หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 58

อัตลักษณ์และความแตกต่าง 

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Carl Bonner-Thompson(2024) Identity and Difference.In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.1090-1113. London: Routlege.

บทนำ 

อัตลักษณ์ (Identity) เป็นแนวคิดที่ซับซ้อนในการพิจารณา หากมีผู้ใดขอให้ท่านกล่าวถึงอัตลักษณ์ของตนเอง ท่านจะเริ่มต้น ณ จุดใด? ท่านอาจเริ่มด้วยช่วงวัย เพศสภาวะ หรือสถานะการทำงานและการศึกษา อัตลักษณ์บางส่วนอาจกล่าวถึงได้ง่ายกว่าในบางบริบท ตัวอย่างเช่น ในสถานที่ทำงาน ข้าพเจ้ารู้สึกผ่อนคลายที่จะระบุว่าตนเองเป็นบุรุษ แต่กลับรู้สึกผ่อนคลายน้อยกว่าที่จะกล่าวถึงอัตลักษณ์ทางเพศ (Sexual Identity) ของตน แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมผันแปรไปตามสถานการณ์ที่แตกต่างกันและในช่วงชีวิตที่ต่างกัน (หรือแปรผันตามพื้นที่และกาลเวลา) และจะมีบางขณะที่ท่านรู้สึกไม่สะดวกใจอย่างยิ่งที่จะกล่าวถึงส่วนเสี้ยวแห่งอัตลักษณ์ของตน

จากนั้นเรามีแนวคิดเรื่องความแตกต่าง (Difference) เรามีความสะดวกใจเพียงใดที่จะกล่าวถึงความรู้สึกแตกต่างระหว่างกัน? เราจะรู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากผู้อื่นเมื่อใด? ซึ่งในประเด็นนี้ บางบุคคลอาจพบว่ากระทำได้ง่ายกว่าในบางปฏิสัมพันธ์ (Encounters) เมื่อเทียบกับผู้อื่น ช่วงเวลาแห่งความสะดวกใจและความไม่สะดวกใจเหล่านี้อาจช่วยเตือนให้เรา ในฐานะผู้ที่มีความสนใจในภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม (Social and Cultural Geography) ตระหนักถึงช่วงเวลาและสถานที่ซึ่งอัตลักษณ์บางประการถูกนับรวมเข้าไว้หรือถูกกีดกันออกไป (Included/Excluded) รวมถึงเหตุผลเบื้องหลังของขอบเขตแห่งการนับรวม (Boundaries of Inclusion) และที่มาของขอบเขตเหล่านั้น

ตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร (UK) กลุ่มชายวัยรุ่นผิวขาวชนชั้นแรงงาน (White Working-class Men) มีอัตราการเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาในระดับที่ต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่ง ขณะที่เยาวชนผิวสีต้องเผชิญกับการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) ในพื้นที่ต่างๆ ของมหาวิทยาลัย (Dumangane, 2016, Gamsu et al., 2019) ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองกลุ่มจึงอาจรู้สึกไม่สะดวกใจอย่างเต็มที่ในการแสดงทัศนะในห้องบรรยายและห้องสัมมนา การสังเกตการณ์นี้ช่วยให้เราตั้งคำถามได้ว่า รูปแบบของการแสดงออกทางชนชั้นและเพศสภาวะแบบใดที่ได้รับการต้อนรับ ยอมรับ หรือถูกทำให้เป็นบรรทัดฐาน (Normalised) ในมหาวิทยาลัย

ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่บทนี้จะทำการสำรวจ ข้าพเจ้าจะพิจารณาว่านักภูมิศาสตร์เข้าใจประเด็นเรื่องความแตกต่างของอัตลักษณ์อย่างไร โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษในเรื่องภูมิศาสตร์เชิงความสัมพันธ์ (Relational Geographies) อัตลักษณ์ทับซ้อน (Intersectionality) และกาลเทศะแห่งสรีระ (Embodiment) จากนั้นข้าพเจ้าจะเคลื่อนไปสู่การสำรวจอัตลักษณ์ชายขอบ (Marginalised Identities) ที่นักภูมิศาสตร์กำลังให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตของกลุ่มคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศสภาวะ (Transgender and Gender Variant Lives) ขนาดของร่างกายและความอ้วน (Body Size and Fatness) ชนชั้น (Class) และความพิการ (Disabilities)

อัตลักษณ์: ความสัมพันธ์ ระหว่างตนเอง/ผู้อื่น และอัตลักษณ์ทับซ้อน (Identities: Relationality, Self/Other and Intersectionality)

อัตลักษณ์ (Identities) คือวิถีทางที่เราใช้ทำความเข้าใจตนเองและวิถีทางที่โลกทำความเข้าใจในตัวเรา บ่อยครั้งที่เรามักพิจารณาอัตลักษณ์ผ่านบรรทัดฐานของเพศสภาวะ เชื้อชาติ ชนชั้น ช่วงวัย อัตลักษณ์ทางเพศ ความสามารถ/ความทุพพลภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนหล่อหลอมอัตลักษณ์ของเรา อัตลักษณ์เป็นตัวกำหนดวิธีที่เรามีประสบการณ์ต่อพื้นที่ต่าง ๆ (เช่น บ้าน ถนน สถานที่ทำงาน โรงเรียน และโรงพยาบาล) ไม่ว่าจะเป็นผ่านความรู้สึกของการถูกนับรวม การถูกกีดกัน ความกลัว ความปลอดภัย หรือความรุนแรง ในขณะเดียวกัน พื้นที่เหล่านี้ก็มีส่วนในการหล่อหลอมการสร้างอัตลักษณ์ของเราด้วยเช่นกัน

อัตลักษณ์อาจไม่ใช่สิ่งที่ท่านคาดคิดมันมิใช่เพียงแค่สิ่งที่ท่านคิดเกี่ยวกับตนเองเท่านั้น (แม้จะเป็นส่วนหนึ่งก็ตาม) สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักคือ อัตลักษณ์คือชุดของกระบวนการ ความหมาย และแนวคิดที่แตกต่างกัน นักภูมิศาสตร์และนักสังคมศาสตร์สาขาอื่น ๆ ให้ทัศนะว่า อัตลักษณ์เป็นสิ่งที่ ถูกสร้างขึ้นทางสังคม (Socially Constructed) ซึ่งหมายความว่าเรามองอัตลักษณ์มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือ "มีอยู่ก่อนแล้ว" แต่ถูก "สร้างขึ้น" โดยสังคม ผ่านสถาบัน การเมือง วัฒนธรรม ภาษา และการสนทนา ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างชาย/หญิง ถูกสร้างขึ้นในความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ แต่กลับได้รับการตอกย้ำซ้ำในที่ทำงาน ที่บ้าน โดยนักการเมือง และผ่านสื่อโทรทัศน์ สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกไว้คือ อัตลักษณ์มิใช่สิ่งที่มีอยู่เฉย ๆ แต่เป็นสิ่งที่ "ถูกกระทำขึ้น" ซึ่งนัยนี้หมายความว่า อัตลักษณ์อยู่ในกระบวนการของการถูกสร้างขึ้นภายในและทั่วทั้งสังคมและพื้นที่อยู่เสมอนั่นคือ การสร้างสร้างทางสังคมและพื้นที่ (Social and Spatial Construction)

อัตลักษณ์ถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร? นักภูมิศาสตร์จะโต้แย้งว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็น เชิงความสัมพันธ์ (Relationally) แนวทางเชิงความสัมพันธ์ต่ออัตลักษณ์เสนอว่า เราสร้างความหมายให้แก่ตนเองโดยสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสถานที่อื่น ซึ่งหมายความว่าเราเข้าใจตนเองผ่านอัตลักษณ์ที่มีร่วมกันหรืออัตลักษณ์กลุ่ม (Collective Identity) กับผู้อื่น (เช่น บุคคลที่มีเพศสภาวะหรืออัตลักษณ์ทางเพศเดียวกัน หรือผู้ที่มีความสนใจร่วมกัน หรืออยู่ในวิชาชีพเดียวกัน) และโดยการกำหนดขอบเขตตนเองออกจากผู้ที่เราพิจารณาว่าแตกต่าง สิ่งนี้ย่อมหมายความว่าอัตลักษณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาและสถานที่ เช่นเดียวกับรสนิยม สถานะการจ้างงาน และช่วงวัยของเราที่เปลี่ยนไป ดังนั้น อัตลักษณ์จึงถูกสร้างขึ้นเชิงความสัมพันธ์อยู่เสมอเมื่อเราเคลื่อนผ่านพื้นที่และกาลเวลา มิใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเราเผชิญกับผู้คนและสถานที่ตลอดช่วงชีวิต วิถีเชิงความสัมพันธ์ในการทำความเข้าใจตนเองนี้ได้สร้างวิธีการทำความเข้าใจอัตลักษณ์ผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง ตนเอง/ผู้อื่น (Self/Other)

การทำความเข้าใจอัตลักษณ์ผ่านมโนทัศน์เรื่อง ตนเอง/ผู้อื่น มีรากฐานมาจากแนวคิดเชิงจิตวิเคราะห์ ในแนวคิดดังกล่าว "ตนเอง" จะทำการสร้างระยะห่างหรือสร้างขอบเขตระหว่างสิ่งที่น่ารังเกียจหรือ "ผู้อื่น" การทำให้บางสิ่งหรือบางคนกลายเป็น "ผู้อื่น" (Othering) คือการระบุว่าพวกเขาแตกต่าง โดยมักจะเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับแนวคิดหรือความรู้สึกที่ทำให้เราอยากผลักไส เช่น เราอาจเชื่อมโยงบุคคลบางกลุ่มเข้ากับความน่ารังเกียจหรือความผิดปกติ (ดูบทที่ 56) กระบวนการสร้างความเป็นอื่นนี้จึงมีอำนาจมหาศาล และสามารถสร้างความชอบธรรมให้กับการกีดกันหรือการประหัตประหารผู้คน เราสามารถเห็นการทำงานของ ตนเอง/ผู้อื่น ได้ในระบบคู่ตรงข้าม (Binaries) มากมายที่หล่อหลอมชีวิตทางสังคมและพื้นที่ของเรา ตัวอย่างเช่น ในคู่ตรงข้ามระหว่าง รักต่างเพศ/รักร่วมเพศ (Straight/Gay Binary) กลุ่มรักร่วมเพศจะกลายเป็น "ผู้อื่น" อัตลักษณ์ที่มิใช่รักต่างเพศมักถูกระบุว่าแตกต่าง (ในรูปแบบและระดับความเข้มข้นที่ต่างกันไปตามสถานที่) และอาจถูกเชื่อมโยงกับความผิดปกติ ความน่ารังเกียจ และความอับอาย โดยที่ความสัมพันธ์ทางเพศและความรักระหว่างบุคคลเพศเดียวกันถูกระบุว่าเป็นสิ่งที่ "ผิด" ดังนั้น รักต่างเพศจึงกลายเป็น "ตนเอง"—คือความปกติและได้รับการนับรวม—ในขณะที่ผู้ที่มิใช่รักต่างเพศกลายเป็น "ผู้อื่น" (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 12 เรื่องเพศสภาวะ/อัตลักษณ์ทางเพศ) และสิ่งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่และข้ามพื้นที่ต่าง ๆ ลองพิจารณา "เกย์บาร์" (Gay Bars) เป็นตัวอย่าง พื้นที่เหล่านี้แม้จะสำคัญสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ แต่ก็เป็นการระบุว่าพื้นที่ "เกย์" แตกต่างจากพื้นที่ "ที่ไม่ใช่เกย์" ซึ่งทำหน้าที่เป็น "บรรทัดฐาน" (Norm) สิ่งสำคัญที่ต้องสังเกตคือ กระบวนการทางสังคมและวัฒนธรรมเหล่านี้มักสืบย้อนไปได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวคิดทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และศาสนา กระบวนการสร้างความเป็นอื่นไม่เพียงแต่สร้างสถานที่และผู้คนให้ดู "น่ารังเกียจ" เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึก "แปลกถิ่น" (Exotic) หรือห่างไกล ท่านอาจลองพิจารณาว่าสถานที่อย่างประเทศไทยหรืออินเดียถูกนำเสนออย่างไรในโฆษณาของตะวันตก—มักถูกนำเสนอในฐานะสถานที่ "แปลกถิ่น" ที่มีไว้เพื่อการ "บริโภค" โดยนักท่องเที่ยวผิวขาวชาวตะวันตก นักภูมิศาสตร์ได้สร้างคุณูปการอันเป็นเอกลักษณ์ต่อแนวคิดเรื่อง ตนเอง/ผู้อื่น นี้ โดยพิจารณาถึงพลวัตทางพื้นที่ (Spatial Dynamics) ผู้คนอาจกลายเป็นผู้อื่นในสถานที่ต่าง ๆ ในรูปแบบที่ต่างกัน เช่น อาจกลายเป็นผู้อื่นในต่างประเทศเนื่องจากเชื้อชาติหรือสัญชาติ หรือบางคนอาจกลายเป็นผู้อื่นในที่ทำงานหรือโรงเรียนเมื่อเทียบกับชีวิตที่บ้าน ดังนั้น การสร้างความเป็นอื่นจึงมีได้หลายรูปแบบ แต่สิ่งสำคัญคือสิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมวิธีที่สังคมเข้าใจสถานที่และผู้คน และหากเราพิจารณาอย่างใกล้ชิด เราจะเห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แฝงอยู่ซึ่งเป็นตัวกำหนดความเป็น "ผู้อื่น" นั้น

นอกจากการสำรวจว่าผู้คนถูกระบุว่าแตกต่างได้อย่างไร นักภูมิศาสตร์ยังได้สำรวจว่าผู้คนดำรงอยู่และใช้ชีวิตร่วมกับความแตกต่างได้อย่างไร เมื่อพิจารณาผ่านแนวคิดเรื่อง พหุวัฒนธรรมนิยม (Multiculturalism) นักภูมิศาสตร์ได้สำรวจว่าพื้นที่เมืองช่วยให้ผู้คนได้เผชิญกับความแตกต่างในสวนสาธารณะ บนรถประจำทาง ในร้านค้า และบนท้องถนนได้อย่างไร (Vertovec, 2007, Wilson, 2011, Oke et al., 2018) นักภูมิศาสตร์บางส่วนโต้แย้งว่า วิถีที่ผู้คนมาบรรจบกันในการเผชิญหน้าชั่วครู่ (Fleeting Encounters) เหล่านี้ ช่วยให้เกิดความผ่อนคลายต่ออัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ เพศสภาวะ อัตลักษณ์ทางเพศ ช่วงวัย และสัญชาติที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น นีล และคณะ (Neal et al., 2015) โต้แย้งว่าสวนสาธารณะเป็นสถานที่สำคัญที่นำพาผู้คนที่หลากหลายและคนแปลกหน้ามาอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ยอมรับให้ความแตกต่างกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน และทำให้ผู้คนพัฒนาความผูกพันกับสถานที่ในหลากหลายมิติ อย่างไรก็ตาม นักภูมิศาสตร์เช่น นายัค (Nayak, 2017) โต้แย้งว่าเราไม่ควรยอมรับว่าเมืองคือ "ยูโทเปีย" (Utopias) แห่งพหุวัฒนธรรม สำหรับนายัคแล้ว เราจำเป็นต้องวิพากษ์การสร้างภาพพจน์ในอุดมคติของพหุวัฒนธรรมนิยม และให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องต่อวิถีที่การเหยียดเชื้อชาติยังคงหล่อหลอมปฏิสัมพันธ์ในเมือง โดยเฉพาะในบริบทที่รัฐชาติถูกสร้างขึ้นผ่านความเป็นคนผิวขาว (Whiteness) (ดูบทที่ 13 และ 72) เช่น ในสหราชอาณาจักร

แนวทางเหล่านี้ในการทำความเข้าใจอัตลักษณ์ได้มอบวิธีการที่เป็นประโยชน์แก่นักภูมิศาสตร์มนุษย์ในการทำความเข้าใจว่ากลุ่มคนบางกลุ่มใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกทำให้เป็นชายขอบภายในและทั่วทั้งพื้นที่ทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง เพื่อช่วยเผยให้เห็นว่าความแตกต่างเหล่านี้ทำงานอย่างไร นักภูมิศาสตร์บางส่วนพบว่าเครื่องมือที่เรียกว่า อัตลักษณ์ทับซ้อน (Intersectionality) มีความเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง (Rodó-de-Zárate, 2016, Hopkins, 2019) อัตลักษณ์ทับซ้อนเป็นมโนทัศน์ที่พัฒนาโดย คิมเบอร์เล เครนชอว์ (Kimberlé Crenshaw, 1991) เพื่อจัดการกับการขาดความเข้าใจว่าอัตลักษณ์ต่าง ๆ ทำงานร่วมกันอย่างไรในการหล่อหลอมประสบการณ์ต่อโลก

ด้วยความไม่พึงพอใจต่อวิถีของการเมืองเฟมินิสต์ (ในคลื่นลูกที่หนึ่งและสอง) ณ ขณะนั้นที่ทึกทักว่าสตรีทุกคนมีประสบการณ์ทางเพศสภาวะที่เหมือนกัน นักวิชาการเฟมินิสต์ผิวสี (เช่น bell hooks) ได้โต้แย้งว่าสตรีผิวสีไม่ได้มีประสบการณ์ต่อโลกในแบบเดียวกับสตรีผิวขาว เนื่องจากสตรีผิวสีต้องเผชิญกับการเกลียดชังอิตถีเพศ (Misogyny) และการเหยียดเชื้อชาติไปพร้อม ๆ กัน มุมมองเชิงลึกดังกล่าวได้นำไปสู่การพัฒนาแนวคิดอัตลักษณ์ทับซ้อน และทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์แหลมคมยิ่งขึ้น ในฐานะสิ่งที่เป็นการประกอบสร้างขึ้นจากเพศสภาวะ เชื้อชาติ ชนชั้น อัตลักษณ์ทางเพศ ความสามารถ และช่วงวัยในเวลาเดียวกัน และท้ายที่สุดแล้ว ประสบการณ์ต่อโลกของเรา (ในเรื่องอัตลักษณ์และความแตกต่าง) ถูกหล่อหลอมโดยองค์ประกอบเหล่านี้ที่ทำงานสอดประสานกัน ตัวอย่างเช่น งานของ อิราซาบาล และ ฮูเอร์ตา (Irazábal and Huerta, 2016) ในนิวยอร์ก ได้สำรวจชีวิตของเยาวชนกลุ่ม LGBTQ+ ที่เป็นคนผิวสี (People of Colour) และแสดงให้เห็นว่าสิทธิในเมือง (Rights to the City) ของพวกเขาถูกหล่อหลอมโดยอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ อัตลักษณ์ทางเพศ และช่วงวัยอยู่เสมอ เยาวชน LGBTQ+ ผิวสีถูกทำให้รู้สึกไม่สบายใจในพื้นที่ LGBTQ+ ที่ถูกครอบงำโดยกลุ่ม LGBTQ+ ผิวขาว (และชนชั้นกลาง) ซึ่งหมายความว่ามีพื้นที่น้อยมากที่เยาวชนเหล่านี้จะสามารถเป็น "เควียร์" (Queer) อย่างเปิดเผยได้โดยปราศจากความกลัวต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของตนเอง นักภูมิศาสตร์หลายท่านได้ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อพื้นที่เควียร์ในฐานะพื้นที่ "นับรวม" สำหรับกลุ่มเควียร์ทุกคน โดยมักโต้แย้งว่าสรีระของเควียร์จำนวนมากถูกกีดกันโดยอ้างอิงจากเพศสภาวะ ช่วงวัย เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และชนชั้น (Browne, 2006, Oswin, 2008) เนื่องจากมีเพียงสรีระของเควียร์บางลักษณะเท่านั้นที่ถือว่า "เข้าพวก" การที่บุคคลที่แตกต่างกันจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ต่าง ๆ ได้นั้น ถูกหล่อหลอมโดยมิติอันหลากหลายของอัตลักษณ์พวกเขาอยู่เสมอ การคิดแบบอัตลักษณ์ทับซ้อนทำให้การศึกษาวิจัยทางภูมิศาสตร์มีความแหลมคมขึ้นในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์อันหลากหลายระหว่างอัตลักษณ์และสถานที่ รวมถึงประสบการณ์และสรีระที่เคยถูกลบเลือนไป (McKittrick, 2011)

 สรุปย่อ

  •       อัตลักษณ์ถูกเข้าใจในเชิง ความสัมพันธ์ หมายความว่าอัตลักษณ์ก่อตัวขึ้นสัมพันธ์กับบางสิ่งเสมอไม่ว่าจะเป็นผู้คน สถานที่ หรือวัตถุ
  •       อัตลักษณ์มิได้ดำรงอยู่ด้วยตัวมันเอง แต่ถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการที่แตกต่างกันอยู่ตลอดเวลา
  •       แนวคิด ตนเอง/ผู้อื่น เป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจอัตลักษณ์และความแตกต่าง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าบุคคลบางกลุ่มถูกกีดกันออกจากสถานที่และตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงได้อย่างไร
  •       อัตลักษณ์ทับซ้อน ซึ่งเป็นแนวคิดหลักจากวิชาการเฟมินิสต์ผิวสี ได้ช่วยให้นักภูมิศาสตร์เข้าใจว่าอัตลักษณ์และความแตกต่างถูกผลิตสร้างและมีประสบการณ์ผ่านทุกมิติของอัตลักษณ์เราทั้งเชื้อชาติ เพศสภาวะ อัตลักษณ์ทางเพศ ช่วงวัย ความสามารถ และชนชั้น

สรีระ (Bodies)

นักภูมิศาสตร์ไม่เพียงแต่เข้าใจว่าอัตลักษณ์มีความทับซ้อนกันเท่านั้น แต่การศึกษาวิจัยในระยะต่อมายังได้ผลักดันความสำคัญของ "สรีระ" หรือร่างกายอีกด้วย งานวิจัยยุคแรก ๆ เกี่ยวกับอัตลักษณ์ในทางภูมิศาสตร์มักมิได้พิจารณาถึงความสำคัญของสรีระ ซึ่งฟังดูแปลกประหลาดเมื่อพิจารณาว่าเรามีประสบการณ์ต่อโลกผ่านร่างกายของเรา และเรามักปรับเปลี่ยนรวมถึงจัดการร่างกายเพื่อโอนอ่อนตามหรือต่อต้านส่วนเสี้ยวบางประการของอัตลักษณ์ ภูมิศาสตร์เฟมินิสต์ (Feminist Geographies) (และในเวลาต่อมาคือ ภูมิศาสตร์คนข้ามเพศ – ดังที่จะกล่าวถึงต่อไป) มีบทบาทสำคัญในการผนวกเรื่องสรีระเข้าไว้ในการสร้างมโนทัศน์เรื่องอัตลักษณ์และความแตกต่าง พวกเขาโต้แย้งว่าการกีดกันสิ่งใดก็ตามที่ "เกี่ยวกับร่างกาย" ออกจากสาขาวิชานี้ เป็นอาการบ่งชี้ของแนวคิดแบบอำนาจนิยมชาย (Masculinist) บรรทัดฐานรักต่างเพศ (Heteronormative) และแนวคิดแบบอาณานิคมของความรู้ที่ชอบธรรม (Longhurst, 1995) บ่อยครั้งที่ความรู้ ทฤษฎี และความคิดถูกตัดขาดออกจากเนื้อหนัง ความเป็นสรีระ และอารมณ์ความรู้สึก โดยที่การวิจัยทางวิชาการที่ใช้เหตุผลถูกมองว่าเป็น "สิ่ง" ที่เป็นวัตถุวิสัย (Objective) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับร่างกายของเราเลย สิ่งนี้มักถูกเรียกว่า ทวิภาวะทางจิตใจ/ร่างกาย (Mind/Body Dualism)

งานเขียนทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับสรีระมักเห็นพ้องว่า ร่างกายคือพื้นที่วิกฤต (Critical Sites) สำหรับวิถีที่อัตลักษณ์ถูกก่อรูปและเจรจาต่อรอง เป็นที่ซึ่งความสัมพันธ์เชิงอำนาจถูกกระทำและถูกต่อต้าน และเป็นที่ซึ่งความรู้ถูกผลิตสร้าง นักภูมิศาสตร์จะโต้แย้งว่าตัวสรีระเองคือพื้นที่แห่งการเจรจาต่อรองอำนาจ ในงานลักษณะนี้ เพศสภาวะ อัตลักษณ์ทางเพศ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ช่วงวัย ความสามารถ/ความทุพพลภาพ ขนาดร่างกาย และชนชั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ ปรากฏผ่านสรีระ (Embodied) ซึ่งหมายความว่าสิ่งเหล่านี้มิได้ดำรงอยู่เป็นเอกเทศจากร่างกายของเรา สิ่งนี้มิได้หมายความเพียงว่าร่างกายเป็นพื้นที่ที่อัตลักษณ์ถูกกำหนดลงไปเท่านั้น แต่ร่างกายยังมีส่วนรุกเร้า (Active) ในการสร้างอัตลักษณ์ด้วย ตัวอย่างเช่น วิถีที่สตรีอาจใช้เครื่องสำอางอาจเป็นผลมาจากความคาดหวังต่อความหมายของการเป็นสตรี ในขณะเดียวกัน เครื่องสำอางก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่สตรีมีประสบการณ์ต่อเพศสภาวะในสถานที่ต่าง ๆ การพิจารณาถึงสรีระยังช่วยให้เกิดงานวิจัยด้านอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย โดยตระหนักว่ากระบวนการทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมนั้นสามารถรับรู้ได้ผ่านความรู้สึก (Bondi et al., 2005)

นักภูมิศาสตร์เฟมินิสต์ผู้ทรงอิทธิพลอย่าง ลองเฮิร์สต์ และ จอห์นสตัน (Longhurst and Johnston, 2014) ได้แสดงความกังวลมาอย่างยาวนานว่า มโนทัศน์เรื่องกาลเทศะแห่งสรีระ (Embodiment) ได้รับการยอมรับในแนวคิดกระแสหลักทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นไปในลักษณะที่ "ไร้รูปกาย" (Incorporeal) อย่างมาก พวกเขาเสนอว่าร่างกายได้กลายเป็นเพียงวิธีหนึ่งในการกล่าวถึงความแตกต่าง แต่งานวิจัยกลับไม่ค่อยให้ความสำคัญกับส่วนที่เลอะเทอะ เป็นเนื้อหนัง เปียกชื้น และมีขนของร่างกาย เช่น กลิ่นและการสัมผัสของเหงื่อ เสียงและกลิ่นของสิ่งปฏิกูล และชั้นไขมัน หรือส่วนที่เป็นอารมณ์ความรู้สึกของร่างกายและวิธีที่เรามีความรู้สึก สำหรับลองเฮิร์สต์ และ จอห์นสตัน (2014) ส่วนที่เลอะเทอะของร่างกายเหล่านี้ยังคงถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้าม (Taboo) หรือกลายเป็น "ผู้อื่น" เกินกว่าจะถูกนำมารวมไว้ในการวิจัยทางภูมิศาสตร์

แน่นอนว่ามีนักวิจัยที่กำลังรับภารกิจนี้ งานศึกษาที่สำรวจเรื่องของเหลว เนื้อหนัง และเส้นขน มักถูกเรียกว่าเป็นการใช้แนวทางแบบ "วัตถุนิยม" (Materialist) หรือ "เชิงสรีระ" (Corporeal) ในการศึกษา ซึ่งหมายความว่านักภูมิศาสตร์เริ่มพิจารณาร่างกายที่เป็นเนื้อหนังในวิถีที่อัตลักษณ์และความแตกต่างถูกก่อรูปและมีประสบการณ์ เมื่อเรากล่าวว่า "เป็นเนื้อหนัง" (Fleshy) หรือ "เป็นวัตถุ" (Material) เรากำลังกล่าวถึงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่เราสามารถสัมผัส รู้สึก ได้กลิ่น ได้ยิน หรือแม้แต่ลิ้มรสได้ กฤษนัน (Krishnan, 2021) สำรวจวิถีที่หญิงสาวที่อาศัยในหอพักในเมืองเจนไน ประเทศอินเดีย เจรจาต่อรองกับการควบคุมร่างกายของพวกเธอเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเพศในพื้นที่เมือง งานวิจัยของ ไวต์ และ สเตนส์ (Waitt and Stanes, 2015) ในออสเตรเลีย สำรวจว่าการมองเห็น กลิ่น และการสัมผัสของเหงื่อมีความหมายที่แตกต่างกันอย่างไรในแต่ละสถานที่สำหรับบุรุษ เช่น ในยิมเหงื่อกลายเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานหนักและความแข็งแกร่ง ในขณะที่ในที่ทำงานเหงื่ออาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการแสดงออกถึงความเป็นชายที่เป็นมืออาชีพ (Professional Masculinity) จึงจำเป็นต้องมีการจัดการร่างกาย (เช่น การโกนขนรักแร้และการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย) ในงานวิจัยของข้าพเจ้ากับกลุ่มชายรักร่วมเพศ รักสองเพศ และเควียร์ ในเมืองนิวคาสเซิล สหราชอาณาจักร ข้าพเจ้าได้สำรวจว่าการมองเห็น การสัมผัส กลิ่น เสียง และรสชาติของร่างกายและสถานที่ หล่อหลอมวิธีที่ผู้คนทำความเข้าใจกับปฏิสัมพันธ์ทางเพศได้อย่างไร (Bonner-Thompson, 2021) จากการหยิบยกแนวคิดภูมิศาสตร์หลังอาณานิคมและภูมิศาสตร์ถอนรากถอนโคนอาณานิคม (Postcolonial and Decolonial Geographies) น็อกโซโล (Noxolo, 2018) ยังกระตุ้นให้นักภูมิศาสตร์มีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องกาลเทศะแห่งสรีระให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านการเต้นรำ เธอสะท้อนภาพการปิดตัวลงของศูนย์ศิลปะชุมชนที่ดำเนินการโดยคนผิวสีในเมืองเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร ในช่วงมาตรการรัดเข็มขัด และวิถีที่การปฏิบัติเรื่องการเต้นรำ (และศิลปะสร้างสรรค์) ที่หลากหลายรวมถึงการเคลื่อนไหว มีความสำคัญต่อวิถีที่สภาพแวดล้อมของเมืองถูกสร้างขึ้นและขับเคลื่อน (ดูบทที่ 25 เรื่องสมรรถภาวะ) คุณูปการทางภูมิศาสตร์ในเรื่องสรีระช่วยเตือนให้เราเห็นว่า พื้นที่และร่างกายนั้นต่าง ก่อร่างสร้างกันและกัน (Co-constituted) หมายความว่าสิ่งทั้งสองถูกสร้างขึ้นมาด้วยกัน บรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมเฉพาะของสถานที่ทำให้เราต้องจัดการร่างกายในลักษณะบางประการ (เช่น การไม่ต้องการให้ตัวเปียกเหงื่อ/มีกลิ่นเหม็นในสภาพแวดล้อมการทำงานบางแห่ง หรือสถานที่และวิธีการที่เรามีเพศสัมพันธ์) ในขณะที่การปฏิบัติผ่านสรีระของเราก็หล่อหลอมวิธีที่สถานที่และพื้นที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเช่นกัน (เช่น การที่การเต้นรำสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่สภาพแวดล้อมของเมือง)

ดังนั้น การวิจัยเรื่องร่างกายจึงกำลังพัฒนาขึ้น และงานวิจัยเรื่องภูมิศาสตร์คนข้ามเพศยังช่วยเตือนนักวิชาการถึงความสำคัญของการให้ความสนใจกับประสบการณ์ที่ปรากฏผ่านสรีระ

สรุปย่อ

  •       นักภูมิศาสตร์เฟมินิสต์วิพากษ์วิจารณ์ว่างานวิจัยทางภูมิศาสตร์ที่ผ่านมามีลักษณะที่ไร้รูปกาย (Disembodied)
  •       การปรับจุดเน้นของงานวิจัยทางภูมิศาสตร์มาที่ร่างกายและกาลเทศะแห่งสรีระ หมายถึงการคิดทบทวนใหม่ว่าอัตลักษณ์และความแตกต่างควรถูกสร้างมโนทัศน์อย่างไร
  •       นักภูมิศาสตร์เฟมินิสต์ เควียร์ และหลังอาณานิคม ยังคงท้าทายวิธีการวิจัยที่ไร้รูปกาย โดยทำความเข้าใจความสำคัญของเนื้อหนัง ความเป็นวัตถุ และการเคลื่อนไหวที่มีต่อประสบการณ์เรื่องอำนาจและสถานที่ การท้าทายเช่นนี้มีความสำคัญในการสั่นคลอนวิธีคิดแบบ "อำนาจนิยมชาย" ในการมองโลก

ภูมิศาสตร์คนข้ามเพศ (Transgender Geographies)

ชีวิตของคนข้ามเพศกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในระดับโลก โดยมีนักการเมืองและผู้มีชื่อเสียงระดับสูงออกมาท้าทายสิทธิและการดำรงอยู่ของคนข้ามเพศ สิ่งนี้ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญที่นักวิจัยจะเข้ามามีส่วนร่วมเชิงวิพากษ์ต่อวิถีที่เพศสภาวะถูกผลิตสร้างและเจรจาต่อรองในพื้นที่และระดับมาตราส่วน (Scales) ต่าง ๆ นักภูมิศาสตร์ที่มุ่งเน้นเรื่องชีวิตคนข้ามเพศและภูมิศาสตร์คนข้ามเพศมักจะมีแนวโน้มที่จะท้าทายวิธีการวิจัยและการนำเสนอเรื่องอัตลักษณ์และความแตกต่างภายในภูมิศาสตร์มนุษย์ งานในสาขานี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก คนข้ามเพศศึกษา (Trans Studies) ซึ่งเป็นสาขาวิชาสหวิทยาการที่ท้าทายวิธีที่เฟมินิสต์ศึกษา เควียร์ศึกษา และเพศสภาวะศึกษาใช้ในการคิดเกี่ยวกับสรีระและอัตลักษณ์ หนึ่งในข้อวิพากษ์สำคัญที่คนข้ามเพศศึกษาได้สร้างคุณูปการไว้คือ วิถีที่คนข้ามเพศมักถูก "หยิบยก" มาเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงถึงความไม่มั่นคงของระบบคู่ตรงข้ามทางเพศ (Gender Binaries) ซึ่งอาจเป็นการปฏิเสธประสบการณ์ที่มีชีวิตและประสบการณ์ที่ปรากฏผ่านสรีระของคนข้ามเพศเอง (Nash, 2010) ดังนั้น ภูมิศาสตร์คนข้ามเพศจึงให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกแก่ประสบการณ์ที่มีชีวิต ประสบการณ์เชิงอัตวิสัย และประสบการณ์ที่ปรากฏผ่านสรีระของคนข้ามเพศ (Doan, 2010, Hines, 2010, Johnston, 2019) ดังที่ได้กล่าวไว้ในส่วนก่อนหน้านี้ สิ่งนี้หมายความว่าการวิจัยเรื่องคนข้ามเพศมักจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์เชิงวัตถุและ "ความเป็นเนื้อหนัง" ของอัตลักษณ์และความแตกต่าง มากกว่าที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การสร้างสร้างทางสังคม (Johnston, 2019) ด้วยเหตุนี้ ภูมิศาสตร์คนข้ามเพศจึงเรียกร้องให้เราท้าทายไม่เพียงแต่ความเข้าใจเรื่องเพศสภาวะเท่านั้น แต่รวมถึงวิถีทางที่นักภูมิศาสตร์ทำความเข้าใจสถานที่ พื้นที่ และกาลเวลาด้วย (March, 2021)

นักภูมิศาสตร์ได้เปิดเผยให้เห็นว่า พื้นที่และสถานที่ในชีวิตประจำวันถูกกำหนดเพศภาวะในวิถีทางที่อาจทำให้คนข้ามเพศรู้สึกแปลกแยกและถูกกีดกัน และสิ่งนี้สามารถนำไปสู่รูปแบบของความรุนแรงได้อย่างไร (Doan, 2010, Johnston, 2019, Bonner-Thompson et al., 2021) นักภูมิศาสตร์ได้บันทึกประสบการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในห้องน้ำ (Bender-Baird, 2016) การอุดมศึกษา (Bonner-Thompson et al., 2021) สถานที่ทำงาน (Hines, 2010) และพื้นที่เมือง (Doan, 2010, Johnston, 2019) ในงานศึกษาที่สำคัญยิ่ง โดอัน (Doan, 2010) สะท้อนภาพประสบการณ์ที่มีชีวิตของเธอเองในฐานะคนข้ามเพศ (ซึ่งเราเรียกว่า ระเบียบวิธีวิจัยแบบอัติมานุษยวรรณนา (Autoethnographic Methods)) เพื่อชี้ให้เห็นวิถีที่พวกเขาเผชิญกับความรุนแรงของระบบคู่ตรงข้ามทางเพศในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว รวมถึงลานจอดรถ ห้องน้ำสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า สถานที่ทำงาน และบ้าน งานวิจัยนี้เป็นการวิพากษ์ความเข้าใจดั้งเดิมเกี่ยวกับเพศสภาวะและพื้นที่ที่เคยมุ่งเน้นเพียงการเข้าถึงหรือประสบการณ์ของสตรี เนื่องจากละเลยที่จะพิจารณาถึงกลุ่มคนข้ามเพศและกลุ่มเพศเควียร์ (Genderqueer) ในการมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์ที่มีชีวิตของร่างกายที่เป็นวัตถุ มิสกาฟ และ จอห์นสตัน (Misgav and Johnston, 2014) ชี้ให้เห็นว่าเหงื่อได้กลายเป็นแหล่งกำเนิดของกามารมณ์ร่วมกัน (Collective Eroticism) สำหรับชายรักร่วมเพศบนฟลอร์เต้นรำในไนท์คลับที่เทลอาวีฟ แต่กลับเป็นสิ่งที่สตรีข้ามเพศต้องคอยควบคุมจัดการ พวกเขาได้สร้างข้อโต้แย้งที่สำคัญว่า ในขณะที่ในฐานะนักวิชาการเราอ้างว่าอัตลักษณ์ทางเพศมีความลื่นไหล แต่ตัว "ของเหลวในร่างกาย" (Body Fluids) เองนั่นแหละที่อาจเตือนให้เราเห็นถึงขณะเวลาที่เราพยายามจะทำให้ร่างกายที่ถูกระบุเพศนั้นเกิดความคงที่ ในขณะเดียวกัน โรเซนเบิร์ก และ ออสวิน (Rosenberg and Oswin, 2015) สำรวจประสบการณ์ของสตรีข้ามเพศ 23 คนในเรือนจำในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึงความรุนแรงทางเพศ ทางเพศสภาวะ และทางกายภาพที่รุนแรงซึ่งคนข้ามเพศที่ถูกคุมขังต้องประสบ พวกเขายังสำรวจอีกว่าสตรีข้ามเพศจำนวนมากมักถูกปฏิเสธสิทธิในการควบคุมร่างกายของตนเอง โดยมักถูกปฏิเสธการเข้าถึงฮอร์โมนและการสวมใส่เสื้อผ้าบางประเภทที่เอื้อต่อการนำเสนอเพศสภาวะแห่งความเป็นสตรี

ห้องน้ำได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นมิติด้านการเมืองสูงมากสำหรับคนข้ามเพศ โดยมีการถกเถียงที่เข้มข้นขึ้นว่าใครควรได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องน้ำใด ซึ่งเปลี่ยนให้ห้องน้ำกลายเป็นพื้นที่แห่งความกลัว ความวิตกกังวล และการเฝ้าระวัง (Bender-Baird, 2016) ในรูปแบบของการนับรวม ท่านอาจสังเกตเห็นว่าห้องน้ำบางแห่งได้กลายเป็นห้องน้ำ "สำหรับทุกเพศ" (Figure 58.1)

ภาพที่ 58.1 (Figure 58.1) ป้ายหน้าห้องสุขาสำหรับทุกคน หรือห้องสุขาแบบไม่จำกัดเพศ (Unisex) หรือแบบเป็นกลางทางเพศ (Gender-neutral) พร้อมทางเข้าสำหรับผู้พิการและตัวอักษรเบรลล์ที่ระบุว่า "เป็นกลางทางเพศและเข้าถึงได้" (Gender neutral accessible)

ที่มา: เครดิตภาพ: O’Dea/Wikimedia Commons

สรุปย่อ

  •       ภูมิศาสตร์คนข้ามเพศวิพากษ์วิจารณ์การที่อัตลักษณ์ของคนข้ามเพศถูกนำไปใช้เพียงเพื่อเป็นตัวอย่างแสดงความไม่มั่นคงของเพศสภาวะ เนื่องจากเป็นการมองข้ามประสบการณ์ที่มีชีวิตและประสบการณ์ที่ปรากฏผ่านสรีระของตัวคนข้ามเพศเอง
  •       วิชาการด้านคนข้ามเพศมีความสำคัญในการย้ำเตือนนักภูมิศาสตร์ถึงความสำคัญของร่างกายที่เป็นวัตถุ (Material Bodies)
  •       งานวิจัยในภูมิศาสตร์คนข้ามเพศได้ชี้ให้เห็นวิถีที่พื้นที่ในชีวิตประจำวันถูกหล่อหลอมโดยระบบคู่ตรงข้าม ชาย/หญิง ซึ่งผลิตสร้างประสบการณ์ของความรุนแรงและการกีดกันต่อกลุ่มคนข้ามเพศและกลุ่มเพศเควียร์

ขนาดของร่างกาย (Body Size)

ในบริบทที่ความอ้วน (Fatness) มักถูกนำไปปะปนกับภาวะสุขภาพที่ไม่ดี และความผอมเพรียว (Slimness) ถูกมองว่าเป็นการมีสุขภาพดี กลุ่มนักกิจกรรมเพื่อคนอ้วน (Fat activists) ได้ออกมาท้าทายแนวคิดแบบสัญนิยม (Essentialist ideas) เกี่ยวกับขนาดของร่างกาย เมื่อนักภูมิศาสตร์หันมาให้ความสนใจในเรื่องสรีระมากขึ้น ขนาดและรูปร่างของร่างกายจึงกลายเป็นเครื่องหมายสำคัญของความแตกต่าง งานวิจัยเรื่องขนาดของร่างกายที่มุ่งเน้นความสำคัญของวัตถุภาวะของสรีระ (Materiality of bodies) ได้สำรวจวิถีทางที่ร่างกายเข้าครอบครองพื้นที่จริง (Take up space) รวมถึงวิธีที่ร่างกายเหล่านั้นถูกนำเสนอและถูกกล่าวถึง

ตามทัศนะของสาธารณชนทั่วไปหรือวาทกรรม (Discourse) เรากำลังอาศัยอยู่ในยุคของการแพร่ระบาดของโรคอ้วน (Obesity pandemic) (Monaghan et al., 2013) และเราถูกย้ำเตือนอยู่เสมอผ่านสื่อโฆษณา บริษัทลดน้ำหนัก และแคมเปญด้านสาธารณสุขว่าเราต้องไม่อ้วน (ดูภาพที่ 58.2) ผู้ที่ทำงานด้านขนาดของร่างกายและความอ้วนจำนวนมากโต้แย้งว่า การมีร่างกายที่อ้วนมิได้แปลว่าสุขภาพไม่ดี และเสนอว่ามาตรวัดสุขภาพที่อิงตามขนาดร่างกายนั้นมีข้อจำกัดและเป็นปัญหา (Monaghan et al., 2013, Colls and Evans, 2014)

นักภูมิศาสตร์ที่สนใจเรื่องขนาดของร่างกายและความอ้วนได้สำรวจประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของการมีร่างกายอ้วน (Hopkins, 2012) เช่น ประสบการณ์เมื่อไปเลือกซื้อเสื้อผ้า (Colls, 2006) นอกจากนี้ คอลส์ และ อีแวนส์ (Colls and Evans, 2014) ได้วิพากษ์แนวคิดเรื่อง สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความอ้วน (Obesogenic environments) ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่แนะว่าความอ้วนและโรคอ้วนเป็นอาการบ่งชี้ของชุดสภาวะทางสังคม วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ (ตัวอย่างเช่น การเข้าถึงพื้นที่สาธารณะหรืออาหารที่มีราคาถูก) ซึ่งส่งผลต่อมาให้ร่างกายมีสุขภาพที่ไม่ดี พวกเขาเสนอว่ามิใช่สภาพแวดล้อมหรอกที่ทำให้คนอ้วน แต่เป็นพื้นที่และสถานที่ที่ผู้คนเผชิญต่างหากที่ "ประกอบสร้าง" ร่างกายที่อ้วนให้กลายเป็นสิ่งที่ "สุขภาพไม่ดี" หรือ "เป็นปัญหา"

สำหรับ คอลส์ และ อีแวนส์ (2014: 744) สิ่งนี้หมายถึงการทำความเข้าใจว่าขนาดมิได้กำหนดสุขภาพของร่างกายเสมอไป แต่ "สิ่งสำคัญในแง่ของความเหลื่อมล้ำคือ การที่อุปสรรคทางกายภาพ สังคม และกฎหมาย อาจขัดขวางมิให้ร่างกาย (ที่อ้วน) มีสุขภาวะ/สุขภาพที่ดีได้" พวกเขาเน้นย้ำชัดเจนว่าสิ่งนี้มิได้หมายความว่าหากคนอ้วนสามารถเข้าถึงอาหารประเภทต่าง ๆ และพื้นที่สาธารณะได้อย่างเสรีแล้วพวกเขาจะหายอ้วนในเร็ววัน แต่หมายความว่าคนอ้วนมีสิทธิที่จะเข้าถึงพื้นที่สาธารณะเฉกเช่นเดียวกับสรีระอื่น ๆ

ภาพที่ 58.2 (Figure 58.2) แคมเปญต่อต้านโรคอ้วนในสหราชอาณาจักร

ที่มา: เครดิตภาพ: Inge Flinte

งานวิจัยในระยะหลังเกี่ยวกับขนาดของร่างกายและความอ้วนได้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างขนาดและอัตลักษณ์ทางเพศในพื้นที่ที่เชื่อกันว่ามีการนับรวมหรือยอมรับคนอ้วน (Fat-inclusive spaces) ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ แมคกลินน์ (McGlynn, 2022) สำรวจวิธีที่ชายรักร่วมเพศ/รักสองเพศ/เควียร์ (GBQ) ที่มีร่างกายอ้วน ปรับตัวและใช้ชีวิตใน "พื้นที่ของกลุ่มแบร์" (Bear spaces) ซึ่งหมายถึงบาร์ ผับ คลับ และการพบปะทางสังคมที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มชาย GBQ ที่มีร่างกายใหญ่และมีขน เขาชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีการแบ่งปันร่วมกับชาย GBQ ที่อ้วนคนอื่น ๆ มีความสำคัญต่อการสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและเป็นส่วนหนึ่ง เมื่อเทียบกับพื้นที่ของกลุ่มเกย์และเควียร์ทั่วไปที่มักจะยกย่องร่างกายที่ผอมบางและมีกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม แมคกลินน์ยังอภิปรายว่าตราบาปในใจ (Stigma) เกี่ยวกับความอ้วนยังคงแฝงอยู่ในพื้นที่ที่นับรวมคนอ้วนเหล่านี้ เนื่องจากผู้คนมักจะรู้สึกสบายใจเพียงเพราะพวกเขา "ไม่ใช่คนที่อ้วนที่สุดในห้อง" ด้วยเหตุนี้ เขาจึงโต้แย้งว่าความรู้สึกผ่อนคลายมิได้หมายความว่าตราบาปนั้นจะถูกขจัดออกไปจากพื้นที่แห่งการนับรวม แต่ตราบาปนั้นกลับเป็นตัวกำหนดวิถีที่ความรู้สึกผ่อนคลายถูกรับรู้และแสดงออกผ่านสรีระ

สรุปย่อ

  •       งานวิจัยเรื่องขนาดของร่างกายสร้างคุณูปการสำคัญในการทำให้สรีระที่เป็นเนื้อหนัง (Fleshy body) ได้รับการยอมรับในฐานะรูปแบบหนึ่งของความรู้ที่ชอบธรรม
  •       นักภูมิศาสตร์วิพากษ์วาทกรรมกระแสหลักที่เสนอว่าร่างกายที่อ้วนคือร่างกายที่มีสุขภาพไม่ดี โดยเสนอว่า "สภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจที่เฉพาะเจาะจงต่างหาก ที่ทำให้การใช้ชีวิตในฐานะร่างกายที่อ้วนกลายเป็นเรื่องที่เป็นปัญหา" (Colls and Evans, 2014: 735)

ชนชั้น (Class)

ภูมิศาสตร์ของชนชั้นทางสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในอดีตนักภูมิศาสตร์มักใช้แนวทางแบบมาร์กซิสต์ (Marxist approaches) ต่อเรื่องชนชั้น โดยให้ความสนใจในวิถีที่ระบอบทุนนิยมและตลาดแรงงานสร้างโครงสร้างทางชนชั้นที่ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างกลุ่มชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลาง (ดูบทที่ 55) เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey) นักภูมิศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ได้ใช้มุมมองแบบมาร์กซิสต์เพื่อสำรวจว่าระบบโลกสร้างและตอกย้ำรูปแบบของความเหลื่อมล้ำอย่างไร อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม (Cultural turn) นักภูมิศาสตร์ได้หันมาสำรวจว่าชนชั้นถูกใช้ชีวิต มีประสบการณ์ และปรากฏผ่านสรีระอย่างไร ในขณะเดียวกันก็ทำความเข้าใจว่าระบบชนชั้นคือระบบแห่งการขูดรีดที่พึ่งพิงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันเชิงพื้นที่ (Spatially uneven relations of power) ซึ่งเป็นผลผลิตของความสัมพันธ์ระดับโลกระหว่างรัฐชาติและการเชื่อมโยงกับชีวิตในระดับท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อชนชั้นนำ (Gentrification) เป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อชนชั้นกลางย้ายเข้าไปอยู่ในย่านที่ "ทันสมัย" (Trendy) นำมาซึ่งการลงทุน การเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสถานที่ และการเพิ่มขึ้นของราคาที่อยู่อาศัย กระบวนการดังกล่าวสามารถสร้างความขัดแย้งระหว่างชนชั้นทางสังคม และยังนำไปสู่การผลักดันผู้อยู่อาศัยชนชั้นแรงงานเดิมออกจากพื้นที่ (Displacement) (Elliott-Cooper et al., 2019)

ชนชั้นทางสังคมมักมีความหมายที่แตกต่างกันไป อาจใช้เพื่ออ้างถึงอาชีพหรือความมั่งคั่งทางการเงินของบุคคล และยังสามารถอ้างถึงรสนิยมทางวัฒนธรรมที่บุคคลนั้นมี สิ่งสำคัญที่ต้องระบุคือ ชนชั้นทางสังคมยังเป็นชุดของความสัมพันธ์ทางสังคมที่เคลื่อนย้ายและเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค ระดับชาติ และระดับโลก ในการสำรวจว่าอัตลักษณ์ทางชนชั้นถูกใช้ชีวิตและมีประสบการณ์อย่างไร งานในยุคแรกของ แมคโดเวลล์ (McDowell, 2003) ที่ศึกษากลุ่มชายวัยรุ่นผิวขาวชนชั้นแรงงาน ได้นำหลักการเรื่องอัตลักษณ์ทับซ้อนมาใช้โดยการสำรวจว่าการว่างงานหล่อหลอมความเป็นชายของชนชั้นแรงงานอย่างไรในขณะที่พวกเขาพยายามก้าวข้ามสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่ แมคโดเวลล์ชี้ให้เห็นความสำคัญของสถาบันการศึกษา บ้าน และท้องถนน ในฐานะสถานที่ที่ชายหนุ่มพยายามปฏิบัติการความเป็นชายในรูปแบบที่ต่างกันเมื่อเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงงาน ต่อมา แมคโดเวลล์ และคณะ (McDowell et al., 2020) ได้กลับมาพิจารณาแนวคิดนี้อีกครั้งในเกือบ 20 ปีให้หลังในเมืองชายทะเลที่เสื่อมโทรม โดยโต้แย้งว่าแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับความเป็นชาย (โดยเฉพาะบทบาทชายในฐานะผู้หาเลี้ยงครอบครัว) ได้ตอกย้ำความรู้สึกล้มเหลวเมื่อขาดแคลนงาน ทำให้พวกเขาโทษตนเองมากกว่าจะโทษความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural violence) ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและนโยบาย (เช่น วิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2007/2008 และนโยบายรัดเข็มขัด) ที่นำไปสู่การขาดแคลนงานและการสนับสนุน (และความยากจนที่ตามมา) ในพื้นที่ที่เสื่อมโทรม

งานวิจัยอื่น ๆ ได้สำรวจวิถีที่ชนชั้นปรากฏผ่านสรีระข้ามกาลเวลาและพื้นที่ นายัค และ เคฮิลี (Nayak and Kehily, 2014) สำรวจว่าเยาวชนชายและหญิงที่ถูกทำให้เป็นชายขอบ ซึ่งถูกเรียกว่า "ชาฟส์" (Chavs) ในสหราชอาณาจักร แสดงออกและเจรจาต่อรองกับตราบาปของชนชั้นแรงงานอย่างไร ในสหราชอาณาจักรคำว่า "ชาฟ" (Chav) เป็นคำดูถูกที่ใช้จัดประเภทอัตลักษณ์ชนชั้นแรงงานบางประเภท เช่น ผู้ที่สวมชุดวอร์ม สวมเครื่องประดับทองเส้นใหญ่ อาจสูบบุหรี่ พูดด้วยสำเนียง "หยาบ" และอาจพึ่งพาสวัสดิการรัฐ บุคคลที่ตกอยู่ในประเภทนี้มักถูกทำให้เป็น "ผู้อื่น" ถูกสร้างภาพให้เป็นผู้ที่ด้อยกว่าในสังคม ขี้เกียจ และมักถูกตำหนว่าเป็นต้นเหตุของความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจ นายัค และ เคฮิลี (2014) ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ "การเมืองแห่งความรังเกียจ" (Politics of disgust) ซึ่งพยายามตีตราแนวทางปฏิบัติผ่านสรีระบางประการว่าน่ารังเกียจ เยาวชนชายหญิงที่ถูกตีตราเช่นนั้นต่างตระหนักถึงอัตลักษณ์ที่สังคมกำหนดให้ แต่พยายามที่จะเจรจาต่อรอง ปรับเปลี่ยน และ/หรือโต้แย้งอัตลักษณ์เหล่านั้น การศึกษาทางภูมิศาสตร์เรื่องชนชั้นยังคงมุ่งเน้นไปที่วิถีอันหลากหลายที่ชนชั้นถูกใช้ชีวิต ถูกนำเสนอ และถูกเจรจาต่อรองในพื้นที่และสถานที่ที่แตกต่างกัน และวิธีที่การสร้างอัตลักษณ์ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำและตราบาปยังคงดำรงอยู่ต่อไป (ดูบทที่ 55 และ 56)

ความพิการ (Disabilities)

งานด้านความพิการและความเจ็บป่วยในทางภูมิศาสตร์ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงในวิถีที่ความพิการถูกทำความเข้าใจและสร้างมโนทัศน์ ในอดีตความพิการถูกสร้างมโนทัศน์ผ่าน แบบจำลองทางการแพทย์ (Medical model) ซึ่งความพิการถูกเข้าใจว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความโศกเศร้า และร่างกายของปัจเจกบุคคลไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรหรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ในแง่นี้ คนพิการจึงกลายเป็นผู้ที่ควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นการแทรกแซงทางการเมืองที่สำคัญในการทำความเข้าใจความพิการ นักวิชาการได้หันไปใช้ แบบจำลองทางสังคมของความพิการ (Social model of disability) เพื่อช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถและสถานที่ แบบจำลองทางสังคมเป็นข้อวิพากษ์ที่มีประโยชน์ โดยโต้แย้งว่าร่างกายกลายเป็นผู้พิการเนื่องจากสภาพแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน และสถานที่ มิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับร่างกายประเภทที่แตกต่างกัน ดังนั้น พื้นที่และสภาพแวดล้อมต่างหากที่ทำให้ร่างกายพิการ (Disable bodies) ตัวอย่างเช่น สภาพแวดล้อมของเมืองที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่ไม่สามารถรองรับผู้ที่มีความต้องการในการเคลื่อนที่ที่แตกต่างกันได้ (Hall and Bates, 2019) งานวิจัยในระยะต่อมาได้ขยายแนวทางนี้เพื่อสำรวจว่าความสัมพันธ์ทางสังคมสามารถทำให้คนพิการได้อย่างไร เช่น วัฒนธรรมการทำงานและนโยบายที่อาจขัดขวางการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นมิติที่มากกว่าเพียงแค่สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ในมุมมองนี้ ความพิการถูกรับรู้ในฐานะ การสร้างสร้างทางสังคม (Social construction) ซึ่งวิถีที่สังคมถูกจัดระเบียบและผลิตสร้างขึ้นกลายเป็นสาเหตุรากเหง้าของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาวะทางการแพทย์ของบุคคล

แม้ว่าแนวทางนี้จะช่วยให้เกิดการจินตนาการใหม่เกี่ยวกับความพิการ แต่ผู้เขียนบางท่านโต้แย้งว่าแบบจำลองทางสังคมอาจล้มเหลวในการพิจารณาถึงประสบการณ์ความรู้สึกเจ็บปวดที่ความเจ็บป่วยและความพิการอาจนำมาให้ (Parr and Butler, 1999, Hall, 2000, Moss and Dyck, 2002) แม้สภาพแวดล้อมอาจสร้างประสบการณ์ที่ทำให้พิการ แต่สรีระที่เจ็บป่วยและพิการบางส่วนยังคงรู้สึกถึงความเจ็บปวดซึ่งเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ณ จุดนี้เองที่การเห็นคุณค่าของสรีระและกาลเทศะแห่งสรีระ (Embodiment) มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้นว่าอัตลักษณ์และความแตกต่างถูกสร้างขึ้นและมีประสบการณ์อย่างไร ในแนวทางดังกล่าว พื้นที่และสถานที่มิได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่กดขี่และกีดกันอยู่ก่อนแล้ว "หากแต่เป็นบริบทที่ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมและแสดงออกถึงสรีระของตน และในการกระทำเช่นนั้น พวกเขาได้ผลิตสร้าง/ผลิตซ้ำ และเปลี่ยนแปลงทั้งตนเองและสภาพแวดล้อมรอบข้าง" (Hall and Wilton, 2017: 728)

แนวคิดดังกล่าวได้นำไปสู่การเริ่มต้นของ แนวทางเชิงความสัมพันธ์ต่อความพิการ (Relational approach to disability) ซึ่งความพิการและพื้นที่มีความเข้าใจร่วมกันในฐานะสิ่งที่ก่อร่างสร้างกันและกัน (Co-constituted) โดยที่สิ่งหนึ่งมิได้ถูกกำหนดไว้ก่อนโดยอีกสิ่งหนึ่ง ในงานของ เวิร์ธ (Worth, 2013) ที่ศึกษากับเยาวชนที่มีความบกพร่องทางการเห็นในสหราชอาณาจักร เธอชี้ให้เห็นว่าความหมายของการมีความบกพร่องทางการเห็นนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอโดยสัมพันธ์กับนักเรียนคนอื่น ครู และพื้นที่ที่แตกต่างกันในโรงเรียน ข้อโต้แย้งของเธอไม่ใช่เพียงแค่ระดับที่โรงเรียนทำให้เยาวชนที่มีความบกพร่องทางการเห็นกลายเป็นคนพิการ แต่เธอแสดงให้เห็นว่าเยาวชนเหล่านั้นสร้างความหมายให้แก่ร่างกายและตัวตนของตนเองอย่างกระตือรือร้นในขณะที่พวกเขาเจรจาต่อรองกับลัทธิกีดกันคนพิการ (Disablism) มิตรภาพ และเครือข่ายทางสังคมอื่น ๆ สิ่งนี้มิได้หมายความว่าคนพิการไม่เผชิญกับการเลือกปฏิบัติ แต่หมายความว่าประสบการณ์ที่ปรากฏผ่านสรีระนั้นมิได้เป็นเพียงสิ่งที่ดีหรือร้ายอย่างง่าย ๆ และประสบการณ์เหล่านั้นปรากฏขึ้นในรูปแบบที่ต่างกันไปตามบริบททางสังคม-พื้นที่ (Socio-spatial contexts) ที่แตกต่างกัน (Hall and Bates, 2019) และผ่านแนวทางเชิงความสัมพันธ์เช่นนี้เองที่นักภูมิศาสตร์เริ่มหันมาให้ความสนใจกับ "ร่างกายที่ปกติ" (Able bodies) โดยมีการเรียกร้องให้มีปฏิสัมพันธ์เชิงวิพากษ์กับแนวคิดเรื่องร่างกายที่ปกติ เพื่อถอนรากแนวคิดนี้ออกจากระบบคู่ตรงข้าม ตนเอง/ผู้อื่น ของความปกติ/ความพิการ (Hall and Wilton, 2017)

สรุปย่อ

  •       ความพิการมิใช่เพียงสิ่งที่ติดตัวหรือเป็นส่วนหนึ่งของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริบททางสังคม-พื้นที่อันซับซ้อน
  •       แบบจำลองทางสังคมของความพิการมีความสำคัญในการวิพากษ์แนวคิดแบบสัญนิยมเกี่ยวกับความพิการและความเจ็บป่วย แต่หลังจากนั้นถูกวิพากษ์ในเรื่องความเข้าใจที่ไร้รูปกาย (Disembodied understandings)
  •       การใช้แนวทางเชิงความสัมพันธ์ต่อความพิการทำให้นักภูมิศาสตร์ในปัจจุบันสนใจที่จะวิจัยประสบการณ์ความพิการที่ปรากฏผ่านสรีระ เพื่อทำความเข้าใจว่าสิ่งนี้ถูกทำให้มีความหมายข้ามกาลเวลาและพื้นที่ได้อย่างไร

สรุปท้ายบท

ภูมิศาสตร์แห่งอัตลักษณ์และความแตกต่าง (Geographies of identity and difference) เป็นสาขาการวิจัยที่มีพลวัตอย่างยิ่ง และได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา แนวทางเชิงสรีระ (Embodied) และเชิงความสัมพันธ์ (Relational) กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานหลักในการวิจัยทางภูมิศาสตร์ ทั้งนี้ต้องขอบคุณการเข้ามามีบทบาทของภูมิศาสตร์เฟมินิสต์ ภูมิศาสตร์เควียร์ ภูมิศาสตร์คนข้ามเพศ ภูมิศาสตร์คนอ้วน และภูมิศาสตร์ความพิการ งานในสาขาเหล่านี้ได้กระตุ้นให้นักภูมิศาสตร์หันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อความเป็นจริงเชิงวัตถุ ความเป็นสรีระ และความเป็นเนื้อหนังของร่างกาย และช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงวิถีที่อัตลักษณ์และความแตกต่างปรากฏขึ้นโดยสัมพันธ์กับสถานที่ ผู้คน ความหมาย วาทกรรม และอารมณ์ความรู้สึก

สิ่งสำคัญคือ ในการทำความเข้าใจอัตลักษณ์และความแตกต่าง เราควรคิดแบบ อัตลักษณ์ทับซ้อน (Intersectionally) ประสบการณ์ของผู้คนถูกหล่อหลอมโดยเพศสภาวะ เชื้อชาติ อัตลักษณ์ทางเพศ ชนชั้น ช่วงวัย และความพิการ/ความสามารถไปพร้อม ๆ กันเสมอ การทำให้ประสบการณ์เป็นเรื่องสากล (Universalise) โดยมุ่งเน้นเพียงมิติใดมิติหนึ่ง ย่อมประสบความล้มเหลวในการพิจารณาความซับซ้อนของประสบการณ์ทางสังคม-พื้นที่ ท่านสามารถเห็นสิ่งนี้ได้ในงานวิจัยเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจประสบการณ์ของชายรักร่วมเพศที่มีร่างกายอ้วน เยาวชนพิการ หรือชายหนุ่มผิวขาวชนชั้นแรงงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มล้วนสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับโลก ความท้าทายสำหรับนักภูมิศาสตร์ในปัจจุบันคือ การเดินหน้าสั่นคลอนวิถีทางที่เราเคยทำความเข้าใจโลก โดยการสำรวจว่าอัตลักษณ์และความแตกต่างที่หลากหลายถูกจัดวางโครงร่างอย่างไรในกลุ่มประเทศโลกทางใต้ (Majority World/Global South) และกลุ่มประเทศโลกทางเหนือ (Minority World/Global North) โดยใช้เครื่องมือเชิงวิพากษ์ที่ได้จากทฤษฎีเฟมินิสต์ เควียร์ มาร์กซิสต์ และหลังอาณานิคม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น