หน้าเว็บ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 36

ระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแล (Global economies of care)

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Gianne Sheena Sabio and Rhacel Salazar Parreñas(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.

บทนำ

กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalisation) ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานเชิงผลิตผล (Productive labour) และแรงงานเชิงผลิตซ้ำ (Reproductive labour) ประการหนึ่งคือ การที่สตรีในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยกว่าเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานมากขึ้น ได้สร้างอุปสงค์ (Demand) ให้แก่สตรีจากกลุ่มประเทศที่ยากจนกว่าในการเข้ามาทำหน้าที่แทนในส่วนของแรงงานเชิงผลิตซ้ำ อาทิ การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้อยู่ในภาวะพึ่งพาอื่น ๆ การทำความสะอาดบ้าน และการบำรุงรักษาครัวเรือนในชีวิตประจำวันโดยรวม (Parreñas, 2000, Oishi, 2005) อุปสงค์ดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการก่อตัวของโครงข่ายการไหลเวียนทางภูมิศาสตร์ (Geographical flows) ของแรงงานสตรีจากประเทศที่ยากจนกว่าไปยังประเทศที่ร่ำรวยกว่าทั่วโลก (ดูภาพที่ 36.1) ซึ่งรวมถึงการไหลเวียนของแรงงานสตรีผู้ให้การดูแลภายในภูมิภาคแอฟริกา เอเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา ดังที่เราจะเห็นได้จากกรณีของสตรีชาวซิมบับเวที่เดินทางไปยังแอฟริกาใต้ สตรีชาวฟิลิปปินส์ที่อพยพไปยังฮ่องกงหรือสิงคโปร์ สตรีชาวโปแลนด์ที่ย้ายถิ่นฐานไปยังเยอรมนี และสตรีชาวนิการากัวที่ทำงานในคอสตาริกา การไหลเวียนเหล่านี้ยังรวมถึงการย้ายถิ่นของสตรีจากกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ไปยังกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ (Global North) ดังที่ปรากฏจากการมีอยู่ของสตรีชาวเปรูและฟิลิปปินส์ในอิตาลี (Parreñas, [2001] 2015) แม้ว่าการไหลเวียนทางภูมิศาสตร์ของแรงงานสตรีผู้ให้การดูแลจะมีความแตกต่างและหลากหลาย แต่กลุ่มคนเหล่านี้มักกระจุกตัวอยู่ภายในและมาจากบางภูมิภาค โดยกลุ่มแรงงานทำงานบ้าน (Domestic workers) กลุ่มใหญ่ที่สุดกลุ่มเดียวสามารถพบได้ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ (Arab Gulf) ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ (องค์การแรงงานระหว่างประเทศ [International Labour Organization: ILO], 2015)

ภาพที่ 36.1 สำนักงานจัดหางานสำหรับแรงงานทำงานบ้านและแม่บ้านต่างด้าวในสิงคโปร์

ที่มา: เครดิตภาพ: Julio Etchart/Alamy

ทั่วโลกมีแรงงานทำงานบ้านย้ายถิ่น (Migrant domestic workers) ประมาณ 11.5 ล้านคนที่ปฏิบัติงาน "เพื่อหรือภายในครัวเรือนหนึ่งหรือหลายครัวเรือน" โดยร้อยละ 80 เป็นสตรี (ILO, 2015) มิใช่เพียงแค่ในครัวเรือนเท่านั้นที่สตรีปฏิบัติหน้าที่แรงงานเชิงผลิตซ้ำ ในสถานประกอบการเชิงสถาบันที่ไม่ใช่ครัวเรือน งานประเภทนี้ก็ยังถูกครอบงำโดยสตรีเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ประมาณร้อยละ 90 ของบุคลากรด้านการพยาบาลและการผดุงครรภ์คือสตรี (ILO, 2020) สตรีเหล่านี้จำนวนมากเป็นแรงงานย้ายถิ่น โดยเฉพาะพยาบาลที่ตอบสนองต่อสภาวะการขาดแคลนแรงงานวิชาชีพด้านสุขภาพในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงเยอรมนี บริเตนใหญ่ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูภาพที่ 36.2) ในภาคส่วนการดูแลสุขภาพ การย้ายถิ่นของแรงงานได้เติบโตขึ้นร้อยละ 60 ในทศวรรษที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อโครงสร้างประชากรเข้าสู่ภาวะสูงวัย (World Health Organization, 2021) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศฟิลิปปินส์และอินเดียเป็นสองประเทศต้นทาง (Source countries) ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับแรงงานพยาบาล (เรื่องเดียวกัน)

ภาพที่ 36.2 สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี มีสัดส่วนของพยาบาลที่เกิดในต่างประเทศมากที่สุด

ที่มา: OECD (2019, 2020)

การไหลออกของแรงงานสตรีในระดับโลกคือเหตุผลที่ว่า เหตุใดการพิจารณาเรื่องระบบเศรษฐกิจแห่งการดูแล (Economies of care) จึงจำเป็นต้องถูกจัดวางให้อยู่ภายในระบบการย้ายถิ่นระดับโลก (Global system of migration) หากกล่าวอย่างง่าย การไหลเวียนทางภูมิศาสตร์ของแรงงานสตรีเหล่านี้คือสิ่งที่ขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแลสามารถดำเนินไปได้ ระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแลทำงานอย่างไร และสถานะของแรงงานผู้ให้การดูแลภายในระบบเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นอย่างไร? เรามุ่งหวังที่จะตอบคำถามเหล่านี้ในบทดังกล่าว ประการแรก เราจะทำการถอดรหัสแนวคิด "การดูแล" (Care) เพื่อตรวจสอบระบบเศรษฐกิจโลก ถัดมา เราจะพิจารณาตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมสองประการของงานด้านการดูแล ได้แก่ งานบ้านและงานพยาบาล ท้ายที่สุดเราจะมุ่งเน้นความสนใจไปที่สถาบันต่าง ๆ ที่สร้าง ประคับประคอง และกำหนดทิศทางการเคลื่อนย้ายของแรงงานไปทั่วโลก

โลกาภิวัตน์และงานด้านการดูแล (Globalisation and care work)

เนื้อหาส่วนนี้จะเป็นการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับงานด้านการดูแลและกรอบแนวคิดที่มีอยู่เดิม ซึ่งช่วยให้เราสามารถจัดวางงานประเภทนี้ไว้ภายในระบบเศรษฐกิจโลกในวงกว้างได้ เราจะแนะนำแนวคิดเรื่อง "งานด้านการดูแล" (Care work) และความแตกต่างของแนวคิดนี้กับ "แรงงานเชิงผลิตซ้ำ" (Reproductive labour) จากนั้นจะขยายความต่อจากความแตกต่างดังกล่าวเพื่ออธิบายมโนทัศน์ทางทฤษฎีที่สำคัญในการทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแล นั่นคือ "การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำ" (International division of reproductive labour) หรือ "ห่วงโซ่แห่งการดูแล" (Care chain) และจะนำมโนทัศน์หลักนี้ไปเปรียบเทียบกับกรอบทฤษฎีระดับมหภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เพชรแห่งการดูแล" (Care diamond) และ "การหมุนเวียนของการดูแล" (Care circulation)

นิยามและกรอบแนวคิดที่สำคัญ (Key definitions and frameworks)

ในยุคโลกาภิวัตน์ กิจกรรมการผลิตในพื้นที่หนึ่งไม่สามารถทำความเข้าใจได้จากมุมมองเฉพาะที่ (Unilocal perspective) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องถูกจัดวางอยู่ในวงจรของแรงงาน สินค้า และทุนที่ข้ามพ้นพรมแดนรัฐชาติ (ดูบทที่ 35) ในทำนองเดียวกัน แนวคิดเรื่องการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำได้สถาปนาความคิดที่ว่า กิจกรรมการผลิตซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกทำให้เป็นสินค้า (Commodified) มากขึ้นเรื่อย ๆ จะต้องถูกจัดวางไว้ในบริบทของระบบเศรษฐกิจโลก (Parreñas, 2000, Yeates, 2012) เช่นเดียวกับกิจกรรมการผลิต กิจกรรมการผลิตซ้ำในพื้นที่หนึ่งมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมการผลิตซ้ำในอีกพื้นที่หนึ่ง ด้วยปรากฏการณ์การเป็นแรงงานสตรีในระบบแรงงานจ้าง (Feminisation of wage labour) ทุนนิยมโลกกำลังสร้างความเชื่อมโยงระหว่างระบบความไม่เท่าเทียมทางเพศที่แตกต่างกัน การเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของสตรีไม่ได้ช่วยลดปริมาณงานบ้านของพวกลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หลายคนต้องจ้างเหมางานส่วนนี้ให้ผู้อื่นทำ (Outsource) และสิ่งที่ทำให้การจ้างเหมานี้มีราคาที่เอื้อมถึงได้คือแรงงานค่าจ้างต่ำของสตรีผู้ย้ายถิ่น ในแง่นี้ การย้ายถิ่นของสตรีจึงเชื่อมโยงระบบความไม่เท่าเทียมทางเพศในทั้งประเทศต้นทาง (Sending nations) และประเทศปลายทาง (Receiving nations) เข้ากับทุนนิยมโลก กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในการก่อตัวของการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ห่วงโซ่แห่งการดูแล"

การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำ คือการแบ่งงานกันทำข้ามชาติ (Transnational division of labour) ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นพร้อมกันโดยทุนนิยมโลกและระบบความไม่เท่าเทียมทางเพศทั้งในประเทศต้นทางและประเทศปลายทางของแรงงานย้ายถิ่น การแบ่งงานกันทำนี้ใช้ได้กับระดับภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical scales) ของการย้ายถิ่นที่แตกต่างกัน รวมถึงการย้ายถิ่นระดับภูมิภาค เช่น การเชื่อมโยงระหว่างครัวเรือนในฮ่องกงและฟิลิปปินส์ การย้ายถิ่นแบบใต้สู่ใต้ (South-to-south migration) ที่ผูกโยงครอบครัวในคูเวตและฟิลิปปินส์เข้าด้วยกัน และสุดท้ายคือการย้ายถิ่นแบบใต้สู่เหนือ (South-to-north) หรือการย้ายถิ่นระดับโลก ที่เชื่อมโยงสตรี ครัวเรือน และครอบครัวระหว่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์กับประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มซีกโลกเหนือ

ภายใต้การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำ แรงงานทำงานบ้านย้ายถิ่นจะทำหน้าที่แรงงานเชิงผลิตซ้ำให้แก่สตรีผู้มีอภิสิทธิ์ทางชนชั้นในประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่ร่ำรวยกว่า ในขณะที่พวกเธอต้องละทิ้งผู้อยู่ในความดูแลของตนเองไว้ให้สตรีคนอื่นในประเทศต้นทางเป็นผู้ดูแลเป็นส่วนใหญ่ การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศนี้อ้างถึงการถ่ายโอนแรงงานเชิงผลิตซ้ำสามระดับ (Three-tier transfer) ท่ามกลางสตรีในสองรัฐชาติ ได้แก่ สตรีชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในประเทศปลายทาง แรงงานทำงานบ้านย้ายถิ่น และแรงงานทำงานบ้านในประเทศต้นทางซึ่งมักจะยากจนเกินกว่าจะย้ายถิ่นฐานได้

กรณีศึกษา: การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำ

คาร์เมน (Carmen) จากฟิลิปปินส์ เป็นทั้งลูกจ้างและนายจ้างของงานบริการในบ้าน ในอิตาลี เธอทำงานให้กับสถาปนิกที่จ่ายเงินให้เธอมากกว่า 1,000 ยูโรต่อเดือน เพื่อดูแลบุตรและช่วยจัดการงานบ้าน ในขณะเดียวกัน คาร์เมนจะสามารถทำงานนี้ได้ก็ต่อเมื่อเธอจ้างแรงงานทำงานบ้านของตัวเองหนึ่งคนซึ่งพำนักอยู่ในฟิลิปปินส์เพื่อดูแลบุตรของเธอ คาร์เมนจ่ายเงินให้แรงงานทำงานบ้านของเธอเพียงไม่ถึง 100 ยูโรต่อเดือน เพื่อทำงานแบบเดียวกับที่เธอทำในอิตาลีและได้รับเงินมากกว่า 1,000 ยูโร

แม้ว่าแนวคิด "ห่วงโซ่แห่งการดูแล" จะถูกนำมาใช้แทนที่แนวคิดยุคแรกอย่าง "การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำ" อยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตว่าทั้งสองแนวคิดมีความแตกต่างที่สำคัญ งานด้านการดูแล (Care work) ตามทัศนะของ Paula England และคณะ (2002) เกี่ยวข้องกับการปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าและอ้างถึงการให้บริการที่พัฒนาศักยภาพของมนุษย์ในตัวผู้รับ ในทางตรงกันข้าม แรงงานเชิงผลิตซ้ำ (Reproductive labour) ครอบคลุมถึง "ชุดของกิจกรรมและความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงไว้ซึ่งผู้คนทั้งในระดับรายวันและระหว่างรุ่น" (Glenn, 1992) แรงงานเชิงผลิตซ้ำเป็นแนวคิดที่กว้างขวางกว่างานด้านการดูแล เนื่องจากเกี่ยวข้องกับงานในการจรรโลงประชากรมากกว่าแค่บุคคลเดียว ด้วยเหตุนี้ แรงงานเชิงผลิตซ้ำจึงครอบคลุมกิจกรรมที่หลากหลายกว่างานด้านการดูแล ซึ่งรวมถึงการซื้อของใช้ในครัวเรือน การเตรียมอาหาร การซักรีดเสื้อผ้า การปัดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์ การกวาดพื้น การรักษาความสัมพันธ์ในชุมชน การดูแลผู้ใหญ่และเด็ก การขัดเกลาทางสังคมของเด็ก และการสนับสนุนทางอารมณ์ ยิ่งไปกว่านั้น งานส่วนใหญ่ที่ทำโดยสตรีผู้ย้ายถิ่นนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่เชิงความสัมพันธ์ (Non-relational) ดังนั้นจึงไม่สอดคล้องกับนิยามดั้งเดิมของ "งานด้านการดูแล" ดังที่ Mignon Duffy สังเกตว่า "การมุ่งเน้นทางทฤษฎีที่ [การดูแล] ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของสตรีผิวขาว และละเลยแรงงานจำนวนมหาศาลที่ได้รับค่าจ้างต่ำมาก" (2005: 79)

แนวคิดเรื่องแรงงานเชิงผลิตซ้ำยังช่วยให้เราสามารถอธิบายความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติ (Racial inequalities) ระหว่างผู้ให้การดูแลและผู้รับการดูแลได้ ประการหนึ่ง เราสามารถอธิบายขอบเขตของภารกิจที่ทำโดยแรงงานทำงานบ้านย้ายถิ่นและการแบ่งงานกันทำในการผลิตซ้ำทางสังคมของประชากรได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ช่วยให้เราสังเกตเห็นว่าใครเป็นผู้ทำงานประเภทงานระดับล่าง (Menial labour) และงานที่ไม่ใช่ระดับล่าง รวมถึงงานที่ต้องมีการกล่อมเกลา (Nurturant) และไม่กล่อมเกลา (Non-nurturant) ในสถาบันการดูแลต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงครัวเรือน โรงพยาบาล สถานดูแลระยะยาว และโรงเรียน (Duffy, 2005) ในงานบ้าน งานเชิง "จิตวิญญาณ" เช่น การอ่านหนังสือและการให้ความช่วยเหลือทางอารมณ์ ส่วนใหญ่จะทำโดยนายจ้าง (Roberts, 1997) ส่วนงานระดับล่าง รวมถึงงานที่ต้องกล่อมเกลา (เช่น การซักผ้าที่เปรอะเปื้อน) และงานที่ไม่ต้องกล่อมเกลา (เช่น การกวาดพื้น) ส่วนใหญ่ทำโดยสตรีผู้ย้ายถิ่นและสตรีผิวสี (Women of colour) (Glenn, 1992, Romero, 2002, Duffy, 2005)

ในฐานะที่เป็นแนวคิด การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำได้ต่อยอดมาจากสูตรสำเร็จเบื้องต้นเรื่อง "การแบ่งงานกันทำของแรงงานเชิงผลิตซ้ำตามเชื้อชาติ" (Racial division of reproductive labour) (Glenn, 1992) แม้ว่าโดยประวัติศาสตร์แล้วแรงงานเชิงผลิตซ้ำจะถูกผลักให้เป็นหน้าที่ของสตรี แต่ Glenn แย้งว่ามีความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้นและพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งเชื่อมโยงสถานะทางเชื้อชาติและชนชั้นของสตรีเข้าด้วยกันทั้งในตลาดแรงงานในระบบและนอกระบบ ตามทัศนะของ Glenn (1992: 30) สตรีผู้มีอภิสิทธิ์ทางชนชั้นจะปลดปล่อยตนเองจาก "งานทางความคิด อารมณ์ และแรงกาย" ที่จำเป็นสำหรับ "การสร้างและหล่อเลี้ยงผู้คนในฐานะสิ่งมีชีวิตทางวัฒนธรรม สังคม และกายภาพ" โดยการจ้างสตรีผิวสีที่ได้รับค่าจ้างต่ำ รูปแบบของแรงงานค่าจ้างต่ำนี้ครอบคลุมงานที่หลากหลาย รวมถึงการผลิตในบริการอาหาร การทำความสะอาดในโรงแรม และผู้ช่วยพยาบาล ในการทำให้แรงงานเชิงผลิตซ้ำเป็นสินค้า สตรีถูกเชื่อมโยงกันด้วยเพศสภาพ แต่ถูกจำแนกให้แตกต่างด้วยเชื้อชาติและชนชั้น

แนวคิดเรื่อง "การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำ" ได้ขยายทฤษฎีของ Glenn โดยการจัดวางไว้ในบริบทระหว่างประเทศ จึงสามารถอธิบายถึงต้นทุนของแรงงานเชิงผลิตซ้ำย้ายถิ่นที่มีต่อครอบครัวและชุมชนในประเทศต้นทาง และนำต้นทุนดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่ครัวเรือนของนายจ้างในประเทศปลายทางได้รับ งานวิจัยบอกเราว่างานดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องเพียงแค่ความไม่เท่าเทียมในท้องถิ่น แต่ยังรวมถึงความไม่เท่าเทียมข้ามชาติ และงานบริการยังหล่อหลอมความสัมพันธ์ทางการเมือง-เศรษฐกิจระหว่างประเทศอีกด้วย สิ่งนี้ทำลายข้อสมมติที่ว่าการผลิตสินค้าเป็นแรงงานเพียงอย่างเดียวที่เชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่แสดงให้เห็นว่าแรงงานเชิงผลิตซ้ำคือการแบ่งงานกันทำข้ามชาติที่ถูกหล่อหลอมโดยทุนนิยมโลกและความไม่เท่าเทียมทางเพศในทั้งรัฐต้นทางและปลายทางของการย้ายถิ่น พร้อมกับทำหน้าที่หล่อหลอมสิ่งเหล่านั้นไปพร้อมกัน

แนวทางอื่นๆ ต่อระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแล (Other approaches to global economies of care)

เพื่อขยายขอบเขตของการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศและกรอบงานห่วงโซ่แห่งการดูแล นักวิชาการคนอื่น ๆ ได้นำเสนอแนวคิด "เพชรแห่งการดูแล" (Care diamond) (Razavi, 2007) และ "การหมุนเวียนของการดูแล" (Care circulation) (Baldassar และ Merla, 2013) แบบจำลองเพชรแห่งการดูแลโต้แย้งว่าการวิเคราะห์ต้องก้าวพ้นไปจากครัวเรือนในฐานะที่เป็นแหล่งพำนักของการดูแล และดึงความสนใจไปที่สถาบันอื่น ๆ (รัฐ ชุมชน และตลาด) ที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการจัดหาการดูแล ส่วนมุมมองการหมุนเวียนของการดูแลวิพากษ์วิจารณ์การวิเคราะห์ห่วงโซ่แห่งการดูแลว่าเป็นภาพการถ่ายโอนการดูแลแบบทิศทางเดียว มุมมองนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาทิศทางและรูปแบบที่หลากหลายของการแลกเปลี่ยนการดูแล รวมถึงความหลากหลายของความสัมพันธ์ (ที่นอกเหนือไปจากความสัมพันธ์แม่-ลูก) ที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเหล่านี้ ในการประยุกต์ใช้ห่วงโซ่แห่งการดูแลเข้ากับขอบเขตของการดูแลสุขภาพ Yeates (2009) ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง "ห่วงโซ่การพยาบาลระดับโลก" (Global nursing care chain) โดยอธิบายว่าแรงงานพยาบาลถูกดึงออกมาจากประเทศที่อยู่ส่วนล่างของห่วงโซ่โลกเพื่อปรนนิบัติผู้ที่อยู่ส่วนบนอย่างไร

อย่างไรก็ตาม สูตรสำเร็จทางเลือกเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดในตัวเอง ตัวอย่างเช่น แนวทางเชิงพื้นที่ (Place-based approach) ของเพชรแห่งการดูแลมักจะจำกัดการวิเคราะห์ไว้ภายในรัฐชาติ จึงลดทอนบทบาทของระบอบการย้ายถิ่นที่เชื่อมโยงผู้ให้และผู้รับการดูแลข้ามประเทศ (Parreñas, 2012) ทำให้ไม่สามารถอธิบายมิติทางภูมิศาสตร์ของระบบเศรษฐกิจการดูแลโลกได้ ในทำนองเดียวกัน การเน้นย้ำของการหมุนเวียนของการดูแลเกี่ยวกับทิศทางที่หลากหลายของการแลกเปลี่ยนและการดูแลในรูปแบบ "ไร้ร่าง" (Disembodied) (โดยอ้างว่าการดูแลไม่จำเป็นต้องหมายถึงการอยู่ใกล้ชิดทางกายเสมอไป) อาจเป็นการมองข้ามความไม่เท่าเทียมโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่สมมาตรในการเข้าถึงการดูแลบางรูปแบบอันเป็นผลมาจากสถานะทางสังคมของบุคคลในลำดับชั้นของโลกและท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ไม่สามารถอธิบายถึงการประเมินมูลค่าเป็นเงินของการดูแลที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ได้

สรุปย่อ

  •       นักวิจัยใช้มโนทัศน์ทางทฤษฎีที่สำคัญหลากหลายประการเพื่อทำความเข้าใจภูมิศาสตร์ของระบบเศรษฐกิจการดูแล เช่น การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำ หรือห่วงโซ่แห่งการดูแล, เพชรแห่งการดูแล และการหมุนเวียนของการดูแล
  •       การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศของแรงงานเชิงผลิตซ้ำช่วยให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแล และความไม่เท่าเทียมที่ถูกประกอบสร้างขึ้นในกระแสการไหลเวียนทางภูมิศาสตร์ของแรงงานผู้ให้การดูแล

เส้นทางการย้ายถิ่นของการดูแล (Pathways of care migration)

ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ระบบเศรษฐกิจแห่งการดูแลหรือแรงงานเชิงผลิตซ้ำนั้นผูกพันอย่างลึกซึ้งกับระบบการย้ายถิ่นระดับโลก ในส่วนนี้จะอาศัยการศึกษาที่หยิบยกสิ่งที่เรียกว่า "แนวทางเส้นทางการย้ายถิ่น" (Migration pathways approach) เพื่อขยายความให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแลดำเนินไปอย่างไร

เพื่ออธิบายกระแสการไหลของการย้ายถิ่นของแรงงานผู้ให้การดูแล เราจะจัดการกับประเด็นหลัก 3 ประการที่แนวทางเส้นทางการย้ายถิ่นให้ความสำคัญ ได้แก่ ทิศทาง (Directions) จุดตัด (Intersections) และการกีดกัน (Exclusions) ในส่วนของ ทิศทาง เราจะพิจารณาว่าเส้นทางการย้ายถิ่นของแรงงานผู้ให้การดูแลมักเกี่ยวข้องกับการหยุดพักในหลายจุด ซึ่งตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์การย้ายถิ่นแบบ "หนึ่งต้นทาง-หนึ่งปลายทาง" ที่ปรากฏในแบบจำลองการบูรณาการ (Integration models) สำหรับ จุดตัด เราจะถอดรหัสความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนย้ายทางพื้นที่ (Spatial mobility) และการเคลื่อนย้ายทางสังคม (Social mobility) ของผู้ย้ายถิ่น โดยจะอภิปรายว่ามุมมองการย้ายถิ่นระดับโลกช่วยให้สามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเส้นตรงและบางครั้งก็ขัดแย้งกันระหว่างการย้ายถิ่นและการเคลื่อนย้ายทางสังคมได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และสุดท้ายในส่วนของ การกีดกัน เราจะแสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์แบบพหุชาติ (Multinational analysis) สามารถให้ความกระจ่างว่าระบอบแห่งการกีดกันถูกประกอบสร้างขึ้นเชิงโครงสร้างและข้ามชาติได้อย่างไร

การย้ายถิ่นแบบพหุชาติ (Multinational migrations)

ประการแรก หัวใจสำคัญของแนวทางเส้นทางการย้ายถิ่นคือข้อโต้แย้งที่ว่า การย้ายถิ่นไม่ได้มุ่งเป้าไปที่สถานที่พำนักเพียงแห่งเดียวเสมอไป แต่มักเกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นหลายครั้ง ทั้งนี้เนื่องมาจากสถานะชั่วคราว (Temporary status) ของแรงงานย้ายถิ่นส่วนใหญ่ (Parreñas et al., 2019) รูปแบบนี้ปรากฏชัดในประเภทต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในการศึกษาการย้ายถิ่นในซีกโลกใต้ นักวิชาการด้านการย้ายถิ่น Paul และ Yeoh ได้เสนอแนวคิด "การย้ายถิ่นแบบพหุชาติ" (Multinational migrations) เป็นแนวคิดครอบคลุมเพื่ออธิบายความหลากหลายของการไหลเวียน หรือ "การเคลื่อนย้ายที่หลากหลายของผู้ย้ายถิ่นระหว่างประเทศผ่านจุดหมายปลายทางในต่างประเทศมากกว่าหนึ่งแห่ง โดยใช้เวลาสำคัญในแต่ละประเทศ" (2021: 3) ในงานชิ้นก่อนหน้าของ Paul (2011) เกี่ยวกับแรงงานทำงานบ้านชาวฟิลิปปินส์ในฟิลิปปินส์ ฮ่องกง และสิงคโปร์ เธอได้นำเสนอแนวคิด "การย้ายถิ่นแบบขั้นบันได" (Stepwise migration) เพื่ออธิบายการย้ายถิ่นหลายประเทศแบบซ้ำ ๆ โดยเริ่มจากจุดหมายปลายทางที่มีต้นทุนต่ำกว่า และในที่สุดจึงย้ายไปยังประเทศในซีกโลกตะวันตกที่มีระดับสูงกว่าและน่าปรารถนากว่า (ดูภาพที่ 36.3) เมื่อพิจารณาการย้ายถิ่นของพยาบาลจากเอเชีย Walton-Roberts (2021) พบว่านอกจากการย้ายถิ่นโดยตรงแล้ว ยังมีอีกสองเส้นทางคือ การย้ายถิ่นหลายระยะ (Multi-stage migration) (เช่น เส้นทางเรียน-ทำงาน จากอินเดียไปแคนาดา) และการย้ายถิ่นแบบพหุชาติประเภทย้ายจุดพักหรือ "ป้ายรถเมล์" (Bus stop migration) (เช่น จากฟิลิปปินส์ไปสิงคโปร์ แล้วจึงไปยังประเทศในระดับที่สูงกว่า)

ภาพที่ 36.3 ป้ายที่สำนักงานจัดหางานในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โฆษณาหาแรงงานช่วยงานบ้านเพื่อไปทำงานที่ฮ่องกง

ที่มา: เครดิตภาพ: Betty Johnson/Alamy

ในทางตรงกันข้ามกับ "วิถีแห่งความก้าวหน้าเชิงเส้นตรง" (Linear, progressivist trajectory) ที่การย้ายถิ่นระหว่างประเทศแบบขั้นบันไดบ่งบอก งานศึกษาของ Parreñas และคณะ (2019) เกี่ยวกับแรงงานทำงานบ้านชาวฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียกลับเผยให้เห็นรูปแบบการย้ายถิ่นที่ไม่มีความก้าวหน้าและเร่ร่อนในลักษณะ "การย้ายถิ่นแบบต่อเนื่อง" (Serial migration) พวกเขาแสดงให้เห็นว่าการย้ายถิ่นรูปแบบนี้เชื่อมโยงกับสภาวะความไม่มั่นคง (Precarities) รูปแบบต่าง ๆ ที่ขัดขวางการเคลื่อนย้าย วิถีที่ไม่มีความก้าวหน้านี้ยังสะท้อนให้เห็นใน "การย้ายถิ่นแบบเป็นระยะ" (Staggered migration) (Robertson, 2019, Parreñas, 2021b) "การย้ายถิ่นแบบย้อนกลับ" (Return migration) (Parreñas, 2021b) และ "การย้ายถิ่นแบบหมุนเวียน" (Circular migration) (Hugo, 1982, Parreñas, 2010) ในหมู่แรงงานย้ายถิ่นชั่วคราว Robertson นิยามการย้ายถิ่นแบบเป็นระยะว่า เป็น "เส้นทางการเคลื่อนย้ายที่เป็นไปตามสถานการณ์ หลายทิศทาง และหลายระยะ" ซึ่งมีลักษณะของ "เส้นแบ่งที่พร่าเลือนและเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างความชั่วคราวและความถาวร" (Robertson, 2019: 170) ผู้ย้ายถิ่นแบบย้อนกลับในงานศึกษาของ Parreñas (2021b) คือผู้ที่ยุติการย้ายถิ่นแรงงานชั่วคราวและกลับไปยังประเทศต้นทาง (เช่น เนื่องจากการถูกเนรเทศหรือเหตุผลอื่นที่มีผลกระทบทางกฎหมาย) Hugo ใช้การย้ายถิ่นแบบหมุนเวียนเพื่ออธิบายการเคลื่อนย้ายซ้ำ ๆ หรือเป็นวงจรของแรงงานชั่วคราวตามฤดูกาลในอินโดนีเซีย ในขณะที่ Parreñas (2010) ใช้แนวคิดนี้อธิบายการย้ายถิ่นที่เป็นวงจรของกลุ่มนักให้ความบันเทิง (Entertainers) ระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์

กรณีศึกษา: การย้ายถิ่นแรงงานแบบต่อเนื่อง (Serial labour migration)

เนเน็ง (Neneng) เป็นแรงงานทำงานบ้านวัย 38 ปีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เธอเป็นคุณแม่ลูกสองที่ทำงานนอกประเทศฟิลิปปินส์มานานกว่าสองทศวรรษ เริ่มแรกเธอทำงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับนายจ้างสามรายในช่วงปี 1996 ถึง 2003 ความขัดแย้งกับนายจ้างรายที่สามนำไปสู่การถูกเนรเทศกลับฟิลิปปินส์ เธอไม่สามารถพำนักอยู่ได้นานนักเนื่องจากขาดรายได้ ด้วยเหตุนี้เธอจึงพยายามย้ายถิ่นอีกครั้งและไปลงเอยที่ซาอุดีอาระเบีย โดยทำงานที่นั่นตั้งแต่ปี 2003 ถึง 2011 หลังจากสะสมเงินออมได้เพียงพอที่จะเปิดร้านอาหารขนาดเล็กในฟิลิปปินส์ เธอจึงตัดสินใจกลับบ้าน ทว่าธุรกิจของเธอต้องปิดตัวลงหลังจากผ่านไปสองปี ด้วยเหตุนี้เธอจึงตัดสินใจย้ายถิ่นอีกครั้ง และนั่นคือวิธีที่เธอลงเอยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นครั้งที่สอง

โดรา (Dora) เป็นแรงงานทำงานบ้านวัย 45 ปีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเธอทำงานที่นั่นมาตั้งแต่ปี 2007 อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางแรกของการเป็นผู้ย้ายถิ่น ก่อนหน้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โโดราเคยทำงานในมาเลเซียเป็นเวลาสองปี และไต้หวันสามปี โดราทำงานจนครบสัญญาเพียงสัญญาเดียวทั้งในมาเลเซียและไต้หวัน เนื่องจากในมาเลเซียเธอไม่มีประสบการณ์ที่ดีกับนายจ้างที่ปฏิเสธไม่ให้เธอมีวันหยุด ส่วนในไต้หวัน แรงงานทำงานบ้านย้ายถิ่นถูกจำกัดระยะเวลาการพำนัก (Residency cap) ซึ่งในช่วงที่เธอย้ายถิ่นนั้นกำหนดไว้เพียงสามปีเท่านั้น

จุดตัดทางสังคมและพื้นที่ (Socio-spatial intersections)

แง่มุมที่สองของการไหลเวียนการย้ายถิ่นเพื่อการดูแลที่แนวทางเส้นทางการย้ายถิ่นดึงความสนใจไปคือ วิธีที่การย้ายถิ่นแบบพหุชาติทำให้จุดตัดระหว่างการเคลื่อนย้ายทางสังคมและการย้ายถิ่นมีความซับซ้อนขึ้น การที่การเคลื่อนย้ายทางพื้นที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายทางสังคมอย่างไรนั้นเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมาอย่างยาวนานในสังคมศาสตร์ (Savage, 1988, Faist, 2013) แนวคิดเรื่อง "การเคลื่อนย้ายทางสังคม" (Social mobility) ถูกใช้เพื่ออธิบายการเคลื่อนย้ายภายในชั้นภูมิ (Stratum) ในระบบการแบ่งลำดับชั้นทางสังคม (กล่าวคือ การเคลื่อนย้ายทางสังคมในแนวราบ เช่น เมื่อย้ายตำแหน่งงานที่อยู่ในระดับเดียวกัน) หรือการเคลื่อนย้ายข้ามชั้นภูมิที่แตกต่างกันในสังคม (กล่าวคือ การเคลื่อนย้ายทางสังคมในแนวตั้ง) ในขณะที่ "การเคลื่อนย้ายทางพื้นที่" (Spatial mobility) เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ทางภูมิศาสตร์ภายในและข้ามพรมแดนรัฐชาติ (Faist, 2013) การศึกษาการย้ายถิ่นแสดงให้เห็นว่า "การเคลื่อนย้าย" ทั้งสองนี้ผูกพันกันอย่างใกล้ชิด ตัวอย่างเช่น วรรณกรรมบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนย้ายทางพื้นที่โดยตัวมันเองถูกมองว่าเป็นเครื่องหมายของการเคลื่อนย้ายทางสังคมในระดับที่สูงขึ้น (Kelly and Lusis, 2006, Kelly, 2012, Faist, 2013) ในทางตรงกันข้าม แรงงานย้ายถิ่นบางส่วนถูกกล่าวว่าประสบกับการเคลื่อนย้ายทางอาชีพในระดับที่ต่ำลง (Downward occupational mobility) หรือการลดสถานะทางสังคมเมื่อเปลี่ยนไปสู่อาชีพที่มีสถานะต่ำกว่าในจุดหมายปลายทางเมื่อพวกเขาย้ายถิ่น (Umel, 2006, Pajo, 2008, Ghandnoosh, 2010, Guevarra and Lledo, 2013) Parreñas ([2001] 2015) ได้เสนอแนวคิด "การเคลื่อนย้ายทางชนชั้นที่ขัดแย้งกัน" (Contradictory class mobility) เพื่ออธิบายว่าแรงงานทำงานบ้านย้ายถิ่นได้รับการเคลื่อนย้ายทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้น (ผ่านรายได้ที่มากขึ้น) พร้อม ๆ กับการเคลื่อนย้ายทางอาชีพในระดับที่ต่ำลงได้อย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนย้ายทางพื้นที่และทางสังคมของแรงงานผู้ให้การดูแลไม่ได้เป็นความก้าวหน้าในเชิงบวกเสมอไป ตัวอย่างหนึ่งคืองานชิ้นล่าสุดของ Parreñas (2021b) ที่สำรวจเส้นทางการย้ายถิ่นแบบต่อเนื่อง แบบเป็นระยะ และแบบย้อนกลับของแรงงานทำงานบ้านย้ายถิ่น เธอแย้งว่าแต่ละเส้นทางเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า "การเคลื่อนย้ายทางสังคม-เศรษฐกิจของแรงงานทำงานบ้านย้ายถิ่นมักก้าวข้ามสังคมเจ้าบ้านเพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของคำอธิบายเรื่องการบูรณาการหรือการกลืนกลาย (Assimilation) ที่ตรงไปตรงมาในการทำความเข้าใจประสบการณ์ของพวกเขาอย่างครบถ้วน" (Parreñas, 2021b: 5) สภาวะความไม่มั่นคงที่ปรากฏในเส้นทางการย้ายถิ่นทั้งสามนี้ปฏิเสธข้อสมมติที่ว่า "การเคลื่อนย้ายทางพื้นที่ซึ่งก็คือการย้ายถิ่นนั้น จะเปิดประตูไปสู่การเคลื่อนย้ายทางสังคม-เศรษฐกิจเสมอไป" (Parreñas, 2021b: 5)

ดังนั้น แนวทางเส้นทางการย้ายถิ่นจึงช่วยพัฒนาความเข้าใจของเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนย้ายทางพื้นที่และทางสังคมในหลายประการ โดยการยอมให้มีการอธิบายการเดินทางของการย้ายถิ่นที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น มันได้เพิ่มระนาบการวิเคราะห์อีกระดับหนึ่ง คือ "มิติทางกาลเวลา" (Temporal dimension) เข้าสู่จุดตัดของ "มิติทางสังคม" และ "มิติทางพื้นที่" การเคลื่อนย้าย/การไม่เคลื่อนย้าย (Im/mobilities) ในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงที่สำคัญกับการเคลื่อนย้ายที่จินตนาการไว้ (หรือในอนาคต) ของผู้ย้ายถิ่น ดังนั้น "ผลลัพธ์" ของการเคลื่อนย้ายทางสังคมที่เกิดจากการย้ายถิ่น รวมถึงผลลัพธ์ที่ดูเหมือนจะ "ขัดแย้งกัน" จำเป็นต้องถูกทำความเข้าใจในความสัมพันธ์กับเส้นทางในอนาคตที่ผู้ย้ายถิ่นปรารถนา เช่นเดียวกับตำแหน่งในอดีตของพวกเขาในการเดินทางย้ายถิ่น

โครงสร้างแห่งการกีดกัน (Exclusionary structures)

ท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการพิจารณาโครงสร้างการกีดกันในวงกว้างที่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของแรงงานผู้ให้การดูแลย้ายถิ่น ตัวอย่างเช่น งานศึกษาต่าง ๆ ได้สำรวจวิธีที่สตรีผู้ย้ายถิ่นพยายามจัดการกับ "การเคลื่อนย้ายข้ามชาติที่ถูกจำกัด" (Constrained transnational mobility) ของตน อันเป็นผลมาจากระบอบพรมแดนที่แบ่งแยกตามเพศสภาพ (Hwang, 2018) Parreñas (2021b) เน้นย้ำว่าการย้ายถิ่นแบบต่อเนื่อง แบบเป็นระยะ และแบบย้อนกลับ เป็นตัวแทนของวิธีที่แรงงานชั่วคราวพยายามหลีกเลี่ยงเงื่อนไขการกีดกันในประเทศปลายทาง

แนวทางการวิจัยแบบ "หลายระดับ" (Multi-scalar research approach) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักวิชาการด้านการย้ายถิ่น การวิเคราะห์ประเภทนี้แสวงหาความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างต่าง ๆ ที่หล่อหลอมกระบวนการย้ายถิ่นในระดับต่าง ๆ การวิเคราะห์แบบหลายระดับถือว่าระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ ระดับเหนือภูมิภาค และระดับโลก ไม่ใช่ระดับของการวิเคราะห์ที่แยกจากกัน แต่เป็น "ส่วนหนึ่งของเครือข่ายเชิงสถาบันและส่วนบุคคลที่ประกอบสร้างขึ้นร่วมกันภายใต้อำนาจที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งผู้คนทั้งที่มีและไม่มีประวัติการย้ายถิ่นต่างใช้ชีวิตอยู่ภายในนั้น" (Schiller, 2015)

สรุปย่อ

  •       แรงงานผู้ให้การดูแลย้ายถิ่นมีแนวโน้มที่จะไม่ได้ย้ายถิ่นไปยังจุดหมายปลายทางเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
  •       นักวิชาการได้พัฒนาโครงสร้างแนวคิดที่แตกต่างกันเพื่อบันทึกการย้ายถิ่นหลายประเทศและหลายระยะของแรงงานผู้ให้การดูแล
  •       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาได้พิจารณาถึงทิศทาง จุดตัด และการกีดกันของเส้นทางการย้ายถิ่นที่แตกต่างกัน

โครงสร้างพื้นฐานการย้ายถิ่นที่หล่อหลอมระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแล (Migration infrastructure shaping global economies of care)

สถาบันต่าง ๆ กำหนดทิศทางการไหลเวียนของการย้ายถิ่นเพื่อการดูแลอย่างไร? แนวคิดเรื่อง "โครงสร้างพื้นฐานการย้ายถิ่น" (Migration infrastructure) อธิบายถึงวิธีที่การย้ายถิ่นถูกจัดระเบียบอย่างเข้มข้นผ่าน "เทคโนโลยี สถาบัน และตัวแสดงที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและกำหนดเงื่อนไขการเคลื่อนย้าย" (Xiang and Lindquist, 2014: 122) ในฐานะแนวคิดเชิงบูรณาการ โครงสร้างพื้นฐานการย้ายถิ่นครอบคลุมกลุ่มตัวแสดงและสถาบันต่าง ๆ ทั้งในเชิงพาณิชย์ (ตัวกลางจัดหางาน) เชิงกำกับดูแล (กลไกรัฐและกระบวนการด้านเอกสาร การออกใบอนุญาต การฝึกอบรม และวัตถุประสงค์อื่น ๆ) เชิงเทคโนโลยี (การสื่อสารและการขนส่ง) เชิงมนุษยธรรม (องค์กรไม่แสวงหากำไรและองค์กรระหว่างประเทศ) และเชิงสังคม (เครือข่ายผู้ย้ายถิ่น) (Xiang and Lindquist, 2014) ในส่วนนี้ เราจะมุ่งเน้นไปที่สองสถาบันที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในการหล่อหลอมระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแล ได้แก่ รัฐและการศึกษา

การจัดการการย้ายถิ่นเพื่อการดูแลโดยรัฐ (State management of care migration)

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ทำให้บทบาทของรัฐมีความโดดเด่นมากขึ้นในการประกาศใช้แผนพัฒนาและจัดการการย้ายถิ่นของแรงงาน ประการแรก บทบาทของรัฐในการสร้างความชอบธรรมและกำหนดนิยามใหม่ของโอกาสทางเศรษฐกิจนั้นได้รับเน้นย้ำในการศึกษาเรื่องการย้ายถิ่นของแรงงานสตรีจากกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ ซึ่งโดยปกติจะเกี่ยวข้องกับการปรับใช้ทั้งกลยุทธ์เชิงรูปธรรม (นโยบายและแผนงาน) และกลยุทธ์เชิงวาทกรรม (Discursive strategies) นักวิชาการได้ระบุถึงบทบาทของ "รัฐนายหน้าแรงงาน" (Labour brokerage state) ในการส่งเสริม "การทำให้แรงงานในอุดมคติกลายเป็นสินค้า" (Commodification of ideal labour) ผ่านนโยบายกำกับดูแลของรัฐและการปรับเปลี่ยนความหมายของความเป็นพลเมือง (Guevarra, 2009, Rodriguez, 2010) Rodriguez สังเกตว่าประเทศอื่น ๆ ต่างใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่และข้าราชการด้านการย้ายถิ่นของฟิลิปปินส์ในการพัฒนานโยบายส่งออกแรงงาน เธอแย้งว่าตำแหน่งแห่งที่ของประเทศในระเบียบโลกเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal global order) ถูกขับเคลื่อนโดยกลไกรัฐนายหน้าแรงงาน ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การระดม การส่งออก และการจัดการผู้ย้ายถิ่น โดยประกอบด้วยทั้งองค์ประกอบเชิงสถาบัน (เช่น สถานเอกอัครราชทูตและสำนักงานกงสุล) และองค์ประกอบเชิงวาทกรรมที่ส่งเสริมแนวคิดเรื่องความเป็นพลเมืองแบบใหม่ซึ่งยกย่องแรงงานย้ายถิ่นว่าเป็น "วีรบุรุษคนใหม่" (New heroes) (ดูภาพที่ 36.4)

ภาพที่ 36.4 แนวคิดเรื่องพยาบาลชาวฟิลิปปินส์ในฐานะวีรบุรุษ ซึ่งแสดงออกโดยตัวพยาบาลเองในงาน London Pride ปี 2015

ที่มา: เครดิตภาพ: Zefrog/Alamy

ตลาดแรงงานท้องถิ่นและระหว่างประเทศมีความผูกพันกันอย่างสำคัญ และกลยุทธ์การเปลี่ยนทิศทาง (Redirecting strategies) ที่รัฐนำมาใช้บางครั้งเกี่ยวข้องกับการปรับโฉมโอกาสระหว่างประเทศให้กลายเป็นโอกาสในท้องถิ่น และในทางกลับกัน ในบทความของ Ortiga (2021) เกี่ยวกับ "ความสามารถในการถูกจ้างงานที่แปรเปลี่ยน" (Shifting employabilities) เธอพิจารณาวิธีที่สถาบันของรัฐใช้วาทกรรมเรื่องทักษะบางประการเพื่อจัดการกับภาวะอุปทานส่วนเกินของพยาบาลที่มีความสามารถแต่ไม่สามารถบรรลุความปรารถนาที่จะย้ายถิ่นได้ รัฐได้สร้าง "ความสามารถในการถูกจ้างงาน" รูปแบบใหม่ที่ตีกรอบการพยาบาลให้เป็นแรงงานที่มีคุณค่านอกเหนือจากบริบทของโรงพยาบาลต่างประเทศ ความสามารถในการถูกจ้างงานแบบใหม่นี้รวมถึงการส่งบัณฑิตพยาบาลไปยังศูนย์สุขภาพในชนบท การเปลี่ยนทิศทางพวกเขาในแนวราบไปยังอุตสาหกรรมการจ้างเหมาบริการทางธุรกิจ (Business process outsourcing) หรือคอลเซ็นเตอร์ โดยเน้นย้ำแง่มุมด้าน "สุขภาพ" ของงาน (จึงเกิดการเติบโตของ "สารสนเทศด้านการดูแลสุขภาพ") และการส่งเสริมให้พวกเขาลงทุนในการฝึกอบรมและใบรับรองเพิ่มเติม การสร้างความหมายของทักษะใหม่เหล่านี้ถูกห่อหุ้มด้วยคำมั่นสัญญาที่ว่า ประสบการณ์การทำงานและการฝึกอบรมที่พวกเขาได้รับจะยังคงถูกนับรวมในความสามารถในการถูกจ้างงานในต่างประเทศในอนาคต

ประการที่สอง รัฐส่งเสริมการย้ายถิ่นของงานด้านการดูแลโดยใช้กลยุทธ์การจัดการแรงงานที่หยิบยืมภาษาของการ "คุ้มครอง" (Protection) หรือ "การดูแล" (Care) มาใช้ การสร้างทฤษฎีเรื่องวินัยของรัฐ (State discipline) ของ Parreñas (2021a) ให้มุมมองที่มีประโยชน์ในการถอดรหัสกลยุทธ์ "การดูแล" นี้ของรัฐ Parreñas ระบุรูปแบบการจัดการการย้ายถิ่นของแรงงานสองรูปแบบที่รัฐดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน โดยต่อยอดจากแนวคิดของ Foucault เธอแย้งว่าในด้านหนึ่ง รัฐใช้อำนาจ "ชีวอำนาจ" (Bio-power) เพื่อสร้างแรงงานที่สามารถแข่งขันได้แต่ว่านอนสอนง่าย ในขณะเดียวกัน รัฐก็ใช้ "อำนาจเชิงอภิบาล" (Pastoral power) โดยการจัดตั้งมาตรฐานแรงงานและนโยบายอื่น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าราษฎรของตนได้รับการดูแล Parreñas ยังระบุอีกว่า "อำนาจเชิงอภิบาลเป็นแรงผลักดันที่สร้างความชอบธรรมให้แก่ชีวอำนาจ" (2021a: 1061) ดังนั้น รัฐจึงส่งเสริมการย้ายถิ่นของแรงงานผ่านกลยุทธ์การจัดการที่ควบคู่กันระหว่างการควบคุมและการดูแลอย่างเมตตา

การศึกษาที่มุ่งเน้นการส่งออก (Export-oriented education)

โดยเฉพาะในกรณีของพยาบาล งานวิจัยที่ผ่านมาได้บันทึกว่าสถาบันการศึกษาที่รัฐกำกับดูแลมีบทบาทสำคัญในการรักษาอุปทานของพยาบาลที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในประเทศต้นทางปรับใช้กลยุทธ์เพื่อปรับตัวให้เข้ากับความต้องการแรงงานต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในการตรวจสอบกรณีของฟิลิปปินส์ Ortiga (2017) ใช้คำว่า "มหาวิทยาลัยที่ยืดหยุ่น" (Flexible university) เพื่ออธิบายวิธีที่สถาบันปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของบุคลากร ปรับโครงสร้างหน่วยงาน และจัดสรรพื้นที่ใหม่เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ผันผวน เธอเปรียบสถาบันเหล่านี้เหมือนโรงงานในกลุ่มประเทศโลกที่สามที่พยายามผลิต "บัณฑิตแบบทันเวลาพอดี" (Just-in-time production of graduates) สำหรับตลาดต่างประเทศ การฝึกอบรมพยาบาลในอินเดียก็เป็นกรณีคู่ขนานของการศึกษาที่ถักทอเข้ากับตลาดแรงงานโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ (Walton-Roberts, 2015)

เป้าหมายในการผลิตพยาบาลสำหรับตลาดต่างประเทศก่อให้เกิดความท้าทายในการฝึกฝนนักศึกษาให้ปฏิบัติงานการพยาบาลแบบ "โลกที่หนึ่ง" (First world) ในสถานบริการสุขภาพแบบ "โลกที่สาม" (Third world) (Ortiga, 2014) ในงานศึกษาโรงเรียนพยาบาลในฟิลิปปินส์ Ortiga และ Rivero (2019) แสดงให้เห็นว่า โรงพยาบาลรัฐในบริบทที่ด้อยพัฒนากว่าเหล่านี้กลับกลายเป็นสนามฝึกอบรมที่เข้าถึงได้ง่าย โดยมีความดาษดื่นของร่างกายที่เจ็บป่วย นิ่งเฉย และยอมจำนน ซึ่งเปิดโอกาสให้พยาบาลที่ปรารถนาจะย้ายถิ่นได้ขัดเกลาทักษะของตนอย่างเต็มที่ ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะยอมตามเนื่องจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการขาดโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ดีกว่า ดังนั้น ความไม่เท่าเทียมระดับโลกจึงฝังรากอยู่ในการผลิตกำลังแรงงานพยาบาลนั่นเอง การสร้างทักษะ (Skilling) ต้องอาศัยการฝึกฝนบนร่างกายที่ยากจนในประเทศที่อยู่ระดับล่างของลำดับชั้นโลก เพื่อที่จะมอบการดูแลที่ดีกว่าให้แก่ร่างกายที่ได้รับอภิสิทธิ์ในประเทศที่พัฒนาแล้ว (Ortiga and Rivero, 2019)

ความไม่เท่าเทียมที่เป็นลักษณะเฉพาะของระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแลเหล่านี้นำมาซึ่งความกังวลเรื่อง "สมองไหล" (Brain drain) หรือ "การสูญเสียการดูแล" (Care drain) หรือการสูญเสียแรงงานที่มีทักษะในภูมิภาคที่ด้อยพัฒนา ในอีกมุมหนึ่ง Ortiga (2018) แย้งว่าการศึกษาพยาบาลที่มุ่งเน้นการส่งออกมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดปัญหา "ขยะทางสมอง" (Brain waste) มากกว่าสมองไหล เมื่อพิจารณากรณีของฟิลิปปินส์ เธอสังเกตว่าการว่างงานและการทำงานต่ำกว่าระดับ (Underemployment) ทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากประเทศผลิตบัณฑิตพยาบาลจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ "กับดักการย้ายถิ่น" (Migration trap - การไม่สามารถจากไปได้เนื่องจากโอกาสในต่างประเทศที่ผันผวนและไม่แน่นอน) และ "กับดักโอกาส" (Opportunity trap - ความจำเป็นตลอดกาลในการสะสมวุฒิบัตรเพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดงาน)

สรุปย่อ

  •       การย้ายถิ่นของแรงงานทำงานบ้านมักได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งเป็นผู้ทำให้การย้ายถิ่นระดับโลกของแรงงานผู้ให้การดูแลกลายเป็นระบบเชิงสถาบัน
  •       รัฐส่งเสริมการย้ายถิ่นของงานด้านการดูแลผ่าน 3 วิธี ได้แก่ การสร้างและกำหนดรูปแบบโอกาสทางอาชีพในอุดมคติ; การจัดการแรงงานและเงื่อนไขแรงงานในลักษณะที่หยิบยืมวาทกรรมเรื่อง "การดูแล" หรือ "การคุ้มครอง" มาใช้; และการดึงสถาบันหรือตัวแสดงอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะในภาคการศึกษา

สรุปท้ายบท

บทนี้ได้หยิบยกวรรณกรรมจำนวนมากมาใช้เพื่อตรวจสอบว่า ระบบเศรษฐกิจแห่งการดูแล (Economies of care) ถูกฝังตัวอยู่ภายในและถูกผลิตซ้ำผ่านระบบการย้ายถิ่นระดับโลกอย่างไร แนวคิดเรื่องแรงงานเชิงผลิตซ้ำ (Reproductive labour) ซึ่งแตกต่างจากงานด้านการดูแล (Care work) ช่วยให้เราเข้าใจลำดับชั้นระดับโลกและระดับท้องถิ่น รวมถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal economic restructuring) ได้เปลี่ยนวิถีที่สตรีเข้าไปมีส่วนร่วมในแรงงานเชิงผลิตผลและแรงงานเชิงผลิตซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราได้แสดงให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจโลกแห่งการดูแลดำเนินไปอย่างไรผ่านการมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนงานพยาบาลและงานบ้านซึ่งมีความเป็นสตรีสูง (Feminised sectors) การปรับใช้แนวทางเส้นทางการย้ายถิ่น (Migration pathways approach) ทำให้เราได้เห็นถึงความหลากหลายของขั้นตอน การตัดสินใจ และสภาวะความไม่มั่นคง (Precarities) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของการพำนักเพื่อย้ายถิ่นของพยาบาลและแรงงานทำงานบ้าน เราได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางการวิเคราะห์นี้เป็นเลนส์ที่ช่วยให้ตรวจสอบประสบการณ์ของแรงงานย้ายถิ่นชั่วคราวได้ดียิ่งขึ้น และเป็นแบบจำลองที่ให้บทเรียนในการบูรณาการแนวทางแบบหลายระดับ (Multi-scalar approach)

การศึกษาการย้ายถิ่นของพยาบาลและแรงงานทำงานบ้านจากกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) แสดงให้เห็นว่า รัฐและสถาบันการศึกษาที่รัฐกำกับดูแลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการย้ายถิ่นของแรงงาน ทว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักจะตอกย้ำบทบาทและความคาดหมายทางเพศที่มีอยู่เดิม แทนที่จะเป็นการสร้างอำนาจ (Empowering) ให้แก่สตรี เมื่อโครงสร้างประชากรเข้าสู่ภาวะสูงวัยและการย้ายถิ่นทวีความเข้มข้นขึ้น ระบบเศรษฐกิจแห่งการดูแลย่อมมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในสังคมต่าง ๆ ทั่วโลก และการวิจัยในอนาคตจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่แนวโน้มที่กำลังปรากฏ เช่น การก้าวเข้าสู่ภาวะสูงวัยของแรงงานทำงานบ้านย้ายถิ่น และการทำให้แรงงานเชิงผลิตซ้ำกลายเป็นประเด็นทางการแพทย์ (Medicalisation of reproductive labour) ภายใต้งานวิจัยเหล่านี้ ประเด็นเรื่องภูมิศาสตร์โลกที่ไม่เท่าเทียมของการดูแลและงานด้านการดูแลจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น