หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มองเรื่องของผีแบบภูมิศาสตร์


ภาพยนต์ไทยที่ทุกคนดูแล้วขนหัวลุก นั่งเบียดกัน เอามือปิดตา ค่อยๆ หลี่ตามองผ่านง่ามมือ คงไม่มีเรื่องใดเท่า ‘แม่นาคพระโขนง’ ผู้สร้างเวียนกันสร้างต่อเนื่องไม่รู้กี่ภาคต่อกี่ภาค จนคนไทย คนลาว คนเขมร ลามไปถึงคนจีนคนอินโดนีเซีย สามารถจดจำพล็อตเรื่อง เข้าใจบริบทของพื้นที่และห้วงเวลาที่เป็นฉากสำคัญๆ ของทั้งแม่นาคและพี่มากได้เป็นอย่างดี


ช่วงนี้ไปเจอบทความเรื่อง spectral geography ของ Julian Holloway (2024) ในหนังสือเล่มใหญ่มาก Introducing Human Geographies, Fourth Edition. บรรณาธิการโดย Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. หน้า 382-393 สำนักพิมพ์ Routlege น่าสนใจ เพราะเข้ากับบรรยากาศทางการเมืองที่ผู้คนแสนกว่าคน ถูกภูต spectre หลอกกินตับ


บทความดังกล่าวเริ่มต้นด้วยเล่าเรื่องเด็กชายสองคนเล่นอยู่หลังบ้านบนถนนรีดอเวนิวในเมืองเฮ็กแฮมทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ พวกเขาขุดพบหินก้อนเล็กสองก้อนมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ สองนิ้ว ลักษณะคล้ายใบหน้าสลักอย่างหยาบๆ ก้อนหนึ่งดูเหมือนผู้ชาย อีกก้อนดูเหมือนแม่มด


IMG_7006.jpeg


หลังจาก Leslie และ Colin นำหินสองก้อนนั้นเข้าบ้าน ครอบครัว Robson ก็เจอเรื่องแปลกๆ เช่น ของเคลื่อนที่เอง เสียงกรีดร้อง และมีคนอ้างว่าเห็นมนุษย์หมาป่าหรือสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์เดินวนเวียนอยู่ในบ้าน เมื่อหัวหินถูกย้ายไปให้ Anne Ross ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุยุคเซลติก มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน ทำการตรวจสอบ ปรากฏการณ์สยองขวัญก็ติดตามไปด้วย จนผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีบางคนถึงกับไม่กล้าอยู่ร่วมห้องกับมัน


เรื่องไม่ได้จบแค่นี้ เมื่อ Des Craigie ผู้อยู่อาศัยคนก่อนในบ้านของครอบครัว Robson ออกมาอ้างในภายหลังว่า เขาเป็นคนทำหัวหินนี้ขึ้นมาเองเพื่อเป็นของเล่นให้ลูกเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังเชื่อว่ามันเป็นวัตถุโบราณจากยุคเซลติกที่มีพลังงานบางอย่าง


ไม่ค่อยเคยเห็นนักภูมิศาสตร์มนุษย์หรือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการคนไหน ให้ความสนใจเรื่องราวของภูตผี  นั่นกระมังจึงเป็นเหตุที่สังคมจึงถูกบางคนบางพวกที่ไม่หวังดี แอบเอาภูตผีมาหลอกลวงได้ง่ายๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งการเมืองเรื่ออายโอของพรรคไม่ซื่อบางพรรค


บทความเรื่อง ภูมิศาสตร์แห่งภูตผี หรือ spectral geography ของ Holloway ชวนให้พวกเราศึกษา ‘พื้นที่และสถานที่’ ซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้นจากสภาวะที่ก้ำกึ่งระหว่าง ‘การปรากฎ‘ หรือ’การดำรงอยู่’ และ การหายตัว’ หรือ ‘การสาบสูญ’ ของบางสิ่งบางอย่างที่ยากจะพิสูจน์ ที่นักภูมิศาสตร์มองว่าสถานที่ไม่ได้มีแค่สิ่งที่ตาเห็นในปัจจุบัน แต่ยังถูกตามหลอนด้วย ‘ร่องรอย’ จากอดีตที่พับซ้อนเข้ามา รบกวนความรู้สึกปกติ และทำให้สถานที่นั้นไม่มั่นคงหรือเปลี่ยนแปลงไปจากความคุ้นเคยเดิม


นอกจากมิติทางเมือง นักภูมิศาสตร์ยังให้ความสำคัญกับความเชื่อและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอย่างจริงจัง โดยไม่พยายามหาคำอธิบายทางตรรกะมาหักล้าง แต่หันไปศึกษา ‘บรรยากาศ’ และ ‘อารมณ์ความรู้สึก’ ที่เกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสยองขวัญ หรือความผูกพันกับผู้ล่วงลับในสวนหลังบ้าน ซึ่งช่วยสร้างความหมายใหม่ๆ ให้กับพื้นที่ในชีวิตประจำวัน


สุดท้ายอยากจะบอกในฐานะนักภูมิศาสตร์ว่า ภาวะที่ไม่อาจตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับสถานที่ได้ ‘ผีและเรื่องลี้ลับ‘ อาจเข้ามาทำหน้าที่สั่นคลอนความจริงแบบเหตุผลนิยม เปิดพื้นที่ให้จินตนาการและความพิศวงได้ทำงาน ทำให้ภูมิศาสตร์มนุษย์มีความลึกซึ้งและมีมิติที่ ‘น่าอัศจรรย์’ มากกว่าเพียงแค่การมองเห็นพื้นผิวทางกายภาพ


อ่านรายละเอียดมากกว่านี้ ได้ที่ https://www.blogger.com/blog/post/edit/4025168082864135479/7343958665905794771?hl=th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น