หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 50

พรมแดน (Borders)

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Gabriel Popescu(2024) พรมแดน. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.

บทนำ

เมื่อท่านพิจารณาสารานุกรมแผนที่โลก (World atlas) ตรวจสอบสถานที่ผ่านเครื่องมือสืบค้นข้อมูล รับชมรายการข่าว หรือเดินเข้าไปในห้องเรียน สถานประกอบการ และหน่วยงานรัฐ ท่านจะสังเกตเห็นว่าแผนที่ที่แพร่หลายที่สุดคือแผนที่ซึ่งพื้นผิวโลกถูกแบ่งส่วนด้วยเส้นที่คดเคี้ยวไปมาซึ่งเรียกว่า พรมแดน (Borders) แผนที่ฉบับนี้เป็นตัวแทนทัศนะต่อพื้นผิวโลกที่เราต่างยอมรับโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับมายังแผนที่โลกจากอวกาศ พรมแดนกลับไม่ปรากฏให้เห็นในที่ใดเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสภาวะทางธรรมชาติของโลกนั้นปราศจากพรมแดน (ดู Cosgrove, 1994) แผนที่ทั้งสองรูปแบบนี้แทบจะไม่มีความคล้ายคลึงกันเลยแม้ว่าจะแสดงพื้นที่เดียวกันก็ตาม แบบแรกคือการนำเสนอโลกในเชิงการเมือง (Political representation) ส่วนแบบหลังคือการนำเสนอในเชิงกายภาพ (Physical representation) และด้วยเหตุที่แบบแรกมีการระบุพรมแดนไว้อย่างชัดเจน จึงได้กลายเป็นแผนที่โลกฉบับมาตรฐานที่ผู้คนส่วนใหญ่คุ้นเคยมากที่สุด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรมแดนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในวัฒนธรรมทางการเมืองและวัฒนธรรมประชานิยม ตั้งแต่ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ไปจนถึงอินเดีย พรมแดนถูกนำเสนอทั้งในฐานะสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่สังคมปัจจุบันกำลังเผชิญ ก่อให้เกิดความรับรู้ที่ว่า หากเพียงแต่ผู้คนสามารถจัดการพรมแดนให้ถูกต้อง ปัญหาทุกอย่างก็จะหมดไป อะไรคือคุณลักษณะของพรมแดนที่ทำให้พวกมันกลายเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญยิ่งในสังคมร่วมสมัย?

ชีวิตของเราถูกจัดระเบียบทางภูมิศาสตร์มาอย่างยาวนานด้วยลำดับชั้นที่ซ้อนทับกันของพรมแดนทางเขตแดนและทางปกครอง เช่น พรมแดนระดับละแวกบ้าน เมือง เคาน์ตี้ (County) ภูมิภาค รัฐ และพรมแดนระดับเหนือรัฐ (Supra-state) ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ พรมแดนระดับรัฐชาติ (Nation-state borders) ถือเป็นสิ่งที่จำแนกได้ชัดเจนที่สุด ในขณะเดียวกัน เรายังอาศัยอยู่ในโลกที่นิยามด้วยการเคลื่อนที่ (Mobility) ซึ่งจำเป็นต้องมีการข้ามพรมแดนอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องย้อนแย้งที่เราวุ่นอยู่กับการล้อมรอบตัวเราด้วยพรมแดน เพียงเพื่อจะตระหนักว่าเราต้องข้ามพวกมันอยู่เสมอ รูปแบบของปฏิสัมพันธ์ทางพื้นที่ในปัจจุบันกำลังสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ซึ่งตัดสลับไปมาบนภูมิศาสตร์ที่หยุดนิ่งของพรมแดนทางเขตแดน ปัจจุบัน ชีวิตของเราถูกจัดระเบียบทางภูมิศาสตร์โดยเขาวงกตแห่งพรมแดนซึ่งบ่อยครั้งไม่มีลำดับชั้นทางเขตแดนที่ชัดเจน

แม้ว่าจะมีการเปิดรับการแลกเปลี่ยนผ่านกระแสโลกาภิวัตน์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่พรมแดนก็ยังห่างไกลจากการเลือนหายไป ในทางกลับกัน พวกมันกำลังเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการเปลี่ยนธรรมชาติของตนเองและเพิ่มจำนวนขึ้น พรมแดนกำลังสูญเสียลักษณะความเป็นเส้นตรงทางเขตแดนไปบางส่วน ขณะเดียวกันก็เริ่มมีลักษณะคล้ายเครือข่าย (Network-like) มากขึ้น ในเวลาเดียวกัน แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการสร้างพรมแดน (Bordering practices) เริ่มพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ และกำลังถูกฝังเข้ากับร่างกายของเราเองผ่านการใช้การวัดขนาดทางชีวภาพ (Biometric measurements) (Amoore, 2006) การควบคุมพรมแดนก็สั่นคลอนเช่นกัน เมื่ออำนาจหน้าที่ถูกโอนย้ายจากสถาบันสาธารณะไปยังสถาบันเอกชนและสถาบันกึ่งสาธารณะมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เราต้องเจรจาต่อรองกับพรมแดนที่มีจำนวนมากขึ้น ในสถานที่ที่มากขึ้น และในรูปแบบที่หลากหลายกว่าที่เคยเป็นมา พรมแดนได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน ส่งผลกระทบต่อผู้คนและสถานที่อย่างไม่เท่าเทียมกัน และมีอิทธิพลต่อวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับโลก

เป้าหมายของบทนี้คือการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างพรมแดน (Border-making) โดยการอธิบายถึงสาเหตุพื้นฐาน อภิปรายถึงหน้าที่ที่พรมแดนปฏิบัติ แสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่พรมแดนปรากฏ ตรวจสอบกระบวนการร่วมสมัยที่ขับเคลื่อนมัน และอภิปรายถึงผลกระทบที่มีต่อสังคม 

การทำความเข้าใจพรมแดน (Making sense of borders)

โดยทั่วไปแล้ว พรมแดนถูกเข้าใจในฐานะเส้นที่แบ่งแยกหน่วยเขตแดนสองหน่วยออกจากกัน หรือเป็นการทำเครื่องหมายจุดสิ้นสุดของหน่วยเขตแดนใดเขตแดนหนึ่ง พรมแดนคือผลผลิตทางสังคม (Social constructions) ที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์เพื่อช่วยในการจัดระเบียบชีวิต พวกมันไม่ใช่การแบ่งแยกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติระหว่างผู้คนและสถานที่ แม้ว่าจะถูกวางทับลงบนทิวเขา ชายฝั่ง หรือแม่น้ำก็ตาม พรมแดนทั้งหมดล้วนถูกสร้างขึ้นโดยใครบางคน เนื่องจากมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจกำหนดตำแหน่งที่ตั้ง มนุษย์ใช้กระบวนการสร้างพรมแดนมาเป็นเวลานานในฐานะยุทธศาสตร์ทางอำนาจ (Power strategy) เพื่อสำแดงการควบคุมเหนือเขตแดนโดยการระบุความแตกต่างในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่พรมแดนกำหนดไว้นั้นไม่มีความหมายที่ตายตัวหรือดำรงอยู่ก่อนแล้ว มนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้กำหนดว่าความแตกต่างนั้นหมายถึงอะไร ในช่วงเวลาใด และในสถานที่ใด ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงพรมแดนถือเป็นเรื่องปกติมากกว่าจะเป็นข้อยกเว้น พรมแดนไม่ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งเดิมมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล พวกมันไม่ได้ถูกจินตนาการว่าเป็นเส้นเสมอไป และไม่ได้ทำหน้าที่เดิมอยู่ตลอด (Popescu, 2011)

การสร้างพรมแดนมีผลกระทบเชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อสังคม เนื่องจากเป็นตัวกำหนดว่าใครควรสังกัดอยู่ที่ใด และใครคือคนในหรือคนนอก ด้วยเหตุนี้ พรมแดนจึงทำหน้าที่ดั้งเดิมในการจัดระเบียบสังคม การสร้างพรมแดนเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงพื้นที่ โดยการควบคุมการเคลื่อนย้ายผ่านพื้นที่

ในปัจจุบัน พรมแดนถูกเข้าใจโดยทั่วไปว่าเป็นขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ของรัฐชาติ โดยส่วนใหญ่แล้ว เหตุผลของการมีอยู่ของพรมแดนถูกยอมรับโดยปริยายในชีวิตประจำวัน แม้ว่าพรมแดนของรัฐส่วนใหญ่ในปัจจุบันเพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาก็ตาม รัฐในยุคแรก เช่น โรมันและจีน มีลักษณะเป็นเขตชายแดนที่เปิดรับ (Porous frontiers) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรเบาบางและมีการควบคุมอย่างหลวม ๆ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านทางเขตแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เขตชายแดนที่เคยเปิดรับเหล่านี้ถูกแทนที่ด้วยเส้นพรมแดนที่เฉียบคม ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางเขตแดนจากรัฐหนึ่งไปสู่อีกรัฐหนึ่งอย่างฉับพลัน และเพิ่มการควบคุมการเคลื่อนย้ายมากขึ้น ในขณะเดียวกัน อุดมการณ์ชาตินิยม (Nationalism) และความพยายามที่จะสร้างรัฐชาติโดยการทึกทักเอาว่ามีความทับซ้อนกันอย่างแนบแน่นระหว่างอำนาจอธิปไตยทางเขตแดนของรัฐและอัตลักษณ์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในพรมแดน ได้ช่วยเสริมสร้างให้โครงข่ายของเส้นพรมแดนกลายเป็นกรอบแนวคิดสากลในการคิดเกี่ยวกับโลก (ดูบทที่ 48 ประกอบ) ลัทธิอาณานิคม (Colonialism) มีส่วนช่วยให้ภูมิศาสตร์พรมแดนในรูปแบบเฉพาะนี้กลายเป็นระดับโลก โดยการส่งออกจากยุโรปไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลก ปัจจุบันมีพรมแดนทางบกมากกว่า 300 แห่ง และพรมแดนระหว่างประเทศทางทะเลมากกว่า 400 แห่ง และจำนวนดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับการอุบัติขึ้นของรัฐใหม่ ๆ พรมแดนดำรงอยู่ในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Flux) พวกมันถูกจินตนาการและจินตนาการใหม่เสมอในขณะที่ปรากฏขึ้นและเลือนหายไปอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะที่เป็นส่วนแบ่งแยกระหว่างรัฐชาติ พรมแดนได้สะสมหน้าที่และลักษณะเฉพาะที่หลากหลายซึ่งมุ่งหมายจะจัดระเบียบชีวิตทางสังคมภายในเขตแดนของรัฐ พร้อมกับทำหน้าที่ควบคุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐไปพร้อมกัน ในเชิงการเมือง พรมแดนหมายถึงการสิ้นสุดอำนาจของรัฐหนึ่งและการเริ่มต้นของอีกรัฐหนึ่ง ในเชิงเศรษฐกิจ พรมแดนถูกสมมติให้เป็นตัวกำหนดขอบเขตของระบบเศรษฐกิจระดับชาติ ในเชิงสังคม พรมแดนบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ประจำชาติร่วมกันและความเกาะเกี่ยวทางวัฒนธรรม ในเชิงทหาร พรมแดนถูกมองว่าเป็นแนวป้องกันเพื่อปกป้องรัฐจากภัยคุกคามภายนอก ทว่าในความเป็นจริง สิ่งต่าง ๆ มีความซับซ้อนมากกว่านั้น เนื่องจากพรมแดนตัดผ่านและแบ่งแยกกลุ่มชาติพันธุ์เป็นปกติ รัฐบาลต่าง ๆ อ้างสิทธิ์ในพื้นที่ภายในรัฐเพื่อนบ้าน และความจำเป็นในการค้าชายแดนและการย้ายถิ่นฐานได้สร้างความท้าทายต่อขีดความสามารถของพรมแดนในการจำกัดความสัมพันธ์ทางสังคมไว้ภายในเขตแดนของรัฐอยู่เสมอ ผลที่ตามมาคือ พรมแดนจึงทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมกระแสการไหล (Flows) ของผู้คน สินค้า และเงินตรา ด้วยระดับการเปิดรับ (Permeability) ที่แตกต่างกัน การจัดการการเปิดรับของพรมแดนทั่วโลกถูกกำหนดไว้ในระบอบพรมแดน (Border regimes) ที่หลากหลาย ตั้งแต่รูปแบบที่ปิดสนิทดังเช่นในกรณีของเกาหลีเหนือ ไปจนถึงรูปแบบที่ค่อนข้างเปิดดังเช่นพรมแดนภายในของสหภาพยุโรป (European Union) พรมแดนสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งปราการ (Barriers) หรือสะพานเชื่อม (Bridges) ในความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านตามบริบทที่พวกมันดำรงอยู่ (Sidaway, 2002)

คุณลักษณะสำคัญของพรมแดนของรัฐประกอบด้วยความหมายแฝงสองประการ ได้แก่ การเป็นเส้นแห่งการแบ่งแยก (Separation) และการเป็นเส้นแห่งการติดต่อ (Contact) ในเชิงพื้นที่ เมื่อใดก็ตามที่มีการสถาปนาพรมแดนขึ้น มันจะได้รับความหมายสองประการนี้พร้อมกัน ในด้านหนึ่งมันแบ่งแยกคนสองกลุ่มออกจากกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่งมันเชื่อมโยงคนเหล่านั้นเข้าด้วยกันโดยการทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ สิ่งนี้ทำให้การสร้างพรมแดนเป็นภารกิจที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดการเพียงแง่มุมเดียวของพรมแดนโดยไม่พิจารณาอีกแง่มุมหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลเลือกที่จะจำกัดการเคลื่อนย้ายข้ามแดน พลังที่เป็นต้นเหตุของปรากฏการณ์นั้นก็จะตอบโต้ด้วยการผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายข้ามแดนที่มากขึ้น

พรมแดนยังมีมิติเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic dimension) พวกมันถูกผลิตและผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องผ่านชุดวาทกรรมที่มุ่งเน้นการรักษาความสำคัญของพรมแดนในชีวิตของผู้คน ตำราภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ภาพในสื่อเกี่ยวกับด่านตรวจและรั้วกั้น เพลงรักชาติ แผนที่ประจำชาติ และหนังสือเดินทาง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังที่ทำหน้าที่สืบทอดและตอกย้ำพรมแดนของรัฐให้คงอยู่ในจิตใจของผู้คน

สรุปย่อ

  •       พรมแดนไม่ใช่การแบ่งแยกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติระหว่างผู้คน แต่เป็นผลผลิตทางสังคมที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์
  •       พรมแดนคือผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ทางอำนาจ และทำหน้าที่ในการระบุความแตกต่างที่ถูกรับรู้ในเชิงพื้นที่
  •       พรมแดนปฏิบัติหน้าที่หลากหลายประการเพื่อจัดระเบียบชีวิตทางสังคมภายในเขตแดน และควบคุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

พรมแดนในยุคโลกาภิวัตน์ (Borders in the era of globalisation)

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เส้นพรมแดนของรัฐตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างต่อเนื่องจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ (Globalisation) ต่าง ๆ ซึ่งตรรกะแห่งการเคลื่อนที่ของกระบวนการเหล่านี้เรียกร้องให้มีการเปิดรับ (Permeability) ที่เพิ่มมากขึ้น แง่มุมที่แตกต่างกันของชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจ อาทิ การค้าทางเศรษฐกิจและการบริโภคระดับโลก การจัดการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรับมือกับโรคระบาด การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และการเติบโตของโซเชียลมีเดีย ทั้งหมดนี้ล้วนช่วยพัฒนารูปแบบของการจัดระเบียบทางภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะข้ามชาติ (Transnational) และตัดทะลุผ่านพรมแดนของรัฐ พัฒนาการเหล่านี้ได้นำไปสู่ความไม่สอดคล้องที่เพิ่มขึ้นระหว่างภูมิศาสตร์ของโลกาภิวัตน์กับขีดความสามารถของเส้นพรมแดนในการควบคุมสิ่งเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากจะพิจารณาว่ากระแสเงินอิเล็กทรอนิกส์ไหลเวียนไปทั่วโลกด้วยความเร็วแสงในทุก ๆ วัน ระหว่างศูนย์กลางทางการเงินอย่างลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว โดยแทบไม่ได้คำนึงถึงพรมแดนของชาติ (ดูบทที่ 31) และพรมแดนทำหน้าที่ได้เพียงน้อยนิดในการกักกันการแพร่ระบาดของไวรัส เช่น โควิด-19 (COVID-19) ที่แพร่กระจายจากทวีปหนึ่งไปสู่อีกทวีปหนึ่งผ่านการเดินทางระดับโลก

เพื่อรักษาความสำคัญของพรมแดนแห่งชาติไว้ การผลิตสร้างพรมแดนในปัจจุบันจึงถูกขับเคลื่อนด้วยความตึงเครียดระหว่างความต้องการพร้อมกันสองด้าน ด้านหนึ่งคือการเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนที่ไร้อุปสรรค และอีกด้านหนึ่งคือความมั่นคงทางเขตแดนที่เชื่อถือได้ วัตถุประสงค์หลักคือการบรรลุระบอบพรมแดนที่มี "การเลือกเปิดรับ" (Highly selective permeability) ในระดับสูง ซึ่งสามารถอนุญาตให้เกิดการไหลเวียนของการแลกเปลี่ยนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผู้ทรงอิทธิพลพิจารณาว่าพึงประสงค์ ในขณะเดียวกันก็สกัดกั้นการแลกเปลี่ยนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้พิจารณาว่าไม่พึงประสงค์ ตัวอย่างเช่น พรมแดนอาจเปิดรับ (Porous) ต่อทุนเกือบทุกรูปแบบ แต่กลับไม่เปิดรับต่อแรงงานเกือบทุกประเภท กล่าวอีกนัยหนึ่ง พรมแดนถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่คล้ายกับ "ไฟร์วอลล์" (Firewalls) ที่ออกแบบมาเพื่ออนุญาตให้การสัญจรที่ถูกกฎหมายดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ในขณะที่ปิดกั้นผู้บุกรุกที่ไม่พึงปรารถนา คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ ใครเป็นผู้ตัดสินใจว่าอะไรคือการสัญจรที่ถูกกฎหมาย และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเคลื่อนที่ของเราเองที่ได้รับอนุญาตโดยปริยายในวันนี้ จะไม่ถูกพิจารณาว่าผิดกฎหมายในวันพรุ่งนี้?

เพื่อให้บรรลุระบอบใหม่นี้ พรมแดนได้รับเอาหน้าที่เพิ่มเติมและการจัดวางโครงสร้างทางเขตแดนใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมีความคล่องตัว (Mobile) วิธีหนึ่งในการทำความเข้าใจว่าพรมแดนรูปแบบใหม่ถูกผลิตขึ้นอย่างไรและเป็นประเภทใด คือการคิดในกรอบของพลวัตการลดความสำคัญและการสร้างพรมแดนใหม่ (De- and re-bordering dynamics) ในขณะที่พรมแดนบางแห่งในบางสถานที่ถูกลดหน้าที่ในฐานะปราการลงอย่างมีนัยสำคัญ พรมแดนอื่น ๆ ในสถานที่อื่นกลับถูกสถาปนาขึ้น พรมแดนใหม่เหล่านี้มักไม่มีรูปลักษณ์เป็นเส้นตรงและไม่ได้ตั้งอยู่ที่ขอบเขตเขตแดนของรัฐ

พื้นที่พรมแดนหลัก 3 ประเภทที่สามารถเชื่อมโยงกับภูมิศาสตร์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในปัจจุบันของโลกาภิวัตน์ ได้แก่ พื้นที่ชายแดน (Borderlands), พรมแดนเครือข่าย (Networked borders) และ เส้นพรมแดน (Border lines) ในกรณีแรก ความลึกทางเขตแดนของพรมแดนได้รับการยอมรับและถูกจัดการในฐานะภูมิภาคเปลี่ยนผ่าน (Transitional regions) ที่เชื่อมต่อเขตแดนของรัฐ พื้นที่ชายแดนสามารถมีขอบเขตตั้งแต่แถบที่ดินแคบ ๆ ที่อยู่ติดกับเส้นพรมแดน ไปจนถึงภูมิภาคขนาดใหญ่อย่างพื้นที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก หรือเขตพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ในกรณีที่สอง พรมแดนได้รับความคล่องตัวทางเขตแดนโดยการถูกฝังเข้าไปในกระแสการไหล เพื่อให้หน้าที่ของพรมแดนสามารถปฏิบัติได้ ณ ตำแหน่งใดก็ได้ในโลก เราสามารถคิดถึงพรมแดนในฐานะสิ่งที่ "พกพาได้" (Portable) หรือถูกฉายออกไปในระยะไกลจากขอบเขตของรัฐ ลองพิจารณาตัวอย่างของการจู่โจมตรวจสอบการย้ายถิ่นฐานในย่านคนจน การตรวจสอบสถานะการเข้าเมืองในโรงพยาบาล ค่ายผู้ลี้ภัยนอกชายฝั่ง (Offshore refugee camp) หรือซอฟต์แวร์ออนไลน์ที่ตรวจสอบข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลของเราเมื่อซื้อตั๋วเครื่องบินจากความสะดวกสบายที่บ้าน

ในกรณีสุดท้าย พรมแดนยังคงรักษาเสน่ห์ของเส้นที่เฉียบคมและถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยรั้วและกำแพง แม้ว่าประโยชน์ใช้สอยของโครงสร้างดังกล่าวจะเป็นที่กังขาอย่างมากและมีราคาสูงลิบลิ่ว แต่การสร้างรั้วกั้นผู้คนเข้าและออกจากเขตแดนได้กลายเป็นธุรกิจหลักรวมถึงเป็นยาสารพัดโรคทางการเมือง ความนิยมทางการเมืองของเส้นพรมแดนที่เสริมความแข็งแกร่งนั้นมีสาเหตุหลักมาจากมูลค่าเชิงสัญลักษณ์ในฐานะต้นแบบที่เรียบง่ายสำหรับการจัดระเบียบอัตลักษณ์ตามขั้วตรงข้ามแบบทวิลักษณ์ "พวกเรากับพวกเขา" (Us versus them) รั้วพรมแดนความยาวหลายหมื่นกิโลเมตรถูกสร้างขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่รั้วของสหรัฐฯ ที่พรมแดนติดกับเม็กซิโก ไปจนถึงพรมแดนสหภาพยุโรป (EU) ในยุโรปและแอฟริกาเหนือ และจากซาอุดีอาระเบียและอิสราเอล ไปจนถึงพรมแดนอินเดีย-บังกลาเทศ

ผลลัพธ์ของพลวัตการปรับโครงสร้างเหล่านี้คือการเพิ่มจำนวนและความหลากหลายของพรมแดน รวมถึงการแพร่กระจายของพรมแดนเข้าไปภายในเขตแดนของรัฐและเข้าไปในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าโลกาภิวัตน์มักจะถูกเชื่อมโยงกับ "โลกที่ไร้พรมแดน" (Borderless world) แต่ในความเป็นจริงกลับผลิตสร้างพรมแดนที่มากขึ้นมากกว่าจะน้อยลง และเพิ่มความซับซ้อนของพรมแดนมากกว่าจะลดลง

สรุปย่อ

  •       ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ พรมแดนตกอยู่ภายใต้ความกดดันเพื่อให้มีการเปิดรับการแลกเปลี่ยนที่เพิ่มมากขึ้น
  •       เพื่อเป็นการตอบสนอง พรมแดนได้เปลี่ยนหน้าที่และเพิ่มรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ซึ่งรวมถึงพื้นที่ชายแดน เครือข่าย และเส้นพรมแดน
  •       โลกาภิวัตน์นำไปสู่ภูมิศาสตร์พรมแดนที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และการเพิ่มขึ้นทั้งในด้านจำนวนและประเภทของพรมแดน

วาทกรรมความมั่นคงชายแดนและการจัดการภัยคุกคามที่เคลื่อนที่ได้ (Border security discourses and the management of mobile threats)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วาทกรรมด้านความมั่นคงได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติให้กลายเป็นปรากฏการณ์ข้ามชาติที่ต้องได้รับการจัดการโดยอาศัยพรมแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แง่มุมด้าน การเคลื่อนที่ (Mobility) ของปรากฏการณ์เหล่านี้ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของความกังวลด้านความมั่นคง ข้อเท็จจริงที่ว่าการย้ายถิ่นฐาน การก่อการร้าย กระแสการไหลทางเศรษฐกิจ อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางสิ่งแวดล้อม สามารถมีต้นกำเนิดได้จากทั้งภายในและภายนอกเขตแดนของรัฐ ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความมั่นคงภายในและความมั่นคงภายนอกพร่าเลือนไปอย่างมาก จนถึงขั้นที่ทั้งสองอาณาจักรหลอมรวมเข้าด้วยกัน แง่มุมต่าง ๆ ของกระแสการไหลข้ามชาติที่มีสาเหตุและพฤติกรรมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มักถูกนำมาเหมารวมเข้าด้วยกันในวาทกรรมสาธารณะ และถูกนำเสนอในฐานะภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำรงชีวิตส่วนบุคคลของพลเมือง ผลลัพธ์สำคัญคือประเด็นด้านความมั่นคงถูกรับรู้ว่ามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ความกลัวบางประการที่ผู้คนมีในชีวิตส่วนตัว เช่น ความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน หรือการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม ถูกฉายภาพเข้าสู่อาณาจักรของความมั่นคงแห่งชาติได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้นโยบายและแนวปฏิบัติทางการรักษาความมั่นคงแทรกซึมลึกเข้าไปในโครงสร้างของสังคมจนถึงระดับปัจเจกบุคคล ดูเหมือนว่าในปัจจุบัน ชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะเป็นเขตแดนของรัฐ คือสิ่งที่ต้องได้รับการทำให้ปลอดภัยเป็นลำดับแรก เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้สึกมั่นคง

ทัศนะต่อโลกเช่นนี้หล่อหลอมให้ "การเคลื่อนที่" และ "ความมั่นคง" กลายเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และมองว่าพรมแดนเป็นเครื่องมือสำหรับการรักษาความปลอดภัยให้แก่กระแสการไหลระดับโลก โดยมีความเชื่อว่าการเพิ่มการเฝ้าระวังพรมแดนที่ครอบคลุมแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตประจำวัน จะช่วยให้สามารถระบุและป้องกันความเสี่ยงได้ จากนั้น ยุทธศาสตร์การจัดการความเสี่ยง (Risk management strategies) สามารถถูกนำมาใช้โดยอาศัยพรมแดนที่มีความคล่องตัวสูง เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงด้วยการจำแนกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการเคลื่อนที่ "ที่ดี" และ "ที่ไม่ดี" อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น การตัดสินใจว่าความเสี่ยงใดในบรรดาความเสี่ยงจำนวนมหาศาลที่ผู้คนเผชิญในชีวิตประจำวันถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของสังคมนั้นเป็นภารกิจที่ซับซ้อน ด้วยเหตุนี้ การมองพรมแดนในฐานะเครื่องมือสำหรับการจัดการความเสี่ยงจึงเปิดพื้นที่ให้แก่การทำให้ความเสี่ยงเป็นเรื่องทางการเมือง (Politicisation of risk) และทำให้พรมแดนกลายเป็นประเด็นที่มีการโต้แย้งกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น วาทกรรมด้านความมั่นคงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากการย้ายถิ่นฐานและอาชญากรรมข้ามชาติ ในขณะที่พยายามลดความสำคัญของความเสี่ยงทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสรีและมลพิษทางสิ่งแวดล้อม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการย้ายถิ่นฐานถูกสร้างให้เป็นความเสี่ยงหลักต่อความมั่นคงชายแดนทั่วทั้งโลกที่พัฒนาแล้ว การย้ายถิ่นฐานข้ามชาติในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมที่ขยายตัวขึ้นในการพัฒนาระดับโลก และความรุนแรงที่เกิดจากความขัดแย้ง ซึ่งครอบคลุมแง่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่สถานการณ์ระยะสั้นไปจนถึงแบบถาวร และครอบคลุมการเคลื่อนที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานไปจนถึงการเคลื่อนที่เฉพาะของผู้อพยพ วาทกรรมทางการเมืองและรายงานข่าวของสื่อมักมองข้ามความแตกต่างเหล่านี้ และเชื่อมโยงการย้ายถิ่นฐานเข้ากับอาชญากรรม ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ของผู้อพยพในฐานะ "คนอื่น" (Others) ที่คุกคาม ในประเทศที่มีความหลากหลายอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และในยุโรป

ภาพที่ 50.1 (Figure 50.1) ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในอิตาลีร่วมกับสหภาพแรงงาน ยูเอสบี (USB union) เดินขบวนประท้วงรัฐบาลของเมโลนี (Meloni government) และกฤษฎีกาคูโตร (Cutro Decree) ซึ่งจะยกเลิกการคุ้มครองพิเศษสำหรับผู้ลี้ภัย ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่นี้ ผู้อพยพจะไม่สามารถเปลี่ยนสถานะการคุ้มครองพิเศษเป็นใบอนุญาตทำงานได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะส่งผลให้จำนวนแรงงานที่ไม่มีเอกสารในอิตาลีเพิ่มสูงขึ้น

ที่มา: เครดิตภาพ: Alamy, ถ่ายเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2023 ณ กรุงโรม

กรณีศึกษา (CASE STUDY) ‘การสร้างพรมแดนในชีวิตประจำวัน’ (EVERYDAY BORDERING)

ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ได้ตรานโยบายการจัดการการย้ายถิ่นฐานที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ในปี 2012 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศชุดนโยบายอย่างเป็นทางการซึ่งมุ่งสร้าง "สภาวะแวดล้อมที่เป็นศัตรู" (Hostile environment) สำหรับผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร เพื่อทำให้การดำรงชีวิตของพวกเขาดำเนินไปอย่างยากลำบากจนถึงจุดที่พวกเขาเลือกที่จะเดินทางออกไปเอง (ภาพที่ 50.2) โดยมีเจตนาเพื่อขัดขวางไม่ให้ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะในวงกว้าง ทั้งนี้ ข้อสังเกตที่สำคัญคือ สภาวะแวดล้อมที่เป็นศัตรูสำหรับผู้อพยพไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากตรรกะของการเนรเทศ (หรือ "การส่งกลับประเทศ") และการกีดกันทางชาติพันธุ์ (Racialised exclusions) ในด้านสวัสดิการ ที่อยู่อาศัย และการจ้างงานนั้นมีมานานนับศตวรรษ (ดู Jacobs, 1985, El-Enany, 2020 และบทที่ 55 ประกอบ)

ภาพที่ 50.2 (Figure 50.2) ในปี 2013 กระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักร (UK Home Office) ใช้รถตู้ติดป้ายโฆษณาเรียกร้องให้ "ผู้อพยพผิดกฎหมาย" (illegal immigrants) "กลับบ้าน มิเช่นนั้นจะถูกจับกุม" (go Home or face arrest)

ที่มา: เครดิตภาพ: UK border Agency/Home Office/PA 

มีการผ่านกฎหมายฉบับใหม่ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สถานที่ทำงาน หน่วยงานด้านที่อยู่อาศัย และธนาคาร ต้องตรวจสอบสถานะการเข้าเมืองของบุคคล นายจ้าง เจ้าของที่พักอาศัย แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ บุคลากรทางการศึกษา และพนักงานธนาคาร จำเป็นต้องวินิจฉัยสิทธิของลูกจ้าง ผู้เช่า คนไข้ นักเรียน และลูกค้า ในการรับบริการ โดยพื้นฐานแล้ว พลเมืองภาคเอกชนถูกเรียกตัวให้เข้ามารับบทบาทในการตรวจตราพรมแดน (Border policing roles) ในชีวิตประจำวันของตน และรายงานเกี่ยวกับพลเมืองคนอื่นที่ถูกสงสัยว่าพำนักอยู่ในประเทศอย่าง "ผิดกฎหมาย" นโยบายดังกล่าวสร้างความระแวงและความกลัวให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คนและภายในชุมชน สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อย (Minority groups) อย่างไม่เป็นสัดส่วน และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานของรัฐ อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านั้นได้ก่อให้เกิดขบวนการภาคพลเมืองที่แสดงออกถึงความสามัคคีและการต่อต้าน ดังที่แสดงในภาพที่ 50.3 (ดู Brambilla and Jones, 2020 ประกอบ)

ภาพที่ 50.3 (Figure 50.3) รถตู้บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในถนนเคนมัวร์ (Kenmure Street) เมืองกลาสโกว์ (Glasgow) ถูกปิดล้อมโดยผู้ประท้วงหลายร้อยคนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2021 ภายในรถตู้มีชายสองคนที่ถูกควบคุมตัวในข้อหา "ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับคนเข้าเมือง" และได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

ที่มา: เครดิตภาพ: Andrew Milligan/Alamy

สรุปย่อ

  •       พรมแดนถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาความมั่นคงให้กับการแลกเปลี่ยนข้ามชาติที่มีการเคลื่อนที่สูง โดยการขยายการเฝ้าระวังเข้ามาภายในสังคมและใช้ยุทธศาสตร์การจัดการความเสี่ยง
  •       แนวปฏิบัติเหล่านี้ได้เพิ่มการทำให้พรมแดนกลายเป็นเรื่องทางการเมือง และทำให้พรมแดนเป็นประเด็นที่มีการโต้แย้งกันมากขึ้น
  •       การย้ายถิ่นฐานถูกสร้างให้เป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่สำคัญ ซึ่งเป็นการผลักดันพรมแดนให้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของพลเมือง

พรมแดนในเรือนร่างและการเชื่อมต่อทางดิจิทัล (Embodied borders and the digital connection)

การจินตนาการว่าพรมแดนเป็นเครื่องมือควบคุมความเสี่ยงที่เคลื่อนที่ได้นั้น ส่งผลให้เกิดการฝังพรมแดนลงในร่างกายของมนุษย์ ร่างกายได้กลายเป็นพรมแดนเคลื่อนที่ขั้นสูงสุดที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบการเคลื่อนที่ได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำในมาตราส่วนพื้นที่ที่เล็กที่สุด ความเสี่ยงที่เคลื่อนที่ได้สามารถประเมินได้จากร่างกายที่เคลื่อนที่ และถูกกำจัดทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ ณ พรมแดน เพื่อไม่ให้กระแสการสัญจรถูกขัดขวาง เทคโนโลยีดิจิทัลจำนวนมหาศาลทำหน้าที่เป็นส่วนประสาน (Interfaces) สำหรับการบูรณาการ พรมแดนในเรือนร่าง (Embodied borders) เข้ากับระบบประเมินความเสี่ยง เพื่อให้การข้ามพรมแดนเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ตัวอย่างหนึ่งคือ เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometric technology) ที่ใช้ในการแปลงข้อมูลทางร่างกายให้เป็นดิจิทัล เช่น ลายนิ้วมือและรูปแบบม่านตา เพื่อจัดเก็บไว้ในชิปของหนังสือเดินทางและฐานข้อมูลความมั่นคงชายแดน อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เทคโนโลยีการระบุเอกลักษณ์ด้วยคลื่นวิทยุ (Radio frequency identification หรือ RFID) ที่ใช้ในการส่งสัญญาณข้อมูลร่างกายที่จัดเก็บในชิปแบบไร้สาย เพื่อให้สามารถติดตามการเคลื่อนที่ของเจ้าของได้โดยไม่ต้องหยุดรอที่พรมแดน

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีชีวมิติและ RFID กลายเป็นเสาหลักของระบอบการสร้างพรมแดนให้เป็นเรื่องความมั่นคง (Border securitisation regimes) ตั้งแต่ไทยและออสเตรเลีย ไปจนถึงไนจีเรียและสหรัฐอเมริกา เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายร้อยล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-passports) ที่ออกโดยรัฐบาล และการจัดตั้งฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพรมแดนจำนวนมาก เสน่ห์ของเทคโนโลยีดิจิทัลชายแดนอยู่ที่ความเป็นไปได้ในการระบุตัวตนด้วยการควบคุมระยะไกลแบบอัตโนมัติในขณะเคลื่อนที่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและเร่งกระแสการไหลให้เร็วขึ้นโดยลดการแทรกแซงจากมนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุด ส่งผลให้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้รับความไว้วางใจให้มีอำนาจในการตัดสินใจที่สำคัญต่อชีวิตของผู้คน

ระบอบพรมแดนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนี้ มักถูกเรียกว่า "พรมแดนอัจฉริยะ" (Smart Borders) ดำเนินงานภายใต้ข้อสันนิษฐานที่ว่าการระบุร่างกายของบุคคลนั้นคล้ายคลึงกับการรู้ตัวตนของบุคคล และอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคลนั้นสามารถเป็นตัวพยากรณ์ความเสี่ยงที่เชื่อถือได้ (Pötzsch, 2015) ด้วยเหตุนี้ การระบุตัวตนด้วยชีวมิติที่พรมแดนจึงถูกนำมาใช้ในสองแนวทางหลัก ประการแรกคือเพื่อยืนยันตัวตน (Verify identity) ของบุคคล ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับเอกสารการเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ในกรณีนี้ ข้อมูลชีวมิติที่จัดเก็บในหนังสือเดินทางทำหน้าที่ยืนยันตัวตนเพื่อยืนยันว่าเราคือบุคคลที่เราอ้างว่าเป็นจริงๆ (ภาพที่ 50.4) ร่างกายของเราทำหน้าที่ประหนึ่งรหัสผ่าน (Passwords) ที่ให้การระบุตัวตนส่วนบุคคลในขณะเคลื่อนที่ อย่างไรก็ตาม เพียงแค่การยืนยันตัวตนนั้นแทบไม่ได้ช่วยเพิ่มความมั่นคง เนื่องจากพรมแดนไม่สามารถตัดสินได้อย่างมีนัยสำคัญว่าใครคือความเสี่ยงด้านความมั่นคง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว การใช้ชีวมิติในแนวทางที่สองคือเพื่อระบุอัตลักษณ์ (Establish identity) ของใครบางคนเพื่อตอบคำถามที่ว่า "บุคคลนี้คือใคร?" ภารกิจนี้จำเป็นต้องมีการจัดตั้งและบำรุงรักษาฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อรวมข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งสามารถนำมาทำเหมืองข้อมูล (Data mining) ทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเผยให้เห็นรูปแบบพฤติกรรมและความสัมพันธ์ เมื่อข้อมูลชีวมิติของเราถูกบันทึกในฐานข้อมูล ข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกเก็บรวบรวมทุกครั้งที่มีการตรวจสอบพบ

ทุกครั้งที่อัตลักษณ์ของเราถูกตรวจสอบด้วยชีวมิติ สิ่งนี้จะทิ้งร่องรอยไว้ในฐานข้อมูลซึ่งจัดเก็บไว้ภายใต้โปรไฟล์ของเราตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ชื่อ ที่อยู่ ประเทศต้นทาง จำนวนครั้งที่ข้ามพรมแดน พรมแดนที่ข้ามและสถานที่ที่ข้าม ยานพาหนะที่ใช้ รูปแบบการชำระเงินสำหรับการเดินทาง ระยะเวลาที่พำนัก ประวัติการขับขี่ ประเภทของอาหารที่บริโภคบนเครื่องบิน ความพึงพอใจในที่นั่ง และอื่น ๆ นี่คือวิธีที่อัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital identity) ของเราก่อตัวขึ้นในฐานข้อมูลโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งหมดนี้ถูกติดตั้ง ณ จุดข้ามพรมแดน ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์จะอ่านชิปในหนังสือเดินทางและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ระบุข้อมูลส่วนบุคคลในฐานข้อมูล แล้วจึงวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นตามอัลกอริทึม (Algorithm) ที่ไม่เปิดเผย ซึ่งจะสร้างโปรไฟล์อัตลักษณ์ของเราพร้อมกับคะแนนความเสี่ยงที่คำนวณได้ ผลผลิตสุดท้ายคืออัตลักษณ์ที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์ซึ่งมีน้อยคนนักจะเข้าใจ แต่ทุกคนต้องให้ความไว้วางใจ

ภาพที่ 50.4 หนังสือเดินทางชีวมิติในเมืองเอสเซิน (Essen) ประเทศเยอรมนี

ที่มา: เครดิตภาพ: Oberhaeuser/Alamy

สรุปย่อ

  •       พรมแดนกำลังถูกฝังลงในร่างกายผ่านการใช้เทคโนโลยีชีวมิติและเทคโนโลยีดิจิทัลอื่น ๆ เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนที่ในระดับปัจเจก
  •       "พรมแดนอัจฉริยะ" พึ่งพาฐานข้อมูลขนาดใหญ่และอัลกอริทึมในการพยากรณ์ความเสี่ยง โดยการสร้างอัตลักษณ์ดิจิทัลจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
  •       ร่างกายมนุษย์ได้กลายเป็นส่วนต่อประสานที่เคลื่อนที่ได้ของพรมแดน ทำให้การควบคุมพรมแดนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์อีกต่อไป

กรณีศึกษา (CASE STUDY) ‘การสร้างวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัย’ (THE MAKING OF THE REFUGEE CRISIS)

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2015 ผู้ลี้ภัยมากกว่าหนึ่งล้านคนจากประเทศที่บอบช้ำจากสงคราม เช่น ซีเรีย อิรัก และอัฟกานิสถาน ได้เร่งเดินทางไปยังสหภาพยุโรป (European Union) เพื่อแสวงหาที่ลี้ภัย การเคลื่อนย้ายอย่างฉับพลันของพวกเขาถูกกระตุ้นโดยคำมั่นสัญญาอันเอื้ออารีจากรัฐบาลเยอรมนีที่จะรับผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลที่ต้องการการคุ้มครอง อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของเยอรมนีไม่ได้รวมถึงข้อกำหนดเรื่องการขนส่งผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางไปยังเยอรมนี เมื่อปราศจากระเบียงการขนส่ง (Transportation corridors) ที่กำหนดไว้ ทางเลือกเดียวของผู้ลี้ภัยคือการเดินทางไปยังเยอรมนีด้วยตนเอง

กฎหมายลี้ภัยของสหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ลี้ภัยต้องยื่นคำร้องขอสิทธิลี้ภัยในประเทศแรกของสหภาพยุโรปที่เดินทางไปถึง และต้องรอเอกสารที่จำเป็น ณ ที่นั่นเพื่อข้ามไปยังประเทศจุดหมายปลายทาง กระบวนการดังกล่าวบังคับให้ผู้ลี้ภัยต้องให้ลายนิ้วมือเพื่อบันทึกลงในฐานข้อมูลชีวมิติทั่วสหภาพยุโรป เพื่อผูกโยงสถานที่พำนักของพวกเขาเข้ากับประเทศแรกที่เดินทางเข้ามาในเชิงดิจิทัล ด้วยวิธีนี้ พรมแดนทางเขตแดนจึงถูกเข้ารหัส (Coded) ลงในร่างกายของผู้ลี้ภัย นี่คือสิ่งที่ผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจากตุรกีพยายามหลีกเลี่ยงเมื่อพวกเขาปฏิเสธการลงทะเบียนเมื่อเดินทางถึงกรีซ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเดินทางต่อทางบกเพื่อไปยังเยอรมนีผ่านประเทศต่าง ๆ เช่น มาซิโดเนีย เซอร์เบีย โครเอเชีย ฮังการี และออสเตรีย ซึ่งก่อให้เกิดภาพลักษณ์ของการเคลื่อนย้ายที่โกลาหลและเกินขีดความสามารถของประเทศทางผ่านในการจัดหาบริการด้านมนุษยธรรมให้แก่พวกเขา

ความรู้สึกถึงวิกฤตทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลฮังการีรีบเร่งสร้างรั้วลวดหนามตามแนวพรมแดนทางตอนใต้ที่ติดกับเซอร์เบีย ในความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสกัดกั้นผู้ลี้ภัยไม่ให้เข้าสู่เขตแดนของสหภาพยุโรป ผลที่ตามมาคือผู้ลี้ภัยต้องติดค้างอยู่ในค่ายพักแรมชั่วคราวและเปลี่ยนพยายามข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทน ซึ่งนำไปสู่การที่ผู้คนบางกลุ่มในยุโรปรับรู้ว่าพวกเขาเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ ในความเป็นจริง การขาดการประสานงานระหว่างรัฐบาลของสหภาพยุโรป ประกอบกับกฎหมายลี้ภัยของสหภาพยุโรปที่ไม่เหมาะสม คือปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยให้กลายเป็นวิกฤต เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับการมาถึงของชาวอูเครน (Ukrainian refugees) ในสหภาพยุโรปเมื่อปี 2022 จะเห็นว่ามีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ามาก แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงการจัดระเบียบผู้ลี้ภัยตามฐานคติทางชาติพันธุ์ (Racialisation of refugees) ด้วย

การตรวจสอบระบอบ "พรมแดนอัจฉริยะ" (Smart Borders) อย่างใกล้ชิด ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งต่อความสามารถในการประสานการเคลื่อนที่และความมั่นคงเข้าด้วยกันผ่านการจัดการอัตลักษณ์บนฐานของความเสี่ยง (Risk-based identity management) การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปส่งเสริมมุมมองที่ว่าความมั่นคงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยวิธีการทางเทคนิค (Technical fix) และทึกทักเอาว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของโลกสามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างพรมแดนกั้นสิ่งเหล่านั้นออกไปโดยอาศัยเทคโนโลยี ทว่าคะแนนความเสี่ยง ข้อมูลชีวมิติ และข้อมูลอื่น ๆ บนร่างกายนับร้อยล้านร่าง แทบไม่ได้ช่วยยกระดับความมั่นคงทางสังคมหรือความมั่นคงส่วนบุคคลเลย ผู้ที่เตรียมก่อเหตุการร้ายยังคงสามารถผ่าน "พรมแดนอัจฉริยะ" เข้าไปได้ การย้ายถิ่นฐานและการลักลอบขนของผิดกฎหมายแทบไม่มีสัญญาณว่าจะลดลง และผลกระทบเชิงลบจากกระแสเศรษฐกิจข้ามพรมแดนที่ไร้การควบคุมยังคงขยายช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนให้กว้างขึ้น

ประเด็นปัญหาคือ ข้อมูลในฐานข้อมูลสามารถถูกทำให้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งได้หลากหลายแง่มุม ขึ้นอยู่กับประเภทของข้อมูลที่ซอฟต์แวร์อัลกอริทึมถูกตั้งโปรแกรมให้ค้นหา อัลกอริทึมเป็นตัวกำหนดว่าใครคือพลเมืองที่ดีหรือพลเมืองที่ไม่ดีตามวิธีการเขียนชุดคำสั่ง เนื่องจากหลักเกณฑ์ที่อัลกอริทึมทำงานนั้นถูกเก็บเป็นความลับและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอำนาจที่ปกครองเรา การเมืองเรื่องชีวมิติ (Politics of biometrics) จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต (Amoore, 2006) ความกังวลคือหากปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเทคโนโลยีแห่งอำนาจใหม่ ๆ เหล่านี้ทำอะไรได้และไม่ได้ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการสร้างพรมแดนอาจรวบรวมเอาภาพจำที่เหมารวม (Stereotypes) และอคติทางเชื้อชาติ ชนชั้น ชาติพันธุ์ หรือเพศสภาพ ซึ่งจะตอกย้ำความไม่เท่าเทียมที่มีอยู่เดิมให้คงอยู่ต่อไป ในขณะเดียวกัน การพึ่งพาเทคโนโลยีที่ไร้ตัวตนเพื่อรวมกิจกรรมการเฝ้าระวังมวลชน (Mass surveillance) เข้ากับโครงสร้างของสังคมในนามของความมั่นคงชายแดน เสี่ยงต่อการละเลยความรับผิดชอบในการควบคุม และลดโอกาสในการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยในการสร้างระบอบพรมแดนใหม่

สรุปย่อ

  •       เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ชีวมิติ ช่วยให้พรมแดนถูกฝังลงในร่างกายมนุษย์ ด้วยวิธีนี้ พรมแดนจึงมีความเป็นส่วนบุคคลและมีความคล่องตัวสูง
  •       เป้าหมายคือการบรรลุการควบคุมการเคลื่อนที่ในระดับปัจเจก เพื่ออนุญาตให้กระแสการไหลสามารถเดินทางผ่านพื้นที่ได้โดยไร้อุปสรรค
  •       ระบอบพรมแดนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนี้ ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพส่วนบุคคลและการมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย

สรุปท้ายบท

พรมแดนยังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบปฏิสัมพันธ์ของผู้คนและสังคมผ่านพื้นที่ เรากำลังอาศัยอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของพรมแดนซึ่งส่งผลกระทบระยะยาวต่ออนาคตของวิถีชีวิตประชาธิปไตยและเสรีภาพส่วนบุคคล เมื่อพรมแดนเปลี่ยนหน้าที่ รูปแบบ และความหมาย ชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน บทนี้มุ่งหวังที่จะช่วยให้ผู้อ่านค้นพบความซับซ้อนที่แฝงอยู่ในพรมแดน ลักษณะที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และธรรมชาติที่เป็นประเด็นถกเถียงโต้แย้งโดยพื้นฐาน

พรมแดนซึ่งมักถูกยอมรับโดยปริยายว่าเป็นเส้นแบ่งตามธรรมชาติระหว่างประเทศ แท้จริงแล้วควรถูกทำความเข้าใจในฐานะผลผลิตทางสังคม (Social constructions) ที่หยั่งรากอยู่ในแนวปฏิบัติทางวัฒนธรรมและพลวัตทางอำนาจ พรมแดนไม่ได้เป็นเพียงจุดสิ้นสุดอันห่างไกลของรัฐ แต่มีรูปแบบ ประเภท และหน้าที่ที่หลากหลายซึ่งหยั่งรากลึกเข้าไปในสังคมจนถึงระดับร่างกายของเรา ในปัจจุบัน พรมแดนระดับชาติทั่วโลกได้รับมอบหมายเหตุผลความจำเป็นในระยะยาวรูปแบบใหม่ นั่นคือการเป็นผู้รับประกันความมั่นคงของเราในโลกยุคโลกาภิวัตน์ การเข้าใจเรื่องพรมแดนจะช่วยให้เรารับรู้ถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เกี่ยวข้อง และทำให้เราสามารถดำเนินการในลักษณะที่รักษาสิทธิของเราให้ได้มากที่สุดพร้อมกับยกระดับความยุติธรรมทางสังคม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น