นครโลก (Global cities)
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Ben Derudder(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.
บทนำ
ในทางกายภาพ
ดูเหมือนว่านิวยอร์ก (New
York) และลอนดอน (London) จะเป็นเมืองที่แตกต่างกันอย่างมาก
ทั้งสองเมืองดำเนินไปภายใต้บริบทของรัฐชาติที่ต่างกัน
มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เฉพาะตัว และมีสัณฐานวิทยา (Morphology) ที่มีองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวอย่างเช่น
อาคารระฟ้าและผังเมืองแบบตารางที่สม่ำเสมอของย่านแมนแฮตตัน (Manhattan) นั้นไม่มีสิ่งใดที่เทียบเคียงได้อย่างชัดเจนในใจกลางกรุงลอนดอน
อย่างไรก็ตาม ได้เกิดการลู่เข้าหากัน (Convergence) อย่างค่อยเป็นค่อยไประหว่างนิวยอร์กและลอนดอนในยุคปัจจุบัน
โดยในวันนี้
ฐานรากทางเศรษฐกิจและระบอบการปกครองของทั้งสองเมืองมีความคล้ายคลึงกันในวงกว้าง
พัฒนาการในตลาดแรงงานและตลาดที่อยู่อาศัยต่างแสดงให้เห็นถึงความขนานกันอย่างมีนัยสำคัญ
อีกทั้งทั้งสองเมืองยังเป็นพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำและความหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศของตน
ย่านบรอดเวย์ (Broadway) ของนิวยอร์กและย่านเวสต์เอนด์ (West
End) ของลอนดอนมีการจัดแสดงละครเพลงที่คล้ายกัน
ในขณะที่กิจกรรมอย่างเช่น การประชุมสุดยอดทางดนตรีระดับโลก นิวยอร์ก-ลอนดอน
คอนเนกต์ (NY: LON Connect Global Music Summit) ซึ่งเป็นการประชุมที่จัดสลับไปมาระหว่างนิวยอร์กและลอนดอน
เพื่อรวบรวมผู้มีอำนาจตัดสินใจในอุตสาหกรรมดนตรี (musically.com) ต่างช่วยตอกย้ำถึงลักษณะเชิงยุทธศาสตร์และการบูรณาการของเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมของทั้งสองเมือง
สมิธ (Smith, 2005: 173) กล่าวไว้ว่า “มันคือสัญญาณแห่ง
‘ยุคสมัยโลกภิวัฒน์’ ของเรา
ที่อาจกล่าวได้ว่าลอนดอนมีส่วนที่เหมือนกับนิวยอร์กมากกว่าเมืองอื่นๆ
ในสหราชอาณาจักร (...) และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน”
ความคล้ายคลึงกันและการเชื่อมต่อระหว่างนิวยอร์กและลอนดอนนั้นมีอยู่หลายมิติ อย่างไรก็ดี มีความรู้สึกที่ชัดเจนว่าการบูรณาการอย่างกว้างขวางของทั้งสองเมืองเกิดขึ้นจากการไหลเวียนขององค์ความรู้ทางเศรษฐกิจและการเงินผ่านและระหว่างกัน (Wójcik, 2013) งานวิจัยเรื่องนครโลก (Global cities research) ทำการศึกษาว่าเหตุใดเมืองอย่างนิวยอร์กและลอนดอนจึงกลายมาเป็นศูนย์กลางในกระบวนการทางเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก และสิ่งนี้ส่งผลให้เกิดภูมิศาสตร์แห่งความได้เปรียบและเสียเปรียบ (Geographies of advantage and disadvantage) รูปแบบใหม่ภายในเมืองเหล่านั้นได้อย่างไร ในการศึกษาภูมิศาสตร์มนุษย์ (Human geography) แนวคิดเรื่องนครโลก (Global city concept) มักถูกนำมาใช้โดยทั่วไปเพื่อเน้นย้ำว่า ลอนดอนและนิวยอร์ก รวมถึงเมืองสำคัญอื่นๆ ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ฮ่องกง (Hong Kong), สิงคโปร์ (Singapore), ดูไบ (Dubai), โตเกียว (Tokyo), เซาเปาลู (Sao Paulo), ปารีส (Paris), ซิดนีย์ (Sydney), เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) และโจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg) ในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงและมีความคล้ายคลึงกันอย่างเข้มข้น จนกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างเชิงพื้นที่ (Territorial frameworks) ที่สำคัญของโลกที่เราอาศัยอยู่ บทนี้จะสรุปรากฐานที่สำคัญของงานวิจัยเรื่องนครโลก และสำรวจผลกระทบของการก่อตัวของนครโลกที่มีต่อผู้คนที่อยู่อาศัยและทำงานในเมืองเหล่านั้น ตามด้วยความพยายามในการระบุความเป็นนครโลกอย่างเป็นทางการผ่านการวัดระดับการเชื่อมต่อระดับโลก (Global connectivity) ของเมือง และจบบทด้วยการอภิปรายสั้นๆ เกี่ยวกับข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อการศึกษาวิจัยเรื่องนครโลก
สรุปย่อ
- งานวิจัยเรื่องนครโลก (Global cities
research) ทำการศึกษาว่าเหตุใดเมืองอย่างนิวยอร์ก (New York)
และลอนดอน (London) จึงกลายมาเป็นศูนย์กลางในกระบวนการทางเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก...
- ...และสิ่งนี้ส่งผลให้เกิด
ภูมิศาสตร์แห่งความได้เปรียบและเสียเปรียบ (Geographies of advantage and
disadvantage) รูปแบบใหม่ภายในเมืองเหล่านั้นได้อย่างไร
- แนวคิดเรื่องนครโลก (Global city concept) มักถูกนำมาใช้โดยทั่วไปเพื่อเน้นย้ำว่า เมืองบางแห่งทั่วโลกมีความเชื่อมโยงและมีความคล้ายคลึงกันอย่างเข้มข้นในปัจจุบันด้วยวิธีการใดและเพราะเหตุใด
รากฐาน
งานวิจัยเรื่องนครโลก
(Global
cities research) มิได้มุ่งเน้นไปที่ขนาดทางประชากรหรือขนาดทางเศรษฐกิจของเมืองเป็นสำคัญ
หากแต่เน้นย้ำถึงระดับ การเชื่อมต่อระดับโลก (Global connectivity) ของเมืองเหล่านั้น (Friedmann, 1995) แม้ว่านิวยอร์ก
(New York) และลอนดอน (London) จะเป็นเมืองขนาดใหญ่เมื่อวัดด้วยมาตรวัดขนาดใดก็ตาม
แต่การระบุให้เมืองเหล่านี้เป็นนครโลกนั้นเริ่มต้นจากมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือ
บทบาทอันเป็นศูนย์กลางท่ามกลางกระแสการปฏิสัมพันธ์อันเชี่ยวกรากที่ประกอบกันเป็นระบบเศรษฐกิจโลก
ความซับซ้อนทางภูมิศาสตร์ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น
การขยายตัวของโครงข่ายบรรษัท
การเงินและโลจิสติกส์ไปสู่ระดับโลกที่เพิ่มมากขึ้นนั้น
ดำเนินไปควบคู่กับการกระจุกตัวทางภูมิศาสตร์ของการจัดระเบียบและการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านั้น
โดยพื้นที่บางแห่งกลายเป็นสถานที่สำคัญในการบริหารจัดการและกำกับดูแลโครงข่ายบรรษัท
การเงินและโลจิสติกส์ที่กำลังแปรสภาพเป็นระบบโลก
จากมุมมองนี้
นครโลกจึงถูกนิยามว่าเป็นสถานที่ซึ่งการควบคุมข้ามชาติเหนือโครงข่ายระดับโลกถูกผลิตขึ้น
ถ่ายโอน และนำไปปฏิบัติ
นอกเหนือจากตำแหน่งของลอนดอนและนิวยอร์กในโครงข่ายการเงินระดับโลกแล้ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดยังรวมถึงบทบาทสำคัญของลอสแอนเจลิส (Los Angeles) ในการสร้างและเผยแพร่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและผู้บริโภค
รวมถึงหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์ของเจนีวา (Geneva) ในโครงข่ายขององค์กรด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
ความเป็นศูนย์กลางในโครงข่ายระดับโลกมักถูกส่งเสริมด้วยการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งในโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั่วโลก
ตลอดจนนโยบายที่อนุญาตให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการบูรณาการเข้ากับโครงข่ายโลก
(ซึ่งมักเป็นไปตามความหมายโดยนัยของการสะสมทุน) ตัวอย่างเช่น
ความเป็นนครโลกของลอนดอนส่วนหนึ่งถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการที่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์
(London Heathrow) เป็นหนึ่งในท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในโลก
ในขณะที่โครงข่ายการเงินระดับโลกส่วนใหญ่ที่ไหลผ่านลอนดอนนั้น ดำเนินผ่านพื้นที่
"สแควร์ไมล์" (Square mile) ของย่านพานิชยกรรมลอนดอน
(City of London) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ธนาคารต่างๆ
สามารถหลบเลี่ยงจาก "ปัญหา" ของกฎระเบียบและการจัดเก็บภาษีได้
การวิจัยร่วมสมัยเกี่ยวกับนครโลกมีรากฐานที่ยาวนานและหลากหลาย
หนึ่งในการศึกษาคลาสสิกคือผลงานของ ปีเตอร์ ฮอลล์ (Peter Hall) ในปี 1966 เรื่อง The World Cities ซึ่งเขาใช้คำนี้เป็นคำย่อสำหรับเรียกเมืองที่อยู่แถวหน้าของความทันสมัยและการพัฒนา
ต่อมาใน "สมมติฐานเมืองโลก" (World City Hypothesis) ของ จอห์น ฟรีดแมน (John Friedmann, 1986) นครโลกได้รับการนิยามใหม่ในเชิงวิพากษ์มากขึ้น
โดยเขาระบุว่านครโลกคือ โหนดศูนย์กลาง (Central nodes) ในการขยายตัวทางภูมิศาสตร์ของโครงข่ายการผลิตและบรรษัทข้ามชาติที่กำลังก่อตัวขึ้นในขณะนั้น
แนวคิดของฟรีดแมนได้รับการเติมเต็มและขยายความในผลงานที่ถือได้ว่าเป็นการศึกษาที่เป็นหลักหมายสำคัญของเรื่องนครโลก
นั่นคือ The Global City (1991) โดย ซาสเกีย ซาสเซน (Saskia
Sassen)
ในหนังสือเล่มนี้
ซาสเซนได้วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคหลังอุตสาหกรรม (Post-industrial
transformation) ของนิวยอร์ก ลอนดอน และโตเกียว (Tokyo) เธอชี้ให้เห็นถึงแรงดึงดูดของบริษัทต่างๆ
ทั้งบริษัทที่ให้บริการด้านการเงิน กฎหมาย การให้คำปรึกษา การโฆษณา การบัญชี
และบริการเสริมอื่นๆ ต่อเมืองที่มอบสภาพแวดล้อมที่อุดมไปด้วยองค์ความรู้
มีเทคโนโลยีรองรับ และมีการเชื่อมต่อระดับโลกมากที่สุด เมืองเหล่านี้มักนำเสนอรูปแบบการใช้ชีวิตที่เหล่าชนชั้นนำและมืออาชีพข้ามชาติแสวงหาเพิ่มมากขึ้น
(Ley, 2004) นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980
เป็นต้นมา
บริษัทผู้ให้บริการภาคการผลิตจำนวนมากเริ่มดำเนินรอยตามลูกค้าที่กำลังก้าวสู่ระดับโลก
และกลายเป็นบรรษัทข้ามชาติที่สำคัญด้วยตัวเอง
โดยดำเนินงานจากและผ่านเมืองหลักต่างๆ จากเหตุผลนี้
ซาสเซนจึงโต้แย้งว่ามิติสำคัญของการก่อตัวของนครโลกคือ การผลิต ขีดความสามารถด้านองค์ความรู้
(Knowledge capabilities) เพื่อจัดระเบียบโครงข่ายการผลิต
โครงข่ายตลาดการเงิน เศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม
และโครงข่ายโลจิสติกส์ที่กำลังเป็นโลกาภิวัตน์
สำหรับธุรกรรมทางเศรษฐกิจและการเงินบางประเภท นครโลกได้กลายเป็น
"จุดผ่านที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้" (Obligatory passing points) เนื่องจากเมืองเหล่านี้มีลักษณะกึ่งผูกขาดเหนือองค์ความรู้และขีดความสามารถบางประเภท
(Bassens and van Meeteren, 2015)
ปรากฏการณ์ที่มองเห็นได้ชัดเจนของกระบวนการเหล่านี้คือ
การที่บริษัทผู้ให้บริการภาคการผลิตที่ใหญ่ที่สุดได้สร้างโครงข่ายสำนักงานครอบคลุมเมืองสำคัญทั่วโลก
รูปที่ 16.1
สะท้อนให้เห็นถึงวิทยานิพนธ์เรื่องนครโลกของซาสเซนผ่านภาพถ่ายที่ท่าอากาศยานอัมสเตอร์ดัมสคิปโฮล
(Amsterdam Schiphol Airport) ในเดือนเมษายน 2004 ภาพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญโฆษณาระดับโลกของดีลอยต์ (Deloitte)
ซึ่งเป็นบริษัทที่บริหารจัดการโครงข่ายสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วโลก
ดีลอยต์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในลอนดอน
และอาจกล่าวได้ว่าเป็นโครงข่ายผู้ให้บริการภาคการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อวัดจากรายได้และจำนวนผู้เชี่ยวชาญ
ตำแหน่งที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของโฆษณา (ศูนย์กลางการจราจรทางอากาศระดับโลก)
การใช้ภาพอาคารอันเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงเมืองสำคัญ (นิวยอร์กและอัมสเตอร์ดัม)
และสาระสำคัญที่ว่า "เราอยู่ทุกที่ที่ธุรกิจระดับโลกต้องการเรา"
ร่วมกันถ่ายทอดให้เห็นว่าบริษัทอย่างดีลอยต์กลายเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร
และพวกเขาใช้เมืองบางแห่งเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการปฏิสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร
กลยุทธ์การเลือกที่ตั้งของบริษัทผู้ให้บริการภาคการผลิตเช่นดีลอยต์ จึงเป็นทั้ง
เหตุและผล ของการก่อตัวของนครโลก
รูปที่ 16.1 โฆษณาของบริษัทดีลอยต์ (Deloitte) ณ
ท่าอากาศยานอัมสเตอร์ดัมสคิปโฮล (Amsterdam Schiphol Airport)
ที่มา: ภาพถ่ายโดย เบน เดอร์รุดเดอร์ (Ben Derudder)
สรุปย่อ
- งานวิจัยเรื่องนครโลก (Global cities
research) มิได้มุ่งเน้นไปที่ขนาดทางประชากรหรือขนาดทางเศรษฐกิจของเมืองเป็นสำคัญ
แต่เน้นย้ำถึงระดับ การเชื่อมต่อระดับโลก (Global connectivity) ของเมืองเหล่านั้น
- ระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความซับซ้อนและมีการบูรณาการกันมากขึ้น
นำไปสู่การ ประสานงานและการควบคุมแบบรวมศูนย์ (Centralised coordination and
control) ที่ดำเนินการจากเหล่านครโลก
- องค์ประกอบสำคัญของการก่อตัวของนครโลก (Global
city-formation) คือการดำรงอยู่ของ ขีดความสามารถด้านองค์ความรู้ (Knowledge
capabilities) เพื่อใช้ในการจัดระเบียบโครงข่ายระดับโลก (Global
networks) ที่หลากหลาย
- ขีดความสามารถด้านองค์ความรู้เหล่านี้มักได้รับการสนับสนุนจาก
บริษัทผู้ให้บริการภาคการผลิต (Producer services firms) ที่ได้สร้างโครงข่ายสำนักงานครอบคลุมเมืองสำคัญต่างๆ
ทั่วโลก
- ดังนั้น บริษัทผู้ให้บริการภาคการผลิตในกระแสโลกาภิวัตน์จึงเป็นทั้ง เหตุและผล (Cause and consequence) ของการก่อตัวของนครโลก
การใช้ชีวิตและการทำงานในนครโลก (Living and working in the global city)
ประเด็นที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งในงานวิจัยเรื่องนครโลก
คือผลกระทบของการก่อตัวของนครโลกที่มีต่อผู้คนที่อยู่อาศัยและทำงานในเมืองเหล่านั้น
บีเวอร์สต็อก (Beaverstock,
2004) และวิลส์ และคณะ (Wills et al., 2009) ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ที่กำลังอุบัติขึ้นในลอนดอน
(London) ภายหลังจากการก้าวขึ้นสู่สถานะ
"นครโลกในระดับอัลฟา" (Alpha global city) ของเมืองนี้ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ
1980 เป็นต้นมา ข้อสังเกตประการหนึ่งของพวกเขาคือ
กลยุทธ์การเลือกที่ตั้งของบริษัทผู้ให้บริการภาคการผลิตในกระแสโลกาภิวัตน์
(ดังที่แสดงในรูปที่ 16.1) ซึ่งมักจะรวมถึงการมีสำนักงานที่สำคัญในลอนดอนนั้น
มักดำเนินไปควบคู่กับการโยกย้ายถิ่นฐานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและชนชั้นนำด้านการจัดการ
(Expatriation of professionals and managerial elites) การโยกย้ายถิ่นฐานนี้เป็นกลยุทธ์ระดับองค์กรที่บริษัทตั้งใจนำมาใช้เพื่อใช้ประโยชน์
พัฒนา จัดการ และหมุนเวียน "องค์ความรู้ระดับโลก" (Global
knowledge) เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร สร้างตลาด
และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในพื้นที่นั้นๆ
สิ่งนี้ส่งผลให้แรงงานอพยพที่มีทักษะสูงและได้รับค่าตอบแทนดีจากทั่วทุกมุมโลกไหลเข้าสู่ย่านการเงินของลอนดอน
ซึ่งช่วยเติมเต็มและขยายขอบเขตการทำงานของผู้เชี่ยวชาญและชนชั้นนำชาวอังกฤษที่มีมาอย่างยาวนาน
ผู้ซึ่งได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของภาคบริการภาคการผลิตเช่นกัน
แรงงานของผู้เชี่ยวชาญและชนชั้นนำทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการผลิตซ้ำความเป็นลอนดอนในฐานะนครโลก
แต่ในขณะเดียวกัน แรงงานที่มักจะ "มองไม่เห็น" (Invisible
labour) ของคนงานจำนวนมหาศาลที่ได้รับค่าจ้างต่ำในอุตสาหกรรมบริการที่คอยตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้มีสิทธิพิเศษก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
เช่น พนักงานทำความสะอาดสำนักงาน พนักงานดูแลอาคาร
ผู้ดูแลบ้านสำหรับครอบครัวที่ทำงานนอกบ้านทั้งสามีและภรรยา (Dual-career
families) พนักงานร้านอาหาร และอื่นๆ
เศรษฐกิจค่าจ้างต่ำที่กำลังขยายตัวนี้ถูกเติมเต็มโดยแรงงานอพยพที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เช่นกัน แม้ว่าคนกลุ่มนี้มักจะมาจากพื้นที่ส่วนอื่นของโลกก็ตาม ดังนั้น
การก่อตัวของนครโลกจึงนำมาซึ่งสภาวะที่ลอนดอนมีความหลากหลายและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น
บทสรุปข้างต้นเป็นเพียงภาพสะท้อนในเชิงรูปแบบและอาจดูเรียบง่ายจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม มันช่วยให้เห็นภาพว่าเหตุใดในฐานะสังคมเมือง ลอนดอนจึงค่อยๆ
มีลักษณะเฉพาะดังต่อไปนี้
1. ลอนดอนเป็นเมืองที่รวยที่สุดในอังกฤษในหลายด้าน
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดด้วย
ลอนดอนเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกลุ่มที่จนที่สุดและรวยที่สุดของประเทศในสัดส่วนที่มากกว่าที่อื่นใดอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจากสิ่งพิมพ์ของทรัสต์เพื่อลอนดอน (Trust for London, 2022) ระบุว่าในปี
2019/20
อัตราส่วนรายได้สุทธิระหว่างกลุ่มประชากรในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 และเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 อยู่ที่ 10.5 ในขณะที่พื้นที่ส่วนอื่นของอังกฤษ อัตราส่วนรายได้สุทธินี้อยู่ที่เพียง 5.3 นอกจากนี้ ระดับความเหลื่อมล้ำของรายได้สุทธินี้ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในลอนดอนตลอด
20 ปีที่ผ่านมา
ในขณะที่พื้นที่ส่วนอื่นของอังกฤษยังคงค่อนข้างคงที่
2. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ชัดเจนนี้สัมพันธ์กับลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดงานในลอนดอน
มีการค่อยๆ
ลดลงของตำแหน่งงานในภาคส่วนที่ค่อนข้างมั่นคงและมีการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงาน เช่น
ภาคการผลิตและภาครัฐ ควบคู่ไปกับการค่อยๆ เกิดขึ้นของตำแหน่งงานในภาคบริการ สิ่งที่สำคัญคือ
ภาคบริการของลอนดอนมีความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องค่าตอบแทน โดยทุกๆ
หนึ่งตำแหน่งงานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงในภาคบริการภาคการผลิต
จะมีตำแหน่งงานที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำหลายตำแหน่งที่ทำหน้าที่ให้บริการแก่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและชนชั้นนำด้านการจัดการที่ทำงานในภาคนั้น
3. ลอนดอนเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายมากที่สุดในอังกฤษ
ในปัจจุบัน ประมาณร้อยละ 40 ของประชากรลอนดอนเกิดในต่างประเทศ ข้อมูลสำมะโนประชากรปี 2021 ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ระบุตนเองว่าเป็น "คนขาวชาวอังกฤษ" (White
British) มีสัดส่วนร้อยละ 43.4
ของประชากรลอนดอน เมื่อเทียบกับร้อยละ 78.4 ของอังกฤษโดยรวม
อย่างไรก็ตาม
ความหลากหลายของลอนดอนนั้นมีความซับซ้อนและมีพลวัตมากกว่าที่ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็น
ในอดีต
การย้ายถิ่นฐานสู่ลอนดอนมีความผูกพันอย่างแนบแน่นกับมรดกทางอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ
แต่ในปัจจุบัน การย้ายถิ่นฐานเป็นแบบ "ความหลากหลายขั้นสุด" (Superdiverse)
ซึ่งมีกระบวนการและรูปแบบที่ซ้อนทับกันมากมาย โดยนิยามว่าเป็น
"ความหลากหลายของความหลากหลาย" (Diversification of diversity) ที่กำหนดโดยปฏิสัมพันธ์ที่มีพลวัตของลักษณะต่างๆ
รวมถึงจำนวนที่เพิ่มขึ้นของผู้อพยพกลุ่มใหม่ที่มีแหล่งกำเนิดหลากหลาย
มีการเชื่อมต่อข้ามชาติ และมีการจัดลำดับชั้นทางกฎหมาย
4. ความหลากหลายขั้นสุดของลอนดอนสัมพันธ์โดยตรงกับการจัดลำดับชั้นทางสังคมและเศรษฐกิจ
(Socio-economic
stratification) การโยกย้ายถิ่นฐานข้ามชาติหมายความว่า
งานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดบางงานในภาคบริการภาคการผลิตไม่ได้เป็นพื้นที่ผูกขาดของกลุ่มผู้จบการศึกษาจากออกซ์บริดจ์
(Oxbridge) อีกต่อไป
แต่ยังรวมถึงผู้อพยพจากนานาชาติและบางครั้งก็เป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนที่สูงมาก (Hypermobile
migrants) ข้อมูลจากปี 2016 แสดงให้เห็นว่าเกือบ
1 ใน 5 ของคนงานในอุตสาหกรรมการเงินของย่านพานิชยกรรมลอนดอนมาจากประเทศยุโรปอื่น
ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกมา ในขณะเดียวกัน
การดำเนินงานในแต่ละวันของลอนดอนถูกสร้างขึ้นบนฐานของแรงงานอพยพจำนวนมหาศาลซึ่งบางครั้งเป็นผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารยืนยันตน
โดยทำงานในงานที่บางครั้งได้รับค่าจ้างต่ำกว่าระดับค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
(Living wage) มีการประมาณการว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของงานค่าจ้างต่ำในลอนดอนถูกเติมเต็มโดยคนงานที่เกิดในต่างประเทศ
โดยเฉพาะในภาคส่วนต่างๆ เช่น
งานทำความสะอาดที่มีการพึ่งพาแรงงานอพยพอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
การไหลเข้าอย่างต่อเนื่องของผู้อพยพใหม่ยังส่งผลให้รายได้เกิดสภาวะขั้วตรงข้าม (Polarises
earnings) มากยิ่งขึ้น จากการกดค่าจ้างในกลุ่มคนงานที่มีรายได้น้อย
5. ความเหลื่อมล้ำของลอนดอนสะท้อนออกมาและถูกกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นผ่านตลาดที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์
แม้ว่าค่าจ้างมัธยฐานในลอนดอนมักจะสูงกว่าพื้นที่อื่นในอังกฤษเล็กน้อย
แต่สถานการณ์จะกลับกันทันทีเมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย
การที่ลอนดอนมีจำนวนมหาเศรษฐีต่อหัวมากที่สุดนั้นสัมพันธ์โดยตรงกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของราคาอสังหาริมทรัพย์
ลอนดอนกลายเป็นสถานที่สำหรับซุกซ่อนความมั่งคั่งไว้ในที่แจ้ง
โดยบ้านในบางย่านกลายเป็นตัวแทนของการลงทุนทางการเงินของกลุ่มผู้ร่ำรวยระดับโลกหรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ
(Sovereign
wealth funds) ในขณะเดียวกัน
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญย้ายถิ่นฐานใหม่ที่ทำงานในย่านพานิชยกรรมลอนดอนมักเป็นต้นตอของระลอกการทำให้กลายเป็นย่านคนรวย
(Gentrification) ดังที่มีการบันทึกไว้ในย่านบาร์นสบิวรี (Barnsbury)
ของลอนดอนชั้นใน
กระบวนการนี้ดำเนินไปควบคู่กับการขับไล่คนจนเมืองออกไปในสภาวะที่การลงทุนในที่อยู่อาศัยสาธารณะถดถอยลง
เหตุการณ์ไฟไหม้อาคารเกรนเฟลล์ทาวเวอร์ (Grenfell Tower fire) ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 72 รายในเดือนมิถุนายน 2017
เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสภาวะการแบ่งขั้วอย่างสุดโต่งของลอนดอนในภาพรวมและตลาดที่อยู่อาศัยในภาพเฉพาะ
โดยในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับบ้านราคาหลายล้านดอลลาร์
กลับมีที่อยู่อาศัยที่ต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่พักของผู้อพยพที่ยากจน
(ซึ่งหลายคนไม่มีเอกสารยืนยันตน)
และยังมีราคาแพงเมื่อเทียบกับระดับค่าจ้างของผู้อยู่อาศัย อีกทั้งยังมีสภาพแออัดและขาดการกำกับดูแล
(ดูบทที่ 55)
6. ที่สำคัญ
แต่ละมิติเหล่านี้มีองค์ประกอบทางภูมิศาสตร์ที่วิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา
ตัวอย่างของย่านบาร์นสบิวรีและอาคารเกรนเฟลล์ทาวเวอร์แสดงให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคมของลอนดอนปรากฏให้เห็นในรูปแบบของ
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ-พื้นที่ (Socio-spatial inequalities) ตัวเมืองลอนดอนเองกำลังเกิดความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ผ่านความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมของแต่ละพื้นที่ต่อกระบวนการของนครโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของลอนดอนชั้นใน (Inner
London) ได้ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ-พื้นที่ไปทั่วทั้งเมือง
ในขณะที่ลอนดอนชั้นในเคยมีอัตราความยากจนสูงกว่าลอนดอนชั้นนอก (Outer
London) ในอดีต
แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกกระตุ้นโดยความเป็นนครโลก
ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในลอนดอนชั้นใน
ได้ทำลายลักษณะทางภูมิศาสตร์เมืองดั้งเดิมนี้ลงไป อย่างไรก็ตาม
พึงสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ระหว่างลอนดอนชั้นในและชั้นนอกเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของรูปแบบความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ-พื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งเป็นทั้งรูปธรรมและแหล่งกำเนิดของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอันหลากหลาย
กล่าวโดยสรุป มีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างสถานะนครโลกของลอนดอนกับการแบ่งขั้วรายได้ที่เด่นชัด การย้ายถิ่นฐานที่มีขนาดใหญ่และมีความหลากหลายขั้นสุด วิกฤตการณ์ที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้น และวิธีที่สิ่งเหล่านี้ปรากฏออกมาอย่างไม่เท่าเทียมในเชิงพื้นที่ สิ่งสำคัญคือกระบวนการเหล่านี้และกระบวนการอื่นที่เกี่ยวข้องมีความเกี่ยวพันแบบ จุดตัดของอัตลักษณ์ (Intersectional) กล่าวคือ สิ่งเหล่านี้ทับซ้อนและเสริมพลังซึ่งกันและกัน จนนำไปสู่ภูมิศาสตร์แห่งความได้เปรียบและเสียเปรียบรูปแบบใหม่ที่ถักทอเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งในลอนดอน นักวิจัยเรื่องนครโลกเสนอว่า แม้จะมีข้อแตกต่างในเชิงบริบท แต่กระบวนการและรูปแบบที่มีความคล้ายคลึงกันในวงกว้างสามารถพบได้ในเมืองอื่นทั่วโลก ดังนั้นแนวคิดนี้จึงถูกนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเมืองในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก และเป็นเหตุผลว่าทำไมแนวคิดนี้จึงมีความสำคัญในการวิจัยทางภูมิศาสตร์มนุษย์ แม้ว่าความเหลื่อมล้ำ ความหลากหลาย และวิกฤตที่อยู่อาศัยจะปรากฏให้เห็นมากขึ้นนอกเหนือไปจากนครโลก แต่มีการโต้แย้งว่าความเร็ว ความซับซ้อน และขอบเขตของกระบวนการเหล่านี้ในนครโลกนั้นเด่นชัดกว่ามาก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมนักวิจัยมักใช้คำนำหน้าว่า "ซูเปอร์" (Super) เช่น ความหลากหลายขั้นสุด (Super-diversity) (Vertovec, 2007) และ การทำให้เป็นย่านคนรวยขั้นสุด (Super-gentrification) (Butler and Lees, 2006) เพื่อถ่ายทอดถึงการปรากฏตัวที่เห็นได้ชัดในพื้นที่เหล่านั้น
สรุปย่อ
- มักมีการโต้แย้งว่านครโลก เช่น ลอนดอน กำลังมีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่เฉพาะตัว
- ลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของลอนดอนถูกกำหนดโดยการแบ่งขั้วของรายได้ที่พุ่งสูงขึ้น ความหลากหลาย และวิกฤตที่อยู่อาศัย
- ลักษณะเหล่านี้มีลักษณะเป็นจุดตัด (Intersectional)
โดยมีการทับซ้อนและเสริมพลังซึ่งกันและกัน
ทำให้ลอนดอนกลายเป็นเมืองที่มีความไม่เท่าเทียมเพิ่มมากขึ้น
- วิทยานิพนธ์เรื่องนครโลกเสนอว่า แม้จะมีปัจจัยบริบทที่ต่างกัน แต่กระบวนการและรูปแบบที่คล้ายคลึงกันในวงกว้างสามารถพบได้ในนครโลกทุกแห่ง
การระบุอัตลักษณ์ของนครโลก (Identifying global cities)
จนถึงจุดนี้
บทนี้ได้ใช้แนวทางแบบสัญชาตญาณในการระบุตัวอย่างของนครโลกและมุ่งเน้นไปที่ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างลอนดอน
(London)
เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม
นักวิจัยได้พยายามระบุอัตลักษณ์ของนครโลกอย่างเป็นทางการโดยพิจารณาจากระดับการเชื่อมต่อในโครงข่ายเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก
ปัจจุบันมีแนวทางมากมายในการระบุนครโลก
แต่ในบทนี้จะมุ่งเน้นไปที่ระเบียบวิธีวิจัยที่พัฒนาโดย โครงข่ายวิจัยโลกาภิวัตน์และเมืองโลก
(Globalization and World Cities Research Network หรือ GaWC)
ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานของซาสเซน (Sassen) โดยเริ่มต้นจากการสังเกตว่า
ตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อทางธุรกิจระหว่างเมือง ซึ่งดำเนินการโดย
(บุคลากรที่ทำงานใน) บริษัทผู้ให้บริการภาคการผลิตในกระแสโลกาภิวัตน์
สามารถใช้เป็นเครื่องชี้วัดของการก่อตัวของนครโลกได้ (Derudder and Taylor,
2020)
การระบุอัตลักษณ์ของนครโลกโดย
GaWC
ในปี 2020
มาจากการสำรวจที่ตั้งสำนักงานของบริษัทผู้ให้บริการภาคการผลิต
ข้อมูลนี้อ้างอิงจากข้อมูลที่หาได้ง่ายบนเว็บไซต์องค์กรของบริษัทต่างๆ
ซึ่งมักจะอธิบายโครงข่ายสำนักงานของตนเพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าเป้าหมาย
ดังเช่นโฆษณาของดีลอยต์ (Deloitte) ในรูปที่ 16.1
จากการใช้ข้อมูลขนาดและความสำคัญสัมพัทธ์ของการมีสำนักงานของบริษัท
จึงมีการสร้างเมทริกซ์ (Matrix) ที่จัดเรียงบริษัท 175 แห่ง
เข้ากับเมือง 707 เมือง มาตรวัดมาตรฐานในเมทริกซ์นี้เรียกว่า
"มูลค่าการบริการ" (Services value - $sv_{ij}$) ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการมีอยู่ของบริษัท
$j$ ในเมือง $i$ โดยอ้างอิงจากเว็บไซต์ของแต่ละบริษัท
ข้อมูลจะถูกรวบรวมจากขนาดสัมพัทธ์ของการมีอยู่ของบริษัทในแต่ละเมือง (เช่น
จำนวนสำนักงานในเมืองนั้นๆ สำหรับบริษัทด้านบัญชีหรือการเงิน
หรือขอบเขตความเชี่ยวชาญสำหรับสำนักงานกฎหมาย)
และ/หรือหน้าที่พิเศษนอกเหนือจากสถานที่ตั้ง (เช่น หน้าที่ของสำนักงานใหญ่)
การกำหนดมาตรฐานนี้รวมถึงการให้ค่า $sv_{ij}$ ตั้งแต่ 0 ถึง
5 โดยเมืองที่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่จะได้ 5 คะแนน เมืองที่ไม่มีสำนักงานได้ 0
คะแนน และค่าระหว่างกลางจะพิจารณาจากขนาดสัมพัทธ์และหน้าที่ของสำนักงานนั้นๆ
จากเมทริกซ์ข้อมูลมูลค่าการบริการนี้ จะมีการประมาณการการไหลเวียนขององค์ความรู้ (คำแนะนำ, การสั่งการ, แผนงาน, กลยุทธ์ และอื่นๆ) ระหว่างเมืองต่างๆ โดยการใช้แบบจำลองโครงข่าย (Network model) ในแบบจำลองนี้ สำนักงานต่างๆ จะถูกปฏิบัติในฐานะสินทรัพย์ทางการค้าของเมืองที่มีความสำคัญ เพราะช่วยให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูล องค์ความรู้ คำสั่ง แนวคิด นวัตกรรม และบุคลากร กับสำนักงานในเมืองอื่นๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง แบบจำลองโครงข่ายจะแปลงเมทริกซ์มูลค่าการบริการเพื่อให้เราเห็นภาพรวมของปฏิสัมพันธ์ระหว่างคู่เมือง $a$ และ $b$ ใดๆ ผ่านความสำคัญสัมพัทธ์ของการมีสำนักงานของบริษัท $j$ มาตรวัดนี้เรียกว่า การเชื่อมต่อระหว่างคู่เมือง (City-dyad connectivity - CDC) และคำนวณได้ดังนี้
เหตุผลเบื้องหลังแนวทางนี้คือข้อสมมติฐานที่ว่า
ขนาดและลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ของการไหลเวียนระหว่างสองเมืองจะใหญ่ขึ้นหากทั้งสองเมืองเป็นที่ตั้งของสำนักงานหลักของบริษัทเดียวกัน
และจะเล็กลงหากเมืองใดเมืองหนึ่งหรือทั้งสองเมืองมีสำนักงานที่มีความสำคัญน้อยกว่า
และจะเป็นศูนย์หากเมืองใดเมืองหนึ่งหรือทั้งสองเมืองไม่มีสำนักงานของบริษัทนั้นตั้งอยู่เลย
เมื่อรวมค่าการเชื่อมต่อระหว่างคู่เมืองเหล่านี้เข้าด้วยกันในทุกเมืองและทุกบริษัท
จะทำให้เห็นภาพรวมของการเชื่อมต่อของเมืองนั้นๆ มาตรวัดนี้เรียกว่า
การเชื่อมต่อโครงข่ายระดับโลก (Global network connectivity - GNC) และคำนวณได้ดังนี้
เนื่องจากค่า $GNC$ ขึ้นอยู่กับขนาดของค่า $V$ จึงมักมีการรายงานเป็นสัดส่วนของค่าสูงสุด
โดยมีตั้งแต่ลอนดอนเป็นเมืองที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุด (100%) ไปจนถึงเปียงยาง/เตหะรานเป็นเมืองที่มีการเชื่อมต่อน้อยที่สุด (0%)
ชุดมาตรวัดที่เกี่ยวข้องยังช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าเมืองต่างๆ
เชื่อมต่อกันที่ใด
(ตั้งแต่ลอนดอนที่มีการเชื่อมต่ออย่างแข็งแกร่งกับนครโลกหลักอื่นๆ
ไปจนถึงโคโลญจน์ที่เชื่อมต่อหลักๆ กับเมืองรองในยุโรป)
และการเชื่อมต่อนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามกาลเวลา (เช่น ดูไบและเซี่ยงไฮ้ที่มีการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา)ภูมิศาสตร์ของนครโลกในปี
2020 ตามค่า $GNC$ ถูกสรุปไว้ในรูปที่ 16.2
แผนภาพแผนที่ (Cartogram) แสดงเมืองทั้งหมดที่มีค่า
$GNC > 20\%$ ในแผนภาพนี้ แต่ละเมืองจะได้รับพื้นที่เท่าๆ
กันในตำแหน่งสัมพัทธ์ที่ใกล้เคียงความจริง
โดยเฉดสีที่เข้มกว่าสะท้อนถึงการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งกว่า เมืองต่างๆ
จะระบุด้วยรหัสอักษรสองตัวที่เข้าใจง่าย เช่น "NY" สำหรับนิวยอร์ก และ "JB" สำหรับโจฮันเนสเบิร์ก
โดยรวมแล้ว
ผลลัพธ์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการก่อตัวของนครโลกนั้นกระจุกตัวอยู่ในอเมริกาเหนือ
ยุโรปตะวันตก และบางส่วนของเอเชียแปซิฟิก นอกเหนือจากภูมิภาคเหล่านี้
ยังไม่มีภูมิภาคใดที่มีการกระจุกตัวของเมืองที่มีการเชื่อมต่อสูงอย่างหนาแน่น
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีนครโลกอยู่นอกเหนือจากสามภูมิภาคนี้
ดังจะเห็นได้จากการเชื่อมต่อที่มีขนาดใหญ่ของเซาเปาลู (Sao Paulo), มุมไบ (Mumbai), ดูไบ (Dubai) และโจฮันเนสเบิร์ก
(Johannesburg)
รูปที่ 16.2 ภูมิศาสตร์พื้นฐานของการเชื่อมต่อโครงข่ายระดับโลก (Basic
geography of global network connectivity)
ที่มา: วาดโดย
เทเลอร์ และเดอร์รุดเดอร์ (Taylor and Derudder), 2016
การระบุระดับการเชื่อมต่อระดับโลกของเมืองอย่างเป็นทางการ
ช่วยให้สามารถสร้างความเชื่อมโยงเชิงวิเคราะห์ไปยังมิติอื่นๆ
ของการก่อตัวของนครโลกได้ ตัวอย่างเช่น
มาตรวัดการเชื่อมต่อสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ว่านครโลกมีลักษณะเฉพาะด้วยระดับความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างไร
นอกจากนี้
ผลลัพธ์เหล่านี้ยังสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับรากฐานของการเชื่อมต่อระดับโลก
ไล (Lai,
2012) อธิบายว่าเหตุใดปักกิ่ง (Beijing) เซี่ยงไฮ้
(Shanghai) และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong) จึงก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการปฏิสัมพันธ์ของจีนกับระบบเศรษฐกิจโลก
แม้ว่าการ "เปิดประเทศ"
อย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจจีนจะส่งผลให้เมืองส่วนใหญ่ (หากไม่ใช่ทั้งหมด)
มีปฏิสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้น
แต่ทั้งสามเมืองนี้กลับโดดเด่นอย่างมากในรูปที่ 16.2
ปัจจุบันมีเมืองในจีนมากกว่า 100 แห่งที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคน แต่กลับมีรูปแบบการเชื่อมต่อระดับโลกที่ชัดเจนแบบ
"เมืองโตเดี่ยวสามนคร" (Tri-primate city pattern) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง
รูปแบบนี้เป็นผลมาจากกระบวนการที่ประสานกันหลายประการ
ได้แก่ ขนาดอันมหึมาของตลาดจีน, การที่ฮ่องกงยังคงดำเนินงานในฐานะดินแดนกึ่งอิสระในเชิงการเงินและเศรษฐกิจ,
วิสัยทัศน์แบบส่งเสริมการเติบโต (Boosterist visions) ของการแข่งขันระหว่างเมืองท่ามกลางกลุ่มชนชั้นนำในเมืองที่ทรงอิทธิพลของเซี่ยงไฮ้
เมื่อพิจารณาจากบทบาทอันยาวนานในฐานะประตูสู่ประเทศจีน
และระบบการเมืองของจีนที่กำหนดบริบทให้ภาคบริการภาคการผลิตจำเป็นต้องอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการตัดสินใจทางการเมืองในปักกิ่ง
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยเรื่องนครโลกได้ระบุถึงการเพิ่มขึ้นของการเชื่อมต่อระดับโลกในเกือบทุกภาคส่วน โดยมีข้อยกเว้นที่น่าสังเกตเพียงบางประการ เมืองจำนวนมากขึ้นจากบริบททางภูมิศาสตร์ที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ ได้ปรากฏขึ้นบนแผนที่ของนครโลก โดยลอนดอนยังคงขยายขอบเขตอิทธิพลระดับโลกออกไปอีก (Taylor and Derudder, 2022) อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องเน้นย้ำว่า การก่อตัวของนครโลกนั้นไม่มีอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะเป็นสถานะสุดท้าย วาทกรรม "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) ของทรัมป์, เบร็กซิต (Brexit) และแนวโน้มการโดดเดี่ยวตัวเองของจีน (Isolationist tendencies) ในความเป็นจริงสามารถมองได้ว่าเป็นสัญญาณของการหยุดชะงักของการบูรณาการระดับโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการก่อตัวของนครโลกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุป การวิเคราะห์วิวัฒนาการของการเชื่อมต่อระดับโลกในอนาคตจะเป็นตัวระบุว่า ภูมิศาสตร์ของนครโลกจะเปลี่ยนแปลงไปที่ใด และอย่างไร
สรุปย่อ
- นครโลกสามารถระบุอัตลักษณ์อย่างเป็นทางการได้โดยพิจารณาจากระดับการเชื่อมต่อในโครงข่ายเศรษฐกิจและการเงินข้ามชาติ
- การก่อตัวของนครโลกส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่ในอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และบางส่วนของเอเชียแปซิฟิก
- นอกจากนี้ยังมีเมืองที่มีการเชื่อมต่อขนาดใหญ่เกินกว่าภูมิภาคเหล่านี้
ซึ่งรวมถึง เซาเปาลู (Sao
Paulo), มุมไบ (Mumbai), ดูไบ (Dubai) และโจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg)
- การระบุอัตลักษณ์ของนครโลกสามารถให้ข้อมูลแก่วาระการวิจัยด้านอื่นๆ ได้
- จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เราได้เห็นการทวีความเข้มข้นของการเชื่อมต่อระดับโลกในภาพรวม แม้ว่าจะมีความไม่เท่าเทียมกันในเชิงภูมิศาสตร์ โดยมีดูไบและเซี่ยงไฮ้ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อการศึกษาวิจัยเรื่องนครโลก (Critiques of global cities research)
แม้ว่า
"นครโลก"
จะเป็นแนวคิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภูมิศาสตร์มนุษย์ในปัจจุบัน
แต่วาระการวิจัยนี้ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในบางประเด็น ข้อวิพากษ์ประการแรก คือ
แม้แต่ในบรรดาเมืองที่มีการเชื่อมต่อระดับโลกได้ดีที่สุด
ก็ยังมีความหลากหลายสูงมากจนเราไม่ควรให้ความสำคัญกับอำนาจในการอธิบายของแนวคิดนครโลกมากจนเกินไป
ตัวอย่างที่ชัดเจนสองประการคือ บทบาทของการย้ายถิ่นฐานในโตเกียว (Tokyo) ที่มีน้อยกว่ามาก (เนื่องจากนโยบายการย้ายถิ่นฐานที่เข้มงวด)
และความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดน้อยกว่าในปารีส (Paris) (เนื่องจากมีรัฐสวัสดิการที่ค่อนข้างแข็งแกร่งกว่า)
โดยทั่วไปแล้ว
วิทยานิพนธ์เรื่องนครโลกมักถูกโต้แย้งว่าเป็นการทำให้ความซับซ้อนและเส้นทางพัฒนาการของเมืองดูเรียบง่ายเกินไป
ข้อวิพากษ์ประการที่สอง
คือการที่เราอาจให้ความสนใจกับกระบวนการของนครโลกหรือลอนดอนมากเกินไปเมื่อเทียบกับกระบวนการหรือเมืองอื่นๆ
คาไน และคณะ (Kanai
et al., 2018) ได้รวบรวมข้อมูลทางบรรณมิติ (Bibliometric) ประชากร เศรษฐกิจ และข้อมูลอ้างอิงทางภูมิศาสตร์
เพื่อเปรียบเทียบว่าเมืองต่างๆ ได้รับความสนใจจากการวิจัยมากน้อยเพียงใด
พวกเขาพบว่าจุดเน้นของการวิจัยมักกระจุกตัวอยู่ที่ "ยูโรอเมริกา" (EuroAmerica)
ในภาพรวม และมุ่งเน้นไปที่เมืองที่ปรากฏเด่นชัดในรูปที่ 16.2 ในภาพเฉพาะ ความโดดเด่นของงานวิจัยเรื่องนครโลกเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ความสนใจในการวิจัยก้าวไม่ทันแนวโน้มทางเศรษฐกิจและประชากรที่สำคัญในส่วนต่างๆ
ของโลกที่กำลังกลายเป็นเมือง (Urbanising world) และการมุ่งเน้นที่นครโลกมากเกินไปหมายความว่าเมืองจำนวนมากเสี่ยงที่จะกลายเป็นเมืองที่
"ตกสำรวจ" (Off the map) (Robinson, 2002) ในการวิจัยทางภูมิศาสตร์มนุษย์
ทางออกที่ชัดเจนคือการจัดวางงานวิจัยเรื่องนครโลกให้ถูกที่
และมองว่าเป็นเพียงหนึ่งในแนวทางที่เป็นไปได้มากมายในการทำความเข้าใจโลกแห่งเมือง
(Ren and Keil, 2017)
ข้อวิพากษ์ประการที่สาม
ต่อยอดมาจากข้อที่สองและอาจเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด
ความครอบคลุมทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เท่าเทียมของการวิจัยส่งผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่าเพียงแค่การสร้างฐานความรู้เชิงประจักษ์ที่ไม่เท่าเทียม
แต่มันยังส่งผลต่อวิธีที่เราทำความเข้าใจเมืองและการเปลี่ยนแปลงของเมือง บันเนลล์
และมารินแกนตี (Bunnell
and Maringanti, 2010) แย้งว่าความสนใจอย่างล้นหลามในงานวิจัยและการศึกษาที่มีต่อกระบวนการของนครโลกและการปรากฏให้เห็นในเมืองอย่างลอนดอน
เป็นตัวอย่างของ "ภาวะยึดเมืองใหญ่เป็นศูนย์กลาง" (Metrocentricity)
นั่นคือแนวโน้มที่จะตั้งเมืองใหญ่ในยูโรอเมริกาและกระบวนการทางเศรษฐกิจและการเงินบางประเภทภายในเมืองเหล่านั้นให้เป็น
"บรรทัดฐาน" (Norm) เพื่อใช้เปรียบเทียบกับเมืองและกระบวนการอื่นๆ
แม้จะเป็นการเปรียบเทียบโดยนัยก็ตาม รูปที่ 16.2
สามารถมองเป็นกรณีตัวอย่างได้ว่า
เปอร์เซ็นต์ในแผนภาพแผนที่สามารถอ่านได้ว่าเป็นการประเมินว่าเมืองต่างๆ
สามารถดำเนินตามรอยแม่แบบนครโลกอย่างลอนดอนได้มากน้อยเพียงใด
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เมืองที่ถูกจัดว่าไม่มีการเชื่อมต่ออย่างเปียงยาง (Pyongyang)
และเตหะราน (Tehran) จะถูก
"ทำความเข้าใจ" ว่าแตกต่างจากลอนดอนโดยสิ้นเชิง ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นจริง
แต่แน่นอนว่าย่อมต้องมีวิธีที่เฉลียวฉลาด รุ่มรวย
และละเอียดอ่อนกว่านี้ในการทำความเข้าใจความซับซ้อนของทั้งสองเมือง
มากกว่าการเพียงแค่บอกว่าเมืองเหล่านั้น "ไม่เหมือนลอนดอน"!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ภูมิศาสตร์ที่ไม่เท่าเทียมกันของความสนใจเชิงประจักษ์ที่ระบุโดย คาไน และคณะ (2018) สะท้อนให้เห็นโดยตรงในภูมิศาสตร์ที่ไม่เท่าเทียมของการสร้างทฤษฎี (Theory-building)
(Roy, 2009) เชพเพิร์ด และคณะ (Sheppard et al., 2013) จึงเสนอว่าเราจำเป็นต้อง "ทำให้ทฤษฎีเมืองเป็นเรื่องท้องถิ่น" (Provincialise
urban theory) คือการสร้างพื้นที่เพื่อท้าทายทฤษฎีเมืองอย่างแนวคิดนครโลกที่มักจะปฏิบัติกับเมืองหรือกระบวนการเฉพาะให้เป็นบรรทัดฐาน
เพื่อรวบรวมความเชี่ยวชาญและมุมมองของคนส่วนใหญ่ในเมือง และเพื่อจินตนาการถึงอนาคตของเมืองทางเลือก
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเมืองต่างๆ นั้น
"เกินกว่าจะเปรียบเทียบได้" (Beyond compare) (Peck, 2015) แต่หมายถึงการตระหนักว่าไม่มีเหตุผลใดที่เมืองอย่าง แอลเจียร์ (Algiers)
หรือ บัวโนสไอเรส (Buenos Aires) จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับเมืองไม่ได้
ปัจจุบันมีวรรณกรรมที่มีพลวัตอย่างมากในภูมิศาสตร์มนุษย์เกี่ยวกับ
"ความเป็นเมืองเชิงเปรียบเทียบ" (Comparative urbanism) ที่พิจารณาถึงโอกาส ความท้าทาย และข้อจำกัดในการกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน
การเชื่อมโยง และการเปรียบเทียบเมืองและกระบวนการทางเมือง (ดูบทที่ 17) อย่างไรก็ดี เราไม่ควร "ทิ้งลูกน้อยไปพร้อมกับน้ำอาบ" (Throw
out the baby with the bath water - หมายถึงการทิ้งสิ่งสำคัญไปพร้อมกับสิ่งที่ไม่ต้องการ)
เพราะกระบวนการของนครโลกยังคงเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกแบบทุนนิยมในปัจจุบัน
และส่งผลกระทบต่อแง่มุมต่างๆ ของชีวิตเรา
แม้แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในนครโลกหรืออาศัยอยู่ในเมืองที่ตกสำรวจก็ตาม
ข้อวิพากษ์ประการที่สี่และประการสุดท้าย เกี่ยวข้องกับการนำแนวคิดนี้ไปใช้ (หรือใช้ในทางที่ผิด) ในแวดวงนโยบายและองค์กร ดังที่หวังว่าจะชัดเจนจากบทนี้ว่า งานวิจัยเรื่องนครโลกมีรากฐานมาจากเชิงวิพากษ์ โดยเริ่มต้นจากการเป็น "วาระเพื่อการวิจัยและการลงมือทำ" (Friedmann and Wolff, 1982) เพื่อวิเคราะห์เชิงวิพากษ์และจัดการกับภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปของทุนนิยมโลกและผลกระทบอันเลวร้ายในระดับและบริบทต่างๆ จิตวิญญาณเชิงวิพากษ์นี้ยังคงมีอยู่ในวาระการวิจัยส่วนใหญ่ แต่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากแนวคิด "นครโลก" ฉบับที่ทำให้เรียบง่ายซึ่งหมุนเวียนอยู่ในแวดวงนโยบายและองค์กรที่หยิบยกงานวิจัยเรื่องนครโลกมาใช้อย่างเลือกสรร ตัวอย่างเช่น การจัดอันดับเมืองตามการเชื่อมต่อระดับโลกดังในรูปที่ 16.2 ได้กลายเป็น "ตารางอันดับ" (League tables) ที่ได้รับความนิยมในบางกลุ่ม (Acuto et al., 2021) ในกระบวนการนี้ ผลกระทบทางสังคมจากการที่ลอนดอนเป็นเมืองที่มีการเชื่อมต่อระดับโลกมากที่สุดมักถูกมองข้ามอย่างมีกลยุทธ์ นอกจากนี้ การมองนครโลกเป็นบรรทัดฐาน (ที่พึงปรารถนา) ยังละเลยความจริงที่ว่าเมืองจำนวนมากขาดเงื่อนไขทางวัตถุที่จะเลียนแบบ "นครโลกระดับอัลฟา" ของโลกนี้ ตัวอย่างเช่น ตำแหน่งร่วมสมัยของลอนดอนสร้างขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมจากอดีตอาณานิคมของสหราชอาณาจักรและความเป็นศูนย์กลางของเมืองในโครงการอาณานิคม การสมมติว่านครโลกอย่างลอนดอนสามารถเป็นแบบอย่างให้กับ จาการ์ตา (Jakarta) หรือ เดอร์บัน (Durban) ได้นั้น หมายความว่าขอบเขตของนโยบายเมืองที่เป็นไปได้ถูกจำกัดให้เหลือเพียงทางเลือกที่ไม่พึงประสงค์และไม่สามารถปฏิบัติได้จริง แนวทางดังกล่าวทำให้แผนที่และการจัดอันดับนครโลกถูกตัดขาดจากต้นกำเนิดและบริบท และกลายมาเป็นเป้าหมายเชิงปรารถนา (Aspirational meaning) อย่างย้อนแย้ง: "การเป็นนครโลก" กลายเป็นการไล่ตามอุดมคติของความเป็นจริงที่มักเป็นโลกมืด (Dystopian reality) และเข้ามาแทนที่การวิเคราะห์ในประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ อัตลักษณ์ รวมถึงความรับผิดชอบทางสังคมและการเมือง (Massey, 2007) แม้นักวิจัยเรื่องนครโลกจะไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงต่อเรื่องนี้ แต่มันเป็นสัญญาณว่าในฐานะนักภูมิศาสตร์มนุษย์ เราจำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบ (ที่ไม่ได้ตั้งใจ) จากงานวิจัยของเราด้วย (Acuto, 2022)
สรุปท้ายบท
- แม้ว่านครโลกจะเป็นแนวคิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภูมิศาสตร์มนุษย์ในปัจจุบัน แต่วาระการวิจัยนี้ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในบางประเด็น
- แม้แต่ในบรรดาเมืองที่มีการเชื่อมต่อระดับโลกมากที่สุด ก็ยังมีความหลากหลายสูงมาก
- งานวิจัยเรื่องนครโลกเป็นเพียงหนึ่งในแนวทางที่เป็นไปได้มากมายในการทำความเข้าใจโลกแห่งเมือง
- แนวคิดเรื่องนครโลกได้เข้าสู่กระแสวาทกรรมด้านนโยบายและองค์กร ซึ่งบ่อยครั้งก็นำไปสู่มิติของความปรารถนาที่เป็นปัญหาอย่างลึกซึ้ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น