ความยั่งยืน (Sustainability)
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Kersty Hobson(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.
บทนำ
“เรามุ่งมั่นที่จะปลดปล่อยมนุษยชาติจากพันธนาการแห่งความยากจนและความขาดแคลน รวมถึงเยียวยาและปกป้องรักษาโลกของเรา เราตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะดำเนินขั้นตอนที่กล้าหาญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนโลกไปสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืนและความยืดหยุ่น (Resilient path) ในขณะที่เราเริ่มต้นการเดินทางร่วมกันนี้ เราให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง”
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
(United
Nations General Assembly), 2015: 1
คำประกาศข้างต้นมาจากข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
(United
Nations - UN) ที่เรียกว่า "การเปลี่ยนโฉมโลกของเรา:
วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ. 2573" (Transforming our world: the 2030 Agenda for Sustainable Development) เอกสารฉบับนี้กำหนดวิสัยทัศน์ระดับสูงของสหประชาชาติเกี่ยวกับอนาคตที่มีความยุติธรรมและมีความยั่งยืนมากกว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน
วิสัยทัศน์ดังกล่าวประกอบด้วยวาระระดับโลกที่ครอบคลุมใน 17 หัวข้อหลัก
ซึ่งเรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals -
SDGs) ครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น ความยากจน เพศสภาวะ การศึกษา
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ภายใต้เป้าหมายหลักเหล่านี้ประกอบด้วยเป้าหมายย่อย (Targets) จำนวน 169 ข้อ ซึ่งบางข้อมีการกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินงาน เช่น “ภายในปี
พ.ศ. 2573 ลดขยะอาหารทั่วโลกระดับค้าปลีกและผู้บริโภคลงครึ่งหนึ่งต่อหัวประชากร” (United
Nations, n.d.b) ระดับและขอบเขตของความทะเยอทะยานนี้ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องผ่านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดยมีการเชื่อมโยงประเด็นด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ
เข้ากับประเด็นทางสังคมในเรื่องความเป็นธรรม
ตลอดจนกระบวนการและผลลัพธ์ทางสังคมที่ยุติธรรมยิ่งขึ้น
บางทีสิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นการเชื่อมโยงที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า โลกที่ยุติธรรมกว่าย่อมมีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า อย่างไรก็ตาม บทนี้จะอธิบายให้เห็นว่าถ้อยคำข้างต้นสามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและค่อนข้างใหม่ในเรื่องราวของ "ความยั่งยืน" ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ การอภิปรายและการดำเนินการที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนมีความชัดเจนน้อยกว่าในเรื่องความสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกตราหน้าว่าเป็นความยั่งยืนแบบ “อ่อน” (Weak sustainability) เนื่องจากผลจากการดำเนินการที่ตามมานั้นล้มเหลว และในความเป็นจริงก็ไม่ได้พยายามอย่างแท้จริงที่จะแก้ไขต้นตอของปัญหาสำคัญ ด้วยเหตุนี้ โลกจึงยังคงมีความยั่งยืนลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีนโยบายและมาตรการแทรกแซงที่มุ่งหวังจะให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามมานานหลายทศวรรษ เพื่อเป็นการตอบโต้ นักวิจารณ์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงแย้งว่าเราจำเป็นต้องมีแนวทางสู่ความยั่งยืนแบบ “เข้มแข็ง” (Strong sustainability) อย่างเร่งด่วน ซึ่งต้องเป็นไปในลักษณะที่ “กล้าหาญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่” ดังที่ข้อความของสหประชาชาติข้างต้นได้เสนอไว้ บทนี้จะสำรวจข้อโต้แย้งเหล่านี้ โดยเริ่มจากการแนะนำแนวคิดเรื่องความยั่งยืนและการพัฒนาที่ยั่งยืน จากนั้นจะอภิปรายประเด็นสำคัญเรื่องความเท่าเทียมและการแยกความสัมพันธ์ (Decoupling) เพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวทางแบบ “เข้มแข็ง” (เช่น การลดขนาดเศรษฐกิจ [Degrowth] และความพอเพียง [Sufficiency]) กำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น
สรุปย่อ
- แนวทางความยั่งยืนแบบ “อ่อน” มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ล้มเหลวในการแก้ไขต้นตอของปัญหาสำคัญ
- ปัจจุบันสหประชาชาติและหน่วยงานอื่นๆ มุ่งเป้าไปที่การสร้างแนวทางและผลลัพธ์ความยั่งยืนแบบ “เข้มแข็ง” เพื่อแก้ไขความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาสังคมและปัญหาสิ่งแวดล้อม
ความยั่งยืนคืออะไร? (What is Sustainability?)
ตามนัยของคำกริยา
"sustain"
ความยั่งยืนโดยพื้นฐานหมายถึงความสามารถในการรักษาหน้าที่หรือการกระทำบางอย่างไว้ในระดับอัตราที่กำหนดไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง
สิ่งนี้สามารถอ้างถึงการรักษาความสมดุลทางนิเวศวิทยาที่ละเอียดอ่อน
หรือระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แน่นอน หรือแม้แต่อัตราการเต้นของหัวใจขณะวิ่งจ็อกกิ้ง
แต่ในบทนี้
เรากำลังพิจารณาเส้นทางเฉพาะที่แนวคิดเรื่องความยั่งยืนได้ดำเนินมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและสิ่งแวดล้อม ในเวลานั้น
อัตราที่เพิ่มขึ้นของปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเสื่อมโทรมของทรัพยากร
(รวมถึงเทคนิคการตรวจวัดที่พัฒนาขึ้น) ได้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า
ระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางนิเวศวิทยาที่ไม่อาจแก้ไขได้หรือไม่
ซึ่งความเสียหายดังกล่าวได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพืชพรรณและสัตว์ประจำถิ่น
(Flora and fauna) ทั้งหมดบนโลกนี้
รวมถึงสภาวะบรรยากาศมาตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านั้นแล้ว
ความกังวลที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกรวบรวมไว้ในรายงานปี
1972 ที่อื้อฉาวเรื่อง "ขีดจำกัดของการเติบโต" (Limits to
Growth - LtG) งานวิจัยนี้และการตีพิมพ์ในเวลาต่อมาได้ทำให้สาธารณชนตระหนักถึงผลกระทบที่ไม่ยั่งยืนจากกิจกรรมของมนุษย์
โดยระบุว่า "หากแนวโน้มการเติบโตในปัจจุบัน...
ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ขีดจำกัดของการเติบโตบนโลกนี้จะมาถึงภายในช่วงเวลาหนึ่งร้อยปีข้างหน้า" (Meadows
et al., 1972: 23) เมื่อพิจารณาจากคำพยากรณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้
รายงาน LtG จึงถูกปฏิเสธและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
ทั้งในช่วงที่ตีพิมพ์และในทศวรรษต่อๆ มา คำวิจารณ์บางส่วนยังคงมีน้ำหนักตามกาลเวลา
ตัวอย่างเช่น การที่ LtG มุ่งเน้นไปที่การเติบโตของประชากรว่าเป็นรากเหง้าสำคัญของความไม่ยั่งยืนทั่วโลก
ถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับขนาดประชากรสัมบูรณ์ (Absolute population
size) มากเกินไป
ในขณะที่ให้ความสำคัญน้อยเกินไปในเรื่องที่ว่าใครได้รับทรัพยากรอะไรและในปริมาณเท่าใด
ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราจะกล่าวถึงในภายหลัง แต่คำวิจารณ์อื่นๆ
กลับถูกพิสูจน์แล้วว่าผิดพลาด ประการหนึ่งคือ
ในปัจจุบันเราเห็นได้ว่าการคาดการณ์ของ LtG นั้นสอดคล้องกับข้อมูลและผลกระทบในโลกแห่งความเป็นจริงตลอดหลายทศวรรษ
โดยแบบจำลองสมมติฐานของ LtG ในขณะนี้สอดรับอย่างพอดีกับประสบการณ์ในโลกจริง
(เช่น Turner, 2008) ซึ่งทั้งหมดนี้เน้นย้ำถึงข้อความเรื่องผลกระทบเชิงลบที่รุนแรงและผลตามมาที่ต่อเนื่องมาจนถึงศตวรรษที่
21
ย้อนกลับไปในทศวรรษ
1970 ข้อความหลักของ LtG ที่ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนั้นไม่ยั่งยืนต่อทุกชีวิตบนโลกโดยพื้นฐาน
ได้นำความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางนิเวศวิทยาเข้าสู่พื้นที่สาธารณะของการอภิปรายทางการเมืองและสังคม
ซึ่งยังคงดำรงอยู่อย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งเพื่อตอบโต้คำวิจารณ์ต่อ
LtG ในทศวรรษ 1980
จึงได้เห็นการอุบัติขึ้นของแนวคิดเรื่องความยั่งยืนในแง่มุมที่คุกคามน้อยกว่า
ในที่นี้ "การพัฒนาที่ยั่งยืน" (Sustainable development) ได้กลายเป็นคำสำคัญและเป็นแนวคิดพื้นฐานในการอภิปรายเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกและผลกระทบเชิงลบที่หลากหลายมานานหลายทศวรรษ
หากย้อนกลับไปที่สหประชาชาติอีกครั้ง รายงานปี 1987 เรื่อง
"อนาคตร่วมกันของเรา" (Our Common Future) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
โดยรายละเอียดจากผลการดำเนินงานของ "คณะกรรมาธิการบรันดต์แลนด์" (Brundtland
Commission) ซึ่งตั้งชื่อตาม โกร ฮาร์เลม บรันดต์แลนด์ (Gro
Harlem Brundtland) อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการโลกด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ
รายงานความหนา 383
หน้าฉบับนี้ได้ให้คำนิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มักถูกหยิบยกมาอ้างอิงบ่อยครั้งว่า:
"การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน
โดยไม่ทำให้ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนในรุ่นอนาคตต้องเสียไป" (Brundtland,
1987: 15) มีการกล่าวถึงแง่มุมนี้มากมาย
ทั้งในเชิงสนับสนุนและคัดค้าน ในแง่ของสิ่งที่แนวคิดนี้สมมติขึ้น
รวมถึงสิ่งที่รวมอยู่และสิ่งที่ถูกละเลย (ดู 'ประเด็นอภิปราย'
ด้านล่าง) สำหรับตอนนี้ สิ่งสำคัญคือการติดตามการนำแนวคิด
"การพัฒนาที่ยั่งยืน" ไปใช้ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980
เป็นต้นมา
ช่วงเวลาสำคัญในเรื่องราวความยั่งยืนนี้คือ การประชุมสุดยอดโลกปี 1992 (1992 Earth Summit) ซึ่งคำนิยามของบรันดต์แลนด์ข้างต้นได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ในที่นี้ บรรดาผู้นำรัฐบาลและผู้คนอีกหลายพันคนจากทั่วโลกได้มารวมตัวกันที่กรุงริโอเดอจาเนโร (Rio de Janeiro) ท่ามกลางการประชาสัมพันธ์และกระแสสื่ออย่างล้นหลาม เป็นเวลาสองสัปดาห์ของ "ความพยายามครั้งใหญ่ในการมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม" (United Nations, n.d.a) สำหรับพวกเราที่มีชีวิตอยู่ในเวลานั้น "ริโอ" ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก มันกลายเป็นพาดหัวข่าวระดับโลกและกระตุ้นให้เกิดความหวังว่าเราทุกคนกำลังร่วมมือกันเพื่อจัดการกับความยั่งยืน ความเชื่อมั่นดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในรูปที่ 42.1 ซึ่งแสดงภาพผู้เข้าร่วมชาวพื้นเมืองบราซิลในงานที่ริโอ ยืนอยู่หน้ากำแพง "คำมั่นสัญญาต่อโลก" (Earth Pledge) ที่ตัวแทนหลายร้อยคนได้ลงนามไว้เพื่อส่งสัญญาณถึงคำสัญญาที่มีร่วมกันในการดำเนินการต่อไป
ภาพที่ 42.1 การประชุมสุดยอดโลก
(Earth
Summit) หรือการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (UNCED),
กรุงริโอเดอจาเนโร, ประเทศบราซิล, พ.ศ. 2535
ที่มา: เครดิตภาพ: Education Images/Universal Images Group ผ่าน Getty Images
ท่ามกลางความตื่นเต้นนี้
ผลลัพธ์เบื้องต้นของริโอนั้นเต็มไปด้วยความหวัง การประชุมได้ก่อให้เกิดอนุสัญญา (Conventions) มากมายที่ยังคงมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน (เช่น
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ [UN Framework
Convention on Climate Change]); แผนงานหลักที่มุ่งเป้าให้เป็น
"ต้นแบบระดับโลกเพื่อความยั่งยืน" (เช่น วาระ 21 [Agenda 21]); และปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) อย่างไรก็ตาม
ในภายหลังการประชุม การวิเคราะห์ต่างๆ ได้ถอดรหัสรายละเอียดของเป้าหมายและผลลัพธ์
รวมถึงข้อสมมติฐานที่แฝงอยู่ ตัวอย่างเช่น ปฏิญญาริโอได้กำหนดให้
"มนุษย์เป็นศูนย์กลางของความกังวลเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน"
(หลักการข้อที่ 1) โดยยืนยันว่า
"การพัฒนาจะต้องบรรลุผลเพื่อให้ตอบสนองความต้องการด้านการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคตอย่างเท่าเทียม"
(หลักการข้อที่ 3) สำหรับนักวิจารณ์บางคน
ความยั่งยืนฉบับที่ยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Anthropocentric) นี้ เมื่อผนวกเข้ากับ "การพัฒนา" ในรูปแบบเฉพาะ
ได้บ่งชี้ถึงปัญหาในอนาคต
เนื่องจากพารามิเตอร์ทางนิเวศวิทยาไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเท่ากับพารามิเตอร์ทางเศรษฐกิจ
ส่วนสำหรับคนอื่นๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น รูปที่ 42.2 เป็นแผนภาพที่มักถูกใช้เพื่อแสดงมุมมองของการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังยุคริโอ
ในฐานะพื้นที่ที่มิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจสามารถคาบเกี่ยวกันจนเกิด
"จุดที่เหมาะสมที่สุด" (Sweet spot) ซึ่งสร้างสมดุลระหว่างความต้องการที่แตกต่างกันเหล่านี้
ภาพที่
42.2 แผนภาพแสดงขอบเขตหลัก (Key spheres) ของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ที่มา: ปรับปรุงจาก Brusseau (2019)
ในความเป็นจริง
การประชุมริโอทำให้เห็นชัดว่า
มิติทั่งสามด้านนี้ไม่ได้ถูกถือว่ามีความสำคัญเท่ากันสำหรับทุกคน
แม้จะมีอุดมคติดังในรูปที่ 42.1 ก็ตาม ในระหว่างการประชุม
บรรดาผู้นำรัฐบาลและภาคธุรกิจต่างย้ำเตือนอย่างต่อเนื่องว่า
การเติบโตทางเศรษฐกิจและรูปแบบต่างๆ ของลัทธิทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal
capitalism) ที่กำลังหยั่งรากลึกทั่วโลกนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาอภิปรายหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
หรือดังที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น จอร์จ บุช (ผู้พ่อ) (George Bush
[Senior]) ได้กล่าวไว้ว่า "วิถีชีวิตแบบอเมริกันไม่ใช่เรื่องที่จะมาเจรจาต่อรองกันได้
จบนะ" ในขณะเดียวกัน ประเทศในกลุ่มซีกโลกใต้ (Global South) ก็ได้ส่งเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างลึกซึ้งต่อวาระ
"ด้านสิ่งแวดล้อม" ใดๆ
ที่อาจเป็นการจำกัดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของชาติตนเอง
ซึ่งเป็นการพัฒนาที่จำเป็นเพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และนำผู้คนจำนวนมากออกจากความยากจน
ดังนั้น ตั้งแต่เริ่มต้น มิติ "เศรษฐกิจ"
ในรูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้จึงมีความสำคัญเหนือกว่ามิติ "สังคม" และ
"สิ่งแวดล้อม" อย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยจำนวนมาก
รวมถึงนักภูมิศาสตร์ แย้งว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน" โดยเนื้อแท้แล้วคือ
"คำที่มีความหมายขัดแย้งกันในตัวเอง" (Oxymoron) นั่นคือ
วลีที่ขัดแย้งกันภายใน ซึ่งบ่งบอกว่า "ความยั่งยืน" และ
"การพัฒนา" สามารถดำเนินควบคู่กันไปได้โดยไม่มีปัญหา
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำได้ (Redclift, 2005) แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
ทำไมการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการดำเนินการที่ตามมาจากริโอ
จึงถูกนำมาตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้นในช่วงหลายปีต่อมาหลังจากความเชื่อมั่นที่ริโอ?
ในส่วนถัดไป เราจะสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น
และเหตุใดการพัฒนาที่ยั่งยืนในทางปฏิบัติจึงทำได้เพียงเล็กน้อยในการยับยั้งการเติบโตของผลกระทบเชิงลบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่แนวคิดนี้ตั้งใจจะแก้ไข
- งานวิจัยตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เช่น รายงาน LtG ได้เน้นย้ำถึงสาเหตุและผลกระทบของการทำลายล้างทางนิเวศวิทยาทั่วโลก
- ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 แนวคิด "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญ
โดยได้รับความสนใจในระดับนานาชาติอย่างมากผ่านรายงานบรันดต์แลนด์และการประชุมสุดยอดโลกที่ริโอในปี
1992
- หลายคนแย้งว่าแนวคิดเรื่อง "การพัฒนาที่ยั่งยืน" นี้เป็นคำที่ขัดแย้งกันเอง เนื่องจากการยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลางและการให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก
ความยั่งยืนแบบ "อ่อน" และความล้มเหลวของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Weak sustainability and the failure of sustainable development)
วลี
"ความยั่งยืนแบบอ่อน" (Weak sustainability) ปรากฏขึ้นในการวิเคราะห์เชิงวิชาการตั้งแต่ทศวรรษ
1990 เป็นต้นมา
เพื่อนิยามทัศนะทางการเมืองและนโยบายที่แพร่หลายในขณะนั้นว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว
“ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งการบรรยายกระแสหลักเกี่ยวกับธรรมชาติ
หรือวาทกรรมหลักที่มีอยู่เดิมว่าอะไรคือความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ” (Williams
and Millington, 2004: 100) กล่าวคือ
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเราสามารถและจะต้องดำเนินตามเส้นทางเดิมที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกเป็นดัชนีชี้วัดหลักของความก้าวหน้าส่วนรวม
โดยมองว่าธรรมชาติเป็นเพียงฉากหลังและ "ทรัพยากร"
สำหรับมนุษยชาติเท่านั้น
สิ่งนี้คือแนวทางที่ความยั่งยืนถูกนำมาตีความในนโยบายและการปฏิบัติกระแสหลักตั้งแต่ต้นทศวรรษ
1990 เป็นต้นมา ในช่วงเวลานี้มีการนำ "การปรับแก้เพื่อความยั่งยืน"
(Sustainability fixes) มาใช้ในวิธีคิดและวิธีปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน
แทนที่จะเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานในวิธีที่มิติทั้งสามของการพัฒนาที่ยั่งยืนถูกทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ
"การปรับแก้" เหล่านี้มักเป็นการ
"เลือกบรรจุเป้าหมายทางนิเวศวิทยาเข้าไว้ในการทำให้การบริหารจัดการเมืองเป็นสีเขียว"
(While et al., 2004: 551) รวมถึงการ
"ทำให้เป็นสีเขียว" ในภาคธุรกิจและชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น
รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งทั่วโลกได้พัฒนาแผนปฏิบัติการ "วาระ 21 ระดับท้องถิ่น" (Local Agenda 21) ซึ่งมุ่งสร้างชุมชนที่ยั่งยืนมากขึ้นผ่านการปรึกษาหารือและความพยายามในการ
"เชื่อมโยง" ความคิดริเริ่มในท้องถิ่น
เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนทั้งสามด้านดังที่ปรากฏในรูปที่ 42.1 แม้เจตจำนงจะดี
แต่การนำไปปฏิบัติมักเผชิญอุปสรรคมากมายและมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
ก่อให้เกิด "ความผสมผสานของแนวทางและเหตุผลเบื้องหลัง" (Hybridity
of approaches and rationalities) (Raco, 2005: 325) โดยบางแห่งดูเหมือนจะ
"เขียว" กว่าแห่งอื่น (เช่น เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน: ดู Goodling
et al., 2015) ด้วยเหตุนี้ วาระความยั่งยืนนี้เมื่อถูกนำไปปฏิบัติในสภาวะและบรรทัดฐานของโลกแห่งความเป็นจริง
จึงเป็นการดำเนินการแบบแยกส่วน (Piecemeal) และให้ผลลัพธ์ที่ปะปนกันไป
ประเด็นที่ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ถือว่าสำคัญมาก
และเราจะเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นหากพิจารณาว่า "ใคร"
เป็นผู้กำหนดวาระความยั่งยืนนี้ ในการประชุมที่ริโอและหลังจากนั้น
กลุ่มซีกโลกใต้และชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (Indigenous communities) ไม่ได้เป็นเสียงที่ดังที่สุดหรือมีอำนาจมากที่สุดในห้องประชุม
โดยข้อความและข้อมูลนำเข้าของพวกเขามักถูกผู้นำจากกลุ่มซีกโลกเหนือ (Global
North) ปัดตกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากพิจารณาภาพถ่ายจากการประชุมสุดยอดโลกปี 1992
เราอาจตั้งคำถามได้ว่าภาพเหล่านั้นเป็นตัวแทนที่ดีของกลุ่มชาติพันธุ์และเพศสภาพในระดับโลก
ทั้งในเวลานั้นและตอนนี้หรือไม่
ความสำคัญของการเป็นตัวแทนดังกล่าวมีรายละเอียดอยู่ในส่วนอื่นของหนังสือเล่มนี้
(ดูบทที่ 9) แต่ในบริบทนี้
สิ่งนี้สำคัญเพราะกลไกและเส้นทางสู่การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนกว่ากลับกลายเป็นการสะท้อนแนวทางการบริหารจัดการแบบ
เสรีนิยมใหม่ (Neoliberal approaches) ที่แพร่หลายในกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ
ซึ่งให้ความสำคัญกับวิธีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เอื้อต่อภาคธุรกิจและไม่เน้นการบังคับด้วยกฎระเบียบ
ผลที่ตามมาคือการใช้แนวทางแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" หรือแนวทางแบบ
"อ่อน" ในการส่งเสริมความยั่งยืน ซึ่งเน้นย้ำว่าเราสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่ไปกับการจัดการปัญหายั่งยืนได้
ผ่านการทำให้สินค้าและบริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รวมถึงการปรับเปลี่ยนคุณค่าและทัศนคติของเราให้ "เป็นสีเขียว"
ตัวอย่างเช่น
แม้จะมีหลักฐานชัดเจนว่าการบริโภคทรัพยากรของครัวเรือนในซีกโลกเหนือนั้นเกินกว่าขีดความสามารถในการจัดหาทางนิเวศวิทยาของโลกไปมาก
แต่การแก้ไขปัญหานี้กลับมาในรูปแบบของแนวทางแบบสมัครใจและการให้ข้อมูล
ซึ่งส่งเสริมให้เราทุกคนเลือกซื้อสินค้าที่ "เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น"
ภายใต้แนวคิด "คิดระดับโลก ทำระดับท้องถิ่น" (Thinking
global, acting local) (Burgess et al., 2003) ความยั่งยืนในรูปแบบนี้ไม่ถือเป็นภัยคุกคามต่อลัทธิบริโภคนิยมมวลชน
(Mass consumerism) ที่ครอบงำรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
ในทางกลับกัน เราทุกคนสามารถบริโภคต่อไปได้ เพียงแต่ทำอย่าง
"ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม" มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามาตรการแทรกแซงรูปแบบนี้ไม่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา
เนื่องจากตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายประการที่ปรากฏว่าเป็นเท็จ ประการหนึ่งคือ
สมมติฐานที่ว่าข้อมูลใหม่จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมผู้บริโภค
ซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องของนิสัย บริบท ต้นทุน บรรทัดฐาน
และความสะดวกท่ามกลางปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้การ
"ปรับการบริโภคในครัวเรือนให้เป็นสีเขียว" เป็นเรื่องยาก แท้จริงแล้ว
แนวคิดเรื่อง "การบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" (Green
consumption) นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังขาอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น
"การฟอกเขียว" (Greenwashing) ได้กลายเป็นแนวทางที่แพร่หลาย
ซึ่งข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ถูกนำเสนอต่อผู้บริโภคในลักษณะที่ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างเป็นเท็จ
สิ่งนี้ทำให้เป็นการยากสำหรับเราทุกคนที่จะทราบต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงของสิ่งที่ซื้อและใช้งาน
นอกจากนี้ หากพิจารณาในระดับระบบโดยรวม ยังมีแนวคิดสำคัญเรื่อง
"การแยกความสัมพันธ์" (Decoupling)
เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่าการแยกความสัมพันธ์คืออะไรและเหตุใดจึงสำคัญ แนวคิดเรื่อง "การแยกความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบ" (Relative decoupling) เสนอว่าเป็นไปได้ที่จะรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไปในขณะที่แยกมันออกจากแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่เป็นจริยธรรมพื้นฐานของความยั่งยืนแบบ "อ่อน" การแยกความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบสามารถดูได้จากรูปที่ 42.3 เหนือเส้น "Time" (เวลา) ซึ่งการเติบโตของการใช้ทรัพยากรไม่เท่ากับระดับการเติบโตของแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม การทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจำเป็นต้องทำให้สินค้าและบริการมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยลดความเข้มข้นทางนิเวศวิทยา (Ecological intensity) ต่อหน่วยผลิต ตัวอย่างเช่น ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เครื่องซักผ้าประหยัดพลังงานมากขึ้นอย่างมาก และเราซื้อเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้นเรื่อยๆ (เช่น ในสหภาพยุโรป ประมาณ 83% ที่ซื้ออยู่ในเกณฑ์ระดับสูงสุด A+, A++ และ A+++) ผลลัพธ์คือการใช้ทรัพยากรยังคงเพิ่มขึ้น แต่ในอัตราที่ช้าลงกว่าเดิมเมื่อเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ภาพที่ 42.3 การแยกความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบและการแยกความสัมพันธ์เชิงสัมบูรณ์ (Relative
and absolute decoupling)
ที่มา: ปรับปรุงจาก Ness (2009)
สิ่งนี้ฟังดูเป็นเรื่องเชิงบวกและเป็นการปรับปรุงที่ดีขึ้น
แต่ปัญหาคือเมื่อความต้องการสินค้าและบริการโดยรวมยังคงเติบโต
ผลประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจากประสิทธิภาพพลังงานใหม่ๆ
จะถูกหักล้างด้วยจำนวนการซื้อและใช้งานสินค้าที่เพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณสัมบูรณ์ (Absolute
numbers) เช่น มีการซื้อเครื่องซักผ้าจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
และมีระยะเวลาการใช้งานที่สั้นลง และเมื่อพิจารณาในทุกภาคส่วน
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
เนื่องจากความต้องการยังคงแซงหน้าการประหยัดทรัพยากรที่ทำได้ผ่านการพัฒนาประสิทธิภาพ
สิ่งนี้ทำให้นักวิชาการหลายคนแย้งว่าสิ่งที่เราต้องการในขณะนี้คือ
"การแยกความสัมพันธ์เชิงสัมบูรณ์" (Absolute decoupling) คือเส้นที่อยู่ใต้เส้น "Time" ในรูปที่ 42.3 ซึ่งต้องการการลดการใช้ทรัพยากรในเชิงปริมาณสัมบูรณ์โดยรวม
โดยไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์โดยตรงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ
ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตหรือไม่ก็ตาม
ปริมาณทรัพยากรทั้งหมดที่ใช้ต้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ความสำคัญของความแตกต่างนี้ไม่สามารถเน้นย้ำได้มากพอ ดังที่งานปริทัศน์งานวิจัยเรื่องการแยกความสัมพันธ์ฉบับหนึ่งระบุว่า “การลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในเชิงสัมบูรณ์อย่างรวดเร็วและขนานใหญ่ ไม่สามารถบรรลุได้ผ่านอัตราการแยกความสัมพันธ์ที่สังเกตเห็นได้ในปัจจุบัน ดังนั้นการแยกความสัมพันธ์จึงจำเป็นต้องเสริมด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นความพอเพียง (Sufficiency-oriented strategies) และการบังคับใช้เป้าหมายการลดเชิงสัมบูรณ์อย่างเคร่งครัด” (Haberl et al., 2020: 1) ส่วนท้ายของคำกล่าวนี้เป็นการสนับสนุน ความยั่งยืนแบบ "เข้มแข็ง" ซึ่ง "แทนที่จะปรับโลกให้เข้ากับตัวเรา เราต้องปรับตัวเราให้เข้ากับความจำกัดของธรรมชาติ" (Williams and Millington, 2004: 100) สิ่งนี้จะนำเราออกจากการมองความยั่งยืนแบบยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลางและสนับสนุนการเติบโต ไปสู่แนวคิดและมาตรการแทรกแซงที่รุนแรง (Radical) ยิ่งขึ้น แต่จะทำได้อย่างไร? กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นความพอเพียงและมาตรการลดการใช้ทรัพยากรแบบใดที่กำลังถูกนำเสนอ? และมีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะนำมาใช้และประสบความสำเร็จ? ก่อนที่เราจะสำรวจคำถามเหล่านั้น เราต้องกลับมาที่ประเด็นที่เปิดไว้ตอนต้นของบทนี้ นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างความเท่าเทียมและความยั่งยืน
สรุปย่อ
- ตั้งแต่ทศวรรษ 1990
เป้าหมายและมาตรการพัฒนาที่ยั่งยืนถูกครอบงำโดยวาระและตัวแสดงจากกลุ่มซีกโลกเหนือ
ซึ่งสนับสนุนแนวทางเสรีนิยมใหม่ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- ในช่วงเวลานี้ การใช้ทรัพยากรยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางอย่างการ "ทำให้เป็นสีเขียว" ของลัทธิบริโภคนิยมล้มเหลวในการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่มีนัยสำคัญ
- แทนที่จะเป็นการแยกความสัมพันธ์แบบ "เชิงเปรียบเทียบ" ในปัจจุบันเราต้องการมาตรการเพื่อมุ่งสู่ "การแยกความสัมพันธ์เชิงสัมบูรณ์" อย่างรวดเร็ว เพื่อยับยั้งการเสื่อมโทรมของทรัพยากรและความเสื่อมโทรมทางนิเวศวิทยา
“คุณกำลังทำส่วนของคุณแล้วหรือยัง?”: ความเท่าเทียมและความยั่งยืน ('Are you doing your bit?': equality and sustainability)
ในช่วงปลายทศวรรษ
1990 รัฐบาลพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักร (UK Labour Government) ได้ดำเนินแคมเปญที่มีชื่อว่า “คุณกำลังทำส่วนของคุณแล้วหรือยัง?”
(Are you doing your bit?) แคมเปญระดับชาตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่สาธารณชนในวงกว้าง
โดยกระตุ้นให้ปัจเจกบุคคลทุกคนลงมือปฏิบัติเพื่อ
“ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นกระแสหลัก” (OECD, n.d.: 3) เราได้พิจารณาถึงลักษณะที่ไร้ประสิทธิผลของแนวทางดังกล่าวในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาแล้ว
(ดูด้านบน) แคมเปญนี้ถูกหยิบยกมากล่าวถึง ณ ที่นี้ เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นที่ว่า
ในความเป็นจริงแล้ว “ส่วน” (Bits) ที่เราแต่ละคนทำได้นั้นไม่เท่าเทียมกัน
สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่า
ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุดต่อทั้งสาเหตุและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่ดุเดือดและเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายเรื่องความยั่งยืนมานับตั้งแต่รายงานขีดจำกัดของการเติบโต
(LtG) ถูกตีพิมพ์ สิ่งที่ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือ
ความไม่เท่าเทียมดังกล่าวส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อโอกาสในการบรรลุความยั่งยืนในทุกระดับ
ตัวอย่างเช่น
องค์การออกซแฟม (Oxfam)
ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ
ได้เน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างความไม่เท่าเทียมด้านรายได้และความมั่งคั่งระดับโลกกับผลกระทบเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อม
พวกเขาแสดงให้เห็นว่าระหว่างปี พ.ศ. 2533 ถึง 2558 “ประชากรที่รวยที่สุด 10% ของโลก (ประมาณ 630 ล้านคน) เป็นผู้รับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนสะสมถึง 52% โดยใช้โควตาคาร์บอนของโลก (Global carbon budget) ไปเกือบหนึ่งในสาม
(31%)” ในขณะเดียวกัน “ประชากรที่ยากจนที่สุด 50% (ประมาณ 3.1 พันล้านคน)
กลับรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซสะสมเพียง 7%
และใช้โควตาคาร์บอนที่มีอยู่ไปเพียง 4% เท่านั้น” (Oxfam,
2020: 2) ในช่วงเวลาดังกล่าว
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ซึ่งหมายความว่าการเติบโตนี้ ซึ่งปัจจุบันเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อชีวิตบนโลกมีสาเหตุมาจากกลุ่มคนที่รวยที่สุดในหมู่พวกเราอย่างไม่สมสัดส่วน
ดังนั้น แทนที่ทุกคนจะ “ทำส่วนของตนเอง” คนกลุ่มเล็กๆ
เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกต่างหากที่จำเป็นต้องลดการบริโภคทรัพยากรโดยรวมอย่างมหาศาล
ซึ่งเป็นภาระที่หนักหนากว่าประชากรส่วนใหญ่ของโลกอย่างมาก (ดูบทที่ 9 ประกอบ)
และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียกร้องให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบออกมายอมรับผิดเท่านั้น
งานวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างความไม่เท่าเทียมและผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่
ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน หรือกลุ่มคนในระดับปานกลาง
ดังที่นักภูมิศาสตร์ แดนนี ดอร์ลิง (Danny Dorling, 2017: no page) ได้กล่าวไว้ว่า: “โดยเฉลี่ยแล้ว
ผู้คนในประเทศร่ำรวยที่มีความเท่าเทียมกันมากกว่าจะบริโภคน้อยกว่า
ผลิตของเสียน้อยกว่า และปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า แท้จริงแล้ว
เกือบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้นเมื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น”
สิ่งนี้อาจไม่เป็นปัญหามากนักหากโลกไม่ได้เผชิญกับความไม่เท่าเทียมที่รุนแรงถึงเพียงนี้
แม้คนส่วนใหญ่มักจะทึกทักเอาว่าความไม่เท่าเทียมสามารถอธิบายได้ง่ายๆ
ด้วยการแบ่งหมวดหมู่ทางภูมิศาสตร์แบบทวิภาค (Binary geographical
categories) เช่น ซีกโลกเหนือ/“ประเทศร่ำรวย”
และซีกโลกใต้/“ประเทศยากจน” แต่ปัจจุบันความไม่เท่าเทียมภายในประเทศ (Within
country inequality) ต่างหากที่เป็นตัวเลขส่วนใหญ่ (คือ 68%)
ของตัวเลขสถิติโลก (World Economic Forum, 2022) ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ความไม่เท่าเทียมด้านรายได้ยังคงพุ่งสูงขึ้น
โดยการคำนวณบ่งชี้ว่าเพิ่มขึ้นถึง 20% จากปี พ.ศ. 2523 ถึง 2559 (Pew Research Centre, 2020) ทำให้ระดับความไม่เท่าเทียมนั้นใกล้เคียงกับบางประเทศที่มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มซีกโลกใต้ที่
“ยากจนกว่า” เช่น ปาปัวนิวกินีและจิบูตี
สิ่งนี้ท้าทายวิธีคิดของเราเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางแก้ไขเพื่อความยั่งยืน
แม้ว่ารูปที่ 42.1 จะแสดงให้เห็นความสำคัญของการทับซ้อนกันระหว่างแง่มุมทางสังคม เศรษฐกิจ
และสิ่งแวดล้อมของความยั่งยืน
แต่ความแพร่หลายและความสำคัญของความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกหมายความว่า
เมื่อสหประชาชาติพูดถึงการสร้าง “ขั้นตอนที่กล้าหาญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่”
ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนั้น
เราจำเป็นต้องไปให้ไกลกว่าเพียงแค่การปรับการบริโภคให้ “เป็นสีเขียว”
หรือความพยายามของรัฐบาลท้องถิ่นในการส่งเสริมชุมชนที่ยั่งยืนมากขึ้น
แต่ระบบพื้นฐานของการบริหารจัดการ (Governance) และการจัดสรรทางเศรษฐกิจและสังคมจำเป็นต้องได้รับการคิดใหม่และปรับโครงสร้างใหม่
ซึ่งต้องก้าวข้าม “การปรับแก้เพื่อความยั่งยืน” (Sustainability fixes) ในรูปแบบเดิมๆ ในส่วนสุดท้ายของบทนี้
เราจะสำรวจว่าสิ่งนี้อาจมีลักษณะอย่างไร
รวมถึงความท้าทายสำคัญบางประการที่ต้องเผชิญในการทำให้องค์ประกอบด้าน
“ความยั่งยืน” ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กลายเป็นความจริง
สรุปย่อ
- กลุ่มประชากรที่ร่ำรวยกว่าของโลกเป็นผู้ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังนั้นจึงต้องแบกรับความรับผิดชอบสูงสุดในการลงมือแก้ไข
- ความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มขึ้น ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ลงสำหรับทุกคน ดังนั้น การจัดการความไม่เท่าเทียมจึงต้องเป็นหัวใจสำคัญของวาระความยั่งยืนใดๆ
จากการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่การลดขนาดเศรษฐกิจและความพอเพียง (From sustainable development to degrowth and sufficiency)
ให้เรากลับมาพิจารณาที่สหประชาชาติ
(UN)
อีกครั้งหนึ่ง
ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่ามีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) หลักอยู่ 17 ข้อ พร้อมเป้าหมายย่อย (Targets)
รวม 169 ข้อ
เนื่องจากเราไม่สามารถพิจารณาวาระทั้งหมดของสหประชาชาติในที่นี้ได้
ให้เราลองพิจารณาเพียงข้อเดียวคือ SDG ข้อที่ 12: “การบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ” (Responsible consumption and
production) ในที่นี้
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของการใช้ทรัพยากรโลก เช่น
อัตราการใช้ทรัพยากรต่อหัว (Material footprint per capita) ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นถึง
40% จาก 8.8 เมตริกตันในปี พ.ศ. 2543 เป็น 12.2 เมตริกตันในปี พ.ศ. 2560 ถือเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินการ ตามข้อมูลของสหประชาชาติ
การเติบโตนี้จะได้รับการแก้ไขผ่านการที่ประเทศต่างๆ เข้าร่วมใน “กรอบแผนงานระยะ 10 ปี” (10 year framework of programmes) โดยแต่ละประเทศจะ
“พัฒนา ยอมรับ
หรือนำเครื่องมือเชิงนโยบายไปใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน”
(United Nations, n.d.) สิ่งนี้ฟังดูสมเหตุสมผลและน่าปรารถนา
อย่างไรก็ตาม
สหประชาชาติกลับกล่าวถึงรายละเอียดน้อยมากว่าเครื่องมือเชิงนโยบายเหล่านี้ควรมีหน้าตาหรือบทบาทอย่างไร
นักวิจารณ์ต่อ SDG ข้อที่ 12 ได้เสนอว่า
วิธีการกำหนดกรอบและการดำเนินการนั้นล้มเหลวในการจัดการกับวาทกรรมเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงถูกขับเคลื่อนโดยผลประโยชน์ทางธุรกิจ
นอกจากนี้
เป้าหมายที่กว้างขวางและการมุ่งเน้นไปที่ภาคการผลิตและการออกแบบมากกว่าการลดระดับการบริโภคในเชิงสัมบูรณ์
(Absolute consumption) ทำให้ไม่สามารถและไม่มีทางที่จะจัดการกับรากเหง้าของปัญหาได้
(Gasper et al., 2019) หากเราพิจารณาถึงความแตกต่างระหว่างการแยกความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบและเชิงสัมบูรณ์ดังที่แสดงในรูปที่
42.3
แล้วรากเหง้าเหล่านี้คืออะไร
และเราจะแก้ไขได้อย่างไร?
เมื่อกลับมาที่หัวข้อเรื่องความไม่เท่าเทียมและความยั่งยืน
หลายคนแย้งว่าวิธีการและเหตุผลในการแบ่งปันและจัดสรรทรัพยากรโลกจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
(Transformed) ในลักษณะที่ก้าวข้ามความเข้าใจเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนแบบเดิมๆ
แนวคิดสำคัญประการหนึ่งในที่นี้คือ “การลดขนาดเศรษฐกิจ” (Degrowth) ซึ่งเป็นคำที่แปลมาจากแนวคิดภาษาฝรั่งเศสดั้งเดิมว่า “decroissance”
แม้จะมีการเขียนและถกเถียงเกี่ยวกับคำนี้และแนวคิดที่แฝงอยู่อย่างมากมาย
แต่โดยพื้นฐานแล้ว: “เป้าหมายไม่ใช่การทำให้การเติบโตดีขึ้น
(ซึ่งมักถูกนิยามว่าเป็นการเติบโตที่ครอบคลุมหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น)
แต่เป็นการสร้างสังคมอีกรูปแบบหนึ่งไปเลย
ซึ่งการเติบโตและการพัฒนาไม่ใช่ตัวชี้วัดหลักหรือสัญลักษณ์สำคัญอีกต่อไป” (Demaria
et al., 2019: 432) ในที่นี้
กลยุทธ์ที่หลากหลายในหลายระดับและพื้นที่มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานของ
“จินตภาพ” (Imaginaries) และการปฏิบัติในปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น ผ่านการเคลื่อนไหวทางสังคม การแบ่งปันทรัพยากร
ความเรียบง่ายแบบสมัครใจ (Voluntary simplicity) และ
“อาหารสโลว์ฟู้ด” (Slow food) ซึ่งทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่คุณภาพชีวิตที่เป็นธรรมและมีส่วนร่วมของทุกคนนั่นคือ
“การทำสิ่งที่มากกว่าและดีกว่าด้วยทรัพยากรที่น้อยลง”แทนที่การสะสมทรัพย์สินและความมั่งคั่งส่วนบุคคลซึ่งเป็นรูปแบบหลักของ
“ชีวิตที่ดี” ภายใต้บรรทัดฐานการเติบโตแบบทุนนิยม
แนวคิดการลดขนาดเศรษฐกิจซึ่งอุบัติขึ้นจากกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ
เช่น ฝรั่งเศส อาจทำให้ง่ายต่อการมองว่าเป็นการสนับสนุนเพียง “ไลฟ์สไตล์สีเขียว”
สำหรับกลุ่มผู้มีอภิสิทธิ์ทางเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น
แต่หลายคนแย้งว่ามีการเมืองที่ “ใหญ่กว่า” ขับเคลื่อนอยู่ นั่นคือ
ผู้สนับสนุนเน้นย้ำถึงความไม่ยุติธรรมระดับโลกที่แฝงอยู่ในระบบปัจจุบัน
แม้แต่ระบบที่เชื่อมโยงกับการทำให้สังคม “เป็นสีเขียว” ตัวอย่างเช่น
งานวิจัยได้ให้รายละเอียดว่าประเทศในซีกโลกใต้ตกอยู่ภายใต้รูปแบบของ
“ลัทธิอาณานิคมเชิงนิเวศ” (Eco-colonisation) มากขึ้นเรื่อยๆ
ทรัพยากรที่ถูกสกัดเพื่อสร้างสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นไปเพื่อผู้บริโภคในซีกโลกเหนือต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาลของชุมชนท้องถิ่นที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียแหล่งทำกิน
ที่ดิน และแม้กระทั่งความรุนแรง ทั้งหมดนี้เพื่อป้อนทรัพยากรเข้าสู่ตลาดโลก
ดังนั้น การ “ปฏิรูป” ทุนนิยมให้เป็นเวอร์ชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่เพียงพอ
แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับโครงสร้างใหม่ว่าใครบริโภคอะไร
และเพื่อจุดประสงค์ใด
สิ่งนี้ทำให้ SDG ข้อที่ 12 เรื่อง “การบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ”
ถูกมองในมุมที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการบริโภคให้น้อยลงในเชิงสัมบูรณ์
และต้องทำในระดับที่สอดรับกับความท้าทายในการลดการใช้ทรัพยากรโดยรวม
สิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการที่ปัจเจกบุคคลเลือกสิ่งต่างๆ ต่างไปจากเดิม
ตัวอย่างเช่น เมื่อ 77% ของ “ฟุตพริ้นท์คาร์บอน” (Carbon
footprint) เฉลี่ยของสหราชอาณาจักรมาจากอาหาร การเดินทาง
และที่อยู่อาศัย ย่อมมีหลายสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ เช่น เลิกกินเนื้อสัตว์
เดินทางให้น้อยลง และหันมาปั่นจักรยานหรือเดินให้มากขึ้นเมื่อจำเป็น
แต่เมื่อพิจารณาว่าฟุตพริ้นท์คาร์บอนเฉลี่ยของผู้อยู่อาศัยในสหราชอาณาจักรคือ 12.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) และเราต้องลดให้เหลือเพียง
2.3 ตันภายในปี พ.ศ. 2573
ตามข้อมูลของออกซแฟม การกระทำของปัจเจกบุคคลเพียงลำพังย่อมไม่เพียงพออย่างสิ้นเชิง
ผู้ที่เขียนงานเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง “ความพอเพียง” (Sufficiency) (มากกว่าเรื่องประสิทธิภาพ [Efficiency]) ได้ชี้ให้เห็นประเด็นนี้ว่า
นโยบายทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
รวมถึงมาตรการแทรกแซงและโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลายจำเป็นต้องถูกจัดวางเพื่อให้เราทุกคนสามารถ
“พอเพียง” ได้ สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปัจเจกจะทำได้โดยลำพัง ตัวอย่างเช่น
นักภูมิศาสตร์ที่เขียนเกี่ยวกับแง่มุมของ “เศรษฐกิจแบ่งปัน” (Sharing
Economy) แสดงให้เห็นว่าการหยิบยืม การลงขัน
และการจัดสรรส่วนเกินนั้นเผชิญกับความท้าทายมากมาย
ซึ่งจะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อเรามองระบบในภาพรวมทั้งหมด (ดูงานของ Davies and
Evans, 2019 ในเรื่องอาหาร)
แนวคิดเรื่องความยั่งยืนทิ้งอะไรไว้ให้เราบ้าง? ในแง่หนึ่ง สมมติฐานพื้นฐานของมันคือการรักษาการดำรงอยู่ของชีวิตบนโลกให้คงอยู่ได้ มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อศตวรรษนี้ดำเนินไป ในอีกแง่หนึ่ง บทนี้ได้ให้รายละเอียดว่านับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ความยั่งยืนได้กลายเป็นคำย่อของการตีความอนาคตโลกที่ดำเนินไปได้เพียงรูปแบบเดียว นั่นคือ การตีความแบบ “อ่อน” ที่ล้มเหลวในการสร้างการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ตามที่จำเป็น ด้วยเหตุนี้ ถ้อยคำเปิดของสหประชาชาติในบทนี้จึงไม่เคยมีความเหมาะสมเท่านี้มาก่อน ความยั่งยืนไม่ว่าจะในรูปแบบใดไม่สามารถบรรลุผลได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม ที่ซึ่งระบบการเติบโตและการสะสมทุนที่พาเรามาถึงจุดนี้กลับถูกมองว่าเป็นเส้นทางสู่ความรอดพ้น การที่นักการเมือง ภาคธุรกิจ และปัจเจกบุคคลจะตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของขบวนการลดขนาดเศรษฐกิจและความพอเพียงที่กำลังเติบโตอย่างไรนั้นยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป แต่ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เสียงเรียกร้องเพื่อความยั่งยืนแบบ “เข้มแข็ง” จะยิ่งดังขึ้นและถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
สรุปท้ายบท
- มีข้อโต้แย้งว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
(SDGs)
บางข้อมีลักษณะแบบ “อ่อน” และไม่สามารถนำไปสู่
“ขั้นตอนที่กล้าหาญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่”
ตามที่สหประชาชาติกล่าวว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนได้
- แนวทาง “การลดขนาดเศรษฐกิจ” (Degrowth) เรียกร้องให้มีการคิดทบทวนใหม่ขั้นพื้นฐานว่าสิ่งใดมีคุณค่าและเพราะเหตุใด
โดยมีกลยุทธ์ “ความพอเพียง” (Sufficiency) เข้ามาแทนที่แนวทางความยั่งยืนแบบมุ่งเน้น
“ประสิทธิภาพ” (Efficiency) ในอดีต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น