การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมสำหรับงานส่งเสริมสุขภาพ
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบส่วนร่วม (PAR: Participatory Action Research) ได้รับการพัฒนามาจากประชาชนของประเทศในโลกที่สาม ด้วยการผสมผสานเอากิจกรรมการศึกษาที่ต้องการสืบสอบหาองค์ความรู้และกิจกรรทางสังคมการเมืองของประชาชน ด้วยเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลและสังคม การวิจัยแบบนี้จะช่วยสร้างศักยภาพของประชาชนให้ได้คิดและทำงานร่วมกันเพื่อให้มีชีวิตที่ดีกว่า และให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ และทรัพยากรในการส่งเสริมการจัดโครงสร้างทางสังคมอย่างเท่าเทียม
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบส่วนร่วม ที่ได้รับการพัฒนามาจากประชาชนของประเทศในโลกที่สาม เนื่องจากวิธีการพัฒนาแบบตะวันตกล้มเหลวและไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจได้ การวิจัยแบบนี้จะให้ความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวจากความจริงที่เป็นอยู่ (Present Reality) ไปสู่ความจริงตามศักยภาพ (Potential Reality) ในอนาคต งานวิจัยแบบนี้มีหลักการสำคัญ คือØ
ประชาชนมีศักยภาพที่จะคิดและทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้มีชีวิตที่ดีกว่า
Ø ความรู้ ทักษะ และทรัพยากร ควรจะได้รับการแบ่งปันกันไปเพื่อให้เกิดการกระจายและการจัดโครงสร้างที่เป็นธรรม
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบุคคลและสังคม ด้วยกระบวนการวิจัยแบบนี้จะเป็นการทำงานอย่างเป็นอิสระของประชาชนกลุ่มต่างๆ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้วยความสำนึกแบบวิกฤติ ซึ่งจะทำให้แต่ละกลุ่มสามารถค้นหาความจริงของพวกเขา เพื่อที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจ และการตัดสินใจในโครงสร้างทั้งหลาย
หากพิจารณากิจกรรมทั้งหมดในมุมด้านการเมือง การวิจัยแบบนี้ตั้งข้อกำหนดอย่างหนึ่งไว้ว่า งานที่ทำกันอยู่นี้จะแสดงนัยยะให้เห็นถึงการกระจายอำนาจในสังคม และหมายถึงการควบคุมการผลิตความรู้ที่เป็นหัวใจของการรักษาอำนาจเอาไว้ การพยายามที่จะก้าวข้ามสถานะของการไม่ได้ทำอะไรเลย (Status Quo) และนำเอาแนวทางที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่ามาดำเนินการในการกระจายอำนาจ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคม และการผลิตความรู้
ไม่มีงานวิจัยแบบใดที่เป็น
........
การวิจัยถูกใช้ให้เป็นความต่อเนื่องของการยืนยันค่านิยมและข้อกำหนดและการตัดสินใจทางการเมือง
และนี่จึงถูกสะท้อนออกมาในรูปของการศึกษาปัญหา ศึกษาด้วยวิธีการต่างๆ
มีการกระจายผลลัพธ์ที่ได้ออกไป และมีแหล่งทุนและจำนวนทุนสนับสนุนมากมาย
ความรู้นั้นสามารถผลิตขึ้นมาได้หลายวิธีการ และงานวิจัยที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง งานวิจัยที่มีความถูกต้องสามารถดำเนินการได้ด้วยประชาชนทั่วไปที่ต้องเผชิญอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ อยู่ทุกวัน จึงเชื่อได้ว่าวิทยาศาสตร์ของรากหญ้าจะช่วยให้ได้เห็นมุมมองเชิงประวัติศาสตร์ บอกพวกเขาได้ว่าเขานั้นมาจากไหน อยู่กันที่ไหน ต้องการจะไปที่ไหน และจะทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร
จากการรับรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมจะเริ่มต้นด้วยการมีความรู้สึกร่วมกันต่อปัญหาใดๆ ระหว่างกลุ่มประชาชนทั้งหลาย จากนั้นความคิด ความเข้าใจ ปฏิบัติการ และการเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ ตามมา ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะประชาชนเป็นผู้ที่ได้รับข่าวสารเข้ามา หากแต่เป็นเพราะความปรารถนาได้รับการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นั่นจึงหมายความว่า กระบวนการหนึ่งๆ เริ่มต้นในฐานะที่เป็นผลลัพธ์ของความต้องการ และการเรียนรู้ได้ถูกจัดการบนความเคลื่อนไหว
หัวใจสำคัญของวิธีการนี้ คือ การสะท้อนภาพรวม และการแสดงออกของปฏิบัติการรวม ที่ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้คิดและทำงานร่วมกันภายใต้วัฐจักรการเรียนรู้ 3 ประการ คือ การศึกษาและวิเคราะห์ (Education and Analysis) การสืบสอบ (Investigation) และการทำปฏิบัติการ (Action) โดยการมีส่วนร่วมกันจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมเกิดความเข้าใจสภาพความเป็นจริงของพวกเขาแจ่มชัดขึ้น และสามารถทำงานเพื่อปรับปรุงแก้ไขส่วนที่เป็นปัญหาต่อไป
ในวัฐจักรการศึกษาและวิเคราะห์ (Education and Analysis Cycle) เป็นการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในลักษณะต่างๆ ที่ผู้มีส่วนร่วมจะต้องศึกษาและวิเคราะห์ผ่านคำถามต่อไปนี้
Ø
อะไรคือปัญหา
Ø
ประชาชนรู้สึกอย่างไรกับปัญหาและความต้องการนั้นๆ
Ø
ปัญหาที่ว่ากันนี้มีอะไรเป็นบริบท
และอะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปข้างหน้า
Ø
อะไรคือต้นเหตุของสถานการณ์นั้น
Ø
ใครเป็นกล่าวเช่นนั้น
Ø
อะไรบ้างที่จะได้รับการดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง
Ø อะไรบ้างที่จะต้องเรียนรู้กัน
ในวัฐจักรของการสืบสอบ (Investigation Cycle) จะต้องดำเนินการด้วยการตั้งคำถามต่อไปนี้
Ø
มีสารสนเทศอื่นๆ อะไรอีกบ้างที่จำเป็น
Ø
เพราะเหตุใด
Ø
ใครเป็นคนกล่าวเช่นนั้น
Ø
สารสนเทศที่มีจำนวนมากนั้น
จะรับกันเข้ามาอย่างไร
Ø
อะไรคือความเสี่ยง
Ø
มีทักษะใหม่ๆ อะไรบ้างที่จำเป็น
ที่จะทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ
Ø สารสนเทศใหม่ๆ นั้น แสดงความหมายถึงอะไร
ในวัฐจักรการทำปฏิบัติการ (Action Cycle) อันหมายถึงการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่ประชาชนต้องการ (ปรารถนา) จะต้องตั้งคำถามต่างๆ ดังนี้
Ø
มีอะไรที่จะถูกดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อปัญหานั้น
Ø
ปฏิบัติการนั้นๆ จะดำเนินการอย่างไร เมื่อไร
และที่ไหน
Ø
ในการดำเนินการปฏิบัติการนั้นมีอุปสรรคอะไรที่ต้องเผชิญ
Ø
ใครจะทำอะไรกันบ้าง
Ø
ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์
Ø
อะไรคือความเสี่ยง
Ø
มีเงื่อนไขอะไรที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
Ø
ระหว่างดำเนินการ
จะมีปัญหาอะไรที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่บ้าง
Ø ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ จะถูกแลกเปลี่ยนไปสู่คนอื่นๆ ได้อย่างไร
กระบวนการต่างๆ จะต้องถูกนำไปเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน กระบวนการหนึ่งอาจจะให้ภาพสะท้อนและดำเนินปฏิบัติการที่เป็นการนำเสนอทางเลือกทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ดังที่กระบวนการหนึ่งได้ถูกยกให้มีความสำคัญ กระบวนการอื่นๆ ก็อาจจะดำเนินไปแบบชั่วครั้งชั่วคราว การสะท้อน (Reflection) จะนำไปสู่สภาพการรับเอาข้อมูลข่าวสารไว้ในตัว ส่วนปฏิบัติการจะนำไปสู่การกระจาย (ที่บางครั้งอาจทำให้เกิดความอลหม่านบ้าง) จึงอาจทำให้มีการเข้ามาคุกคามขององค์กรที่มีอำนาจเหนือการตัดสินใจ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมถือว่าเป็นคู่สมรสร่วมกับการสะท้อนและปฏิบัติการที่ไม่เป็นรูปแบบ อันจะนำไปสู่ความจริงใหม่อันหนึ่ง ทฤษฎีและระเบียบปฏิบัติจะถูกบูรณาการ เพื่อเพิ่มให้คนอื่นๆ เข้ามาสู่การวิวัฒน์แนวปฏิบัติ ด้วยการใช้ความรู้เป็นฐานในการขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง
ผู้มีส่วนร่วมแต่ละกลุ่มจะพัฒนาวัฐจักรการเรียนรู้ของตนเองขึ้นมา ประสบการณ์ของแต่ละคนภายในกลุ่มต่างๆ จะแตกต่างกัน วิธีการที่ใช้จะเป็นไปแบบพลวัตและยืดหยุ่น กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงจะไม่มีสิ้นสุด เพราะเป็นไปด้วยการตอบสนองต่อสถานการณ์และประชาชนเฉพาะ อย่างไรก็ตาม วัฐจักรการเรียนรู้จะมีลักษณะร่วมกันดังนี้
Ø
ทำงานร่วมกันอย่างมีอิสรเสรีภาพ
(ชุมชนมีความเท่าเทียมกัน และสังคมมีความยุติธรรม มีเสรีภาพ และมีสมดุลเชิงนิเวศ)
Ø มีความเป็นพลวัต (มีชีวิตชีวา มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ไม่เป็นเส้นตรง เปิดกว้างมีกระบวนการต่อเนื่องอย่างไม่จำกัดเวลา) มีปฏิสัมพันธ์และเป็นกลุ่มก้อน (มีการเคลื่อนที่ของประชาชนระหว่างวัฐจักร บางครั้งมีการกระโดดข้ามวัฐจักร บางครั้งมีทำซ้ำก่อนที่เคลื่อนไปข้างหน้า)
วัฐจักรการเรียนรู้จะมีลักษณะร่วมกันดังนี้
Ø
สร้างอะไรบางอย่างที่ประชาชนรู้และเชื่อขึ้นมา
(โดยใช้ความจริงที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันของประชาชนเป็นจุดเริ่มต้น
แล้วขยายออกไปสู่อนาคต) และค้นหาแนวทางจากประวัติศาสตร์
Ø
เป็นวิธีปฏิบัติแบบรวมที่จำเป็น
(ชุมชนทำงานตามประเด็นปัญหาที่พวกเขามีความรู้สึกจริงจัง
ร่วมกับนักวิจัยหรือนักสร้างภาพจากภายนอกที่เป็นสมาชิกเต็มตัวของกลุ่มวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม)
Ø
เน้นกระบวนการเป็นหลัก
(บางสิ่งจะถูกดำเนินการหรือวิพากษ์ในฐานะที่เป็นสิ่งสำคัญ)
Ø ผลผลิตที่ได้ คือ ความรู้ใหม่ (ความเข้าใจใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าจะถูกค้นหาอย่างเป็นระบบ ด้วยการใช้เครื่องมือหลายๆ อย่าง ในการสร้างความรู้และเอกสารที่เหมาะกับสถานการณ์ของปัญหา และกระบวนการแก้ปัญหา)
ปฏิบัติการของชุมชนสำหรับการพัฒนา
ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม บุคคลแต่ละคนจะเข้ามาร่วมกลุ่มเพื่อที่จะให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายตามความสนใจเฉพาะเรื่อง โดยภายในกลุ่มจะมีการการสนทนากันอย่างต่อเนื่องภายใต้บรรยากาศแห่งความเชื่อถือกันและกัน เปิดเผย และร่วมใจกัน ในระยะยาวหากกลุ่มต่างๆ ยังคงเหนียวแน่นและรับได้กับการเปลี่ยนแปลงในการเข้ามาร่วมของบุคคลต่างๆ กระบวนการนี้ก็จะยังคงดำเนินต่อไป การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องนี้จะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของความตระหนักของแต่ละคนและแต่ละกลุ่ม
การสร้างสรรค์ความรู้สึกของชุมชนเอง (Sense of Community) ระหว่างผู้มีส่วนร่วมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก การสร้างและการรักษาความเป็นหุ้นส่วนของบุคคลจำเป็นต้องตั้งคำถามสำคัญๆ ได้แก่ เราเป็นใคร เพราะเหตุใดเราจึงอยู่ที่นี่ เรามีความเชื่อเรื่องอะไร เราจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร ฯลฯ เกิดการรวมตัวกันของการสนับสนุนกันและกัน การตั้งคำถาม และการจัดการในจุดที่ต้องมีการดำเนินการ ที่มีส่วนอย่างมากในส่งเสริมให้การกระตุ้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ภาพในหน้าถัดไปนี้แสดงให้เห็นถึงรายการต่างๆ ว่าด้วยวิธีการนี้จะดำเนินการอย่างไร
ภาพแสดงกระบวนการของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
การกดขี่และการปลดออก (Oppression and Deprivation) นำมาซึ่งการสูญเสียอำนาจ ความอ่อนไว ความโดดเดี่ยว ความยากจน และความอ่อนแอของร่างกาย ภายใต้บรรยากาศที่มีเสรีภาพ ประชาชนอาจจะพัฒนาความสามารถของตัวเองขึ้นมา โดยจะต้องจัดให้มีสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
Ø มีสารสนเทศที่ถูกต้องและเข้าใจความหมายของสารสนเทศเหล่านั้นด้วย
Ø มีทักษะที่เพียงพอ ประกอบด้วย
ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการสื่อสาร การจัดการ การวางแผน และการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม
Ø การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ในการที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ปรารถนา และคงไว้ซึ่งสิ่งที่เป็นที่ปรารถนา
Ø วิเคราะห์สถานการณ์แบบจับจ้อง (Critical
Analysis)
ที่ความต่อเนื่องไปข้างหน้าของปฏิบัติการจะสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
Ø ความเชื่อไว้เนื้อเชื่อใจและความเพียงพอของทรัพยากรที่จะทำให้ปฏิบัติการดำเนินไปได้
การค้นหาวิถีทางเลือกสำหรับการดำรงชีวิต การจัดการสิ่งต่างๆ และการมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นประเด็นกังวลของมนุษย์และอาจส่งผลให้เกิดการทำลายทางนิเวศวิทยา
ปัจจัยประสานกันเหล่านี้ จำเป็นต่อการสร้างสมรรถนะที่จะไปส่งเสริมการพัฒนาอีกชั้นหนึ่ง โดยการพัฒนาจะเป็นกระบวนการสร้างความสามารถ (Capacity-Building Process) ที่จะทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้มีความตระหนักต่อการดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงตามวิถีชีวิตส่วนบุคคลและส่วนร่วม และจะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพชีวิต อีกทั้งยังจะเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมด้วย การเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น แต่จะต้องทำให้เกิดความเจริญของชุมชนด้วยการมีมนุษยธรรม มีหลักความยุติธรรม และสามารถมีชีวิตอยู่ได้ เป็นการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Center Development) ที่ต้องมีบรรยากาศของการช่วยเหลือตนเองร่วมกัน และต้องมีการค้นหาทางที่จะขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อไป
ด้วยทุกวิธีที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีความตรึงเครียดภายในอยู่เหมือนกัน กล่าวคือ ความซับซ้อนหลายอย่างในการรักษาความเหนียวแน่นของกลุ่ม การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาโดยรวม การสืบสอบความเป็นไปได้ให้สมบูรณ์ และปฏิบัติการที่ควรจะไม่ต่ำกว่าที่ประมาณการณ์เอาไว้ รวมไปถึงประเด็นทั้งหลายที่เป็นสิ่งกำหนดบทบาทที่เหมาะสมของนักวิจัยที่มาจากนอกชุมชน และกระบวนการประเมินผลที่เหมาะสมที่จะใช้ในการศึกษาที่ต่อเนื่องไป อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ของท้องถิ่นเองเป็นสิ่งสำคัญ และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องรอวิธีการอื่นๆ จากภายนอกให้เข้ามาช่วยสร้างจินตนาการที่สมบูรณ์ แต่มีความท้าทายที่จะต้องแลกเปลี่ยนกันในหมู่สมาชิกกลุ่มต่างๆ ก็คือ จะต้องค้นหาให้ได้ว่ามีอะไรที่จะต้องรู้และเริ่มดำเนินการแรกสุด
การค้นหาวิถีทางเลือกสำหรับการดำรงชีวิต
การจัดการ และการมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
กลายเป็นประเด็นกังวลของมนุษย์และอาจส่งผลให้เกิดการทำลายทางนิเวศวิทยา
ประชาชนไม่ควรถูกจับเข้าไปเป็นวัตถุให้ใครต่อใครมาทำวิจัยหรือมาทำการพัฒนา
ด้วยการวิวัฒน์ขึ้นมาจากกลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบโลกและท้องถิ่นในปัจจุบัน
ทำให้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
ได้ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนค่านิยมพื้นฐานด้วยการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
แลกเปลี่ยนความรู้ที่ถูกต้องและเป็นความรู้ที่มีความสำคัญกับประชาชน
และทำงานเพื่อสร้างความสามารถและสุขภาพทั้งส่วนบุคคลและสังคมโดยรวม
ความตระหนักเป็นอีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงศักยภาพของวิธีการนี้ในการวิจัยและการพัฒนาด้านสุขภาพ
ที่มา
Smith,
Susan E.; Pyrch, Timothy.; and Lizardi, Arturo Ornelas. “Participatory
Action Research for Health.” World Health Forum. 14 (1993): pp.319-24.


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น