การเดินทางและการท่องเที่ยว
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก J.J. Zhang and T.C. Chang(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.
บทนำ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เมื่อพิจารณาจากรายได้ที่เกิดขึ้นและจำนวนการจ้างงาน การท่องเที่ยวเป็นทางเลือกในการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลายประเทศให้ความสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือโลกทางใต้ (Global South) นอกจากนี้ การท่องเที่ยวยังเป็นปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์โดยเนื้อแท้
ในแง่ของการ "สร้างสรรค์สถานที่" (Making places) ผ่านระดับมิติทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย
"การสร้างสรรค์สถานที่"
(Place
making) หมายถึงกระบวนการที่พื้นที่ (Spaces) ถูกแต่งแต้มด้วยความหมาย
คุณค่า และอัตลักษณ์โดยกลุ่มคนที่แตกต่างกัน ในบริบทของการท่องเที่ยว
การพัฒนาพื้นที่ที่ดูธรรมดาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจ
พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้างพื้นฐาน และจุดขายทางการท่องเที่ยว
ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างสรรค์สถานที่ ในบทนี้เราจะพิจารณาถึงตัวแสดง (Actors)
ระดับมิติทางภูมิศาสตร์
และผลลัพธ์ที่หลากหลายของการสร้างสรรค์สถานที่จากการท่องเที่ยว
แนวคิดพื้นฐานในทาง
ภูมิศาสตร์มนุษย์ (Human
Geography) คือคำว่า "สถานที่" (Place) (Tuan 1977 และดูบทที่ 5) ดังที่ปรากฏชัดในหลายบทของหนังสือเล่มนี้
สถานที่ย่อมมีความหมายที่แตกต่างกันสำหรับคนแต่ละกลุ่ม
และถูกมองว่าเป็นเรื่องของประสบการณ์ส่วนบุคคลในระดับสูง (บทที่ 7)
มีวิธีการที่หลากหลายที่พื้นที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่ที่มีความหมายผ่านประสบการณ์เชิงอัตวิสัย
(Subjective experiences) ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์
(บทที่ 24) การบริโภค (บทที่ 32) การทำงาน (บทที่ 33)
หรือแม้แต่ขบวนการทางสังคมและการขับเคลื่อนทางสังคม (บทที่ 53)
การเดินทางและการท่องเที่ยวนำเสนออีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้สถานที่ถูกพัฒนาขึ้น
โดยเน้นไปที่ประสบการณ์นันทนาการ การบริโภคส่วนบุคคล และการจัดหาบริการ บทนี้ใช้การท่องเที่ยวและการเดินทางเป็นเลนส์ในการสำรวจการสร้างสรรค์สถานที่ในสองทางที่แตกต่างกันแต่เชื่อมโยงกัน
นั่นคือ โดยกลุ่มคนที่ต่างกัน และในระดับมิติที่ต่างกัน
ประการแรก
มีผู้คนหลากหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์สถานที่ ตามทัศนะของ
จิลเลียน โรส (Gillian
Rose 1995: 88) "สถานที่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้คน
ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและกลุ่มคน" ในภาคการท่องเที่ยว
ผู้สร้างสรรค์สถานที่ที่ชัดเจนที่สุดคือกลุ่มผู้มีอำนาจ เช่น หน่วยงานภาครัฐ
นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งสร้างสถานที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์
นอกเหนือจากกลุ่มคนเหล่านี้
ปัจเจกบุคคลยังสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สถานที่ผ่านความผูกพันทางอารมณ์หรือการเชื่อมโยงในเชิงบวกกับพื้นที่
โรสอธิบายการเชื่อมโยงนี้โดยใช้แนวคิดเรื่อง "อัตลักษณ์" (Identity)
เธอโต้แย้งว่า
"ความหมายที่มอบให้กับสถานที่อาจมีความเข้มข้นจนกลายเป็นส่วนสำคัญของผู้ที่สัมผัสสถานที่นั้น"
(Rose 1995: 88) ตัวอย่างเช่น
ผ่านการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและประสบการณ์ในพื้นที่
นักท่องเที่ยวแต่ละคนอาจได้รับความประทับใจอย่างแรงกล้าต่อสถานที่ที่พวกเขาไปเยือน
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยแปลกถิ่นให้กลายเป็นสถานที่แห่งการพบเจอและความทรงจำส่วนบุคคลอันทรงคุณค่า
ประการที่สอง
การสร้างสรรค์สถานที่จากการท่องเที่ยวเกิดขึ้นในระดับมิติทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน
ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ไปจนถึงระดับโลก
นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยมักจะเห็นประจักษ์ถึงการท่องเที่ยวใน ระดับท้องถิ่น (Local scale) เช่น
วิธีการที่สิ่งอำนวยความสะดวกถูกสร้างขึ้นในท้องถิ่นเฉพาะเจาะจงเพื่อพวกเขา
หรือเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในพื้นที่นั้น ๆ การพัฒนาการท่องเที่ยวยังเกิดขึ้นใน
ระดับเมือง (City level) เช่น
การพัฒนาเขตพื้นที่ประวัติศาสตร์และย่านชุมชนอย่างย่านชาวจีน (Chinatowns) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมือง
การพัฒนายังเกิดขึ้นใน
ระดับชาติ (National
scale) ด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงการท่องเที่ยวส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศและภูมิภาค
ตัวอย่างเช่น การพัฒนาเครือข่ายคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันทั่วประเทศ
ท้ายที่สุดใน ระดับโลก (Global level) เรามักนึกถึงการท่องเที่ยวที่ดำเนินไปข้ามพรมแดนของรัฐชาติ
เมื่อประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันพัฒนาหรือทำการตลาดโครงการข้ามชาติ (ตัวอย่างเช่น
อุทยานแห่งชาติที่ใช้พื้นที่ร่วมกันในหลายประเทศ)
บทนี้เริ่มต้นด้วยการพิจารณาการท่องเที่ยวและการสร้างสรรค์สถานที่
โดยระบุถึง 5
วิธีที่การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยในการสร้างสรรค์สถานที่ในระดับท้องถิ่นและระดับเมือง
สิ่งสำคัญที่ต้องบันทึกไว้คือมีตัวแสดงที่หลากหลายเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์สถานที่
แม้ว่ามักจะมีความเข้าใจโดยทั่วไปว่าผู้วางแผนภาครัฐและภาคเอกชนเป็นกลุ่มที่มีบทบาทนำมากที่สุด
ส่วนที่สองจะพิจารณาถึงการเมืองและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีอยู่ในการท่องเที่ยว
โดยเฉพาะในระดับชาติและระดับข้ามชาติ
วิธีที่สถานที่และพื้นถูกหล่อหลอมโดยการท่องเที่ยวนั้นเป็นกระบวนการที่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองในระดับสูง ซึ่งขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่าง ๆ บทนี้จบลงด้วยมุมมองที่เปี่ยมด้วยความหวัง ในขณะที่เราพิจารณาว่าความรู้ด้านการท่องเที่ยวอาจถูกนำไป "ประยุกต์ใช้" เพื่อมุ่งสู่การบริโภคที่มีความรับผิดชอบ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และอนาคตที่มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น
การท่องเที่ยวและการสร้างสรรค์สรรค์พื้นที่ (Tourism and Place Making)
ในฐานะแนวคิดด้านการวางแผน
คำว่า “การสร้างสรรค์พื้นที่” (Place making) ปรากฏขึ้นครั้งแรกในฐานะยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองในช่วงทศวรรษ
1990 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของการออกแบบเมืองผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้อยู่อาศัย
ผู้ทำงาน และผู้มาเยือน (Friedmann 2010)
สำหรับภาคส่วนการท่องเที่ยวนั้น
การสร้างสรรค์พื้นที่ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผน การจัดการ
และการตลาดของแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเป็นกลไกในการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับสถานที่
และเพื่อสร้างหลักประกันในการกลับมาเยือนซ้ำ ทั้งนี้ เราสามารถจำแนกวิถีทางที่การท่องเที่ยวส่งเสริมการสร้างสรรค์พื้นที่ได้เป็น
5 ประการ ดังนี้
- การสร้างสรรค์พื้นที่โดยรัฐและทุน (Placemaking)
- การสร้างสรรค์พื้นที่โดยภาคประชาชน (Place-making)
- การสร้างสรรค์พื้นที่ผ่านองค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
- การสร้างสรรค์พื้นที่เชิงสร้างสรรค์ (Creative
placemaking)
- การสร้างสรรค์พื้นที่และการตลาด
อลัน ลู (Alan Lew, 2017) นักภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว ได้จำแนกความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง ‘Placemaking’
และ ‘Place-making’ ไว้ว่า ในกรณีแรก (Placemaking)
หมายถึงการวางแผนแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบในระดับมหภาค
ซึ่งมักใช้งบประมาณสูงและดำเนินการโดยรัฐบาลหรือวิสาหกิจเอกชน (เช่น
การพัฒนาท่าอากาศยานหรือแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่) ในขณะที่กรณีหลัง (Place-making)
ครอบคลุมถึงการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติจากฐานรากโดยสามัญชน
(เช่น การเปิดร้านอาหาร การจัดกิจกรรม หรือตลาดกลางแจ้งเพื่อดึงดูดผู้มาเยือน)
กล่าวได้ว่า Placemaking คือการสร้างพื้นที่ที่ ‘ปลอดภัย
เป็นที่รู้จัก คาดการณ์ได้ และคุ้นเคย’ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มมวลชน (Mass
Tourists) ส่วน Place-making นั้นให้สัญญาถึงความรู้สึกของ
‘ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ความประหลาดใจ และการหลบเร้น’
ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทางเลือก (Lew 2017: 451)
อย่างไรก็ดี
แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเป็นการผสมผสานของรูปแบบการสร้างสรรค์พื้นที่ทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน
ตัวอย่างของการสร้างสรรค์พื้นที่ทั้งสองรูปแบบปรากฏให้เห็นอย่างแพร่หลายในเทศกาลคริสต์มาส
ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยในทุกปี การท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore
Tourism Board) จะร่วมมือกับสมาคมธุรกิจถนนออร์ชาร์ดเพื่อจัดกิจกรรมประดับไฟคริสต์มาสบริเวณย่านการค้าถนนออร์ชาร์ด
(ภาพที่ 27.1) โดยในปี 2021 กิจกรรมนี้ถูกจัดขึ้นภายใต้ชื่อ ‘Christmas on
a Great Street’ ซึ่งดำเนินไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021
ถึงต้นเดือนมกราคม 2022 มีการประดับประดาทั้งดวงไฟหลากสีสัน ลูกบอลประดับ
และเครื่องตกแต่งบนทางเท้า สาธารณูปโภคริมทาง และต้นไม้ริมถนน
รวมถึงอาคารเอกชนที่ร่วมตกแต่งเพื่อเสริมบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง
กิจกรรมนี้ต้องใช้เวลาเตรียมการหลายเดือนและได้รับความร่วมมือด้านงบประมาณจากวิสาหกิจเอกชน
งานประจำปีที่มีการวางแผนอย่างรัดกุมและมีเงินทุนมหาศาลเช่นนี้คือกรณีศึกษาคลาสสิกของ
Placemaking ซึ่งมุ่งรองรับตลาดมวลชนและแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งความเป็นสากล
ในทางตรงกันข้าม การประดับไฟในระดับย่านที่พักอาศัยอาจถือเป็นตัวอย่างที่แตกต่างของการสร้างสรรค์พื้นที่แบบ Place-making โดยในย่านชานเมืองซึ่งเป็นที่พำนักของชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่ คณะกรรมการผู้อยู่อาศัยและบุคคลทั่วไปได้จัดกิจกรรมประดับไฟของตนเองขึ้นเพื่อสร้างความสุขแก่เด็กและครอบครัว แม้จะขาดการประชาสัมพันธ์และมีงบประมาณจำกัด แต่กิจกรรมเหล่านี้ก็ได้รับคำชื่นชมในการเติมเต็มบรรยากาศเทศกาลเข้าสู่สภาพแวดล้อมในแถบชานเมือง
ภาพที่ 27.1
คริสต์มาส ณ ถนนออร์ชาร์ด ประเทศสิงคโปร์
สังเกตการใช้ธงราวประดับและสัญลักษณ์วันคริสต์มาส
ควบคู่ไปกับภูมิทัศน์ของต้นไม้และดอกไม้ที่บานสะพรั่ง
ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์พื้นที่ (Placemaking) ของถนนออร์ชาร์ด
ที่มา: Photo credit: T.C. Chang
การท่องเที่ยวยังมีส่วนช่วยในการสร้างสรรค์พื้นที่ผ่านปัจจัยที่เป็น
“รูปธรรม” (Tangible)
และ “นามธรรม” (Intangible) โดยคำว่ารูปธรรมนั้น
หมายถึงความพยายามในการวางแผนที่ใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบทางกายภาพของพื้นที่ เช่น
อาคาร สิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภค (ซึ่งมักถูกเรียกว่า ‘Hardware’) ในขณะที่องค์ประกอบนามธรรมครอบคลุมมิติที่ไม่ใช่ทางวัตถุ เช่น กิจกรรม
วิถีชีวิตบนท้องถนน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (‘Software’) แม้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรูปธรรมอาจไม่สามารถเติมเต็มจิตวิญญาณให้กับพื้นที่ได้เสมอไป
แต่ในขณะเดียวกัน
การนำเสนอเพียงแต่องค์ประกอบทางนามธรรมก็ไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพได้เช่นกัน
ดังนั้นจึงต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ทั้งสองส่วนร่วมกันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุน
โดยแหล่งท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดมักมีการผสมผสานทั้งสององค์ประกอบอย่างลงตัว
พิจารณาตัวอย่างจาก
ทัชมาฮาล ในฐานะสถานที่ที่มีผู้มาเยือนราว 7–8 ล้านคนต่อปี
เสน่ห์ของทัชมาฮาลตั้งอยู่บนการหลอมรวมระหว่างองค์ประกอบรูปธรรมอย่างสถาปัตยกรรมและสวนอันวิจิตร
เข้ากับประวัติศาสตร์และตำนานอันเป็นนามธรรม
อนุสรณ์สถานแห่งความรักซึ่งสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิแห่งโมกุลในคริสต์ศตวรรษที่ 17
เพื่อรำลึกถึงพระมเหสีนี้ มีชื่อเสียงจากหินอ่อนสีขาวมาครานาอันวาววับ
ตลอดจนตำนานการก่อสร้าง ความรักในราชสำนัก และสถานที่ฝังพระศพ ‘ลึกลับ’
ขององค์จักรพรรดิและมเหสี
การสร้างสรรค์พื้นที่ของทัชมาฮาลจึงเป็นการหลอมรวมระหว่างสิ่งที่เป็นประจักษ์ทางกายภาพและจิตวิญญาณ
ก่อกำเนิดเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของโลก
ความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมท้องถิ่นนำเราไปสู่
“การสร้างสรรค์พื้นที่เชิงสร้างสรรค์” (Creative placemaking) ซึ่งริเริ่มโดยสภาศิลปะแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
(U.S. National Endowment for the Arts) ในรายงานปี 2010
เพื่อสนับสนุนให้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการพัฒนาพื้นที่และชุมชน (Markusen
and Gadwa, 2010)
โดยนิยามว่าเป็นแนวทางปฏิบัติในการวางแผนที่ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ
ภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และชุมชนท้องถิ่น
เพื่อหล่อหลอมอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านกิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรม
การปรากฏทางพื้นที่ของการสร้างสรรค์พื้นที่เชิงสร้างสรรค์มีสองลักษณะ
ประการแรกคือการพัฒนา “เขตพื้นที่สร้างสรรค์” (Creative zones) เช่นในประเทศจีน
ย่านศิลปะอย่างเขต 798 ในปักกิ่ง, M50 ในเซี่ยงไฮ้ (ภาพที่
27.2) และเขตความคิดสร้างสรรค์ 1850 ในกวางโจว
ต่างได้รับความนิยมอย่างยิ่งจากกลุ่มศิลปินนอกกระแสมาตั้งแต่ทศวรรษ 2000 (Ning
and Chang, 2022) แม้จุดเริ่มต้นจะเป็นกระบวนการ Place-making
ที่ศิลปินเข้ามาครอบครองพื้นที่โรงงานร้างและนิคมอุตสาหกรรมเก่าอย่างไม่เป็นทางการ
แต่ในปัจจุบัน พื้นที่หลายแห่งได้รับการจัดการและทำการตลาดโดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลท้องถิ่น
และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่สนใจในศิลปะและไลฟ์สไตล์
มิติที่สองของการสร้างสรรค์พื้นที่เชิงสร้างสรรค์ได้เบนความสนใจมายัง
“ตัวนักท่องเที่ยว”
โดยมุ่งเน้นไปที่การที่นักท่องเที่ยวเป็นผู้กำหนดกิจกรรมและประสบการณ์ทางวัฒนธรรมด้วยตนเอง
มากกว่าการที่ภาครัฐหรือเอกชนเป็นผู้สร้างพื้นที่ให้ (Richards, 2020) การเข้าร่วมเวิร์กชอปวาดภาพ ชั้นเรียนทำอาหาร
หรือการสนทนากับภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์
ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถสร้างสรรค์พื้นที่ผ่านการดื่มด่ำเชิงรุก ริชาร์ดส์ (Richards,
2020: 4) อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความสร้างสรรค์
การสร้างสรรค์พื้นที่ และการร่วมสร้าง (Co-creation) ไว้ว่า:
‘มุมมองการสร้างสรรค์พื้นที่ต่อการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์มีนัยสำคัญต่อการท่องเที่ยว
โดยนักท่องเที่ยวได้กลายเป็นตัวแสดงหลักในการร่วมสร้างพื้นที่
ผ่านการตีความหมายของสถานที่ที่ดึงดูดพวกเขาเสียใหม่’
การแสวงหาการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งทำให้ปัจเจกนักท่องเที่ยวสามารถสถาปนาความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับชุมชนท้องถิ่น
และเสริมสร้างความผูกพันต่อพื้นที่นั้นๆ
การให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวในฐานะปัจเจกบุคคลช่วยขับเน้นถึง
“พลังแห่งเจตจำนง” (Agentic
powers) ของนักท่องเที่ยว
การสร้างสรรค์พื้นที่จึงไม่ใช่เพียงอาณาเขตของนักวางแผนหรือผู้ประกอบการเท่านั้น
แต่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลทั่วไป ในมุมมองนี้
การสร้างสรรค์พื้นที่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าเป็นกระบวนการเฉพาะบุคคลที่นักท่องเที่ยวใช้ในการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายแก่ตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า
‘ผู้คนไม่ได้เพียงแค่ไปเยือนสถานที่
แต่พวกเขาได้ขัดเกลาและสร้างสรรค์สถานที่เหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา’
นักท่องเที่ยวจึงเป็นมากกว่า ‘ประธานผู้เฝ้ามอง’ (Viewing subjects) แต่คือ ‘ประธานผู้กระทำการ’ (Doing subjects) (Thurlow and
Jaworski, 2014: 459) ผ่านการกระทำและความเคลื่อนไหวทางกายภาพ เช่น
การถ่ายภาพ การสนทนากับเจ้าของร้าน หรือการลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น
ซึ่งทำให้พื้นที่นั้นถูกเติมเต็มด้วยความหมายและความทรงจำส่วนบุคคล
ประการสุดท้าย
ความเชื่อมโยงระหว่างการท่องเที่ยวและการสร้างสรรค์พื้นที่เกี่ยวข้องกับ
การตลาดและการนำเสนอผ่านสื่อ
แม้ก่อนที่บุคคลจะเดินทางไปเยือนเมืองหรือประเทศใดก็ตาม สถานที่นั้นอาจถูก
‘สร้างขึ้น’ แล้วในมโนภาพ แคมเปญการตลาดที่มีชื่อเสียงอย่าง ‘100% Pure New
Zealand’ และ ‘Malaysia Truly Asia’ หรือสโลแกนเฉพาะเมืองอย่าง
‘Let’s Do London’ เป็นมากกว่าคำโฆษณา
แต่เป็นการสื่อถึงตัวตนของสถานที่และผู้คน
เพื่อเชิญชวนให้ผู้มีโอกาสเป็นนักท่องเที่ยว ‘เชื่อมั่นและคล้อยตาม’
ในคำสัญญาของจุดหมายปลายทางนั้น (Lew, 2012) กระบวนการสร้างสรรค์พื้นที่แบบสองทางจึงเกิดขึ้น:
ในขณะที่นักการตลาด ‘สร้างพื้นที่’ ผ่านการปรุงแต่งภาพลักษณ์แห่งความสนุกสนาน
ความงาม และความมีชีวิตชีวา ปัจเจกบุคคลก็ ‘สร้างพื้นที่’
ผ่านการฉายภาพและจินตนาการของตนเอง
การสร้างสรรค์พื้นที่จึงดำรงอยู่ในหัวใจและจิตวิญญาณของนักท่องเที่ยวผู้มีสิทธิที่จะยอมรับหรือปฏิเสธคำกล่าวอ้างทางการตลาดเหล่านั้น
การตระหนักถึงทวิลักษณะของการสร้างสรรค์พื้นที่ จะช่วยให้เห็นภาพทัศน์ที่ครอบคลุมและเป็นองค์รวมยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวและประสบการณ์ของผู้มาเยือน
สรุปย่อ
- นักภูมิศาสตร์อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการศึกษาว่า “พื้นที่ว่างเปล่า” กลายเป็น “พื้นที่แห่งความหมายและอัตลักษณ์” ผ่านการท่องเที่ยวได้อย่างไร โดยแก่นแท้ของการพัฒนาการท่องเที่ยวก็คือการสร้างสรรค์พื้นที่นั่นเอง
- การท่องเที่ยวและการสร้างสรรค์พื้นที่บรรจบกันในหลายรูปแบบ
ซึ่งในที่นี้จำแนกไว้ 5 ประการ ได้แก่ การสร้างสรรค์พื้นที่โดยรัฐและทุน (Placemaking), การสร้างสรรค์พื้นที่โดยประชาชน (Place-making), การใช้องค์ประกอบรูปธรรมและนามธรรม,
การสร้างสรรค์พื้นที่เชิงสร้างสรรค์ และการตลาดการท่องเที่ยว
- แม้ผู้วางแผนจากภาครัฐและเอกชนมักถูกมองว่าเป็นตัวแสดงหลัก แต่พลังของปัจเจกบุคคล (นักท่องเที่ยว) ก็ไม่ควรถูกมองข้าม นักท่องเที่ยวคือผู้ที่ ‘สร้างหรือทำลาย’ พื้นที่ผ่านกิจกรรม ประสบการณ์ และการรับรู้ของตน การได้รับประสบการณ์ที่ดีในพื้นที่หนึ่งๆ จะเปลี่ยนพื้นที่ที่ไร้ความหมายให้กลายเป็นสถานที่แห่งความทรงจำและการแสดงตัวตน
มิติทางการเมืองของการเดินทางและการท่องเที่ยว
ในขณะที่เนื้อหาก่อนหน้านี้ได้ปูพื้นฐานให้เราเข้าใจว่าภูมิทัศน์การท่องเที่ยวถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการสร้างสรรค์สถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย
แต่เนื้อหาดังกล่าวยังบ่งชี้ด้วยว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่เคยมีความเป็นกลาง
เนื่องจากการท่องเที่ยวนั้นมีความเป็นเมืองการโดยเนื้อแท้
ลองพิจารณาคำถามเหล่านี้เป็นการเริ่มต้น:
ใครคือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะพัฒนาจุดหมายปลายทางใดจุดหมายปลายทางหนึ่งอย่างไร? จุดหมายปลายทางนั้นถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใคร? ใครคือผู้ที่มีความสามารถในการเดินทาง
และเพราะเหตุใด? คนในท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการเดินทางและการท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด?
และเหตุใดความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้านและผู้มาเยือนจึงกลายเป็นความขัดแย้งในบางครั้ง?
เพื่อตอบคำถามที่สำคัญเหล่านี้และเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการอภิปรายที่มีอยู่
เราจำเป็นต้องตรวจสอบมิติทางการเมืองของประเด็นดังกล่าว
ซึ่งในส่วนนี้เราจะพิจารณาในสองแง่กว้างๆ คือ การเมืองระดับมหภาค (Macro-politics)
และ การเมืองระดับจุลภาค (Micro-politics)
แม้ว่างานวิจัยด้านการท่องเที่ยวจะแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 แต่มิติทางการเมืองของการเดินทางและการท่องเที่ยวยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนัก ลินดา ริกเตอร์ (Linda Richter) และ ไมเคิล ฮอลล์ (Michael Hall) เป็นกลุ่มนักวิชาการด้านการท่องเที่ยวกลุ่มแรกๆ ที่สนับสนุนให้มีการศึกษาการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องธรรมชาติทางการเมืองที่แท้จริงของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ ฮอลล์ (Hall 1994: 4) ที่คร่ำครวญว่า เนื่องจากการท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ฉาบฉวย แง่มุมทางการเมืองของการท่องเที่ยวจึง "ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มใจจากปัจเจกบุคคลหรือสถาบันที่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย"
การเมืองระดับมหภาค: การทูตและอุดมการณ์รัฐ
งานเขียนยุคแรกๆ
เกี่ยวกับมิติทางการเมืองของการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับแง่มุมระดับมหภาค
ตัวอย่างเช่น ในหนังสือ The
Politics of Tourism in Asia ของริกเตอร์ (Richter 1989: 3) เธอเรียกร้องให้มี "ความสนใจอย่างเร่งด่วน"
ต่อผลกระทบต่อนโยบายและการเมืองระหว่างประเทศของการท่องเที่ยว
เธออภิปรายถึงผลกระทบของมิติทางการเมืองของการท่องเที่ยวต่อนโยบายระดับชาติในประเทศต่างๆ
ในเอเชีย และมีมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพทางการเมืองของการท่องเที่ยวในการสนับสนุนนโยบายด้านความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและความคิดริเริ่มเพื่อสันติภาพ
โดยการยกตัวอย่างจากการเปิดประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) คิวบา และเวียดนาม ต่อนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก ริกเตอร์ (Richter
1989: 2) ยืนยันว่า "กระแสการท่องเที่ยวโดยทั่วไปสามารถมองได้ว่าเป็นดัชนีชี้วัดที่หยาบแต่เชื่อถือได้ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างประเทศผู้ส่งออกนักท่องเที่ยวและประเทศผู้รับนักท่องเที่ยว"
จากการขยายผลหลักฐานเชิงประจักษ์ตามข้ออ้างของริกเตอร์
ฮอลล์ (Hall
1994) ได้วิเคราะห์นโยบายการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของจุดหมายปลายทางอย่าง
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และฟิลิปปินส์
ซึ่งเผยให้เห็นประเด็นตั้งแต่การทูตและการค้าต่างประเทศ ข้อจำกัดและข้อห้าม
ไปจนถึงการได้รับการยอมรับในระดับสากลและความมั่นคงทางการเมือง ในทำนองเดียวกัน
ตามทัศนะของ โรบินสัน และ สมิธ (Robinson and Smith 2006: 2):
ทุกประเทศ
ไม่ว่าจะมีตำแหน่งใดในตารางลำดับการเมืองโลก
ต่างส่งเสริมการท่องเที่ยวในฐานะแหล่งรายได้จากภายนอกทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เป็นเครื่องหมายแสดงสถานะทางการเมืองที่ดึงเอาทุนทางวัฒนธรรมมาใช้
และเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองในฐานะหน่วยงานทางดินแดน
ดังนั้น
การท่องเที่ยวจึงไม่เพียงแต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเท่านั้น
แต่ยังเป็นเครื่องมือทาง ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical tool) ที่มีประโยชน์ในการส่งเสริมอุดมการณ์ของรัฐ
และการสร้างชื่อเสียงรวมถึงการได้รับการยอมรับในเวทีโลก
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวอาจเชื่อมโยงกับการเมืองท้องถิ่นได้เช่นกัน ธีรุมารัน (Thirumaran 2007) ให้ตัวอย่างที่น่าสนใจว่า การท่องเที่ยว "ถูกฝังไว้ด้วยมิติแห่งอำนาจภายในท้องถิ่น และระหว่างแรงขับเคลื่อนระดับท้องถิ่นกับระดับโลก" (p. 194) เขาเล่าถึงการที่คณะรัฐมนตรีมาเลเซียสั่งเปิดหอศิลป์เจิ้งเหอ (Zheng He Gallery) ในมะละกา โดยแจ้งล่วงหน้าเพียงสองสัปดาห์ เพื่อให้ประจวบเหมาะกับการมาเยือนของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจากจีน เจิ้งเหอ (หรือที่รู้จักในชื่อ ซำปอกง) เป็นแม่ทัพเรือชาวจีนเชื้อสายมุสลิม ผู้มีชื่อเสียงจากการเดินทางทางการทูตไปยังเมืองท่าต่างๆ รวมถึงมะละกา เหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ทำให้ธีรุมารันสรุปว่า "ขอบเขตที่กลุ่มชาติพันธุ์น้อย [จีน] จะถูกรวมเข้าไว้ในภูมิทัศน์การท่องเที่ยวระดับชาตินั้น ขึ้นอยู่กับการเมืองของชาวมลายูในประเทศและความสำคัญทางเศรษฐกิจของจีน" (2007: 206)
การเมืองระดับจุลภาค: การต่อต้านและการต่อรองตนเอง
มิติทางการเมืองระดับมหภาคเป็นเพียงด้านเดียวของเหรียญ
จำเป็นต้องมีความเข้าใจการเมืองของการท่องเที่ยว "จากเบื้องล่าง"
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบันทึกสถานการณ์จุลภาคในชีวิตประจำวันและแนวปฏิบัติทางสังคมในพื้นที่
(Bramwell,
2006: 959) การวิเคราะห์แบบ "จากล่างขึ้นบน"
หรือแนวคิดหลังโครงสร้างนิยม (Post-structural analysis) ที่คำนึงถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ
ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภูมิทัศน์การท่องเที่ยว อาจเรียกได้ว่าเป็น
การเมืองระดับจุลภาคของการท่องเที่ยว (Micro-politics of tourism)
ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่นเหนือการนำเสนออัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรม เป็นวิธีหนึ่งที่การเมืองระดับจุลภาคแสดงตัวออกมา ตัวอย่างที่ดีคือการอภิปรายของ ดาร์คัส (D’Arcus 2000) เกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ในเมืองกัลลัพ (Gallup) รัฐนิวเม็กซิโก ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาถูกทำการตลาดว่าเป็น "ดินแดนแห่งความรุ่มรวย" (Land of Enchantment) เพื่อสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติอินเดียแดง ความพยายามในการสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงามเพื่อนักท่องเที่ยวนี้ถูกต่อต้านโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวนาวาโฮรุ่นใหม่ — กลุ่ม Indians Against Exploitation — ผู้ที่อ้างว่าพวกเขาถูกทำให้อยู่ในฐานะวัตถุ (Objectified) โดยนักวางแผนการท่องเที่ยว และการนำเสนอในเชิงท่องเที่ยวนั้นไม่ได้สะท้อนถึงสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ด้อยโอกาสของพวกเขา การต่อต้านแสดงออกผ่านความพยายามทางรูปธรรมและการนำเสนอ เช่น การแจกใบปลิวในงานพิธีกรรมที่จัดฉากขึ้นเพื่อตั้งคำถามถึง "ความแท้จริง" (Authenticity) ไปจนถึงการคว่ำบาตรและการจัดตลาดศิลปหัตถกรรมรวมถึงการแสดงเต้นรำทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับที่นักท่องเที่ยวมีพลังแห่งตัวแทนในกระบวนการสร้างสรรค์สถานที่ คนท้องถิ่นก็ไม่ใช่ผู้แสดงที่นิ่งเฉยในฐานะผู้แพ้จากการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้า ในกัลลัพ เราเห็นคนท้องถิ่นเป็นผู้แสดงที่มีบทบาทและเป็นประธานการท่องเที่ยวที่รู้จักไตร่ตรอง (Reflexive tourism subjects) ผู้ซึ่งสามารถใช้การท่องเที่ยวเพื่อสร้างและสร้างซ้ำอัตลักษณ์ของตนเอง
รูปที่
27.2: ย่าน M50 ในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
ที่มา: Luciano
Mortula/Alamy
รูปที่ 27.3: กระเป๋าเดินทางและสินค้าของนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจากจีนแผ่นดินใหญ่
บริเวณหน้าร้านอาหารในเมืองชายแดนซึงซุ่ย (Sheung Shui)
ที่มา: Photo credit: J.J. Zhang
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้าน
(Hosts)
และผู้มาเยือน (Guests) ไม่ได้เป็นไปอย่างฉันมิตรเสมอไป
ตามทัศนะของ แอชเวิร์ธ และ ทันบริดจ์ (Ashworth and Tunbridge 1990) ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวในเมืองทำหน้าที่หลายประการ ทั้งเพื่อความบันเทิง
พาณิชย์ และการอยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้
"ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ
จึงเปิดโอกาสให้มองเมืองในฐานะพื้นที่ร่วมกัน" (Chang, 2000: 347) และเป็น "ผลลัพธ์ของความขัดแย้งและการประนีประนอม" (Short,
1996: 168)
จาง และ กวง (Zhang and Kwong 2017) ได้บันทึกปฏิสัมพันธ์ของพลังการเมืองระดับจุลภาคในซึงซุ่ย (Sheung Shui) เมืองชายแดนของฮ่องกงที่เป็นสวรรค์แห่งการช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจากจีนแผ่นดินใหญ่ (Figure 27.3) นักท่องเที่ยวชาวจีนมักใช้ประโยชน์จากค่าเงินหยวนที่แข็งค่าและราคาสินค้าที่ถูกกว่าเพื่อซื้อสินค้าจำนวนมาก เช่น นมผงเด็ก ผ้าอ้อม และอาหารเสริม ผู้อยู่อาศัยตำหนินักท่องเที่ยวว่าเป็นต้นเหตุของความแออัด การขาดแคลนสินค้าจำเป็น และค่าเช่าที่สูงขึ้น มีการประท้วงที่รุนแรงเพื่อแสดงความไม่เป็นมิตรต่อผู้ซื้อชาวจีน แต่น่าสนใจที่มีการประท้วงตอบโต้โดยคนในท้องถิ่นบางกลุ่มที่อ้างว่าผู้ประท้วงเป็นเพียง "คนก่อปัญหาที่ไร้เดียงสา" ซึ่งมีเจตนาร้ายที่จะ "ขัดขวางการพัฒนาของซึงซุ่ย" ตัวอย่างนี้แม้จะแสดงให้เห็นถึง "ขีดความสามารถในการรองรับทางสังคมที่เกินพิกัด" (Exceeded social carrying capacity) ของเมืองชายแดน แต่การกระทำของผู้อยู่อาศัยก็เป็น "ตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของภูมิรัฐศาสตร์เชิงอัตลักษณ์ (Embodied geopolitics) ในการเผชิญหน้าทางการท่องเที่ยว" ซึ่งต้องอ่านควบคู่ไปกับกระแสต่อต้านจีนในฮ่องกง (Zhang and Kwong, 2017: 197)
การต่อรองของมัคคุเทศก์และการเมืองของสรรพสิ่ง
ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้ประกอบด้วยพลังที่ต่อต้านกันเพียงอย่างเดียว
ยังมีแนวปฏิบัติที่เลือกจะหลบเลี่ยงมากกว่าการล้มล้างหรือเผชิญหน้ากับอำนาจโดยตรง
งานวิจัยเกี่ยวกับมัคคุเทศก์ที่ฝึกฝนโดยรัฐเป็นตัวอย่างที่ดี แทนที่จะตอกย้ำถึงอำนาจนำ
(Hegemony)
ของรัฐในการฝึกอบรมมัคคุเทศก์
งานเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากมุมมองการเมืองระดับจุลภาคจะมุ่งเน้นไปที่พลังแห่งตัวแทน
(Agency) ของมัคคุเทศก์ ซาลาซาร์ (Salazar 2006) ศึกษาเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองของมัคคุเทศก์ชาวแทนซาเนียในเมืองอารูชา (Arusha)
ซึ่งในระหว่างการฝึกอบรม
มัคคุเทศก์จะได้รับคำแนะนำทั้งทางตรงและทางอ้อมเกี่ยวกับการใช้
"วาทกรรมระดับโลก"
เพื่อนำเสนอและขายมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมว่ามีความเป็นท้องถิ่นที่แท้จริง
ทว่าในความเป็นจริง พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามบทเรียนอย่างเคร่งครัด แต่เลือกที่จะเล่าเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ซึ่งเป็นการท้าทายเรื่องเล่าอย่างเป็นทางการ
(Official narratives) อย่างแนบเนียน
นอกจากมนุษย์แล้ว
สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวก็เริ่มได้รับการยอมรับให้มี
"สถานะเป็นผู้แสดง" (Actor status) (van der Duim, 2011) ในการศึกษาที่โต้แย้งว่า
วัตถุทางการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงตัวแทนของความหมายทางสังคมและวัฒนธรรม
แต่สามารถมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการเมืองของการท่องเที่ยวได้
นักวิชาการในกลุ่มนี้มักวิเคราะห์ประสบการณ์ทางผัสสะและอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกสื่อสารผ่านวัตถุรูปธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง
พิจารณาเกาะจินเหมิน (Kinmen) ของไต้หวัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นทางการทหารของกองทัพชาตินิยม (KMT) หลังจากถอยร่นจากจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานทางการทหารที่ไม่ได้ใช้งานแล้วได้กลายเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีค่า "สรรพสิ่ง" ที่เป็นมรดกจากสมรภูมิกลายเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ ในการสำรวจวัฒนธรรมทางวัตถุหลังสงครามของจินเหมิน จาง และ แครงก์ (Zhang and Crang 2016) ได้ก้าวข้ามการวิเคราะห์ที่เน้นการมองเห็นแบบเดิมๆ ไปสู่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "วัตถุนิยมทางผัสสะ" (Sensuous materialism) โดยแสดงให้เห็นว่าวัตถุทางการท่องเที่ยว เช่น มีดทำครัวที่ทำจากปลอกกระสุนปืนใหญ่ และเทศกาลดนตรีประจำปีที่จัดขึ้นในอุโมงค์ทหารเพื่อรณรงค์สันติภาพข้ามช่องแคบ ช่วยรำลึกถึงอดีตของสมรภูมิบนเกาะได้อย่างไร การอภิปรายแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ "เต็มไปด้วยชีวิตและพลังงานในความสามารถที่จะกระตุ้นความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุและมนุษย์" ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับประสาทสัมผัสและการรับรู้ของผู้คน (Zhang and Crang, 2016: 421)
สรุปย่อ
- การท่องเที่ยวมีความเป็นเมืองการโดยเนื้อแท้
- มิติทางการเมืองของการเดินทางและการท่องเที่ยวมักเป็นปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างการเมืองระดับมหภาคและการเมืองระดับจุลภาค
- การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีประโยชน์ในการส่งเสริมอุดมการณ์ของรัฐและการได้รับการยอมรับในระดับโลก
- ภูมิรัฐศาสตร์เชิงอัตลักษณ์ในการเผชิญหน้าทางการท่องเที่ยว ถือนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีเอกลักษณ์ในการต่อรองอัตลักษณ์ในชีวิตประจำวันของพวกเขา
- วัตถุทางการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงการนำเสนอความหมายทางสังคมและวัฒนธรรม แต่สามารถมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการท่องเที่ยวได้
สรุปท้ายบท
ในบทนี้
เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการท่องเที่ยวและการเดินทางเป็นหน้าต่างที่ช่วยในการตีความประเด็นทางสังคม
วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง และพื้นที่ในระดับมิติต่าง ๆ
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นดาบสองคม อย่างไรก็ตาม
เราปรารถนาที่จะจบการอภิปรายนี้ด้วยมุมมองเชิงบวก
มากกว่าเพียงแค่การวิเคราะห์ว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือตัวแสดงต่าง ๆ
มีส่วนร่วมในการหล่อหลอมภูมิทัศน์การท่องเที่ยวอย่างไร
สิ่งสำคัญคือการพิจารณาว่าความรู้ด้านการท่องเที่ยวสามารถทำประโยชน์อะไรให้แก่เราได้บ้าง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นอกเหนือจากการตั้งคำถามว่าการท่องเที่ยวคืออะไรหรือมีความหมายอย่างไร
เราควรคำนึงถึงว่าการท่องเที่ยวทำหน้าที่อะไรหรือสามารถทำอะไรได้บ้าง
โดยเราได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ 3 ประการเพื่อเป็นการสรุป
ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social transformation)
เมื่อไม่นานมานี้
เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางการวิเคราะห์จากการตรวจสอบเพียงผลกระทบเชิงลบของการท่องเที่ยว
นักวิชาการเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าทางศีลธรรมของการท่องเที่ยวและประโยชน์ของการเดินทางที่มีต่อตัวนักท่องเที่ยวเอง
ประเด็นที่ได้รับการสำรวจรวมถึงความยากจนทางการท่องเที่ยว (Tourism
poverty) ในหมู่เด็กนักเรียนในสังคมที่มั่งคั่ง (Sedgley et
al., 2012) ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อผู้เดินทางที่มีสภาวะออทิซึม
(Sedgley et al., 2017) หรือผู้บกพร่องทางการมองเห็น (Richards
et al., 2010) ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงสังคมและสุขภาวะในวัยเกษียณ (Morgan
et al., 2015) การศึกษาเหล่านั้นครุ่นคิดถึงคำถามเช่นว่า
การท่องเที่ยวสามารถทำอะไรให้แก่ผู้ที่ด้อยโอกาสหรือผู้ที่อยู่ชายขอบของสังคมได้บ้าง?
การท่องเที่ยวจะนำไปสู่สังคมที่มีความโอบรับ (Inclusive) และมีความเมตตามากขึ้นได้อย่างไร? งานวิจัยลักษณะนี้เป็นการเชิดชูคุณค่าทางศีลธรรมของการท่องเที่ยว
และมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงบวก
2. การบริโภคอย่างรับผิดชอบ (Responsible consumption)
นอกจากแวดวงวิชาการแล้ว
ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ได้ยอมรับแนวคิด
การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible tourism) มากขึ้น
การท่องเที่ยวรูปแบบนี้ไม่หลีกเลี่ยงคำถามเชิงจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการท่องเที่ยว
แต่เลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน ผู้สนับสนุนพยายามที่จะให้การศึกษาแก่นักท่องเที่ยว
ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น
การท่องเที่ยวสลัมในมุมไบ (Mumbai Slum Tours) จัดโดย Reality
Tours and Travel องค์กรนี้ดำเนินกิจกรรมทัศนศึกษาเชิงเพื่อการศึกษาโดยจำกัดผู้เข้าร่วมไม่เกิน
6 คนต่อครั้ง และมีนโยบายห้ามใช้กล้องถ่ายรูป
โดยกำไรกว่าร้อยละ 80 ถูกนำกลับไปลงทุนในชุมชน
ทัวร์เหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และคืนประโยชน์สู่ชุมชนที่ดำเนินงานอยู่
3. อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น (A more sustainable future)
ประเด็นเรื่องความยั่งยืนเป็นแกนหลักในงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวมาโดยตลอด
โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม
กล่าวกันว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 มีส่วนช่วยในการ
"ตั้งค่าใหม่" (Reset) ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก
เนื่องจากจุดหมายปลายทางที่เคย "ทนทุกข์"
จากสภาวะการท่องเที่ยวที่เกินขีดความสามารถ (Overtourism) และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมมีโอกาสได้
"พักหายใจ"
ในแง่ของธรรมชาติ
วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคือกีดกันนักท่องเที่ยวให้ออกห่างจากสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง
อย่างไรก็ตาม ดังที่ แฟรงคลิน (Franklin 2011: 146) โต้แย้งไว้ว่า
การกันมนุษย์ออกไป
"อาจเป็นการลดความเชื่อมโยงส่วนบุคคลหรือพันธะผูกพันกับพื้นที่และธรรมชาติเหล่านี้
และส่งผลให้สูญเสียรากฐานทางการเมืองที่เข้มแข็งซึ่งจะช่วยปกป้องสิ่งเหล่านั้นจากการถูกทำลาย"
ดังนั้น การท่องเที่ยวจะช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นได้อย่างไร? เราขอเสนอว่าแทนที่จะตัดการท่องเที่ยวออกไปจากสมการ
เราควรคิดค้นวิธีการที่สร้างสรรค์เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของทางออก
จุดเริ่มต้นที่ดีคือคำถามที่เรามักจะถามนักศึกษาในชั้นเรียนการท่องเที่ยวของเราเสมอว่า:
การท่องเที่ยวสามารถส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable
Development Goals หรือ SDGs) ทั้ง 17 ประการของสหพันธประชาชาติได้อย่างไร? และในฐานะนักเดินทางและผู้บริโภค
เราจะมีส่วนช่วยในความพยายามเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง? ดังนั้น
บางทีเราควรคิดถึงความหลากหลายและพยายามจินตนาการถึงอนาคตที่สร้างสรรค์และยั่งยืน
ผ่านจิตวิญญาณแห่งการทดลองร่วมกับการท่องเที่ยว มากกว่าที่จะหวาดกลัวต่อมัน (Franklin,
2011)
โดยสรุป
เพื่อเป็นการตอบรับต่อการเรียกร้องให้มีการส่งเสริม
"สถาบันแห่งความหวังในการสืบเสาะด้านการท่องเที่ยว" (Academy of
hope in tourism enquiry) (Ateljevic et al., 2011) จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทนี้จะมีส่วนเล็ก
ๆ
ในการกระตุ้นให้นักภูมิศาสตร์การท่องเที่ยวรุ่นใหม่มุ่งมั่นที่จะจินตนาการถึงอนาคตที่เปี่ยมด้วยความหวังของการท่องเที่ยวและความหวังเพื่อการท่องเที่ยว
ความพยายามที่สำคัญนี้เองคือกระบวนการของการกลายเป็น (Process of becoming)
และเป็นภารกิจแห่งมนุษยชาติที่กำลังถูกสร้างสรรค์ขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น