โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ (Economic globalisation)
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Jana Kleibert(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.
บทนำ
เสื้อยืดของคุณมีที่มาจากที่ใด? คำถามที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายนี้
แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมุ่งหวังที่จะทราบข้อมูลที่นอกเหนือไปจากชื่อร้านค้าปลีกที่คุณซื้อมา
ป้ายระบุว่า "ผลิตใน..." (Made in ...) อาจให้ข้อบ่งชี้บางประการว่าผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายนั้นถูกเย็บและประกอบขึ้นที่ใด
(เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน (China), บังกลาเทศ (Bangladesh)
หรือเวียดนาม (Vietnam)) ทว่ากลับไม่ได้เปิดเผยว่าฝ้ายนั้นถูกเก็บเกี่ยวจากที่ใด
ผ้าถูกย้อมที่ไหน (พร้อมด้วยผลกระทบทางนิเวศวิทยาที่ตามมาทั้งหมด) ถูกออกแบบ ณ
สถานที่ใด หรือภาพลักษณ์ของตราสินค้า (Brand image) ถูกสร้างสรรค์ขึ้นที่ไหน
ในระบบเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน
เป็นเรื่องปกติมากขึ้นที่สิ่งของที่เราอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันจะผ่านการข้ามพรมแดนระหว่างประเทศหลายครั้งในกระบวนการผลิตก่อนที่จะมาถึงมือเรา
ในบทนี้
เรามีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจว่าระบบการผลิตระดับโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและมีกลไกการทำงานอย่างไร
โลกาภิวัตน์ (Globalisation) คือกระบวนการที่เพิ่มพูนความเชื่อมโยงระหว่างกัน (Interconnectedness)
และความพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Interdependence) ของสถานที่และตัวแสดงต่าง ๆ ในระดับโลก ในความหมายอย่างกว้างนี้
โลกาภิวัตน์ครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และนิเวศวิทยา
โดยในบทนี้ เราจะมุ่งเน้นไปที่มิติทางเศรษฐกิจของโลกาภิวัตน์เป็นสำคัญ
เนื้อหาในส่วนถัดไปจะอภิปรายถึงการอุบัติขึ้นของเศรษฐกิจโลก และอธิบายว่าโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจร่วมสมัยมีความแตกต่างในเชิงคุณภาพจากรูปแบบในอดีตอย่างไร ส่วนที่สามจะวิเคราะห์ถึงบทบาทสำคัญของบรรษัทข้ามชาติ (Transnational corporations - TNCs) ในระบบเศรษฐกิจโลก จากนั้นเราจะเบนความสนใจไปยังแนวทางต่าง ๆ ที่นักภูมิศาสตร์มักใช้ในการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์ของเศรษฐกิจโลก (Geographies of the global economy) ก่อนที่ส่วนสรุปจะพิจารณาถึงประเด็นที่ว่าโลกาภิวัตน์ได้ชะลอตัวลงหรือหยุดชะงักลงในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือไม่
การสร้างเศรษฐกิจโลก (The making of the global economy)
ประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์นั้นยาวนานและมีการถกเถียงกันอย่างมากว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อใดกันแน่
บางทัศนะกำหนดให้จุดเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์มาพร้อมกับการอุบัติขึ้นของเส้นทางการค้าข้ามชาติ
(International trade routes) หากคุณมีชีวิตอยู่ในยุคกลาง (Middle
Ages) บรรพบุรุษของเสื้อยืดของคุณน่าจะผลิตมาจากวัสดุที่หาได้ในบริเวณใกล้เคียงกับที่พักอาศัย
และถูกปั่น ย้อม และถักทอในสถานที่เดียวกัน เว้นแต่ว่าคุณจะสังกัดอยู่ในชนชั้นสูง
(Nobility) และมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะนำเข้าผ้าไหมจากจักรวรรดิจีน
(Chinese Empire) การค้าในยุคแรกเริ่มผ่านเส้นทางสายไหม (Silk
Road) เกิดขึ้นย้อนไปไกลถึง 130
ปีก่อนคริสตกาล และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าภาษาระหว่างยุโรปและเอเชีย (Frankopan,
2015)
โดยทั่วไปแล้ว
จุดเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์มักถูกกำหนดไว้ในปี ค.ศ. 1492 ซึ่งเป็นปีที่
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) "ค้นพบ"
อเมริกา อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของลัทธิอาณานิคม (Colonialism) และการแสวงหาผลประโยชน์จากอาณานิคมโดยจักรวรรดิยุโรป ภายใต้ลัทธิอาณานิคม
การค้าระหว่างประเทศของสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ระหว่างอาณานิคมและประเทศผู้ล่าอาณานิคมนั้นมีความไม่เท่าเทียมกันอย่างมาก
ในรูปแบบการค้าที่ขูดรีดนี้ ไม่เพียงแต่สินค้าเท่านั้นที่ถูกขนส่งข้ามมหาสมุทร
แต่ทาสยังถูกส่งไปยังอาณานิคมเพื่อทำงานในไร่ขนาดใหญ่ (Plantations) ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมฝ้ายในสหรัฐอเมริกา (United States) มีพื้นฐานมาจากการบังคับใช้แรงงานทาสในการเก็บเกี่ยวฝ้าย ดังนั้น
แม้ว่าในช่วงปี ค.ศ. 1800
เสื้อผ้าของคุณอาจยังคงถูกผลิตในสหรัฐอเมริกา
แต่เศรษฐกิจฝ้ายนั้นเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับการค้าทาสระดับโลก
การค้าระหว่างประเทศที่ไม่มีความสมดุลในวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเกิดขึ้นระหว่างประเทศต่าง
ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ จนก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศ (International
division of labour) ที่เชื่อมโยงสถานที่ต่าง ๆ
เข้าด้วยกันในระบบโลกทุนนิยม (Capitalist world-system) ผ่านกระบวนการนี้
การแสวงหาผลประโยชน์จากอาณานิคมจึงดำเนินต่อไปในรูปแบบที่หลากหลาย (โปรดดูบทที่ 37 และ 49 ประกอบ)
การค้าโลกขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
(Second World War) มีการตัดสินใจทางการเมืองเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าและทำให้เป็นทางการ
ตัวอย่างเช่น ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General
Agreement on Tariffs and Trade - GATT) ซึ่งเป็นต้นแบบขององค์การการค้าโลก
(World Trade Organisation - WTO) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสร้างมาตรฐานในการขนส่งทางเรือด้วยตู้คอนเทนเนอร์
(Standardisations in container-shipping) ช่วยลดต้นทุนการขนส่งลงอีก
นำไปสู่ปริมาณสินค้าที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศที่มากขึ้นเป็นประวัติการณ์
นับแต่นั้นมา เราได้ประจักษ์ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของเศรษฐกิจโลก แทนที่จะเป็นการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันเราพบความพึ่งพาอาศัยกันระดับโลกที่บูรณาการอย่างลึกซึ้งในกระบวนการผลิตที่กระจัดกระจายและเป็นสากล ปัจจุบันเราสามารถกล่าวถึง การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ (New international division of labour) (ซึ่งตรงข้ามกับการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศในยุคอาณานิคม) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบริษัทต่าง ๆ ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตบางส่วนด้วยเหตุผลเรื่องส่วนต่างของค่าแรง (Labour arbitrage) (การฉวยความได้เปรียบจากต้นทุนแรงงานที่ค่อนข้างต่ำในพื้นที่อื่นของโลก) อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labour intensive) และเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ขานรับแนวโน้มนี้ บริษัทต่าง ๆ เริ่มย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ (Offshore production) ไปยังประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มีลักษณะเฉพาะคือการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign direct investment - FDI) (ดูภาพที่35.1) การก้าวขึ้นมาของบรรษัทข้ามชาติ (TNCs) และห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก (Global value chains)
ที่มา: From Global foreign direct investment flows over the last 30 years, available at https://unctad.org/data-visualization/global-foreign-direct- investment-flows-over-last-30-years (downloaded 23/6/2023). ©(2022) United Nations. Reprinted with the permission of the United Nations
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศช่วยให้บริษัทต่าง
ๆ สามารถสร้างอำนาจควบคุมเหนือสถานประกอบการผลิตในต่างประเทศ
ไม่ว่าจะผ่านการเข้าซื้อสถานประกอบการผลิตที่มีอยู่เดิม
(ผ่านการควบรวมและซื้อกิจการ - Mergers and acquisitions) หรือการจัดตั้งสถานประกอบการใหม่ (Greenfield investment) กระแสของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
แต่ก็มีความผันผวนอย่างมากดังที่เห็นได้ในภาพที่35.1
กราฟแสดงให้เห็นถึงกระแส FDI ของโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยมีการลดตัวลงในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่น
ภายหลังการโจมตีเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (World Trade Centre) ในปี
ค.ศ. 2001 วิกฤตการณ์ทางการเงินที่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2008 และการแพร่ระบาดของโควิด-19 (COVID-19) ในปี ค.ศ. 2020
ภาพที่35.1
ยังแสดงให้เห็นว่าภูมิศาสตร์ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตามกาลเวลา
แหล่งที่มาของกระแส FDI โดยดั้งเดิมมาจากอเมริกาเหนือและยุโรป
การลงทุนจากญี่ปุ่น (Japanese FDI) เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ
1970 ตามมาด้วยกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียอื่น ๆ เช่น เกาหลีใต้ (South
Korea) และสิงคโปร์ (Singapore) ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า FDI จากเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และในปัจจุบันมีปริมาณกระแสเงินไหลออกสูงกว่ายุโรปและอเมริกาเหนือ ขณะที่กระแส FDI
จากกลุ่มประเทศแอฟริกายังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
การเพิ่มขึ้นของกระแส FDI ยังนำไปสู่การขยายตัวของการค้าภายในบริษัท
(Intra-firm trade) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างสาขาต่าง ๆ
ของบรรษัทข้ามชาติ (TNC) เดียวกัน กระแส FDI เหล่านี้มีส่วนช่วยสร้าง "การฝังตัว" (Embeddedness) ที่แตกต่างกัน ทั้งในส่วนของแรงงาน บริษัท และผู้บริโภค ดังที่ปรากฏในภาพที่35.2
ซึ่งนำเสนอกระบวนการอันซับซ้อนที่หล่อหลอมและปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกในรูปแบบการวิเคราะห์อย่างง่าย
ภาพที่35.2 กรอบแนวคิดเชิงวิเคราะห์อย่างง่ายของเศรษฐกิจโลก
ที่มา: Image ที่มา: Dicken (2015: 51)
สรุปย่อ
- โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหมายถึงกระบวนการเพิ่มพูนความพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างกันในระดับโลก
- โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา
เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพไปสู่การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศรูปแบบใหม่
ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการเพิ่มขึ้นของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
- เศรษฐกิจโลกร่วมสมัยสามารถอธิบายได้ดีที่สุดในฐานะระบบที่ซับซ้อน ซึ่งประกอบด้วยตัวแสดงและความสัมพันธ์ระหว่างกันที่หลากหลาย ซึ่งร่วมกันนำไปสู่การกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่าง "ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้"
บริษัทข้ามชาติในฐานะตัวแสดงหลัก (Transnational corporations as key actors)
เศรษฐกิจโลกถูกสร้างขึ้นโดยตัวแสดงที่หลากหลาย
รวมถึงรัฐ (States) บริษัท (Firms) แรงงาน (Workers)
และผู้บริโภค (Consumers) ตัวแสดงที่เป็นต้นแบบในระบบทุนนิยมโลกร่วมสมัยคือ
บรรษัทข้ามชาติ (Transnational corporations - TNCs) บริษัทเหล่านี้ดำเนินกิจกรรมครอบคลุมภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลายและบริหารจัดการบริษัทในเครือระหว่างประเทศ
(International subsidiaries) บรรษัทข้ามชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นและกลายเป็นกระดูกสันหลังสำคัญของเศรษฐกิจโลก
โดยประมาณร้อยละ 80
ของการค้าโลกถูกจัดระเบียบโดยบรรษัทข้ามชาติและเครือข่ายของพวกเขา (UNCTAD,
2013) บรรษัทข้ามชาติทำหน้าที่จัดระเบียบการผลิตและการกระจายสินค้าและบริการในระดับโลก
แม้ว่าพวกเขาจะไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสถานประกอบการผลิตทั้งหมดก็ตาม
ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มระดับโลก
บรรษัทข้ามชาติมักอยู่ในฐานะผู้ค้าปลีกที่รับผิดชอบด้านการสร้างตราสินค้า
แต่ได้ทำการจ้างผลิตภายนอก (Outที่มาd) กระบวนการผลิตทั้งหมดไปยังบริษัทผู้ผลิต (Supplier firms) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บรรษัทข้ามชาติสัญชาติสเปนอย่าง อินดิเท็กซ์ (Inditex)
กรณีศึกษา:
อินดิเท็กซ์ บริษัทข้ามชาติ (CASE STUDY: INDITEX, A TRANSNATIONAL
CORPORATION)
อินดิเท็กซ์ (Inditex) เป็นบรรษัทข้ามชาติสัญชาติสเปนที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมแฟชั่นรวดเร็ว (Fast-fashion)
บริษัทประกอบด้วยตราสินค้าต่าง ๆ เช่น Zara, Bershka,
Massimo Dutti และ Pull&Bear ในปี ค.ศ. 2022 บริษัทมีร้านค้าดำเนินงานอยู่ 6,477 แห่ง (ซึ่ง 1,064 แห่งเป็นระบบแฟรนไชส์) ใน 60 ตลาดที่แตกต่างกัน
และจ้างงานบุคลากร 165,000 คน จาก 177
สัญชาติ (Inditex, 2022) อย่างไรก็ตาม
การผลิตเสื้อยืดและเครื่องนุ่งห่มอื่น ๆ
ไม่ได้ดำเนินการโดยอินดิเท็กซ์และพนักงานของบริษัทโดยตรง
แต่เป็นการจ้างผลิตภายนอกไปยังบริษัทผู้ผลิต โดยในปี ค.ศ. 2021 เสื้อผ้าปริมาณ 565,000
ล้านตันที่วางจำหน่ายโดยอินดิเท็กซ์ ถูกผลิตขึ้นโดยผู้ผลิตโดยตรง (Direct
suppliers) จำนวน 1,790 ราย ซึ่งมีโรงงานรวม 8,756 แห่งใน 44 ประเทศ
ผู้ผลิตเหล่านี้มีการจ้างแรงงานรวมกันกว่า 3 ล้านคน
ซึ่งมากกว่าจำนวนพนักงานที่อินดิเท็กซ์จ้างโดยตรงถึง 18 เท่า
(Inditex, 2022)
ในขณะที่
การจ้างผลิตภายนอก (Outsourcing) หมายถึงการย้ายกิจกรรมที่เดิมเคยดำเนินการโดยบริษัทไปยังบริษัทอื่น
(ไม่ว่าจะในประเทศเดียวกันหรือต่างประเทศ) การย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ (Offshoring)
หมายถึงการเคลื่อนย้ายกิจกรรมทางภูมิศาสตร์ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ
ทั้งสองกระบวนการนี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
หากบริษัทตัดสินใจโอนย้ายกิจกรรมไปยังผู้ผลิตในต่างประเทศ
หากระยะห่างทางภูมิศาสตร์ระหว่างสองประเทศนั้นค่อนข้างน้อย อาจมีการใช้คำว่า
การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใกล้เคียง (Nearshoring) (ดูภาพที่35.3)
ภาพที่35.3
การจำแนกความแตกต่างระหว่างการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศและการจ้างผลิตภายนอก:
มิติทางองค์กรและมิติทางภูมิศาสตร์
ภาพ: Figure credit:
Jana Kleibert
การตัดสินใจของบริษัทในการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ
ตามธรรมเนียมแล้วมักถูกเข้าใจว่าเป็นไปเพื่อ การแสวงหาตลาด (Market-seeking) หรือ การแสวงหาทรัพยากร (Asset-seeking) ซึ่งประการหลังนี้ไม่เพียงแต่ครอบคลุมถึงการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น
แต่ที่พบบ่อยกว่าคือการเข้าถึงแรงงานและความรู้
ทั้งการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศและการจ้างผลิตภายนอกต่างช่วยให้เกิดระยะห่างทางองค์กรหรือทางภูมิศาสตร์ระหว่างสำนักงานใหญ่ของบริษัท
สถานที่อุปโภคบริโภค และ "ด้านมืด" ของห่วงโซ่คุณค่า (เช่น
สภาพการทำงานและหลักปฏิบัติในการจ้างงานที่ย่ำแย่) ยิ่งไปกว่านั้น
ความซับซ้อนของห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก (Global value chains) ยังทำให้ยากต่อการระบุความรับผิดชอบ
นักกิจกรรมในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มในปัจจุบันจึงพยายามกดดันให้ตราสินค้าแฟชั่นและผู้ค้าปลีกมีความโปร่งใสมากขึ้น
และให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายผู้ผลิตของตน (Fashion Revolution, 2022)
กรณีศึกษา:
การย้ายฐานการผลิตภาคบริการ (CASE STUDY: SERVICES OFFSHORING)
การย้ายกิจกรรมการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าได้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นหลายประเภท เช่น เครื่องนุ่งห่ม หรืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ด้วยความก้าวหน้าทางโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ทำให้สามารถแยกส่วนงานการผลิตและย้ายงานสำนักงานจำนวนมากข้ามพรมแดนได้ นำไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมระดับองค์กรทั้งหมดที่เรียกว่า "กลุ่มอุตสาหกรรมการจ้างผลิตภายนอก" (Outsourcing complex) (Peck, 2017) ในปัจจุบัน พนักงานศูนย์บริการข้อมูล (Call centre agents) คอยช่วยเหลือลูกค้า และพนักงานในเมืองต่าง ๆ ของประเทศกำลังพัฒนา (Global South) ทำหน้าที่ประมวลผลเอกสาร ถอดความเวชระเบียน หรือให้บริการสนับสนุนงานส่วนหลัง (Back-office) ทางการเงิน ในความเป็นจริง เขตเมโทรมานิลา (Metro area of Manila) ในประเทศฟิลิปปินส์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการจ้างผลิตภายนอกทางธุรกิจ (Business process outsourcing - BPO) โดยมีแรงงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่มสาวกว่า 1 ล้านคน คอยให้บริการลูกค้าในประเทศพัฒนาแล้ว (Global North) (ดูภาพที่35.4) งานที่ถูกย้ายออกไปนอกประเทศมักรวมถึงงานที่เป็นกิจวัตร และ/หรือ งานที่บั่นทอนทางอารมณ์ เช่น การตรวจสอบเนื้อหา (Content moderation) บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
ภาพที่35.4
ย่านธุรกิจมาคาติ (Makati) ของฟิลิปปินส์ที่มีอาคารสูงระฟ้าซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทจ้างผลิตภายนอกทางธุรกิจ
มะนิลา, ประเทศฟิลิปปินส์
ที่มา: Photo credit: AGD Productions/Pixabay
อีกแง่หนึ่งที่แตกต่างแต่เกี่ยวข้องกันของการย้ายออกนอกประเทศ คือการใช้สิ่งที่เรียกว่า แหล่งเลี่ยงภาษีนอกประเทศ (Offshore tax havens) บรรษัทข้ามชาติ รวมถึงบริษัทแฟชั่นอย่างอินดิเท็กซ์ สามารถจัดตั้งโครงสร้างบริษัทในเครือที่ซับซ้อนโดยมีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีผ่านการโยกย้ายกำไรไปยังเขตอำนาจศาลต่าง ๆ ที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำกว่า รวมถึงเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ไอร์แลนด์ (Ireland) และสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) หลักปฏิบัติที่เป็นข้อพิพาทของอุตสาหกรรมการเงินนอกประเทศเหล่านี้มักเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในเชิงเทคนิค แต่กลับทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีที่สำคัญ นักข่าวสืบสวนสอบสวนได้เปิดโปงเทคนิคเหล่านี้ผ่านทางเอกสารปานามา (Panama Papers) และรายงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างบริษัทในเครือที่ซับซ้อนของบรรษัทข้ามชาติซึ่งเอื้อให้เกิดการเคลื่อนย้ายมูลค่าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั้นถูกออกแบบมาให้มีความคลุมเครือ อย่างไรก็ตาม ดังที่เราจะได้เห็นในส่วนถัดไป นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับการทำความเข้าใจการอุบัติขึ้นและองค์ประกอบของห่วงโซ่คุณค่าเหล่านี้ ตลอดจนการอธิบายถึงการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันทางภูมิศาสตร์ (Geographically uneven development) ที่เป็นผลลัพธ์ตามมา
สรุปย่อ
- บริษัทข้ามชาติ (TNCs) เป็นตัวแสดงหลักในโลกาภิวัตน์ร่วมสมัย
โดยทำหน้าที่จัดระเบียบการผลิตระดับโลกผ่านการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศและการจ้างผลิตภายนอก
- การแยกส่วนของกระบวนการผลิตภายในบริษัทผ่านการจ้างผลิตภายนอก และการขยายความสัมพันธ์ทางการผลิตออกไปในเชิงภูมิศาสตร์ผ่านการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ ได้นำไปสู่การก้าวขึ้นมาของห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
การวิจัยโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ: ห่วงโซ่และเครือข่าย (Researching economic globalisation: chains and networks)
ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
(Global
value chains) มีความแพร่หลายมากจนอาจกล่าวได้ว่าเป็น
"กระดูกสันหลังและระบบประสาทส่วนกลางของเศรษฐกิจโลก" (Cattaneo
et al., 2010: 7) การสร้างสรรค์สินค้าโภคภัณฑ์ร่วมสมัยอย่างเช่นเสื้อยืดธรรมดาหนึ่งตัว
จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยนำเข้า (Inputs) ไปสู่ผลผลิต
(Output) ซึ่งสามารถเข้าใจได้ในรูปแบบห่วงโซ่ดังนี้:
วัตถุดิบ → การแปรรูป
→ การประกอบ
→ โลจิสติกส์
→ การขาย
หรือในกรณีนี้คือ:
ฝ้าย → การแปรรูปเป็นผืนผ้า → การเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่ม → การกระจายสินค้า → การค้าปลีก
การเปลี่ยนผ่านจากวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายนี้
มักถูกเรียกว่า ห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) หรือ ห่วงโซ่คุณค่า (Value
chain) และไม่ได้ต้องการเพียงแค่กิจกรรมหลักอย่างการผลิต การตลาด
และโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมสนับสนุนจำนวนมาก เช่น
เทคโนโลยีสารสนเทศ การเงิน และทรัพยากรมนุษย์
เมื่อเราพยายามทำความเข้าใจตัวแสดงที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่
"ดูเรียบง่าย"
ตรรกะอันเป็นระเบียบของห่วงโซ่ที่เรียงลำดับกันกลับกลายเป็นความซับซ้อนอย่างยิ่ง
เนื่องจากมีตัวแสดงจำนวนมากในสถานที่ที่แตกต่างกันเข้ามามีส่วนร่วมตลอดกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า
ห่วงโซ่โภคภัณฑ์โลก
(Global
commodity chains), ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก (Global value
chains) และ เครือข่ายการผลิตระดับโลก (Global production
networks) เป็นมุมมองเชิงวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกันซึ่งนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใช้เพื่อตรวจสอบการผลิตในยุคโลกาภิวัตน์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ห่วงโซ่โภคภัณฑ์โลกถูกนิยามครั้งแรกว่าเป็น
"เครือข่ายของแรงงานและกระบวนการผลิตที่มีผลลัพธ์สุดท้ายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์สำเร็จรูป"
(Hopkins and Wallerstein, 1986: 159) แนวคิดนี้พัฒนาขึ้นโดยนักสังคมวิทยาและมีต้นกำเนิดมาจาก
ทฤษฎีระบบโลก (World-systems theory) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกัน
(Uneven development) ในเศรษฐกิจโลกแบบทุนนิยมตามมิติที่สัมพันธ์กัน
4 ประการ ได้แก่ โครงสร้างปัจจัยนำเข้า-ผลผลิต (Input-output
structure), ความเป็นอาณาบริเวณ (Territoriality), การธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแล (Governance) และบริบทเชิงสถาบัน
(Institutional context) (Gereffi, 1994) ในบรรดามิติเหล่านี้
มิติด้านการธรรมาภิบาลได้กลายเป็นมิติที่สำคัญที่สุดในการอธิบายผลลัพธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน
การตั้งคำถามเรื่องการธรรมาภิบาลคือการถามถึง "อำนาจ" ในห่วงโซ่โภคภัณฑ์:
ใครคือผู้ที่สามารถควบคุมส่วนใดส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ได้
และใครคือผู้ที่สามารถตักตวงมูลค่า (Value) จากห่วงโซ่นั้นได้?
การจำแนกเชิงวิเคราะห์ที่สำคัญคือความแตกต่างระหว่าง
ห่วงโซ่โภคภัณฑ์โลกที่ขับเคลื่อนโดยผู้ผลิต (Producer-driven global commodity
chains) และ ห่วงโซ่โภคภัณฑ์โลกที่ขับเคลื่อนโดยผู้ซื้อ (Buyer-driven
global commodity chains) (Gereffi, 1994) ห่วงโซ่ที่ขับเคลื่อนโดยผู้ผลิตจะมีลักษณะที่ใช้เงินทุนและเทคโนโลยีเข้มข้น
หมายความว่าผู้ผลิตคือผู้ที่มีความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่
ตัวอย่างของห่วงโซ่ที่ขับเคลื่อนโดยผู้ผลิตพบได้ในอุตสาหกรรมยานยนต์
ซึ่งนวัตกรรมเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ในทางตรงกันข้าม ห่วงโซ่ที่ขับเคลื่อนโดยผู้ซื้อดำรงอยู่ในภาคส่วนที่มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด
(Entry barriers) อยู่ที่การออกแบบและการตลาด
แต่ไม่ใช่ในกระบวนการผลิต
ผู้ค้าปลีกระดับโลกในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของห่วงโซ่ที่ขับเคลื่อนโดยผู้ซื้อ
ผู้ค้าปลีก เช่น อินดิเท็กซ์ (Inditex) เป็นผู้ประสานงานห่วงโซ่และสามารถใช้อำนาจกดดันผู้ผลิตซึ่งรับผิดชอบด้านการผลิตสินค้า
กำไรมหาศาลมักไม่ได้ตกอยู่ที่กระบวนการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น
ซึ่งส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) แต่กลับไปตกอยู่ในสาขาที่ถูกควบคุมโดยผู้ค้าปลีกในฐานะผู้ซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผลิตตามสัญญาจ้าง
แนวทางห่วงโซ่โภคภัณฑ์โลก (ซึ่งในระยะหลังถูกเรียกว่าแนวทางห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก)
มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจกลไกการธรรมาภิบาลและศักยภาพของบริษัทต่าง ๆ
ในการเปลี่ยนสถานะภายในห่วงโซ่และ "การยกระดับ" (Upgrading) ไปสู่สาขาที่สร้างมูลค่าได้สูงกว่า
กรณีศึกษา:
การเดินทางของชุดกระโปรง (CASE
STUDY: THE TRAVELS OF A DRESS)
การติดตามผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายจากชั้นวางของผู้ค้าปลีกย้อนกลับไปจนถึงต้นกำเนิดนั้นมักไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อพิจารณาจากปริมาณมหาศาลของผู้ผลิตตามสัญญาจ้างและผู้ผลิตวัตถุดิบในห่วงโซ่คุณค่าเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงการขาดความโปร่งใสโดยทั่วไปในอุตสาหกรรม ในกรณีของชุดกระโปรงซาร่า (Zara) โดยบรรษัทอินดิเท็กซ์ของสเปนที่เราพบก่อนหน้านี้ เคที โฮป (Katie Hope, 2017) นักข่าว BBC สามารถติดตามการเดินทางของมันได้ (ดูภาพที่35.5) เส้นใยไลโอเซลล์ (Lyocell fibres) มีที่มาจากต้นไม้ในยุโรปและถูกขนส่งไปยังอียิปต์ (Egypt) เพื่อปั่นเป็นด้าย ด้ายถูกส่งไปยังจีน (China) เพื่อทอเป็นผืนผ้า หลังจากนั้น ผ้าจะถูกส่งไปยังสเปน (Spain) เพื่อทำการย้อม ผ้าย้อมสีจะถูกขนส่งไปยังโมร็อกโก (Morocco) เพื่อตัดและเย็บเป็นชุดกระโปรง จากโมร็อกโกมันจะถูกส่งกลับไปยังศูนย์กระจายสินค้าในสเปน ซึ่งเป็นจุดที่มันจะถูกขนส่งไปยังร้านค้าปลีกของซาร่าในยุโรป อเมริกาเหนือ หรือเอเชีย
ภาพที่35.5 การเดินทางของชุดกระโปรง
สิ่งที่น่าสนใจคือ
ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม
นี่คือตัวอย่างของห่วงโซ่คุณค่าที่มีลักษณะการผลิตในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์กับสำนักงานใหญ่ของบริษัท
ในอุตสาหกรรมแฟชั่นรวดเร็ว (Fast-fashion) "เวลา"
คือทรัพยากรที่สำคัญ การลดระยะเวลาขนส่งผ่านการใช้ผู้ผลิตในประเทศใกล้เคียง (Near-shore
suppliers) (เช่น ในโมร็อกโก หรือตุรกี (Turkey)) แทนที่จะเป็นผู้รับจ้างผลิตในจีนหรือบังกลาเทศ
ทำให้อินดิเท็กซ์สามารถเร่งวงจรการผลิตได้
บริษัทสามารถลดเวลาที่ต้องใช้ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการวางขายบนชั้นวางจากหลายเดือนเหลือเพียงหกสัปดาห์
ช่วยให้บริษัทแฟชั่นรวดเร็วสามารถเพิ่มยอดขายได้จากการผลิตคอลเลกชันที่มากขึ้นในหนึ่งปี
มุมมองเชิงวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตในยุคโลกาภิวัตน์ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ
นั่นคือแนวทาง เครือข่ายการผลิตระดับโลก (Global Production Networks - GPN) (ดู Coe et al., 2008) แนวทางนี้ใช้คำว่า
"การผลิต" แทนคำว่า "โภคภัณฑ์"
เพื่อให้ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น รวมถึงภาคบริการด้วย
ที่สำคัญกว่านั้นคือการเปลี่ยนมโนทัศน์จาก "ห่วงโซ่" เป็น
"เครือข่าย" เนื่องจากคณะผู้เขียนได้วิจารณ์ถึงความเป็นเส้นตรงและการเรียงลำดับก่อนหลังที่มักจะสัมพันธ์กับภาพลักษณ์ของห่วงโซ่
เครือข่ายการผลิตระดับโลกถูกนิยามว่าเป็น "ความเชื่อมโยงของหน้าที่
การดำเนินงาน และการทำธุรกรรมที่สัมพันธ์กัน ซึ่งผ่านกระบวนการเหล่านี้
ผลิตภัณฑ์หรือบริการเฉพาะอย่างจะถูกผลิต กระจาย และบริโภค" (Henderson
et al., 2002: 445) โดยอาศัยมโนทัศน์เชิงทฤษฎีเรื่องมูลค่า (Value),
อำนาจ (Power) และการฝังตัว (Embeddedness)
นักวิชาการด้านเครือข่ายการผลิตระดับโลกมีความสนใจเป็นลำดับแรกในการทำความเข้าใจโอกาสของภูมิภาคต่าง
ๆ ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจผ่านการเข้าไปอยู่ในเครือข่ายการผลิตข้ามชาติ
ในระบบเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ ชะตากรรมของแต่ละภูมิภาคไม่ได้ถูกกำหนดโดยปัจจัยภายใน
(Endogenous factors) อีกต่อไป
แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบูรณาการเข้ากับเครือข่ายและกระแสเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
เชื่อกันว่าภูมิภาคจะได้รับประโยชน์จากการมีส่วนร่วมในเครือข่ายเศรษฐกิจเหล่านี้ผ่านกระบวนการ
"การจับคู่เชิงยุทธศาสตร์" (Strategically coupling) ระหว่างสินทรัพย์ของตน (เช่น ทรัพยากร แรงงานมีฝีมือ หรือเทคโนโลยี)
เข้ากับความต้องการของบริษัทผู้นำ (Lead firms) ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานเครือข่าย
การจับคู่นี้ถูกสันนิษฐานว่าจะทำให้เกิดการจับยึดมูลค่าในท้องถิ่น (Local
value capture) และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม
ไม่ใช่ทุกแห่งจะสามารถยกระดับตำแหน่งของตนไปสู่ช่องว่างที่ทำกำไรได้มากกว่าภายในการผลิตระดับโลก
หรือจับยึดมูลค่าได้มากขึ้นจากการจับคู่เชิงยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบเพียงแค่การนำกลยุทธ์ที่ถูกต้องมาใช้
ในเศรษฐกิจโลกที่ไม่เท่าเทียม ภูมิภาคและตัวแสดงบางส่วนจำเป็นต้องถูกผลักให้ดำเนินกิจกรรมที่มีมูลค่าต่ำกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวข้องต่อแนวทางห่วงโซ่และเครือข่ายคือ แนวทางเหล่านี้มี "อคติจากการนับรวม" (Inclusionary bias) โดยการตรวจสอบเฉพาะตัวแสดงและสถานที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเหล่านี้ ในขณะที่ผู้ที่ถูกคัดออกหรือผู้ที่ถูกถอนการลงทุนกลับถูกทำให้มองไม่เห็น (Bair and Werner, 2011) ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกาภิวัตน์หมายความว่าสถานที่และตัวแสดงที่บูรณาการอยู่ในกระบวนการผลิตในปัจจุบันไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างถาวร กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถถูกย้ายที่ตั้งได้ และภูมิภาคและแรงงานอาจเผชิญกับการถอนการลงทุนและการลดมูลค่า (Devaluation) การทำความเข้าใจการผลิตและการผลิตซ้ำของการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันซึ่งดำเนินผ่านห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก รวมถึงการเผยให้เห็นความสามารถที่แตกต่างกันของตัวแสดงในการสร้างและจับยึดมูลค่าภายในการผลิตระดับโลก ยังคงเป็นภารกิจสำคัญสำหรับนักภูมิศาสตร์
สรุปย่อ
- นักภูมิศาสตร์ได้ใช้มุมมองห่วงโซ่โลกและเครือข่ายโลกเพื่อเป็นแนวทางในการสำรวจเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการผลิตทางเศรษฐกิจในภาคส่วนที่หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม และโลจิสติกส์
- คำถามสำคัญสำหรับนักภูมิศาสตร์คือ เครือข่ายการผลิตระดับโลกสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจ (ระดับภูมิภาค) อย่างไร และใครคือผู้ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการมีส่วนร่วมในเครือข่ายเหล่านี้
- วิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของกรอบแนวคิดเหล่านี้ได้นำให้นักภูมิศาสตร์มุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบที่แตกต่างกันของห่วงโซ่และเครือข่ายเหล่านี้
บทสรุป: อวสานของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ? (Conclusion: the end of economic globalisation?)
ในปัจจุบัน
โลกาภิวัตน์ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนอีกครั้ง
นักวิจารณ์บางท่านแย้งว่า ในความเป็นจริงแล้วเรากำลังประจักษ์กับ
"อวสานของโลกาภิวัตน์"
เมื่อพิจารณาจากความท้าทายและความกดดันอันหลากหลายต่อเศรษฐกิจโลก
นอกเหนือจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ที่มีอยู่ตลอดเวลาแล้ว
สงครามในยูเครน (Ukraine) ณ ปัจจุบัน
และการแพร่ระบาดของโควิด-19 (COVID-19) ยังได้ขัดขวางรูปแบบดั้งเดิมของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจอีกด้วย
แท้จริงแล้ว การเพิ่มขึ้นของนโยบายการค้าแบบคุ้มกัน (Protectionist trade
policies) และการหยุดชะงักของการค้าโลกอันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หมายความว่าเรามีแนวโน้มที่จะได้เห็นการจัดระเบียบห่วงโซ่คุณค่าขนานใหญ่
แนวคิดที่ว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และดำเนินไปในทิศทางเดียว
(Unidirectional
process) มุ่งสู่สภาวะสุดท้ายที่เป็นโลกาภิวัตน์แบบบริสุทธิ์นั้นเป็นแนวคิดที่บกพร่องมาโดยตลอด
ระบบทุนนิยมนั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤตได้ง่าย (Crisis-prone) และดังที่เราได้เห็นในภาพที่35.1
ข้อมูลเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ต่าง ๆ
มักตามมาด้วยการลดลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยในปี ค.ศ. 2020
กระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกหดตัวลงหนึ่งในสาม เหลือเพียง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (UNCTAD, 2021) อย่างไรก็ตาม
ในปี ค.ศ. 2021 ตัวเลขเหล่านี้ได้ดีดตัวกลับขึ้นมาอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนปี ค.ศ. 2020 เสียอีก
เรายังสามารถเห็นได้ว่าการจัดระเบียบใหม่นี้บางส่วนถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยทางการเมืองพอ
ๆ กับปัจจัยทางเศรษฐกิจ รวมถึงทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่อโลกาภิวัตน์แบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal
globalisation) ในขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบของโลกาภิวัตน์เคยเป็นความกังวลหลักของฝ่ายการเมืองปีกซ้ายและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
(Global South) แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้เราได้เห็น
"การสลับขั้วครั้งใหญ่" (Big switch) ซึ่งกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์มีต้นตอมาจากฝ่ายการเมืองปีกขวาในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
(Global North) (Horner et al. 2018) มาตรการคุ้มกันทางการค้าได้กลายเป็นองค์ประกอบหลักในนโยบายการค้าของรัฐที่เคยป่าวประกาศสนับสนุนการค้าแบบเสรีนิยมใหม่มาอย่างยาวนาน
การนำภาษีศุลกากรมาใช้กับอะลูมิเนียม เหล็กกล้า เครื่องซักผ้า
หรือแผงโซลาร์เซลล์ในสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างสำคัญในเรื่องนี้
คำถามที่ว่าเสื้อยืดของคุณจะมีที่มาจากที่ใดในอนาคตนั้นยังคงเป็นคำถามปลายเปิด
เป็นไปได้ว่าด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการหยุดชะงักในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
เราจะได้เห็นการก่อตัวของห่วงโซ่คุณค่าในระดับภูมิภาค (Regional value
chains) มากขึ้น และแม้กระทั่งการดึงฐานการผลิตกลับสู่ประเทศ (Re-shoring)
ในอุตสาหกรรมที่ละเอียดอ่อนบางประเภท
ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นเนื่องจากพลังงานที่มีราคาแพงอาจทำให้กระบวนการผลิตที่ขยายตัวยาวเหยียดมีราคาสูงขึ้น
และปัจจัยเหล่านี้อาจส่งแรงกดดันต่อกิจกรรมการผลิตในต่างประเทศ สิ่งนี้อาจทำให้แหล่งผลิตที่อยู่ใกล้กับสถานที่บริโภคขั้นสุดท้ายมีความได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม
เป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่เสื้อยืดที่คุณจะซื้อในอนาคต รวมถึงวัสดุทั้งหมดของมัน
จะถูกผลิตขึ้นภายในภูมิภาคหรือประเทศบ้านเกิดของคุณ
การดึงฐานการผลิตกลับสู่ประเทศอย่างเต็มรูปแบบ (Full re-shoring) และการแยกตัวออกจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่พ้นไปจากระดับรัฐชาตินั้นเป็นเรื่องที่ยากจะจินตนาการ
ภูมิศาสตร์ของโลกาภิวัตน์จะยังคงปรับเปลี่ยนไปตามวิกฤตการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ
และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การปรับโครงสร้าง (Re-configuration) ของห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
แต่การแบ่งงานกันทำนั้น ในอนาคตอันใกล้ที่คาดการณ์ได้
มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นลักษณะระดับโลก และมีความไม่เท่าเทียม ต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น