัจจัยและเทคโนโลยี การวิเคราะห์ระดับภูมิภาคส่วนใหญ่ เริ่มต้นจากมาร์แชลล์ ได้ตระหนักว่าการรวมกลุ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นขับเคลื่อนโดยการประหยัดจากขนาด ในขณะที่สมมติว่าการประหยัดจากขนาดนั้นเป็นปัจจัยภายนอกต่อบริษัทแต่ละแห่ง แต่เป็นปัจจัยภายในต่ออุตสาหกรรมหรือเมือง และดังนั้นจึงสอดคล้องกับการแข่งขันที่สมบูรณ์แบบ ตัวอย่างเช่น “การถ่ายทอดเทคโนโลยี” ระหว่างบริษัทในพื้นที่ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการผลิต ข้อเสียของแนวทางนี้คือลักษณะของการประหยัดจากขนาดภายนอกเหล่านี้มักจะคลุมเครือ และด้วยเหตุนี้จึงยากที่จะวัดผลกระทบภายนอกเพื่อทดสอบและใช้ทฤษฎีในเชิงประจักษ์ ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ที่ริเริ่มโดยครูกแมนได้แหวกแนวจากประเพณีนี้โดยการสมมติว่ามีการประหยัดจากขนาดภายในและการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยผลกระทบภายนอกทางการเงินที่ส่งผ่านราคาตลาด เนื่องจากตลาดขนาดใหญ่ช่วยให้มีสินค้าหลากหลายมากขึ้นและต้นทุนต่ำลง เมื่อครัวเรือนหรือบริษัททำธุรกรรมในตลาด โดยทั่วไปแล้วจะมีผลกระทบต่อตัวแทนอื่นๆ ผ่านผลกระทบของธุรกรรมต่อราคา ในกรณีที่ตลาดมีความไม่สมบูรณ์อยู่บ้างตั้งแต่เริ่มต้น ผลกระทบนี้สามารถมองได้ว่าเป็นผลกระทบภายนอก ในงานของ Krugman การมีอยู่ของเศรษฐกิจขนาดใหญ่และการแข่งขันแบบผูกขาดบ่งชี้ถึงความไม่สมบูรณ์ของตลาด ดังนั้นผลกระทบภายนอกจึงสามารถสืบย้อนไปถึงคุณลักษณะพื้นฐานเหล่านี้ของเศรษฐกิจได้

จุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์เชิงพื้นที่ คือ การผสมเอาประเด็นเชิงพื้นที่เข้ากับดุลยภาพการแข่งขัน โดยทฤษฎีการค้าดั้งเดิม เกิดขึ้นจากความแตกต่างกันทางพื้นที่ รูปแบบทางการค้าถูกวิเคราะห์ว่าเป็นผลมาจากความแตกต่างของสัดส่วนปัจจัยและเทคโนโลยี และมีอีกอย่างที่สำคัญ คือ การรวมตัวกันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการประหยัดจากขนาด (economies of scale)

ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของครุกแมนเริ่มต้นด้วยการแยกแบบแผนเดิมๆ ด้วยการกำหนดให้การประหยัดจากขนาดเป็นปัจจัยภายใน และเกิดขึ้นบนภาวะที่มีการแข่งขันไม่สมบูรณ์ โดยการประหยัดจากขนาดภายใน เป็นการรวมกลุ่มกัน (agglomeration) เกิดขึ้นจากกลไกภายนอกผ่านราคาสินค้า โดยที่ตลาดขนาดใหญ่จะมีสินค้ามากแลหลากหลาย และราคาต่ำกว่าตลาดขนาดเล็ก ขณะที่การแข่งขันไม่สมบูรณ์ เป็นการแข่งขันในภาวะกึ่งผูกขาด (monopolistic competition) มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก สินค้าและบริการในตลาดแตกต่างกันเฉพาะแต่เพียงในความรู้สึกของผู้ซื้อ สินค้าเหล่านั้นจึงสามารถทดแทนกันได้ 

แอบเดล-ราห์แมน (1988) และฟูจิตา (1988) ได้พัฒนาแบบจำลองอธิบาย agglomeration โดยใช้ฐานคิด monopolistic competition ของดิซิต-สติกลิตส์ (1977) เพื่อสร้างรูปแบบดุลยภาพของทำเลที่ตั้ง และเป็นที่มาของการนำเสนอแบบจำลองภูมิศาสตร์ใหม่ของพอล ครุกแมน (1991) เรียกว่า แบบจำลองแกนกลาง-ชายขอบ (core-periphery model)

ระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค มีสินค้า 2 ชนิด คือ อาหารจากภาคเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งอาหารจากภาคเกษตร เป็นสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกัน ถูกผลิตภายใต้เงื่อนไขผลตอบแทนที่มีขนาดคงที่ การขนส่งทำกันใกล้ๆ ไม่มีผลกระทบอะไรมาก ส่วนผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีความหลากหลายมาก แต่ละอย่างผลิตภายใต้เงื่อนไขของการมีผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น และมีจำหน่ายในตลาดกึ่งผูกขาด การขนส่งมีต้นทุนสูง ทำให้เกิด iceberg-type transport cost ขึ้น

สถานการณ์โลกปัจจุบัน majority ประชากรจำนวนมาก อาศัยอยู่ ณ บริเวณศูนย์กลางเมือง ขณะที่บริเวณรอบนอกที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม จะมี minority ประชาชนจำนวนไม่มากนักอาศัยอยู่ การเลือกทำเลที่ตั้งจึงจะต้องพิจารณา ดังนี้

1. ที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม “มักกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง ใช่หรือไม่” ตอบ – อุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์จูงใจให้เข้าไปตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ เพื่อรับประโยชน์จากการประหยัดจากขนาดในการผลิต และลดต้นทุนการขนส่งสินค้า

2. ที่ตั้งบ้านเรือน “ประชาชนจะอาศัยอยู่ตรงรอยต่อระหว่างแกนกลางกับชายขอบ ใช่หรือไม่” ตอบ – ที่อยู่อาศัยของประชาชนจะถูกชักจูงเข้าสู่ภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่กว่า เพราะมีค่าจ้างที่แพงกว่า และมีสินค้าที่หลากหลายกว่า

หลักการของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานและทุน การเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างกัน รวมถึงการแข่งขันในลักษณะผูกขาด จะทำให้เกิดภาวะสมดุลในแต่ละภูมิภาคได้ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีความหลากหลายมาก แต่ละอย่างผลิตภายใต้เงื่อนไขของการมีผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น และมีจำหน่ายในตลาดกึ่งผูกขาด การขนส่งมีต้นทุนสูง ทำให้เกิด iceburg-type transport cost ขึ้น

การนำเสนอเพิ่มเติม

การวิเคราะห์ของ พอล ครุกแมน (1991) เกิดผลลัพธ์ที่โดดเด่นและเป็นประโยชน์

1. มีผู้ทักท้วงว่า การกำหนดให้การค้าสินค้าเกษตรเป็นไปอย่างเสรีไม่มีต้นทุนเพิ่ม ดูไม่เหมาะกับสถานการณ์จริงนัก แต่ฟูจิตา ครุกแมน และเวนาเบิลส์ (1999) ได้แสดงกลไกที่เหมือนของต้นทุนการขนส่งของภาคเกษตรและสินค้าเกษตรที่ต่างชนิดกัน ซึ่งพบว่า การลดลงของค่าขนส่งสินค้าเกษตร อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจ

2. มีการนำเอา core-periphery model ไปวิเคราะห์เชื่อมโยงกับ input-output linkage ระหว่างธุรกิจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น .. การนำธุรกิจใหม่เข้าไปเพิ่มในภูมิภาคหนึ่งที่เป็นตลาดของซัพพลายเออร์ (backward linkage: เชื่อมโยงย้อนกลับ) จะมีส่วนไปกระตุ้นให้เกิดการอพยพแรงงานเข้ามาในภูมิภาคนั้น เมื่อซัพพลายเออร์ ผลิตสินค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำ ทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตสินค้าขั้นที่ต่อเนื่องกัน (forward linkage: เชื่อมโยงไปข้างหน้า) ต่ำลงเช่นเดียวกัน ผลตอบแทนจากขนาดการผลิตจึงเพิ่มขึ้น กระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างซัพพลายเออร์กับผู้ผลิตสินค้านี้ จะสะสมตัวต่อเนื่อง หากมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไม่มากและอุปทานแรงงานไม่ยืดหยุ่น การรวมตัวของการผลิตจะนำไปสู่การเพิ่มค่าจ้างแรงงาน และจะเกิดผลกระทบ 2 อย่างสวนทางขึ้นมา คือ รายได้ครัวเรือนสูงขึ้น ทำให้อุปสงค์สินค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าจ้างสูงขึ้นทำให้ธุรกิจมีกำไรลดลง และเกิดการเคลื่อนย้ายสู่พื้นที่ชายขอบที่มีแรงดึงดูมากกว่า

3. ถือได้ว่าครุกแมนและผู้ร่วมงานอีกหลายคน ได้สร้างสานเชื่อมช่องว่างระหว่างวรรณกรรมภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่กับงานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เมืองและภูมิภาคดั้งเดิม ซึ่งฟูจิตาและครุกแมน (1995) ฟูจิตา ครุกแมน และเวนาเบิลส์ (1999) และฟูจิตา ครุกแมน และมาริ (1999) พยายามค้นหาคำตอบ“เมืองใหม่จะอุบัติขึ้นตรงไหน เวลาใด” โดยเน้นถึงความสำคัญที่ว่า ความต้องการที่ดินของภาคเกษตร มีความสัมพันธ์อย่างไรกับการประหยัดจากขนาดในภาคอุตสาหกรรม เมื่อขนาดของประชากรไม่มากนัก จะพบว่า ระบบเศรษฐกิจแบบศูนย์กลางเดียว อย่างที่วอน เธอเนน (1826) เคยเสนอไว้ มีความเหมาะสมมากที่สุด

นอกจากนี้ พอล ครุกแมน ยังเป็นผู้นำเสนอทางเศรษฐกิจที่สำคัญเกี่ยวกับนโยบายการค้าเชิงยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นแรกปรากฏอยู่ในงานเขียน Trade Policy and Market Structure (Krugman and Helpman, 1989) ที่ได้นำเสนอนโยบายการค้าที่มีมาตรฐาน 3 ประการ คือ

1. มาตรการปกป้องคุ้มครองสามารถลดปริมาณผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นได้

2. มาตรการสนับสนุนการนำเข้าจะช่วยปรับปรุงอัตราส่วนของราคาสินค้านำเข้ากับสินค้าส่งออก

3. มาตรการภาษีศุลกากรจะช่วยลดราคาสินค้าท้องถิ่นลง 

บทสรุป

ด้วยการนำเอา การประหยัดจากขนาด (economy of scale) เข้าไปในแบบจำลองสมดุลทั่วไป พอล ครุกแมน ทำให้พวกเราเข้าใจตัวกำหนดการค้าและทำเลที่ตั้งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บทความที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1979 และ 1980 เป็นเครื่องมือนำไปสู่การพัฒนา     ทฤษฎีการค้าใหม่ และที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1991 เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดวิธีใหม่สำหรับการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ รวมถึงหนังสือที่เขียนร่วมกับเฮลป์แมน ฟูจิตา และเวนาเบิลส์ ล้วนแสดงให้เห็นถึงการนำเสนอทฤษฎีใหม่ๆ อย่างอย่าง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น