พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Regan Koch(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.
บทนำ
เมืองเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อประมาณ
10,000 ปีก่อน โดยเป็นแหล่งรวมผู้คน สินค้า เทคโนโลยี
และธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันในพื้นที่ที่มีความหนาแน่น
ในฐานะที่เป็นแหล่งแห่งการปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยน
เมืองจึงเป็นสถานที่ที่นวัตกรรมรุ่งเรืองเพื่อตอบสนองต่อความต้องการและความปรารถนาของมนุษย์
ความยั่งยืนและความคงทนของเมืองจำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบใหม่ ๆ สำหรับการค้า
การบริหารจัดการ การก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) นิคมเมืองที่ประสบความสำเร็จได้สะสมความมั่งคั่งและประชากรจำนวนมหาศาล
จนกลายเป็นศูนย์กลางของอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทหาร
ซึ่งช่วยเพิ่มพูนขีดความสามารถในการผลิตและขอบเขตอิทธิพลให้มากยิ่งขึ้น
กระบวนการกลายเป็นเมือง (Urbanisation) ดำเนินไปในภูมิภาคต่าง
ๆ ของโลกเป็นเวลาหลายพันปี แม้จะเป็นไปในลักษณะที่ไม่ต่อเนื่องเป็นเส้นตรง
โดยที่บางเมืองเติบโตขยายตัว ในขณะที่บางเมืองกลับเสื่อมสลายลง อย่างไรก็ตาม
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และ 19 กระบวนการกลายเป็นเมืองได้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว
โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญและเป็นหัวใจหลักจากพลังเร่งของทุนนิยมอุตสาหกรรม (Industrial
capitalism) ส่งผลให้เมืองต่าง ๆ
เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทั้งในด้านจำนวน ประชากร และขนาด
พื้นที่เหล่านี้ได้กลายเป็นโหนด (Nodes) สำคัญในกระบวนการที่แผ่ขยายวงกว้างของการปรับสู่ความทันสมัย
(Modernisation) การล่าอาณานิคม (Colonisation) และโลกาภิวัตน์ (Globalisation) นอกจากนี้
เมืองยังกลายเป็นสภาพแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built environments) ที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เต็มไปด้วยสถาบันและแนวปฏิบัติเพื่อจัดระเบียบกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ อาทิ
การแบ่งงานกันทำตามความเชี่ยวชาญ (Divisions of labour and specialisation)
กฎหมายและระเบียบข้อบังคับ สถาปัตยกรรม ระบบการดูแล การศึกษา
การรักษาความสงบเรียบร้อย และการขนส่ง เป็นต้น
การใช้ชีวิตในเมืองได้บ่มเพาะวัฒนธรรมใหม่และวัฒนธรรมแบบผสมผสาน (Hybrid
cultures) ซึ่งสั่นคลอนวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง
กระบวนการกลายเป็นเมืองจึงก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสังคมและอนาคตของโลกที่เหล่านักวิชาการยังคงพยายามหาคำตอบจนถึงปัจจุบัน
ทฤษฎีเมือง (Urban Theory) หมายถึง
ชุดความคิดและแนวคิดเพื่อทำความเข้าใจเมืองและกระบวนการกลายเป็นเมือง
ต้นกำเนิดของทฤษฎีนี้สามารถสืบย้อนไปได้ถึงเมืองอุตสาหกรรมในยุโรปและอเมริกาเหนือที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงปลายศตวรรษที่
18 และ 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเบอร์ลิน
(Berlin) แมนเชสเตอร์ (Manchester) ลอนดอน
(London) ปารีส (Paris) นิวยอร์ก (New
York) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชิคาโก (Chicago) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ
"สกุลความคิด" (School) ทางสังคมวิทยาเมืองแห่งแรก
ปัญญาชนในยุคนั้นเริ่มมีความกังวลอย่างกว้างขวางต่อ "ความทันสมัย" (Modernity)
ในฐานะที่เป็นยุคสมัยใหม่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ซึ่งเป็นการก่อตัวทางเมือง เศรษฐกิจ
และวัฒนธรรมที่อุบัติขึ้นโดยมีเมืองเป็นศูนย์กลาง
และจำเป็นต้องมีรูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ใหม่ ๆ ในสาขา "สังคมศาสตร์" (Social
sciences) ทฤษฎีเมืองถูกพัฒนาขึ้นเมื่อนักวิชาการพยายามอธิบายว่าเหตุใดเมืองจึงมีแรงดึงดูด
(Gravitational pull) มหาศาล
และการรวมกลุ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม (Agglomeration) ก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม
สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือนักวิชาการพยายามนิยามและตีความผลกระทบของชีวิตเมืองสมัยใหม่ที่มีต่อสังคม
เงื่อนไขของความหนาแน่น (Density) ความเข้มข้น (Intensity)
และความหลากหลาย (Diversity) ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของมนุษย์อย่างไร?
เมืองส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คนในการส่งเสริมความร่วมมือหรือความขัดแย้งอย่างไร?
นอกจากนี้ พวกเขายังตั้งคำถามว่าเหตุใดบางเมืองจึงประสบความสำเร็จ
ในขณะที่เมืองอื่นกลับล้มเหลว
ทฤษฎีการกลายเป็นเมืองอุบัติขึ้นในฐานะชุดแนวทางที่หลากหลายเพื่อตอบคำถามเหล่านี้ และได้รับความสนใจอย่างเร่งด่วนจากความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างความมั่งคั่งและความยากจน โอกาสและความยากลำบากที่สามารถพบได้ในเมือง คำตอบต่าง ๆ ถูกพัฒนาผ่านการศึกษาภาคสนาม (Field studies) การพรรณนาเชิงบรรยาย คำอธิบายเชิงทฤษฎี แผนภาพ (Diagrams) แผนผังการจำแนกประเภท แนวคิด และการทดลองด้วยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ สิ่งเหล่านี้มักถูกส่งต่อไปยังเหล่านักปฏิรูปพื้นที่เขตเมืองชั้นใน (Inner-city reformers) นักผังเมือง และผู้กำหนดนโยบายที่มีความกังวลเกี่ยวกับความไม่สงบในสังคม รวมถึงการปรับปรุงสวัสดิการและเงื่อนไขทางกายภาพของเมือง ความคิดและแนวทางพื้นฐานของทฤษฎีเมืองได้ถูกถ่ายทอดสู่เหล่านักเรียนและผู้ปฏิบัติงานรุ่นต่อรุ่น และแนวคิดเหล่านี้ยังคงมีอิทธิพลอย่างน่าทึ่งต่อการทำความเข้าใจเมืองและกระบวนการกลายเป็นเมืองในปัจจุบัน (รูปที่ 15.1)
รูปที่
15.1 ทัศนียภาพมุมสูงของกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน
ที่มา: ภาพถ่ายโดย Kanghee Han จาก Pixabay
ในปัจจุบัน
มักกล่าวกันว่าโลกได้เข้าสู่ "ยุคสมัยแห่งเมือง" (Urban age) อย่างเต็มตัว เนื่องจากมีการรวมตัวอย่างมหาศาลของประชากร
ผลิตภาพทางเศรษฐกิจ และความมั่งคั่งในสภาพแวดล้อมแบบเมือง เมืองต่าง ๆ
ขยายตัวล้นเกินกว่ากำแพงหรือเขตแดนทางประวัติศาสตร์ใด ๆ
เข้าสู่เครือข่ายของศูนย์กลางเมืองและพื้นที่รอบนอก (Peripheries) ย่านชานเมือง (Suburbs) พื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท (Exurbs)
และระเบียงเศรษฐกิจ (Corridors) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรประมาณ
70% ของโลก
พื้นที่เขตเมืองมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ผู้คนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
และแม้แต่ผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองที่ยากจนที่สุดก็ยังมีมาตรฐานความเป็นอยู่สูงกว่าผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชนบทหลายแห่ง
เมืองและภูมิภาคเมืองยังคงเป็นศูนย์กลางหลักของนวัตกรรมทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี
และสังคม
แม้ว่าการเติบโตอย่างน่าตกใจของขนาดและจำนวนเมืองจะเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญไปสู่มหานคร
(Mega-cities) และเขตเมืองขยาย (Conurbations) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South)
ในขณะเดียวกัน
ก็มีการกระจุกตัวอย่างรุนแรงของความยากจน
ที่อยู่อาศัยที่ไม่เหมาะสมและราคาแพงเกินเอื้อม
การเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่ไม่เพียงพอ
ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ การถูกทอดทิ้งทางสังคม ความรุนแรง อาชญากรรม
และปัญหาสังคมอื่น ๆ นอกเหนือจากประโยชน์และโทษทางสังคมที่พบในเมืองแล้ว
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาทางนิเวศวิทยาอื่น ๆ
ยังถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการทรัพยากรของกระบวนการกลายเป็นเมือง
ในขณะที่การพัฒนาได้รุกค้ำ (Sprawl) เข้าสู่พื้นที่ดินมากขึ้นเรื่อย
ๆ ทำให้พื้นที่เหล่านี้สุ่มเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนและภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ
ทั่วโลกมีการพลัดถิ่นของปัจเจกบุคคลและชุมชนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นในระดับโลก
ความเร่งด่วนของปัญหาเมืองเหล่านี้ถูกตอบรับด้วยการแพร่ขยายของงานวิจัยทางวิชาการและงานวิจัยเชิงนโยบาย
เมืองศึกษา (Urban studies) ครอบคลุมสาขาวิชาสังคมวิทยา
ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และอื่น ๆ
การวิเคราะห์เมืองยังขยายตัวไปไกลกว่าสังคมศาสตร์ โดยรวมไปถึงการวางแผน การออกแบบ
และนโยบายศึกษา สถาปัตยกรรม และการมีส่วนร่วมที่หลากหลายกับศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และกลุ่มนักเคลื่อนไหว
แทนที่จะเป็นสาขาวิชาที่เป็นเอกภาพ ทฤษฎีเมืองร่วมสมัยกลับถูกเข้าใจได้ดีที่สุดในฐานะชุดทรัพยากรทางปัญญาที่หลวม ๆ ซึ่งประกอบด้วยความคิด แนวคิด วิธีการ และนักคิดสำคัญ ที่ช่วยวางกรอบการอภิปรายและการวิจัย ทฤษฎีนี้มีลักษณะวิพากษ์ (Critical) อย่างชัดเจนและเต็มไปด้วยการโต้แย้งที่คึกคัก โดยเน้นไปที่การระบุและแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่แพร่หลายในเมือง บางส่วนมองว่าทฤษฎีเมืองนำเสนอแนวคิดและมโนทัศน์ที่สามารถนำไปปรับใช้ทั่วไป (Generalisable) เพื่อทำความเข้าใจชีวิตในเมืองและจังหวะการขยายตัวของการกลายเป็นเมือง แม้จะจำเป็นต้องมีการปรับปรุงทัศนคติ วิธีการ และจุดเน้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม ในขณะที่บางส่วนแย้งว่าจินตนาการที่รากฐานมาจากความคิดในศตวรรษที่ 20 นั้นไม่เพียงพอ และทฤษฎีเมืองจำเป็นต้องมีการคิดใหม่แบบถอนรากถอนโคน (Radical rethinking) และท้ายที่สุด มีคนจำนวนมากที่เคลือบแคลงสงสัยในทฤษฎีเมือง โดยมองว่าเป็นเพียงการแสวงหาทางปัญญาที่แยกขาดจากปัญหาจริงที่เมืองและผู้อยู่อาศัยต้องเผชิญ บทนี้จึงรวบรวมทัศนะเหล่านี้เข้าด้วยกัน โดยร่างเค้าโครงของทฤษฎีเมืองไว้ดังนี้: เป็นชุดความคิดและแนวทางเชิงจินตนาการเพื่อทำความเข้าใจเมืองและกระบวนการกลายเป็นเมือง; เป็นพื้นที่สำหรับการโต้แย้งและการประเมินซ้ำเชิงวิพากษ์ต่อการเมืองเชิงความรู้ (Knowledge politics) ของเมืองศึกษา; และเป็นโหมดการคิดที่มุ่งเน้นการสร้างทฤษฎี แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถปรับทิศทางไปสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อรับมือกับความท้าทายและศักยภาพของเมืองและโลกที่กำลังกลายเป็นเมืองมากขึ้นทุกขณะ
สรุปย่อ
- เมืองเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน โดยดึงดูดมนุษย์ สรรพสิ่ง และเทคโนโลยีให้เข้ามาสะสมตัวอยู่ในพื้นที่หนาแน่น เมืองได้กลายเป็นศูนย์กลางของความมั่งคั่งและอำนาจอันยิ่งใหญ่ ซึ่งมีอิทธิพลแผ่ขยายไปไกลเกินกว่าขอบเขตของตนเอง
- กระบวนการกลายเป็นเมือง (Urbanisation) เร่งตัวขึ้นอย่างมากพร้อมกับการอุบัติขึ้นของทุนนิยมอุตสาหกรรม (Industrial capitalism) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และ 19 ส่งผลให้เมืองต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทั้งในด้านจำนวน ประชากร และขนาดโดยรวม
- มักมีการกล่าวว่าในปัจจุบันเรากำลังอยู่ใน "ยุคสมัยแห่งเมือง" (Urban age) โดยมีประชากรมากกว่า 70% อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเมือง ซึ่งครอบคลุมทั้งตัวเมือง พื้นที่ชานเมืองที่ขยายตัว (Sprawling suburbs) พื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท (Exurbs) และเมืองบริวาร (Satellite cities) ในขณะที่เมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่เริ่มกระจุกตัวในยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นแห่งแรก แต่ในปัจจุบันกระบวนการกลายเป็นเมืองกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในมหานคร (Mega-cities) และเขตเมืองขยาย (Conurbations) ของเอเชียและกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South)
- ทฤษฎีเมือง (Urban Theory) คือชุดเครื่องมือสำหรับพรรณนา อธิบาย และวิจัยต่อยอดเกี่ยวกับอำนาจของเมืองและกระบวนการกลายเป็นเมืองในฐานะพลังขับเคลื่อนทางสังคมและเศรษฐกิจ
จินตนาการเมืองและการโต้แย้งที่ดำเนินอยู่
ความกังวลด้านศีลธรรมและวัฒนธรรมเกี่ยวกับชีวิตในเมืองอุตสาหกรรมยุคแรกเป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีเมือง
กระบวนการกลายเป็นเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้นำมาซึ่งความรู้สึกสั่นคลอนอย่างลึกซึ้งต่อบรรทัดฐานและกิจวัตรประจำวันของวิถีชีวิตแบบชนบทและหมู่บ้าน
เมืองในศตวรรษที่ 18 และ 19 ยังถูกคุกคามด้วยปัญหาสังคม
ตั้งแต่สุขภาวะที่ย่ำแย่และโรคระบาด ไปจนถึงความแออัด อาชญากรรม ความยากจน
และการไร้ที่อยู่อาศัย นักสังคมวิทยาในยุคนั้น ซึ่งรวมถึง เฟอร์ดินานด์ เทินนีส์ (Ferdinand
Tönnies) และ เอมีล เดอร์ไคม์ (Emile Durkheim) ต่างมีความกังวลว่าสายใยของชุมชนและความสามัคคีในสังคม (Social
cohesion) กำลังถูกกัดเซาะโดยเงื่อนไขของความหนาแน่นและความหลากหลาย
รวมถึงจังหวะที่เร่งรีบของชีวิตเมือง
พวกเขาโต้แย้งว่าลักษณะของเมืองที่เน้นความเป็นปัจเจกบุคคลและปราศจากความผูกพันส่วนตัว
(Impersonal nature) ถูกทำให้รุนแรงยิ่งขึ้นจากการผงาดขึ้นของรัฐนคร
(City-states) และระบบเศรษฐกิจแบบตลาด
ซึ่งเข้ามาแทนที่รูปแบบความร่วมมือดั้งเดิมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Collective
forms of solidarity) อันเคยเป็นกลไกในการตอบสนองความต้องการของมนุษย์
ฟรีดริช
เอ็นเกลส์ (Friedrich
Engels) ได้ชี้ให้เห็นถึงการปฏิบัติที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์และสภาวะอันโหดร้ายที่คนงานต้องเผชิญในเมืองอุตสาหกรรม
โดยถูกเอารัดเอาเปรียบโดยเหล่านายทุนที่มีความใกล้ชิดกันทางกายภาพแต่กลับห่างเหินทางศีลธรรม
ขณะที่ เกออร์ก ซิมเมล (Georg Simmel, 1903) ได้อธิบายถึงผลกระทบทางจิตวิทยาของชีวิตท่ามกลางคนแปลกหน้าไว้อย่างมีอิทธิพล
ว่าผู้อยู่อาศัยในเมืองได้พัฒนาการใช้เหตุผลที่เย็นชาและผ่านการคำนวณ รวมถึงมี
"ทัศนคติที่เมินเฉย" (Blasé attitudes) เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนได้กลายสภาพไปเป็นเสมือนการทำธุรกรรมทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม
ซิมเมลยังโต้แย้งว่าสภาพแวดล้อมแบบเมืองได้นำมาซึ่งเสรีภาพส่วนบุคคลที่มากขึ้น
ช่วยให้ผู้คนสามารถบ่มเพาะตัวตนในส่วนที่ชุมชนดั้งเดิมเคยปิดกั้นไว้
ด้วยเหตุนี้เมืองจึงกลายเป็นโหนด (Nodes) แห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
แนวคิดที่มองว่าเมืองเป็นเสมือนระบบนิเวศที่มีพลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์
ได้รับการพัฒนาต่อยอดโดย สกุลความคิดสังคมวิทยาเมืองแห่งชิคาโก (Chicago School
of Urban Sociology) โดยผู้ก่อตั้งอย่าง โรเบิร์ต พาร์ค (Robert
Park) และ เออร์เนสต์ เบอร์เจสส์ (Ernest Burgess) (1925) ได้จินตนาการว่าเมืองคือ "ห้องปฏิบัติการ" (Laboratory) สำหรับการตรวจสอบว่ามนุษย์ปรับตัวเข้ากับสภาวะทางสังคมและพื้นที่ของเมืองในรูปแบบใหม่ได้อย่างไร
การสังเกตการณ์และการวิจัยภาคสนามเชิงชาติพันธุ์วรรณนา
(Ethnographic
fieldwork) ถูกสถาปนาขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการทางวิทยาการเพื่อวิเคราะห์
"ประเภททางสังคม" (Social types) และ
"วัฒนธรรมย่อย" (Sub-cultures) ที่โดดเด่นซึ่งอุบัติขึ้นในเมือง
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ณ เมืองชิคาโก
การศึกษาเหล่านี้รวมถึงการศึกษาชุมชนผู้อพยพ พรรคการเมือง คนไร้ที่อยู่อาศัย
แก๊งอาชญากร ผู้ขายบริการทางเพศ พนักงานขับรถแท็กซี่ นักดนตรีแจ๊ส
รวมถึงสลัมของกลุ่มชาติพันธุ์และสีผิว (Ethnic and racial ghettos) หนึ่งในคุณูปการต่อทฤษฎีเมืองของพวกเขาคือความเข้าใจที่ว่าเมืองคือโมเสก (Mosaics)
ของย่านที่อยู่อาศัยที่มีความแตกต่างทางสังคม
ซึ่งตกอยู่ภายใต้พลวัตของการสืบลำดับทางนิเวศวิทยา (Ecological succession)
โดยมีระลอกของการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ของความเป็นระเบียบและความไร้ระเบียบ
บรรทัดฐานทางสังคม และพฤติกรรมเบี่ยงเบน อย่างไรก็ตาม
มรดกที่ยั่งยืนที่สุดของสกุลความคิดนี้คือการนำเสนอเมืองในรูปแบบของแบบจำลองและแผนภาพที่มุ่งอธิบายรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ระยะของการเข้ามาอยู่อาศัยของประชากร การแบ่งแยกทางสังคม (Social
segregation) และเขตเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสังคม (Zones
of socio-economic transition) ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ
แบบจำลองเขตศูนย์กลางร่วม (Concentric zone model) ของเบอร์เจสส์
และ แบบจำลองรูปพัด (Sector model) ของฮอยต์ (Hoyt) ซึ่งยังคงมีการเรียนการสอนกันอย่างแพร่หลายในมหาวิทยาลัยปัจจุบัน
แม้ส่วนใหญ่จะใช้เป็นตัวอย่างของความพยายามที่ลดทอนรายละเอียดจนเกินไป (Oversimplification)
ในการทำความเข้าใจความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมเมืองก็ตาม
รูปที่
15.2 แบบจำลองเขตศูนย์กลางร่วมของการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตเมืองของเบอร์เจสส์
ที่มา: Nick Brennan
เหล่านักภูมิศาสตร์เริ่มให้ความสำคัญกับเมืองมากขึ้นในช่วงหลายปีหลังสงครามโลกครั้งที่
2
โดยเริ่มจากการนำรูปแบบการสร้างแบบจำลองและการวัดผลที่ริเริ่มโดยสกุลความคิดชิคาโกมาประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอด
ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวทางทางสังคมวิทยา เป้าหมายแรกเริ่มของพวกเขาคือการสถาปนา
"วิทยาศาสตร์พื้นที่" (Spatial science) ที่เข้มงวด
โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในด้านการวิเคราะห์เชิงปริมาณ
การประมวลผลคอมพิวเตอร์ และการทำแผนที่
จุดเน้นของทฤษฎีเมืองในกรณีนี้คือการพัฒนาสมมติฐานที่สามารถทดสอบและพิสูจน์ยืนยันได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์กายภาพ
ภูมิศาสตร์เมืองจึงถูกมองว่า "มีประโยชน์"
ตราบเท่าที่สามารถเป็นตัวแทนของเมืองได้อย่างแม่นยำ
และพยากรณ์อนาคตของเมืองผ่านรูปแบบการย้ายถิ่นฐานของประชากร การตั้งถิ่นฐาน
การใช้ประโยชน์ที่ดิน และมูลค่าที่ดิน การกล่าวอ้างถึงความเป็นวัตถุวิสัย (Objectivity)
และความเข้มงวดทางวิทยาศาสตร์สร้างความน่าเชื่อถือให้กับงานวิจัยเมือง
ซึ่งถูกนำไปปรับใช้ในการวางแผนและการกำหนดนโยบายอย่างรวดเร็ว
โครงการพัฒนาเมืองจึงมีความทะเยอทะยานมากขึ้นทั้งในด้านขอบเขตและขนาด
โดยได้รับแรงหนุนจากความคิดที่ว่าความซับซ้อนของเมืองสามารถวัดค่าเชิงปริมาณได้อย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตาม
ภายในทศวรรษ 1960
ความพยายามในการคำนวณและควบคุมกระบวนการของเมืองเริ่มถูกตรวจสอบอย่างวิพากษ์วิจารณ์
ย่านที่อยู่อาศัยและชุมชนในเขตเมืองชั้นในถูกรื้อถอนภายใต้จิตวิญญาณของการวางแผนอย่างมีเหตุผลเพื่อการปรับสู่ความทันสมัยและการเติบโต
ผ่านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โครงการโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงทางหลวงและอุโมงค์ใหม่ ๆ
ที่มุ่งหน้าสู่ย่านชานเมือง นักกิจกรรมภาคพลเมือง เจน เจคอบส์ (Jane
Jacobs) (1961) ได้วิจารณ์แบบจำลองการวางแผนจาก
"บนลงล่าง" (Top-down) อันโด่งดัง
ว่าล้มเหลวในการทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งเมืองนำเสนอ
เธอเห็นว่าความหลากหลายของชีวิตเมืองเป็นรากฐานสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสุขภาวะทางสังคม
เจคอบส์ยกย่องถนนและทางเท้าว่าเป็น "เส้นเลือดใหญ่" (Lifeblood) ของเมือง
การใช้งานอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน
ภายใต้การเฝ้าระวังทางธรรมชาติ (Natural surveillance) ที่มาจากความหลากหลายของ
"ดวงตาบนท้องถนน" (Eyes on the street) ในช่วงเวลาเดียวกัน
นักวิชาการด้านผังเมืองอย่าง เควิน ลินช์ (Kevin Lynch) (1960) ได้นำความสนใจกลับมาสู่ประสบการณ์ที่มีชีวิต (Lived experience) ของเมือง โดยพัฒนาการวิจัยเกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์คิด รู้สึก
และแสดงพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมเมือง ผ่านการนำเสนอวิธีการต่าง ๆ เช่น แผนที่ในใจ (Mental
maps) การสำรวจด้วยแบบสอบถาม และการบันทึกด้วยภาพถ่าย
เพื่อนำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมือง
การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงกว่าเดิม
(Radical
shift) ในทฤษฎีเมืองเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และ 1970 จากเหล่านักวิชาการที่ตั้งมั่นจะร่างโครงสร้างพื้นฐานของสังคมและพื้นที่เมือง
ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นเร่งด่วนจากการผงาดขึ้นของขบวนการทางสังคมที่เรียกร้องสิทธิพลเมืองที่ดีขึ้น
การปลดปล่อยจากการเป็นอาณานิคม (Decolonialisation) และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างเช่น มานูเอล คาสเทลส์ (Manuel Castells) (1977) ได้วิจารณ์สกุลความคิดชิคาโก
ภูมิศาสตร์เชิงปริมาณ และสังคมวิทยากระแสหลัก
ว่าล้มเหลวในการตระหนักถึงการครอบงำของระบบทุนนิยมในฐานะแรงขับเคลื่อนหลักในกระบวนการกลายเป็นเมือง
ในทำนองเดียวกัน นักสังคมวิทยาและนักปรัชญาอย่าง อองรี เลอเฟฟวร์ (Henri
Lefebvre) และเหล่านักภูมิศาสตร์รวมถึง เดวิด ฮาร์วีย์ (David
Harvey) และ มิลตัน ซานโตส (Milton Santos) ได้นำไปสู่การเลี้ยวเชิงวิพากษ์
(Critical turn) ในการคิดเรื่องเมือง
โดยจินตนาการเมืองใหม่ในฐานะพื้นที่แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น
ซึ่งตลาดที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสะสมความมั่งคั่ง
ทฤษฎีใหม่ ๆ ว่าด้วย "ความเป็นเมือง" (The urban) มุ่งหวังที่จะทำลายความเชื่อดั้งเดิม
(Orthodoxies) เพื่อสนับสนุนกรอบแนวคิดเชิงวิพากษ์ที่มีรากฐานมาจากความคิดแบบมาร์กซิสต์
(Marxist thought) ทฤษฎีเมืองจึงเปลี่ยนจุดเน้นจากพลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมของเมือง
ไปสู่การเน้นย้ำที่เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political economy) รวมถึงรูปแบบของความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม
(Uneven development) การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังนำมาซึ่งการให้ความสำคัญกับขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเมือง
และการต่อสู้ของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเพื่อเรียกร้องพื้นที่เมือง ทรัพยากร
และสิทธิในความเป็นพลเมือง สิ่งที่มีอิทธิพลอย่างสูงในแง่นี้คือแนวคิด
"สิทธิในเมือง" (The right to the city) ของเลอเฟฟวร์
(1968) ซึ่งเป็นทั้งความปรารถนาและสโลแกนที่ถูกนำไปใช้โดยนักกิจกรรม
องค์กรระดับรากหญ้า และนักวิจัย
ในความพยายามที่จะต่อต้านความไม่ยุติธรรมในเมืองและทวงคืนเมืองในฐานะโครงการของส่วนรวม
ทัศนะเชิงวิพากษ์ต่อกระบวนการกลายเป็นเมืองถูกพัฒนาขึ้นควบคู่ไปกับช่วงเวลาของการเข้าสู่ยุคหลังอุตสาหกรรม
(De-industrialization)
ในทศวรรษ 1970 และ 1980
ซึ่งนำไปสู่อัตราการว่างงานที่สูง ความยากจน ความเสื่อมโทรมของเมือง
และความไม่สงบในสังคม แนวคิดเรื่องเมืองที่มีรากฐานมาจากแนวทางเศรษฐศาสตร์การเมือง
(Political economy) เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น
เนื่องจากสามารถช่วยอธิบายความผันผวนที่มีอยู่โดยธรรมชาติของระบบทุนนิยมที่นำไปสู่วงจรของการสะสมทุนที่ล้นเกิน
(Overaccumulation) ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และ
"การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์" (Creative destruction) ทัศนะเหล่านี้ยังช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อ
"การกลายเป็นเมืองยุคหลังอุตสาหกรรม" (Post-industrial
urbanisation) ที่ปรากฏชัดขึ้นในทศวรรษต่อ ๆ มา
เมืองหลายแห่งเริ่มถูกนิยามด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ที่เพิ่มขึ้น
การไหลเวียนใหม่ของทุนมนุษย์และทุนทางการเงิน
รวมถึงการเติบโตของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ นักวิชาการอย่าง ซาสเกีย แซสเซน (Saskia
Sassen) (2002) ได้สร้างทฤษฎีการอุบัติขึ้นของระบบระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ที่อิงตามลำดับขั้นของ
"ภูมิภาคเมือง" (City-regions) ซึ่งสถานที่อย่างนิวยอร์ก
ลอนดอน และโตเกียว ทำหน้าที่เป็น "ศูนย์กลางบัญชาการและควบคุม" (Command
and control centers) ของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจดำเนินไปควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เอื้อต่อการกำหนดนโยบายแบบนีโอลีเบอรัล
(Neoliberal) หรือเสรีนิยมใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยตลาด
ซึ่งรวมถึงการผ่อนปรนกฎระเบียบของรัฐ การตัดงบประมาณสวัสดิการสังคม
และโครงการพัฒนาเมืองในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่มีต่อชีวิตเมืองได้เข้าสู่ทฤษฎีเมืองอย่างมั่นคงผ่านการมุ่งเน้นเชิงวิพากษ์ไปที่พลวัตของการฟื้นฟูเมือง
(Urban regeneration) และการขับไล่ที่อยู่อาศัย (Displacement)
กระบวนการเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นย่านคนรวย (Gentrification) ซึ่งได้รับการสร้างมโนทัศน์ครั้งแรกโดย รูธ กลาส (Ruth Glass)
(1964) ในลอนดอน
กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สังเกตเห็นได้อย่างกว้างขวางในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก
นักภูมิศาสตร์อย่าง ไมค์ เดวิส (Mike Davis) (1990) และ นีล
สมิธ (Neil Smith) (1996) ได้พัฒนาบทวิพากษ์ที่ทรงพลังและได้รับการอ่านอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่
ในการวิเคราะห์ว่ากลุ่มชนชั้นแรงงานและกลุ่มที่ถูกตีตราทางชาติพันธุ์ถูกจัดระเบียบพื้นที่และแบ่งแยกทางสังคมในเมืองอย่างไร
ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่
20 จนถึงศตวรรษที่ 21
ทฤษฎีเมืองได้รับการพัฒนาต่อยอดผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับแนวคิดหลังโครงสร้างนิยม (Post-structuralist)
ในแง่หนึ่ง
สิ่งนี้ถูกนำโดยความไม่พอใจต่อหลักคำสอนของลัทธิมาร์กซิสต์ที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างมากกว่าปัจเจกภาพหรืออํานาจกระทำการ
(Agency) นักภูมิศาสตร์อย่าง ไนเจล ทริฟต์ (Nigel
Thrift) แย้งว่าคำอธิบายเชิงโครงสร้างของการกลายเป็นเมืองแบบทุนนิยมได้ลอกเอาประสบการณ์ที่มีชีวิตและความแตกต่างทางวัฒนธรรมออกจากเมืองจนหมดสิ้น
ความสนใจในการขยายแนวทางสืบเสาะและวิพากษ์เพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองเริ่มมีมากขึ้น
นักวิชาการเฟมินิสต์ (Feminist) รวมถึง ดอรีน แมสซีย์ (Doreen
Massey) (1994) ได้สถาปนากรอบการวิเคราะห์ที่มุ่งเน้นไปที่มิติด้านเพศสภาวะของชีวิตเมือง
และวิธีที่เมืองกับชานเมืองทำให้ความเหลื่อมล้ำแข็งตัวและผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียม
ขณะที่ผู้อื่นได้รื้อฟื้นความกังวลที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับเชื้อชาติและชาติพันธุ์ในเมือง
โดยพัฒนาทัศนะเชิงอัตลักษณ์ทับซ้อน (Intersectional perspectives) ที่ขยายขอบเขตไปครอบคลุมถึงชนชั้น เพศวิถี ความพิการ และอายุ
ในบางกรณีทฤษฎีเมืองถูกเชื่อมโยงกับครุศาสตร์เชิงวิพากษ์ (Critical
pedagogy) เมื่อนักวิชาการที่เป็นนักกิจกรรมพยายามท้าทายโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่
"จากข้างล่าง"
ผ่านการมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มชนพื้นเมือง ในขณะเดียวกัน
ความพยายามที่จะคิดทบทวนเรื่องอำนาจในแง่มุมที่มีพลวัตมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแนวดิ่งแต่เป็นแนวราบหรือแบบโครงข่ายราก
(Rhizomatic)นำไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์กับนักทฤษฎีอย่าง จิลล์
เดอเลิซ (Gilles Deleuze) และ เฟลิกซ์ กัตตารี (Felix
Guattari) รวมถึงทฤษฎีเครือข่ายเชิงนักแสดง (Actor-Network
Theory) ที่ทำให้แพร่หลายโดย บรูโน ลาตูร์ (Bruno Latour) ความสนใจจึงถูกส่งกลับไปยังสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ วัตถุ ธรรมชาติ เทคโนโลยี
รวมถึงสิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนที่หลากหลายซึ่งประกอบสร้างประสบการณ์ของเมือง
(เปรียบเทียบกับ Amin and Thrift, 2002) เมืองศึกษาได้รับการกระตุ้นใหม่ด้วยคำบรรยายเชิงพรรณนาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ
"การประกอบสร้าง" (Assemblage) ของชีวิตเมือง
โดยวาดภาพเมืองว่าไม่เคยหยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์แต่พร้อมเปิดรับความเป็นไปได้และความประหลาดใจ
การเปลี่ยนแปลงแนวทางเหล่านี้ถูกตอบโต้ด้วยความเคลือบแคลงสงสัยจากผู้สนับสนุนแนวทางเศรษฐศาสตร์การเมือง
ผู้ซึ่งกังวลว่าในการถอยห่างจากการวิเคราะห์การกลายเป็นเมืองเชิงโครงสร้างที่เป็นระบบ
ทฤษฎีเมืองกำลังถูกลอกเอาอำนาจในการวิพากษ์ออกไป
การพัฒนาเพิ่มเติมในทฤษฎีเมืองมาจากทัศนะหลังอาณานิคม
(Postcolonial
perspectives) และบทวิพากษ์ต่อการครอบงำของจินตนาการทางภูมิศาสตร์แบบตะวันตก
ข้อโต้แย้งของพวกเขาได้เปิดเผยจุดบอดในการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและการสืบทอดแนวคิดแบบพัฒนาการนิยม
(Developmentalist) เกี่ยวกับเมืองในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้
(รูปที่ 15.3) กรณีศึกษาที่น่าสนใจได้รับการนำเสนอโดยนักภูมิศาสตร์อย่าง
อับดูมาลิค ซิโมน (AbdouMaliq Simone) (2004) และ อนันยา รอย
(Ananya Roy) (2009) ผู้ซึ่งแย้งถึงความจำเป็นในการสร้างแนวคิดและมโนทัศน์ใหม่ที่มีรากฐานมาจากประสบการณ์และพลวัตของสภาพแวดล้อมเมืองที่หลากหลายกว่าเดิมมาก
ในทำนองเดียวกัน ยังมีการเรียกร้องให้มีการศึกษาเมืองในเชิงเปรียบเทียบมากขึ้น (Robinson,
2011) ที่มองว่าเมืองทุกแห่งเป็นเมือง "ธรรมดา" (Ordinary)
และมองว่าความแตกต่างระหว่างเมืองเป็นแหล่งที่มาของความเข้าใจลึกซึ้งและการสร้างทฤษฎี
(ดูบทที่ 17) ทฤษฎีเมืองได้เปิดรับทัศนะเชิงความสัมพันธ์ (Relational
perspectives) ที่รวมเอาการเคลื่อนที่ของผู้คน นโยบาย ทุน
และสิ่งอื่น ๆ
ที่เคลื่อนย้ายระหว่างเมืองในฐานะส่วนหนึ่งของเครือข่ายอำนาจที่กระจายตัวอยู่
ซึ่งหล่อหลอมการผลิตพื้นที่เมือง นักทฤษฎีเรื่อง
"การกลายเป็นเมืองทั่วทั้งดาวเคราะห์" (Planetary urbanisation)
(ดู Brenner, 2014) ผลักดันลักษณะที่ไร้ขอบเขตของเมืองไปไกลกว่าเดิม
โดยเน้นย้ำว่าในศตวรรษที่ 21 ความแตกต่างระหว่างความเป็นเมืองและสิ่งอื่น
ๆ ได้เลือนรางไป พวกเขาโต้แย้งว่าคำว่า "เมือง" (City) ดำรงอยู่เพียงในฐานะกรอบคิดเชิงอุดมการณ์ที่บดบังเครือข่ายเศรษฐกิจและสังคมแบบทุนนิยมที่บูรณาการเข้าด้วยกันซึ่งกำลังหล่อหลอมสิ่งแวดล้อมทั่วโลก
แต่นักวิชาการคนอื่น ๆ
ได้โต้กลับโดยเน้นย้ำว่าเมืองยังคงเป็นรูปแบบทางสังคมและพื้นที่ที่อ่านค่าได้
ซึ่งประกอบด้วยสถานที่ต่าง ๆ เช่น ย่านใจกลางเมือง เขตธุรกิจกลาง (Central
business districts) ย่านอุตสาหกรรม ชานเมือง และอื่น ๆ (Storper
and Scott, 2016) เมืองยังคงมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์และเชิงวิเคราะห์
เพราะเมืองก่อให้เกิดคำถามเฉพาะระดับมาตราส่วนที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์
การบริหาร และการเมือง
ในขณะที่บางส่วนได้เรียกร้องให้มีการสร้างทฤษฎีเมืองใหม่ทั้งหมด
โดยแย้งว่าไวยากรณ์ของการสรุปเชิงนามธรรม การสร้างแบบจำลอง
และการสร้างทฤษฎีมหภาคของศตวรรษที่ 20 นั้นล้มเหลวอย่างน่าเวทนาในการครอบคลุมและแก้ไขความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมและกระบวนการเมืองร่วมสมัย
รูปที่
15.3 ทัศนียภาพมุมสูงของกรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ
ที่มา: ภาพถ่ายโดย M Rahman/Alamy
สรุปท้ายบท
-
ทฤษฎีการกลายเป็นเมืองสามารถสืบย้อนไปได้ถึงเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ซึ่งการเสื่อมถอยของวิถีชีวิตชุมชนที่ปรากฏชัดและการอุบัติขึ้นของปัญหาสังคมได้ก่อให้เกิดคำถามใหม่
ๆ เกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมและศีลธรรมของการกลายเป็นเมืองที่มีต่อสังคมมนุษย์
-
การทำความเข้าใจเมืองในฐานะระบบนิเวศทางสังคม-วัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัว
เป็นแนวคิดพื้นฐานในทฤษฎีเมืองที่พัฒนาโดย สกุลความคิดสังคมวิทยาเมืองแห่งชิคาโก (Chicago School
of Urban Sociology) เหล่านักวิชาการในกลุ่มนี้ได้บุกเบิกการใช้การวิจัยภาคสนามเชิงชาติพันธุ์วรรณนาเพื่อทำความเข้าใจกลุ่มทางสังคมและสถาบันที่หลากหลาย
นอกจากนี้
พวกเขายังได้สร้างแผนภาพและแบบจำลองที่มีอิทธิพลอย่างสูงเพื่อมุ่งอธิบายรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของเมือง
- เหล่านักภูมิศาสตร์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พยายามนำความเป็นวัตถุวิสัยและความเข้มงวดทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการศึกษาเมือง โดยการใช้กรรมวิธีทางคอมพิวเตอร์และการสร้างแบบจำลองเพื่อจัดทำแผนที่และพยากรณ์กระบวนการของเมือง แม้แนวทางนี้จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักผังเมืองและผู้กำหนดนโยบาย แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักกิจกรรมและนักวิชาการว่าล้มเหลวในการทำความเข้าใจและให้คุณค่าต่อความซับซ้อนและประสบการณ์ที่มีชีวิตของสภาพแวดล้อมเมืองอย่างแท้จริง
ด้วยอิทธิพลจากลัทธิมาร์กซิสต์และการมุ่งเน้นที่เศรษฐศาสตร์การเมืองของการกลายเป็นเมือง
ทฤษฎีเมืองจึงได้พัฒนาทัศนะเชิงวิพากษ์ต่อการกลายเป็นเมืองแบบทุนนิยม
โดยเน้นย้ำไปที่พลวัตเชิงโครงสร้าง ความไม่ยุติธรรม และความเหลื่อมล้ำ
ทฤษฎีว่าด้วยเมืองและการกลายเป็นเมืองได้รับการขัดเกลาเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงในการปกครองระดับเมืองและระดับชาติ รวมถึงรูปแบบใหม่ ๆ ของการเมืองวัฒนธรรมและทฤษฎีสังคม โดยเฉพาะทฤษฎีหลังโครงสร้างนิยม (Post-structural) ซึ่งรวมถึงเฟมินิสต์และหลังอาณานิคมนิยม ทฤษฎีเมืองในปัจจุบันจึงเป็นพื้นที่แห่งการโต้แย้งอย่างต่อเนื่องว่าควรจะทำความเข้าใจและจินตนาการถึงเมืองอย่างไร
การนำทฤษฎีเมืองไปปฏิบัติ
การแพร่ขยายของความคิดและการโต้แย้งเกี่ยวกับการกลายเป็นเมืองได้เปิดขอบเขตการศึกษาเมืองไปสู่หัวข้อและแนวทางที่กว้างขวางอย่างยิ่ง
งานวิจัยในปัจจุบันครอบคลุมทั้งวิธีการเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ
ซึ่งดำเนินการภายในและระหว่างพื้นที่เขตเมืองที่มีขนาดและตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน
แนวทางเชิงมโนทัศน์และเชิงระเบียบวิธีจำนวนมาก (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด)
ที่หล่อหลอมงานวิจัยดังกล่าวนั้นได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีเมือง อย่างไรก็ตาม
สาขาวิชานี้มักถูกระบุว่ามีการใช้ภาษาที่เฉพาะทางอย่างมากและมีการสนทนาที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ
สิ่งนี้อาจสร้างความลำบากใจให้กับนักวิชาการบางส่วนและสร้างความหนักใจให้กับผู้ที่เริ่มเข้าสู่การวิจัยด้านเมือง
เนื่องจากขอบเขตและรายละเอียดนั้นหลากหลายเกินกว่าจะสรุปไว้ในบทนำสั้น ๆ ได้
ประเด็นการอภิปราย 3
ประเด็นต่อไปนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของสิ่งที่กำลังขับเคลื่อนสาขาวิชานี้อยู่ในปัจจุบัน
จากประเด็นเหล่านี้
บทสรุปของบทนี้จะนำเสนอข้อเสนอแนะบางประการสำหรับการมีส่วนร่วมเพิ่มเติมกับทฤษฎีว่าด้วยเมืองและชีวิตเมือง
ประการแรก
มีการโต้แย้งอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับต้นกำเนิดและขอบเขตของทฤษฎีเมือง
เมืองในอเมริกาเหนือและยุโรป รวมถึงแนวคิดที่ก่อตัวขึ้นจากการสังเกตเมืองเหล่านั้น
ยังคงเป็นศูนย์กลางของจินตนาการด้านเมืองจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม
นักวิชาการด้านหลังอาณานิคมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการเรียกร้องให้มีรูปแบบทฤษฎีที่มีความเป็นสากล
(Cosmopolitan)
มากขึ้น
ซึ่งถือว่าเมืองทุกแห่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาการสืบเสาะหาความรู้
รวมถึงการทดสอบและปรับปรุงแนวคิด งานเขียนใหม่ ๆ
จำนวนมากชี้ให้เห็นว่าเราเพิ่งจะเริ่มต้นทำความเข้าใจเพียงผิวเผินในแง่ของความหลากหลายของประสบการณ์เมืองทั่วโลก
คำถามที่ยากกว่านั้นยังมีอยู่มากมายว่า
เมืองทุกแห่งควรได้รับการทำความเข้าใจในแง่ของลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองหรือไม่
หรือการยึดติดกับท้องถิ่น (Parochialism) เช่นนั้นจะบั่นทอนความพยายามในการพัฒนาคำอธิบายและการสร้างทฤษฎีที่เป็นระบบมากขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการกลายเป็นเมือง
นอกจากนี้
ศูนย์กลางความสนใจของสาขาวิชาในการวิจัยเมืองยังได้กระจายตัวไปไกลกว่าภูมิศาสตร์
สังคมวิทยา และการวางผังเมือง การคิดและการวิจัยเกี่ยวกับเมืองในปัจจุบันได้รวบรวมสาขาวิชาที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมศาสตร์และการออกแบบ
ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
รวมถึงแพทยศาสตร์แม้ว่าจะยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสาขาวิชาเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อทฤษฎีเมืองอย่างไร
ประการที่สอง
นักวิชาการบางส่วนมองว่าความหลากหลายของแนวทางและมโนทัศน์ในเมืองศึกษาเป็นปัญหาของความไม่สอดคล้องรอยตามกัน
การขาดทฤษฎีเมืองที่เป็นเอกภาพถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนโดยกลุ่มผู้ที่ยืนกรานว่า
กระบวนการกลายเป็นเมืองจำเป็นต้องได้รับการจำแนกให้แตกต่างจากกระบวนการทางสังคมอื่น
ๆ เนื่องจากไม่ใช่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองจะเป็นเรื่องของการกลายเป็นเมืองเสมอไป
มีข้อโต้แย้งว่าการดึงเอาลักษณะเด่น เช่น การรวมกลุ่มของกิจกรรม (Agglomeration)
และความหนาแน่น (Density) ออกมา
จะช่วยให้เกิดชุดคำศัพท์ร่วมสำหรับการสนทนาในงานวิจัย
และช่วยให้การดำเนินนโยบายตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
ในขณะที่ผู้อื่นยังคงเคลือบแคลงสงสัยว่างานวิจัยเมืองสามารถหรือควรจะพยายามระบุและตกลงยอมรับในคุณลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของ
"ความเป็นเมือง" (The urban) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั่วไปกับโลกของเมืองได้มากน้อยเพียงใด
นักวิชาการส่วนใหญ่ที่อยู่แถวหน้าของทฤษฎีเมืองต่างต่อต้านการสร้างทฤษฎีในลักษณะ
"แบบจำลองเดียวใช้ได้กับทุกอย่าง" (One-model-fits-all) แต่พวกเขากลับยืนหยัดในเรื่องความรู้แบบเฉพาะส่วน (Partiality of
knowledge) พร้อมทั้งโอบรับการทดลองและความหลากหลาย โดยเปิดพื้นที่ไว้สำหรับการเข้าถึงเมืองจากมุมมองที่หลากหลาย
นอกจากนี้
ยังมีการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์พื้นที่รูปแบบใหม่ที่ดำเนินไปควบคู่กับข้อโต้แย้งเหล่านี้
ซึ่งอาศัยทฤษฎีความซับซ้อน (Complexity theory) การสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์
และเครื่องมือของ "ข้อมูลขนาดใหญ่" (Big data) เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงคุณลักษณะพื้นฐานและกระบวนการของการกลายเป็นเมือง
(ดูบทที่ 66) แม้แนวทางดังกล่าวจะพยายามหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดจากคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด
แต่บ่อยครั้งแนวทางเหล่านี้ก็ถูกปฏิเสธโดยนักวิชาการเมืองเชิงวิพากษ์
เนื่องจากการละเลยความซับซ้อนของประสบการณ์ที่มีชีวิต
ประการที่สาม
ยังคงมีการโต้แย้งอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นรูปธรรม
(Materialities)
ของชีวิตเมือง
ความตึงเครียดยังคงดำรงอยู่ระหว่างแนวทางที่มีรากฐานจากการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ
นอกจากนี้ยังมีรอยร้าวที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างกลุ่มที่ยึดมั่นในเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวทางมาร์กซิสต์
(Marxist political economy) และนิเวศวิทยาการเมือง (Political
ecology) กับกลุ่มที่มีทัศนะหลังโครงสร้างนิยมซึ่งยืนกรานว่า
ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองจะสามารถทำความเข้าใจได้ผ่านอำนาจของทุนเพียงอย่างเดียว
นักวิจัยจำนวนมากเริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับข้อสันนิษฐานโดยนัยที่ว่า
การจะเข้ามามีส่วนร่วมกับเมืองและสิ่งแวดล้อมเมืองได้นั้น
ตนจะต้องเลือกข้างและเลือกทฤษฎีให้ถูกต้องเสียก่อน
ทฤษฎีเมืองมักจะให้ความสำคัญกับการสร้างทฤษฎีในฐานะโหมดหนึ่งของการเข้าไปจัดการกับปัญหาเมืองโดยปริยาย
มีนักคิดจำนวนค่อนข้างน้อยที่เป็นศูนย์กลางของการโต้แย้งในปัจจุบัน
และงานวิจัยจำนวนมากถูกวางกรอบผ่านนักคิดเหล่านั้น
สิ่งนี้อาจทำให้สาขาวิชานี้ในบางครั้งให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องทางปัญญาที่เกินพอดีและแยกห่างจากปัญหาเมืองที่เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม
มีหลากหลายวิธีที่สามารถนำทฤษฎีเมืองไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในทางปฏิบัติเกี่ยวกับเมืองและสิ่งแวดล้อมเมือง
จุดเริ่มต้นที่ดีคือการอ่านงานเขียนที่หลากหลายของผู้คนที่สนใจเรื่องเมือง
ซึ่งจะเผยให้เห็นว่าชีวิตเมืองได้ถูกคิดถึง วิจัย และแทรกแซงจากตำแหน่งแห่งที่และมุมมองที่หลากหลาย
(เปรียบเทียบกับ Koch
and Latham, 2017) สาขาวิชาการต่าง ๆ
มีประวัติศาสตร์และแนวทางของตนเอง
แต่ก็มีความแตกต่างพื้นฐานในสไตล์การคิดที่ตัดข้ามพรมแดนทางวิชาการ
สิ่งนี้รวมถึงเมืองศึกษาที่มุ่งเน้นการให้คำบรรยายที่เข้มข้นเกี่ยวกับสถานที่หรือปรากฏการณ์ตามที่ถูกสร้างขึ้น
ตลอดจนงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบทวิพากษ์
ข้อมูลเชิงลึกของทฤษฎีเมืองสามารถช่วยดึงความสนใจไปสู่ความพัวพันและปัจจัยเชิงความสัมพันธ์
(Relations) อันมหาศาลที่หล่อหลอมการเผชิญหน้าและการพัฒนาเมือง
นอกจากนี้ยังช่วยเปิดโปงอคติและอสมมาตรทางอำนาจ (Power asymmetries) ที่ซ่อนอยู่และไม่ได้รับการยอมรับ
ทั้งในแง่ของสถานที่หรือปรากฏการณ์ที่กำลังถูกวิจัย
และในแง่ของจินตนาการและแนวคิดที่นำมาใช้มองสิ่งเหล่านั้น
การแทรกแซงเมืองในลักษณะที่ฉับพลันกว่าโดยสถาปนิก ศิลปิน นักออกแบบ วิศวกร
และนักผังเมือง ก็ถือเป็นโหมดหนึ่งของการคิดเรื่องเมืองเช่นกัน
แม้จะไม่ได้แสดงออกเชิงทฤษฎีอย่างชัดเจนเสมอไป
แต่ก็เป็นรูปแบบของการลงมือทำที่สามารถตอบสนองต่อปัญหาเมืองได้
และสิ่งเหล่านี้เองก็สามารถเป็นแหล่งที่มาของความเข้าใจเชิงวิพากษ์และแรงบันดาลใจได้เช่นกัน
ท้ายที่สุด
ควรเน้นย้ำว่าทฤษฎีเมืองจำนวนมากทำงานในระดับย่อย (Minor register) กล่าวคือ
ไม่ได้มุ่งนำเสนอแบบจำลองหรือคำอธิบายที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่าเมืองทำงานอย่างไร
แต่งานเขียนและงานวิจัยเรื่องเมืองกลับนำเสนอเครื่องมือและหลักการประเมิน (Heuristics)
ที่หลากหลายสำหรับการวางกรอบปัญหาเมืองในรูปแบบต่าง ๆ
ช่วยให้เกิดการสนทนา สร้างแนวคิดสำหรับการปฏิบัติและการเมือง
และกระตุ้นให้เกิดแนวทางการสืบเสาะหาความรู้ต่อไป
ตัวอย่างหนึ่งคือการที่นักทฤษฎีเมืองและผู้อื่นให้ความสนใจอย่างกว้างขวางต่อเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน
(Infrastructure) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
โดยถูกสร้างมโนทัศน์ว่าเป็นระบบที่หลากหลายสำหรับการตอบสนองความต้องการของมนุษย์
โครงสร้างพื้นฐานจึงถูกมองว่าเป็นทั้งเรื่องทางสังคม เทคนิค
และกฎหมายในขณะเดียวกัน
โครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาวะของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และมักถูกมองว่าเป็นเส้นทางไปสู่อนาคตของเมืองที่ดีขึ้น
ดังนั้น ทฤษฎีและแผนงานวิจัยต่าง ๆ
จึงพยายามสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับวิธีการผลิตและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน
รวมถึงความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐานในบริบทที่แตกต่างกัน
สิ่งนี้รวมถึงการสืบย้อนความสัมพันธ์ระหว่างระดับมาตราส่วน (Scales) โครงสร้าง และแนวปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการค้นหาอำนาจกระทำการ (Agency)
ของทั้งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
รวมถึงพลวัตอำนาจที่หลากหลายระหว่างทั้งสองส่วน
ทฤษฎีเมืองได้ช่วยกระตุ้นการศึกษาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในหลายทาง
ทั้งจากทัศนะทางเศรษฐศาสตร์การเมืองและนิเวศวิทยาการเมือง รวมถึงแนวคิดเฟมินิสต์
เควียร์ (Queer) หลังอาณานิคม และรูปแบบอื่น ๆ
ของแนวคิดหลังโครงสร้างนิยม
การสร้างทฤษฎีและงานวิจัยได้มอบข้อค้นพบที่ช่วยให้เราคิดอย่างตั้งคำถามต่อข้ออ้างของนักพัฒนา
วิศวกร หรือผู้กำหนดนโยบาย
อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมเชิงจินตนาการกับนักออกแบบ สถาปนิก
องค์กรการกุศล และองค์กรพัฒนาเอกชน การทำความเข้าใจและไตร่ตรองเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานยังหมายถึงการเชื่อมโยงกับแนวคิดด้านเมืองอื่น
ๆ ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืน ภาวะวัตถุภาวะ ความยุติธรรมทางสังคม เสรีนิยมใหม่
ความไม่เป็นทางการ ธรรมาภิบาล และประเด็นอื่น ๆ อีกมากมาย
การนำทฤษฎีเมืองไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติมักหมายถึงการศึกษาหลากหลายแนวทางและกรณีตัวอย่าง
เพื่อเรียนรู้และสร้างมุมมอง
ก่อนจะเลือกใช้เครื่องมือทางความคิดอย่างเหมาะสมกับประเด็นที่ให้ความสำคัญ
ขณะเดียวกัน ก็ต้องตระหนักถึงความตึงเครียดระหว่างจารีตทางทฤษฎีที่แตกต่างกัน
และเจรจาต่อรองท่ามกลางมุมมองที่แข่งขันกัน
การคิดเชิงวิพากษ์ด้านเมืองหมายถึงการปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งต่าง ๆ
โดยปราศจากการตั้งคำถาม
ซึ่งรวมถึงการไต่ถามว่าทฤษฎีและแนวคิดแต่ละแบบมอบอะไรให้เรา
พวกมันชี้นำความสนใจไปที่สิ่งใด และมีความซับซ้อนหรือความเฉพาะเจาะจงใดบ้างที่พวกมันไม่สามารถครอบคลุมได้
คำถามเหล่านี้ทำให้ทฤษฎีเมืองเป็นพื้นที่แห่งการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจเมืองและกระบวนการทำให้เป็นเมือง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น