อายุและภูมิศาสตร์แห่งวัยเด็กและวัยเยาว์
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Peter Kraftl และ Sophie Hadfield-Hill (2024) Age and the geographies of childhood and youth.In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.1113-1137. London: Routlege.
บทนำ
การเพิ่มขึ้นของอายุ
หรือ การเปลี่ยนผ่านของวัย (Ageing) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราทุกคนไม่ในรูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง
หากกล่าวอย่างง่าย
การเปลี่ยนผ่านของวัยคือกระบวนการทางชีวภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ซึ่งทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและเสื่อมถอยลงตามลำดับ
โดยขีดความสามารถของร่างกายจะแปรผันไปตามช่วงเวลา ในวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ
(Global North) การเปลี่ยนผ่านของวัยถูกมองว่าเป็นกระบวนการเชิงเส้น
(Linear process) เริ่มตั้งแต่วัยแรกเกิด ผ่านวัยเด็ก
เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จนถึงวัยสูงอายุ อย่างไรก็ตาม ในบริบทอื่นๆ
อาจไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น นิยามของวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่อาจมีความคาบเกี่ยวปนเปกันหรืออาจไม่มีนิยามแยกจากกันเลย
ทว่าแม้ทัศนะและการจำแนกช่วงวัยจะแตกต่างกันไป
แต่วิถีการปฏิสัมพันธ์กับโลกรอบตัวของเราย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้
จึงเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะหยุดพิจารณาและขบคิดเกี่ยวกับเรื่องอายุและกระบวนการเปลี่ยนผ่านของวัย
เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจถึงนัยของการ “อยู่ในช่วงวัยหนึ่งๆ”
(ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยใดก็ตาม) เพื่อตั้งคำถามว่าประสบการณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านของวัยในบริบททางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันนั้นเป็นอย่างไร
และเพื่อวิเคราะห์ว่าพลังทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
หล่อหลอมความหมายของการเป็น “วัยรุ่น” (Teenager) หรือ
“ผู้สูงวัย” (Older person) อย่างไร โปรดพิจารณาวิธีคิด 5 ประการ (จากหลายๆ วิธี) เกี่ยวกับเรื่องอายุและการเปลี่ยนผ่านของวัย
ดังนี้:
อายุโดยทั่วไปมักถูกระบุด้วยตัวเลข
ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวกำหนดสถานภาพทางกฎหมาย (Legal status) ของบุคคล
(เช่น “เด็ก” หรือ “ผู้ใหญ่”)
ตัวเลขนั้นยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมว่าพลเมืองของประเทศนั้นๆ
สามารถไปหรือไม่สามารถไป ณ สถานที่ใดได้บ้าง (โรงเรียน, ที่ทำงาน)
และสิ่งใดที่พวกเขาได้รับอนุญาตหรือถูกสั่งห้ามไม่ให้กระทำ (การสูบบุหรี่, การดื่มสุรา, การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง, การมีเพศสัมพันธ์)
การที่ผู้ใหญ่ใช้อำนาจควบคุมเด็กได้นำไปสู่การเรียกร้องสิทธิในระดับสากลที่มากขึ้นสำหรับบุคคลที่ถูกนิยามว่า
“ยังไม่เป็นผู้ใหญ่” (Not-yet adult) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ
พ.ศ. 2532 (United Nations Convention on the Rights of the Child, 1989)
อายุเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้อัตลักษณ์ของบุคคล
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ วัฒนธรรมวัยรุ่น (Youth cultures) และวัฒนธรรมย่อย
(Subcultures) ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี แฟชั่น กีฬา
หรือเทคโนโลยี แต่คำถามคือ
จำเป็นหรือไม่ที่คุณต้องมีอายุในช่วงวัยหนุ่มสาวจึงจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมย่อยของวัยรุ่นได้?
(ภาพที่ 59.1)
การเปลี่ยนผ่านของวัยมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทางวัตถุที่รายล้อมตัวเรา
ตั้งแต่เครื่องแบบนักเรียนไปจนถึงแหวนแต่งงาน ทรัพย์สินทางวัตถุของเรา
ไม่ว่าจะน้อยนิดเพียงใด ย่อมเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนผ่านที่เราเผชิญตลอดช่วงชีวิต
(Lifecourse)
ในบริบททางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน
ประเภทของช่วงวัย (Age
categories) มักมาพร้อมกับข้อสันนิษฐานว่าบุคคลควรปฏิบัติตนอย่างไร
ในหลายบริบท เด็กมักถูกมองว่าเป็นทั้ง “ทูตสวรรค์” (มีความไร้เดียงสาโดยธรรมชาติ)
และ “ปีศาจ” (มีพฤติกรรมเกเรโดยธรรมชาติ) (Valentine, 1996) ผู้สูงอายุมักถูกมองในเชิงลบอย่างค่อนข้างชัดเจนในสหราชอาณาจักร
(UK) ในขณะที่ในประเทศญี่ปุ่น
พวกเขากลับถูกมองว่ามีภาพลักษณ์ที่ “น่าเอ็นดู”
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้คือการสรุปความในภาพรวม (Generalisations) แต่มันแสดงให้เห็นว่าอายุเป็นผลผลิตจากคุณค่าที่สร้างขึ้นทางสังคม (Socially
constructed values) พอๆ กับที่เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ
ในบริบทที่มีนิยามของ “เด็ก” และ “ผู้ใหญ่” ที่ชัดเจน กลุ่มคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมักถูกพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของคนในรุ่นเดียวกัน หรือ รุ่นอุบัติการณ์ (Generations) (Punch, 2020) ในช่วงต้นทศวรรษ 2020 มีความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่น (Generational inequalities) และความท้าทายที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ ซึ่งเติบโตขึ้นภายใต้ผลกระทบร่วมกันของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change), โรคระบาดโควิด-19 (COVID-19) รวมถึงความกังวลต่อความไม่มั่นคงทางทรัพยากรและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ภาพที่ 59.1 การเล่นสเก็ตบอร์ด – วัฒนธรรมย่อยของวัยรุ่นหรือไม่?
ในขณะที่การเล่นสเก็ตบอร์ดมักถูกมองว่าเป็นกีฬาของ
“วัยรุ่น” แต่ผู้เล่นจำนวนมากเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุในช่วง 20, 30 และ 40 ปี
ปัจจุบันมีการจัดรอบกิจกรรมสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงโดยเฉพาะในสเก็ตพาร์คบางแห่งที่มีการบริหารจัดการ
เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องรูปแบบของความเป็นชายที่ผูกขาดพื้นที่ (Exclusive
forms of masculinity) ซึ่งครอบงำพื้นที่การเล่นสเก็ต (Paechter
et al., 2023)
ที่มา: เครดิตภาพ: Hero Images Inc./Alamy Stock Photo
เช่นเดียวกับแง่มุมอื่นๆ ของอัตลักษณ์ การเปลี่ยนผ่านของวัยเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและมีการโต้แย้งกันอย่างมีนัยสำคัญ อายุยังเป็นเครื่องหมายสำคัญที่แสดงถึงความแตกต่างทางสังคมและความเหลื่อมล้ำซึ่งสัมผัสได้แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ บทนี้จะสำรวจว่าเหตุใดประเด็นเรื่องอายุจึงกลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่สำคัญในหมู่นักภูมิศาสตร์ โดยเริ่มจากการสำรวจงานวิจัยของนักภูมิศาสตร์ว่าด้วยเรื่องวัยเด็กและวัยเยาว์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ (Space) และสถานที่ (Place) มีความสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของคนรุ่นใหม่ จากนั้นจะกล่าวถึงแนวทางที่นักภูมิศาสตร์ใช้ในการศึกษาเรื่องอายุในบริบทต่างๆ
ภูมิศาสตร์แห่งวัยเด็กและวัยเยาว์ (Geographies of children and young people)
เราได้พิจารณากันไปแล้วว่าอายุและการเปลี่ยนผ่านของวัยเป็นผลลัพธ์ของทั้งกระบวนการทางชีวภาพและกระบวนการทางสังคม
ประสบการณ์ของเด็กและเยาวชนในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ (Lockdowns) จากวิกฤตการณ์โควิด-19 (COVID-19) ทั่วโลก ระหว่างปี
พ.ศ. 2563 ถึง 2565
เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนในเรื่องนี้ (Kusumaningrum et al., 2022) และปัจจัยทางภูมิศาสตร์นั้นส่งผลต่อประสบการณ์ของพวกเขาอย่างมีนัยสำคัญ
ในแง่หนึ่ง โดยภาพรวมเด็กเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อตัวไวรัสโควิด-19 น้อยที่สุด ทั้งในแง่ของการติดเชื้อและการแสดงอาการ แต่ในอีกแง่หนึ่ง งานวิจัยจากทั่วโลกกลับบ่งชี้ว่ามาตรการล็อกดาวน์ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งเป็นผลตอบแทนหลักทางสังคมและการเมืองต่อไวรัส
ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนในสัดส่วนที่มากเกินควร (Disproportionately
affected) เราทราบดีว่าเด็กบางคนสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้
หลายคนเกิดสภาวะทางสุขภาพจิต และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ไม่เท่าเทียมกันหมายความว่าการถูกกักตัวอยู่แต่ในบ้านนำไปสู่ประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสำหรับเยาวชนแต่ละกลุ่ม
แม้ว่าประเด็นเหล่านี้จะสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมและภูมิศาสตร์
แต่ลักษณะทาง “ภูมิศาสตร์” ที่ชัดเจนที่สุดของมาตรการล็อกดาวน์คือ
การจำกัดเวลาและกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ (Public spaces) โดยเด็กๆ
ไม่สามารถออกไปเล่นข้างนอกได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก (Cortés-Morales et al.,
2022)
โปรดพิจารณาภาพที่ 59.2 ซึ่งเป็นอินโฟกราฟิก (Infographic) จากงานวิจัยในแคนาดา แสดงให้เห็นถึงผลกระทบอันหลากหลายของโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ที่มีต่อเด็กและเยาวชน ภาพนี้บ่งบอกถึงความท้าทายมากมายที่พวกเขาต้องเผชิญ แต่ในขณะที่ท่านพิจารณาภาพดังกล่าว ขอให้ลองขบคิดถึงคำถามสองประการ:
ที่มา:
เครดิตภาพ: Statistics
Canada
1. ประเด็นที่เด็กและเยาวชนเผชิญนั้นมีลักษณะทางพื้นที่
(Spatial
in nature) มากน้อยเพียงใด? ตั้งแต่ความรู้สึกโดดเดี่ยวไปจนถึงการที่โรงเรียนไม่สามารถทำหน้าที่เป็น
“พื้นที่ปลอดภัย” (Safe spaces) สำหรับเด็กที่เสี่ยงต่อความรุนแรงในครอบครัวได้อีกต่อไป
ขอบเขตทางพื้นที่ กฎเกณฑ์ และประสบการณ์
เข้าไปเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร?
2. อายุ (ในวัยเยาว์) ถูกตัดสลับ (Cross-cut) ด้วยความแตกต่างทางสังคมและพื้นที่อื่นๆ อย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าโควิด-19 และการตอบสนองต่อโรคระบาดได้ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางที่มีอยู่เดิมให้รุนแรงขึ้น เช่น ในแง่ของรายได้ อิทธิพลที่ตัดสลับกันเหล่านี้เป็นตัวอย่างของ อัตลักษณ์ทับซ้อน (Intersectionality) ซึ่งเป็นมโนทัศน์หลักในการศึกษาทางภูมิศาสตร์ว่าด้วยเรื่องอายุและความแตกต่างทางสังคม ซึ่งเราจะพิจารณาในรายละเอียดในส่วนถัดไป
คำถามที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของเด็กและเยาวชนต่อโควิด-19
เป็นตัวอย่างของประเด็นที่กว้างขึ้นซึ่งพิจารณาโดยนักภูมิศาสตร์เด็กและเยาวชน
ภายใต้สาขาย่อย ภูมิศาสตร์เด็ก (Children’s geographies) ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน
นักวิจัยพยายามตั้งคำถามว่าพื้นที่และสถานที่มีความสำคัญต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนอย่างไรและเพราะเหตุใด
(Holloway and Valentine, 2004, Aitken, 2018) โดยมีคุณลักษณะสำคัญอย่างน้อยสามประการของงานวิจัยในสาขานี้:
ประการแรก
นักภูมิศาสตร์เด็กได้หันมาเน้นย้ำถึง ความหลากหลาย (Diversity) ในชีวิตของเด็กและเยาวชนมากขึ้น แม้ว่าตัวอย่างจากโควิด-19
จะแสดงให้เห็นว่าเด็กทั่วโลกถูกปฏิบัติอย่างคล้ายคลึงกันโดยผู้ใหญ่ผ่านการขาดอำนาจการกระทำ
(Agency) และสิทธิที่เปรียบเทียบกันได้
แต่ประสบการณ์ของพวกเขาจะแตกต่างกันอย่างมหาศาลขึ้นอยู่กับตำแหน่งแห่งที่ทางภูมิศาสตร์และสังคม
ดังที่ Wells (2021) แสดงให้เห็นว่า
สถาบันต่างประเภทกันในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน (โรงเรียน, สถานรับเลี้ยงเด็ก,
สภาท้องถิ่น) ปฏิบัติต่อเด็กแตกต่างกัน ซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตสำหรับโอกาสในชีวิตอนาคตของพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้น เงื่อนไขที่พวกเขาอาศัยอยู่ยังส่งผลต่อชีวิตในปัจจุบันและอนาคต
เราทราบดีว่าเด็กโดยเฉพาะจากภูมิหลังที่ยากจนทางรายได้เป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Helldén et al., 2021) ในขณะเดียวกัน
นักวิชาการเริ่มวิพากษ์วิจารณ์รากเหง้าที่ยึดถือยุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric)
ของคำว่า “วัยเด็ก”
ทั้งในการนำไปใช้ในเชิงนโยบายทั่วโลกและในการวิเคราะห์ของนักภูมิศาสตร์เองต่อวัยเด็กที่นอกเหนือจากยุโรป
ดังนั้น พวกเขาจึงเรียกร้องให้มีการ ถอนรากถอนโคนทางปัญญา (Decolonisation)
ในสาขาย่อยนี้
เพื่อยอมรับความเข้าใจที่หลากหลายเกี่ยวกับคนต่างรุ่นและช่วงชีวิต (Khan,
2021) และด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่แนวคิดเรื่อง “วัยเด็กที่พหุคูณ” (Multiple
childhoods) (Balagopalan, 2018)
ประการที่สอง
นักภูมิศาสตร์เด็กเรียกร้องให้มีความใส่ใจต่อ ประสบการณ์ของตัวเด็กและเยาวชนเอง
มากขึ้นว่าพวกเขามี “อำนาจการกระทำ” (Agency) หรือบทบาทในการแสดงออกในโลกอย่างไร
พวกเขาเน้นย้ำความจำเป็นในการรับฟังเสียงของเด็ก
ทั้งการรับฟังสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสารเกี่ยวกับชีวิตของตนเองในงานวิจัย
และการเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในท้องถิ่นที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา
(Holloway and Valentine, 2000) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
เด็กควรมีสิทธิ
ในบริบทที่ต่างกันอาจมีการถกเถียงว่าสิทธิเหล่านี้ควรเท่ากับผู้ใหญ่เพียงใด
แต่เด็กย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการรับฟังและได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง
แท้จริงแล้ว ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 (ดูภาพที่ 59.2)
อาจลดน้อยลงหรือบรรเทาลงได้
หากผู้มีอำนาจตัดสินใจสละเวลามากขึ้นเพื่อรับฟังประสบการณ์ของเด็ก
ในขณะเดียวกัน
นักภูมิศาสตร์ตั้งคำถามว่าความหมายที่แท้จริงของ “เด็ก” และ “อำนาจการกระทำ”
ของพวกเขาคืออะไร
บ่อยครั้งสิ่งนี้หมายถึงการมองเด็กในฐานะปัจเจกบุคคลที่แยกขาดจากผู้อื่น
ความเสี่ยงหนึ่งของการทำเช่นนี้คือการลดทอนความสัมพันธ์ของเด็กกับผู้อื่นในรุ่นเดียวกันหรือคนทั่วไป
(ดูการอภิปรายเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น (Intergenerationality) ด้านล่าง)
อีกความเสี่ยงหนึ่งคือการเพิกเฉยต่อวิถีชีวิตของเด็กที่ประกอบสร้างขึ้นจากสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
(Non-human stuff) เช่น
อาหารและแบคทีเรียที่ผ่านเข้าสู่ร่างกาย, ของเล่น เครื่องมือ
และเทคโนโลยีที่พวกเขาใช้หรือสวมใส่, ไปจนถึงกระบวนการทางสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาเฉกเช่นพวกเราทุกคนต้องเข้าไปพัวพันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
(Kraftl, 2020) ตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่น่าสนใจของ Taylor
และ Pacini-Ketchabaw (2018) แสดงให้เห็นว่าเด็กๆ
มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สายพันธุ์ร่วมทาง” (Companion
species) ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงไปจนถึงสัตว์ป่าอย่างจิงโจ้
พวกเขาแสดงให้เห็นว่าการพบเจอเหล่านี้อาจไม่ได้น่ารักหรือนุ่มนวลเสมอไป
แต่อาจเป็นประสบการณ์ที่น่าอึดอัดและท้าทายวิถีการมอง “ธรรมชาติ” ของกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ
เช่น เมื่อเด็กๆ แสดงความหลงใหลในซากศพของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ตายแล้ว
ประการที่สาม
นักภูมิศาสตร์เด็กแสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับความกังวลที่เร่งด่วนที่สุดในศตวรรษที่
21 ทั้งในระดับปัจเจกและระดับรุ่น ในขณะเดียวกัน เด็กๆ
อาจเป็นแนวหน้าในการตั้งคำถาม ปรับตัว สร้างนวัตกรรม
และจัดการกับความท้าทายเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
แต่เด็กและเยาวชนกลับมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างน้อยในบางบริบททั้งในด้านการเคลื่อนไหวและการประท้วง
รวมถึงความพยายามในชีวิตประจำวันเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Skovdal and Benwell, 2021) ในทำนองเดียวกัน
นักภูมิศาสตร์พยายามตรวจสอบวิถีปฏิบัติ ความหวัง
และความกลัวในชีวิตประจำวันของเยาวชนที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความยากลำบากทางการเงิน
เช่น ในบริบทของสหราชอาณาจักร ผู้เขียนหลายท่านได้สำรวจว่านโยบายรัดเข็มขัด (Austerity
policies) ของรัฐบาล ซึ่งลดหรือตัดการสนับสนุนจากรัฐในบริการสวัสดิการต่างๆ
ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตปัจจุบันและความทะเยอทะยานในอนาคตของเยาวชนอย่างไร (Horton
et al., 2021)
สุดท้าย ท่ามกลางงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับประสบการณ์ของเด็กในโลกที่กลายเป็นเมือง (Urbanised world) มากขึ้น ผู้เขียนบางท่านให้ความสำคัญกับวิธีการสร้างเมืองที่ครอบคลุมและยั่งยืนมากขึ้น (Inclusive, sustainable cities) ในรูปแบบที่ตอบสนองความต้องการของเด็ก และเป็นเมืองที่เด็กสามารถมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการวางแผน (Christensen et al., 2017) ความคิดริเริ่ม เมืองที่เป็นมิตรต่อเด็ก (Child-Friendly Cities) ของ UNICEF เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมว่าองค์กรระหว่างประเทศ รัฐบาลระดับชาติ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในระดับเมือง สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเมืองที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็ก ตั้งแต่ด้านการศึกษาและสุขภาพ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและการขนส่ง
สรุปย่อ
- อายุและการเปลี่ยนผ่านของวัยเป็นผลจากกระบวนการทางชีวภาพและสังคม
และเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจอายุในความสัมพันธ์กับการสร้างสร้างทางสังคม (Social
constructions) อัตลักษณ์ และวัฒนธรรมทางวัตถุ
- วัยเด็กและวัยเยาว์เป็นหัวข้อหลักที่ศึกษาโดยนักภูมิศาสตร์
- ประสบการณ์ของเด็กและเยาวชนต่อโลกและสิ่งแวดล้อมรอบตัวอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมและภูมิศาสตร์ของพวกเขา
- เด็กและเยาวชนอาจเปราะบางต่อความท้าทายที่ทับซ้อนกัน (Intersecting challenges) ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปจนถึงความไม่มั่นคงทางทรัพยากร อย่างไรก็ตาม พวกเขายังเป็นเสียงและผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดการกับประเด็นเหล่านี้ด้วย
ภูมิศาสตร์เชิงสัมพันธ์แห่งวัย (Relational geographies of age)
ที่ผ่านมา
เราได้มุ่งเน้นไปที่งานวิจัยที่ศึกษากลุ่มอายุใดกลุ่มอายุหนึ่งเป็นหลัก
โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
ขณะที่งานวิชาการด้านภูมิศาสตร์มนุษย์แขนงอื่นได้หันไปศึกษาช่วงวัยสูงอายุ (เช่น King et al.,
1998; Andrews et al., 2007) อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ Hopkins และ Pain (2007) ชี้ให้เห็นคือ
กลุ่มอายุทั้งสองมักถูกศึกษาแยกขาดจากกัน
ส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอายุที่แตกต่างกันถูกลดทอนความสำคัญลง (Vanderbeck,
2007)
Hopkins และ Pain (2007) ได้เสนอแนวคิดที่มีน้ำหนักเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า
“ภูมิศาสตร์เชิงสัมพันธ์แห่งวัย” (Relational geographies of age) โดยเสนอให้นักภูมิศาสตร์มุ่งเน้นไปที่ลักษณะ 3
ประการของอายุและการเปลี่ยนผ่านของวัยที่เน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอายุ
ดังนี้:
1. ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น
(Intergenerationality):
วิธีที่ผู้คนต่างกลุ่มอายุมีปฏิสัมพันธ์กัน การดูแลกัน การขัดแย้ง
หรือการทำงานร่วมกันในชีวิตประจำวัน
2. อัตลักษณ์ทับซ้อน
(Intersectionality):
วิธีที่อัตลักษณ์ประเภทอื่น เช่นชาติพันธุ์, ความทุพพลภาพ/ความสามารถ,
ศาสนา หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมตัดสลับกับเรื่องอายุ
และอาจก่อให้เกิดจุดร่วมที่สำคัญในหมู่ผู้คนต่างกลุ่มอายุ
3. ช่วงชีวิต (The lifecourse): วิธีที่ปัจเจกบุคคลไม่ได้สัมผัสกับ “ระยะ” ของชีวิตแบบแยกส่วน แต่ชีวิตคือกระแสที่ไหลผ่านวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่ โดยมีช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อนเป็นหมุดหมาย
นอกจากรายการข้างต้นแล้ว ลักษณะประการที่สี่ที่มีความสำคัญคือ ครอบครัว (Families) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่หน่วยครอบครัวโดยเฉพาะ วิธีที่ครอบครัวก่อตัวและสลายตัว และผลกระทบในชีวิตประจำวันของภูมิศาสตร์ครอบครัวที่มีต่อผู้คนและสถานที่ ในส่วนนี้เราจะพิจารณาแต่ละแนวคิดเพื่อสรุปว่านักภูมิศาสตร์มนุษย์ได้พัฒนาการศึกษาเรื่องอายุอย่างไร และจะปิดท้ายด้วยการพิจารณาข้อวิจารณ์ในภาพรวมต่อแนวทางเหล่านี้
ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น (Intergenerationality)
งานด้านความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นของนักภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่เน้นไปที่บริบทของครอบครัว
และวิถีทางที่หลากหลายที่ครอบครัวดูแลซึ่งกันและกันข้ามรุ่น (เช่น Holloway,
1998; Hallman, 2010) ตัวอย่างเช่น Anna Tarrant มุ่งเน้นไปที่บทบาทและความรับผิดชอบของปู่ย่าตายาย โดยโต้แย้งว่า
“ครอบครัวอาจเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่มีอิทธิพลมากที่สุดที่เด็กคนหนึ่งกำเนิดขึ้นมา
โดยที่อัตลักษณ์เชิงรุ่นซึ่งถูกตัดสลับด้วยแกนความแตกต่างทางสังคมต่างๆ
รวมถึงอายุและรุ่น ต่างมีอิทธิพลต่อกันและกัน” (Tarrant, 2010: 190)
Tarrant อธิบายว่าการเป็นปู่ย่าตายายนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต
เช่น การสละเวลาและพื้นที่เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับหลานๆ เธอมุ่งเน้นไปที่
ร่างกาย (The body) ในฐานะพื้นที่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นอันใกล้ชิดเกิดขึ้น
ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเรื่องที่น่ายินดีพอๆ กับความรู้สึกประหม่าที่จะยอมรับ
แน่นอนว่าเราทราบดีว่าเด็กก็สามารถเป็นผู้ดูแลสมาชิกครอบครัวคนอื่นได้เช่นกัน
(ดูการศึกษาของ Becker
ในปี 2007
เกี่ยวกับผู้ดูแลวัยเยาว์ในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
หรือการศึกษาของ Day ในปี 2017
เกี่ยวกับผู้ดูแลวัยเยาว์ในแซมเบีย)
แม้ว่าประเภทของงานดูแลและระดับความรับผิดชอบจะแตกต่างกันอย่างมากตามโครงสร้างครัวเรือนและบริบททางภูมิศาสตร์
แต่ Evans (2010: 1478) ระบุว่า “เด็กมากกว่า 4% ในหลายประเทศในแอฟริกาอาจมีส่วนร่วมในการดูแลพ่อแม่ พี่น้อง
และญาติเป็นประจำ” จากการวิจัยเชิงคุณภาพในแทนซาเนีย ยูกันดา และเซเนกัล Evans
ได้บันทึกประสบการณ์ของเยาวชนในการเป็นผู้ดูแล
การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และโรคเรื้อรัง
พร้อมเรียกร้องให้มีการวิจัยเชิงเปรียบเทียบเพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับ
“จุดร่วมและความหลากหลายของชีวิตการเป็นผู้ดูแลของเด็กทั่วโลก” (ดู Evans
and Becker, 2019; Evans, 2012, 2014)
นอกจากความสำคัญของ
“ครอบครัว” ในฐานะหน่วยหลักของงานดูแลระหว่างรุ่นแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นในบริบทอื่นล่ะเป็นอย่างไร? ตัวอย่างเช่น
การวางแผนและการออกแบบพื้นที่เมือง มีการเคลื่อนไหวเรื่อง เมืองที่เป็นมิตรต่อเด็ก
(Child-friendly Cities) ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่เมือง
ย่านชุมชน และท้องถนนให้เหมาะกับเด็ก โดยคำนึงถึงร่างกายที่มีขนาดเล็กกว่า
และให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบ (เช่น Khan et al., 2023)
ในอีกด้านหนึ่งของช่วงชีวิต
มีความมุ่งมั่นในเรื่อง เมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ (Age-friendly
cities) ซึ่งให้ความสำคัญกับการออกแบบและวางแผนเพื่อคนรุ่นเก่า ในปี
2007 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เผยแพร่คู่มือเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ
เพื่อเป็นกรอบการทำงานในการสร้างและประคองชุมชนที่รวมเอาการมีส่วนร่วมและความต้องการของผู้สูงอายุไว้
ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย การสนับสนุนด้านสุขภาพ การมีส่วนร่วมภาคพลเมือง และการขนส่ง (WHO,
2007) ในสหราชอาณาจักร
สิ่งนี้ถูกนำมาใช้ในเครือข่ายชุมชนที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ เพื่อ “ช่วยให้ผู้คนสามารถอาศัยอยู่ในบ้านของตนต่อไปได้
มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่พวกเขารัก
และอุทิศตนเพื่อชุมชนให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” (Centre for Ageing
Better, 2023)
ทว่า แม้จะมีการให้ความสำคัญกับทั้งสองกลุ่มในการวางแผนเมืองและชุมชน แต่ดูเหมือนว่าจะมีการสูญเสียโอกาสในการออกแบบและวางแผนแบบ สหรุ่น (Intergenerational design) (ภาพที่ 59.3) ตัวอย่างเช่น เราจะสร้างกรอบการทำงานที่สนับสนุนทั้งผู้อยู่อาศัยวัยเยาว์และวัยชราอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้นได้อย่างไร?
ภาพที่ 59.3 ‘คุณไม่เคยแก่เกินกว่าจะเล่น’:
สนามเด็กเล่นสำหรับผู้สูงอายุแห่งแรกของสหราชอาณาจักร เปิดให้บริการในย่าน Blackley
เมื่อปี พ.ศ. 2551
ที่มา: เครดิตภาพ: © Alamy/PA Images/Martin Rickett
อัตลักษณ์ทับซ้อน (Intersectionality)
กรอบแนวคิดหลักประการที่สองคือ
อัตลักษณ์ทับซ้อน (Intersectionality)
ซึ่งมีพลังมากเพราะเตือนให้เราเห็นว่า
เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดเด็กทุกคนไว้ในประเภทเดียวกัน (Matthews and Limb,
1999) ความหมายของการเป็นเยาวชนอาจแตกต่างกันอย่างมากตามเพศสภาวะ
ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือวิถีทางเพศ (Konstantoni and Emejulu, 2017) งานของ Linda McDowell (2003) เกี่ยวกับชายหนุ่มชนชั้นแรงงานเป็นตัวอย่างยุคแรกๆ
ในทางภูมิศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าปัจจัยต่างๆ
ผสมผสานกันส่งผลต่อความทะเยอทะยานในการทำงานอย่างไร
ตั้งแต่ความคาดหวังของครอบครัวชนชั้นแรงงานที่มีต่อบุตรชาย
ไปจนถึงการรับรู้อัตลักษณ์ความเป็นชายที่ถูกตอกย้ำผ่านสถานที่ที่พวกเขาไปในชีวิตประจำวัน
งานของ Peter Hopkins เกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางศาสนาของเยาวชน (Hopkins et al., 2010) และงานของ Anoop Nayak (2017) เกี่ยวกับประสบการณ์ของหญิงสาวมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูว่านักภูมิศาสตร์ใช้เลนส์อัตลักษณ์ทับซ้อนเพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ของเยาวชนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้อย่างไร ล่าสุด Kapinga et al. (2022) ได้เขียนเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางศาสนาของเยาวชนมุสลิมในพื้นที่นอกสหราชอาณาจักร โดยโต้แย้งว่า “การต่อรองอัตลักษณ์ของเยาวชนที่สัมพันธ์กับสถานที่ที่อยู่นอกเหนือจากที่ที่พวกเขาเติบโต มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นผู้ใหญ่” (2022: 2) พวกเขาใช้เทคนิคการสร้างแผนที่เพื่อสำรวจอัตลักษณ์ทางศาสนาที่ฝังรากในเชิงพื้นที่ และวิธีที่เยาวชนมุสลิมสร้างความหมายต่ออัตลักษณ์มุสลิมของตนในขณะเติบโต พร้อมทั้งเน้นย้ำมิติความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นผ่านการต่อรองภายในครอบครัวและชุมชนมุสลิมในวงกว้าง
ช่วงชีวิต (Lifecourse)
วิธีที่สามในการศึกษาเรื่องอายุคือการพิจารณา
ช่วงชีวิต (Lifecourse)
Bailey (2009) โต้แย้งว่า:
"...ด้วยความสนใจในรูปแบบของความเป็นระเบียบและระเบียบของรูปแบบในวิถีปฏิบัติที่ดูธรรมดาสามัญของชีวิตประจำวัน
วิชาการด้านช่วงชีวิตพยายามอธิบายโครงสร้างและลำดับเหตุการณ์
รวมถึงการเปลี่ยนผ่านตลอดชีวิตของปัจเจกบุคคล"
(Bailey,
2009: 407)
1. มุ่งเน้นที่ชีวประวัติของปัจเจก
(Individual
biographies): ศึกษาการเปลี่ยนผ่านที่เป็นหมุดหมายของการเพิ่มขึ้น
(หรือลดลง) ของความสามารถในการสัญจร (Mobility) ของบุคคล
2. ความสนใจในการประสานชีวิตของปัจเจกให้สอดคล้องกับผู้อื่น
(Synchronisation):
เช่น
วิธีที่ลูกวัยผู้ใหญ่และพ่อแม่วัยชราตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยร่วมกันเมื่อฝ่ายหลังถึงอายุเกณฑ์หนึ่ง
(Pettersson and Malmberg, 2009)
3. การตรวจสอบความเหลื่อมล้ำที่ปรากฏตลอดช่วงชีวิตอย่างมีวิพากษ์: เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพระหว่างกลุ่มสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่ในวัยเด็กและเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
นักภูมิศาสตร์ยังให้ความสนใจกับช่วงชีวิตที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังหลักในกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ
(Jeffrey
and McDowell, 2004) งานวิจัยของ Butcher และ Wilton
(2008) แสดงให้เห็นว่าเยาวชนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามักต้อง
“ติดหล่มอยู่ในการเปลี่ยนผ่าน” (Stuck in transition) แม้จะเข้ารับการอบรมเพื่อหางานทำ
แต่การขาดแคลนงานที่เหมาะสมทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาจำนวนมากใน “พื้นที่เปลี่ยนผ่าน”
(Transitional spaces) เช่น ศูนย์ฝึกอาชีพ
หรือโรงงานที่จัดจ้างพิเศษ ในอีกบริบทหนึ่ง van Blerk (2008) ศึกษาเส้นทางสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เป็นไปตามขนบของเด็ก 60 คนในเอธิโอเปียที่ย้ายจากภาคเกษตรกรรมเข้าสู่เมืองเพื่อหางานทำ
เธอแสดงให้เห็นว่างานบริการทางเพศกลายเป็นวิธีที่เสี่ยงแต่บ่อยครั้งก็ประสบความสำเร็จในการทำให้เด็กบรรลุความเป็นอิสระซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวัยผู้ใหญ่
ทั้งสองการศึกษาแสดงให้เห็นว่านักภูมิศาสตร์กำลังมองเห็นภาพความหลากหลายของประสบการณ์ช่วงชีวิตในบริบททางภูมิศาสตร์ที่ต่างกันอย่างละเอียดยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ Owen และ Boyer (2022) ยังเสนอให้พิจารณาถึง “ความเป็นวัตถุของช่วงชีวิต” (Materialities of the lifecourse) และผลกระทบของวัตถุในวัยเด็กต่อชีวิตครอบครัว พวกเขาศึกษาวัตถุต่างๆ ในสหราชอาณาจักร เช่น ตุ๊กตาหมี เครื่องดนตรี เสื้อผ้า หนังสือ และโครงงานโรงเรียน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งของเหล่านี้กำหนดนิยามความสัมพันธ์ตลอดการเปลี่ยนผ่านจากวัยเยาว์สู่วัยผู้ใหญ่ และวิธีที่วัตถุและความทรงจำถูกฝังอยู่ในช่วงชีวิตของทั้งพ่อแม่และลูก
ภูมิศาสตร์ครอบครัว (Family geographies)
เลนส์ที่สี่คือ
ครอบครัว ซึ่งภูมิศาสตร์ครอบครัวมีประเด็นที่กว้างขวางกว่าใน 3 แกนหลัก ได้แก่: การดูแล (Care), มาตรการรัดเข็มขัด
(Austerity) และเทคโนโลยี (Technology)
ประการแรก
งานของ Kate
Boyer เรื่องงานดูแลและความเป็นแม่มีอิทธิพลอย่างมาก
เธอสะท้อนถึงการกำหนดบทบาททางเพศในการดูแลใหม่หลังวิกฤตเศรษฐกิจในสหราชอาณาจักร (Boyer
et al., 2017) โดยชี้ให้เห็นบทบาทที่เปลี่ยนไปของสมาชิกชายรวมถึงพ่อและปู่ในความรับผิดชอบต่อการผลิตซ้ำทางสังคม
(Social reproduction) ในชีวิตประจำวัน
ประการที่สอง
งานของ Sarah
Marie Hall เรื่องมาตรการรัดเข็มขัดในชีวิตประจำวันกับครอบครัว
ถือเป็นงานสำคัญ
โดยเธอใช้ครอบครัวเป็นเลนส์กลางในการทำความเข้าใจผลกระทบของมาตรการรัดเข็มขัดต่อชีวิตประจำวัน
และโต้แย้งว่ารัฐบาลมักใช้แนวคิดเรื่องครอบครัวเพื่อสื่อสารเรื่องความรับผิดชอบและการกระจายสวัสดิการ
ขณะเดียวกัน Evans et al. (2019) และ Hall ก็เตือนไม่ให้มองความสัมพันธ์ในครอบครัวแบบโรแมนติกเกินไป
แต่ควรสำรวจความสัมพันธ์ที่น่าอึดอัด ปั่นป่วน
และเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่อาจประกอบสร้างขึ้นเป็นชีวิตครอบครัว
ประการที่สาม
สำรวจวิธีที่ครอบครัว “ปฏิบัติความเป็นครอบครัว” (Done) ผ่านระยะทาง
พร้อมความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลในการประคองความสัมพันธ์ ในบริบทของสวีเดน Stjernstrom
และ Stromgren (2012) ชี้ให้เห็นว่าการแยกทางกันของพ่อแม่นำไปสู่รูปแบบใหม่ของการวางแผนสังคมและการดูแลบุตรร่วมกัน
ขณะที่ Longhurst (2016) ในนิวซีแลนด์สำรวจว่าแม่ใช้สื่อดิจิทัลในการเชื่อมต่อกับลูกในแต่ละวันอย่างไร
และภูมิศาสตร์ทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นเป็นอย่างไร ซึ่ง Valentine
(2006) เคยโต้แย้งไว้ว่าโลกดิจิทัลกำลังทำให้ “ความใกล้ชิดกลายเป็นเรื่องระดับโลก”
(Globalising intimacy)
เลนส์ทั้งสี่ที่สัมพันธ์กันนี้เสนอวิธีที่ทรงพลังในการอธิบายว่าอัตลักษณ์และพื้นที่ทางสังคมหล่อหลอมและถูกหล่อหลอมโดยอายุได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม นักภูมิศาสตร์บางส่วน (Horton and Kraftl, 2008) ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการมุ่งเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นหรืออัตลักษณ์ทับซ้อนนั้น อาจยังยึดติดกับลักษณะอัตลักษณ์ที่จำแนกได้ชัดเจนเกินไป (เช่น รุ่น, ชนชั้น, เพศ) พวกเขาเสนอให้ทำความเข้าใจอายุในแง่ที่ชีวิตเพียงแค่ “ดำเนินไป” (Goes on) ในวิถีที่มีเงื่อนไขเวลาที่ซับซ้อนกว่าเดิม (Complex temporalities) (Philo, 2003) เช่น เมื่อคุณกลับบ้าน คุณเผลอกลับไปมีนิสัยเดิมๆ เหมือนสมัยเป็นเด็กหรือไม่? อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นที่ประเภทของช่วงวัยยังคงมีความสำคัญ เพราะลักษณะบางอย่างที่อิงตามอายุ (เช่น ความเป็นเยาวชน) ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในตัวมันเอง ดังที่จะได้เห็นในส่วนถัดไป
สรุปย่อ
- การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นช่วยให้นักภูมิศาสตร์ก้าวข้ามการแบ่งกลุ่มอายุออกเป็นส่วนๆ
- มโนทัศน์เรื่องอัตลักษณ์ทับซ้อนมีความสำคัญเพราะช่วยทลายการเหมารวมในประเภทกลุ่มอายุอย่าง “เด็ก” หรือ “ผู้สูงอายุ”
- งานวิจัยเกี่ยวกับช่วงชีวิตช่วยเชื่อมโยงสเกลทางภูมิศาสตร์ที่ต่างกัน ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านระดับปัจเจกไปจนถึงความคาดหวังจากครอบครัว เพื่อน หรือสังคมในวงกว้าง
- ภูมิศาสตร์ครอบครัวมีส่วนช่วยอย่างมากในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น งานดูแล และวิธีที่ผู้คนรับมือกับวิกฤต
- นักภูมิศาสตร์บางส่วนวิจารณ์ว่าแนวคิดเหล่านี้ยังเป็นเชิงเส้นเกินไป และพยายามเสริมด้วยแนวทางที่ไม่เป็นเชิงเส้น (Non-linear approaches) เพื่อเน้นย้ำความซับซ้อนของเงื่อนไขเวลาในชีวิต
การเมืองเรื่องอายุและการเปลี่ยนผ่านของวัย (The politics of ageing)
ในส่วนก่อนหน้าเราได้พิจารณาวิธีที่นักภูมิศาสตร์ใช้เพื่อสร้างการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนผ่านของวัยที่สมดุลมากขึ้น
ในส่วนนี้
เราจะสำรวจว่าอายุและการเปลี่ยนผ่านของวัยได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างไร
ในที่นี้เราไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่าเรื่องอายุกำลังอยู่ใน “วาระการประชุม”
เพราะปัญหาต่างๆ ที่เด็กเผชิญ (ดังตัวอย่างในภาพที่ 59.2) แต่เราหมายถึงการที่อายุได้เข้าไปพัวพันกับการถกเถียงเชิงการเมือง เช่น
เรื่องการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจ และสุขภาพ
นักภูมิศาสตร์จำนวนมากได้แสดงทัศนะเชิงวิพากษ์ต่อประเด็นเหล่านี้ โดยพยายามรื้อถอนข้อสันนิษฐานหลักที่ผู้กำหนดนโยบายและสื่อมวลชนสร้างขึ้นเกี่ยวกับเรื่องอายุ
ในหัวข้อนี้เราจะเน้นย้ำถึงลักษณะ 3 ประการของงานศึกษานี้
โดยมุ่งเน้นไปที่ช่วงวัยเยาว์อีกครั้ง
ประเด็นแรกเกี่ยวข้องกับการใช้
ประเภทของช่วงอายุ (Age
categories) เพื่อเป็นเหตุผลรองรับระบบการเมืองหรือเศรษฐกิจบางอย่าง
(เช่น ระบบทุนนิยม)
นักวิจารณ์หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าวัยเด็กไม่ได้เป็นเพียงผลพลอยได้ของทุนนิยม
แต่ดังที่ Sue Ruddick (2003: 327) โต้แย้งว่า
“วัยเยาว์และวัยเด็กสามารถถูกวางไว้ที่จุดศูนย์กลางทั้งในเชิงรูปธรรมและเชิงเปรียบเทียบ”
ของทุนนิยมอุตสาหกรรม ดังนั้น การกระทำบางอย่าง “เพื่อประโยชน์ของเด็ก”
จึงถูกใช้เป็นข้ออ้างสำหรับโครงการทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับทุนนิยม
ข้อโต้แย้งนี้สามารถเห็นได้จากนโยบายที่เริ่มแรกพุ่งเป้าไปที่เด็ก เช่น
การศึกษาสร้างความเป็นพลเมือง หรือการฝึกทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) แต่กลับเป็นหัวใจสำคัญของวิธีที่สังคมกำหนดลำดับความสำคัญในอนาคต (Hanson
Thiem, 2009) ลำดับความสำคัญเหล่านั้นอาจมีความหลากหลายตั้งแต่การอยู่ร่วมกันในสังคม
(Social inclusion) ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมากกับสิ่งที่ “ดี”
ต่อเด็กในปัจจุบันอย่างแท้จริง
ลักษณะประการที่สองของงานด้านการเมืองเรื่องอายุคือ
การวิเคราะห์อายุในฐานะ “การลงทุน” (Investment) Cindi Katz (2008) มุ่งเน้นไปที่วัยเด็กโดยโต้แย้งว่า
ครอบครัวที่มีฐานะดีในกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ (Global North) มีความกลัวที่ฝังรากลึกเกี่ยวกับอนาคตไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ
ความมั่นคง หรือสิ่งแวดล้อม เมื่อเผชิญกับความไม่มั่นคงดังกล่าว
ครอบครัวเหล่านั้นจึงใช้เด็กเป็นเหมือน “ตาข่ายรองรับทางสังคม” (Safety
net) มากขึ้น Katz (2008: 10) ระบุว่ากลยุทธ์หลักในการทำเช่นนี้คือการทำให้เด็กกลายเป็น
สินค้า (Commodify) โดยมองว่าเด็กคือ “กลยุทธ์การสะสมทุน” (Accumulation
strategy) ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ
(ตาม Katz, 2008: 10–12) ดังนี้:
-
การ “ประโคมรายละเอียดมากเกินจำเป็น” (Over-elaboration)
ในการเลี้ยงดูบุตร ผ่านคู่มือช่วยเหลือตนเอง กลุ่มสนับสนุน
ของเล่นเสริมพัฒนาการ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ สารพัดชนิด
-
ปรากฏการณ์การประโคมรายละเอียดดังกล่าวเกิดขึ้นในระยะที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ
ของช่วงชีวิต เช่น การแข่งขันเพื่อแย่งชิงที่นั่งในโรงเรียนเตรียมอนุบาลที่
“มีชื่อเสียง”
-
พฤติกรรมการย้ายที่อยู่อาศัยเพื่อให้แน่ใจว่าบุตรหลานอยู่ในเขตพื้นที่บริการ
(Catchment
area) ของโรงเรียนที่ “ดี”
-
ปรากฏการณ์ “เด็กที่ตารางเรียนล้นตัว” (Overscheduled
child) ที่ต้องรีบเร่งจากโรงเรียนไปนัดทำกิจกรรมกับเพื่อน
ไปชมรมกีฬา และไปเรียนเต้น
Katz (2018) ยังโต้แย้งอีกว่า
ในทางกลับกันของมโนทัศน์เรื่องเด็กในฐานะกลยุทธ์การสะสมทุน
คือวิธีที่เด็กบางกลุ่มถูกมองว่าเป็น “ขยะ” (Waste) ข้อโต้แย้งที่กระตุกความคิดและท้าทายนี้เผยให้เห็นวิธีที่เด็กบางกลุ่มในบางพื้นที่ของโลกถูกจัดวางตำแหน่งโดยระบบทุนนิยมโลก
เด็กเหล่านี้ซึ่งในความเป็นจริงเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก
เติบโตขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พวกเขาขาดแคลนการลงทุนทางสังคม
(เช่น สวัสดิการสนับสนุน) และอาจถูกละเลยจนมองไม่เห็นจากคนส่วนใหญ่ในโลก
โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ
พวกเขาอาจไม่ได้อยู่ในโรงเรียนหรือทำงานที่มีรายได้
หรืออาจถูกเรียกใช้งานในสภาพแวดล้อมที่อันตราย เช่น ในกองขยะหรือแหล่งรีไซเคิล
ในโรงงานสิ่งทอ หรือในเหมืองโคบอลต์
ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นแรงงานที่มองไม่เห็นในเสื้อผ้าและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ผู้มั่งคั่งใช้
เนื่องจากพวกเขาถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ใช้แล้วทิ้งได้ Katz จึงวิพากษ์และเรียกร้องความสนใจต่อการปฏิบัติที่พวกเขาได้รับ
โดยโต้แย้งว่าพวกเขาถูกวางสถานะเป็นเพียง “ขยะ”
- อายุได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการถกเถียงทางการเมืองเกี่ยวกับการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจ และสุขภาพ
- วัยเด็กได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญของการสะสมทุนและการทำให้เป็นสินค้าในบริบททางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน
- เด็กบางคนโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Majority World) ถูกวางสถานะเป็น “ขยะ” ภายใต้ระบบทุนนิยมโลก
สรุปท้ายบท
บทนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางอันหลากหลายที่นักภูมิศาสตร์ใช้ในการศึกษาเรื่องอายุ
ประเด็นเรื่องอายุนั้นตัดสลับกับแขนงวิชาต่างๆ ในสาขาวิชานี้อย่างครอบคลุม
ทั้งภูมิศาสตร์ประชากร (Population
geography), ภูมิศาสตร์การพัฒนา (Development geography), ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม (Cultural geography) และภูมิศาสตร์สังคม
(Social geography) นอกจากนี้
เรายังได้แสดงให้เห็นว่ามีการถกเถียงที่มีชีวิตชีวาเกี่ยวกับวิธีที่นักภูมิศาสตร์สร้างมโนทัศน์เรื่องอายุ
อย่างไรก็ตาม
จากเนื้อหาในบทนี้ย่อมประจักษ์ชัดว่าแนวทางเหล่านี้ต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน
และนักภูมิศาสตร์กำลังมีส่วนร่วมสำคัญต่อการศึกษาเรื่องอายุ
ผลงานสำคัญประการหลักคือการแสดงให้เห็นว่า อายุเป็นตัวบ่งชี้ที่มีความหมายมากกว่าเพียงตัวเลขระบุอายุของบุคคลหรือระยะของพวกเขาในช่วงชีวิต การเปลี่ยนผ่านของวัยไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนเฉยๆ แต่ในทางกลับกัน อายุเป็นผลผลิตจากการกำหนดนโยบายของรัฐบาล สถานการณ์ของครอบครัว เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และความรู้สึกของปัจเจกบุคคล พอๆ กับที่เป็นกระบวนการทางชีวภาพ ด้วยเหตุนี้ อายุจึงพันตูอยู่กับกระบวนการทางภูมิศาสตร์ในทุกรูปแบบ เด็กและเยาวชนต่างสัมผัส รับรู้ และตอบสนองต่อความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในวิถีทางที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปจนถึงการสร้างสรรค์เมือง ยิ่งไปกว่านั้น เราได้เห็นแล้วว่าแนวคิดเรื่อง “วัยเด็ก” อาจเป็นรากฐานสำคัญที่ระบบการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมา รวมถึงระบบเศรษฐกิจโลกด้วย ท้ายที่สุดแล้ว นักภูมิศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญในการตั้งคำถามว่า ข้อสันนิษฐานของสังคมเกี่ยวกับอายุนั้นมีความสำคัญต่อการจัดระเบียบพื้นที่ทางสังคมอย่างไร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น