สุขภาพและสุขภาวะ
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก David Conradson (2024) Health and wellbeing.In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.1137-1161. London: Routlege.
บทนำ
ในโลกปัจจุบัน
มีความผันแปรอย่างรุนแรงของสุขภาพในประชากรมนุษย์ ตัวอย่างเช่น
หากเราเปรียบเทียบระหว่างประเทศซูดาน (Sudan) และสวิตเซอร์แลนด์
(Switzerland) ในระดับประเทศ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในตัวชี้วัดด้านสุขภาพของประชากร
อาทิ อัตราการตายของทารก (infant mortality) อายุคาดเฉลี่ย (life
expectancy) โรคหัวใจ (heart disease) อุบัติการณ์ของโรคมะเร็ง
(cancer incidence) และอัตราการรอดชีวิต
ภายในประเทศเหล่านี้เองยังมีความผันแปรของผลลัพธ์ทางสุขภาพ (health
outcomes) ระหว่างภูมิภาค เมือง และย่านที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน
นอกจากความแปรผันของผลลัพธ์ทางสุขภาพแล้ว
ยังมีความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ในการจัดบริการทางสาธารณสุข (provision of
healthcare) อีกด้วย ในบางเมืองและบางหมู่บ้านของกลุ่มประเทศโลกส่วนใหญ่
(Majority World) มีบริการด้านสุขภาพที่จัดตั้งโดยส่วนรวมเพียงน้อยนิดหรืออาจไม่มีเลย
ในทางตรงกันข้าม มีพื้นที่หลายแห่งในกลุ่มประเทศโลกส่วนน้อย (Minority
World) ที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์และศัลยกรรมที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งรวมถึงพันธุกรรมบำบัด (gene therapies) และนวัตกรรมทางสุขภาพขั้นสูงอื่น
ๆ
การสืบสอบทางภูมิศาสตร์
(Geographical
enquiry) สามารถช่วยให้เราเข้าใจภูมิทัศน์ที่ไม่เท่าเทียมของผลลัพธ์ทางสุขภาพและการจัดบริการทางสาธารณสุขเหล่านี้ได้
ในขั้นต้น
นักภูมิศาสตร์ตระหนักว่าสถานที่ซึ่งผู้คนอยู่อาศัยนั้นเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้พวกเขาได้รับคุณภาพของอากาศ
อาหาร น้ำ และที่อยู่อาศัยในระดับที่แน่นอน ตลอดจนโอกาสเฉพาะด้านในการจ้างงาน
ชุมชนและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การพักผ่อน และนันทนาการ ปัจจัยเชิงบริบท (contextual
factors) ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
และปัจจัยเหล่านี้เองยังสะท้อนถึงระบบการเมืองและเศรษฐกิจในวงกว้าง
รวมถึงหลักปรัชญาที่หล่อหลอมระบบเหล่านั้น (Bambra, 2018)
ในฐานะที่เป็นบทนำสู่ทัศนะทางภูมิศาสตร์ว่าด้วยเรื่องสุขภาพและสุขภาวะ
บทนี้จะทบทวนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันสามส่วน ส่วนแรกคือ นิเวศวิทยาของโรค (disease
ecology) ซึ่งจะมีการสำรวจโดยอ้างอิงถึงโรคที่มีน้ำเป็นสื่อ (waterborne
disease) ในประเทศบังกลาเทศ (Bangladesh) ส่วนที่สองเกี่ยวข้องกับสุขภาพและสถานที่
(health and place) โดยจะมีการพิจารณาในเรื่อง
พื้นที่สีเขียว (greenspace) พื้นที่สีฟ้า (bluespace)
และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อภาวะโรคอ้วน (obesogenic
environments) เนื้อหาส่วนที่สามคือ
ภูมิศาสตร์วิพากษ์ว่าด้วยสุขภาวะ (critical geographies of wellbeing) ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์โครงการริเริ่มด้านสุขภาวะของรัฐบาล
ตลอดจนการตรวจสอบสภาพแวดล้อมและแนวปฏิบัติที่มุ่งส่งเสริมสุขภาวะ ภูมิทัศน์บำบัด (therapeutic
landscapes) รวมถึงภูมิปัญญาและกรอบแนวคิดของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง
(Indigenous knowledges and frameworks)
งานวิจัยทางภูมิศาสตร์ว่าด้วยเรื่องสุขภาพและสุขภาวะ (Geographical work on health and wellbeing)
ในภาพรวมกว้าง
ๆ
เราสามารถจำแนกองค์ความรู้ทางวิชาการด้านภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวกับสุขภาพและสุขภาวะออกได้เป็น
3 กลุ่มงานวิจัย กลุ่มแรกคือ ภูมิศาสตร์การแพทย์ (medical
geography) ซึ่งก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในช่วงทศวรรษ 1960 โดยมุ่งเน้นความสนใจแบบสอบคล้องในสองด้าน คือ
"นิเวศวิทยาของโรค" (disease ecology) และการกระจายตัวของบริการทางสุขภาพ
(Mayer, 1982, Meade and Emch, 2011, Moon, 2020) โดยนิเวศวิทยาของโรคให้ความสำคัญกับการระบุปัจจัยกำหนดทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม
(biological and environmental determinants) ที่มีผลต่ออุบัติการณ์ของโรคและการดำเนินไปของโรค
(May, 1958, Learmonth, 1988) งานวิจัยในสาขานี้ได้ทำการวิเคราะห์อุบัติการณ์และการแพร่กระจายเชิงพื้นที่
(spatial diffusion) ของโรคติดต่อ อาทิ มาลาเรีย (malaria)
อหิวาตกโรค (cholera) ไข้หวัดใหญ่ (influenza)
ฝีดาษ (smallpox) เอชไอวี (HIV) และโควิด-19 (COVID-19) ซึ่งนักภูมิศาสตร์การแพทย์บางท่านได้นำผลการวิจัยไปใช้เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติทางสุขภาพ
ขณะที่งานวิจัยด้านบริการทางสุขภาพจะทำการตรวจสอบการกระจายเชิงพื้นที่ของสถานบริการสาธารณสุข
เช่น คลินิกแพทย์และโรงพยาบาล รวมถึงพิจารณาว่าความผันแปรในการจัดบริการทางสาธารณสุขนั้นส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพในท้องถิ่นอย่างไร
(เช่น การคัดกรองโรคมะเร็งบางชนิดที่จำกัด
อาจนำไปสู่การวินิจฉัยโรคที่ล่าช้าหรือไม่ได้รับการวินิจฉัยเลย
ซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการรอดชีวิตของบุคคล) (Joseph and Phillips, 1984,
Ricketts, 2010, Cloutier and Brendle-Moczuk, 2019)
กลุ่มงานวิจัยที่สอง
ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม ภูมิศาสตร์สุขภาพ (health geography) อุบัติขึ้นในช่วงทศวรรษ
1990
ในฐานะส่วนหนึ่งของการตอบโต้อย่างมีวิพากษ์ต่อภูมิศาสตร์การแพทย์ (Kearns,
1993, 1995, Kearns and Moon, 2002, Moon, 2020) โดยมีการโต้แย้งว่านักภูมิศาสตร์ควรให้ความสำคัญกับคุณลักษณะของ
"สถานที่" ที่เกื้อหนุนต่อสุขภาพ
มากกว่าที่จะมุ่งเน้นไปที่ตัวโรคและความเจ็บป่วยเพียงอย่างเดียวหรือเป็นหลัก (Kearns,
1993, 1995) นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ
(qualitative methods) ควบคู่ไปกับเชิงปริมาณ (quantitative
methods) และสร้างความเชื่อมโยงกับทฤษฎีทางสังคม (social
theory) ให้โดยตรงมากยิ่งขึ้น (Gesler and Kearns, 2002,
Moon, 2020) แม้ว่าข้อวิพากษ์นี้จะไม่ได้รับการตอบรับอย่างเป็นสากลในทุกกลุ่ม
แต่แรงกระตุ้นให้หันมาสนใจความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพและสถานที่ (health and
place) อย่างจริงจังนี้ ก็นำไปสู่ขอบข่ายการสืบสอบใหม่ ๆ มากมาย
รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพในระดับย่านที่อยู่อาศัยและระดับเมือง
ตลอดจนการสำรวจเรื่องภูมิทัศน์บำบัด พื้นที่สีเขียว และพื้นที่สีฟ้า
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ได้เกิดกระแสงานวิจัยทางภูมิศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่ทำการตรวจสอบ สุขภาวะ (wellbeing) ในเชิงวิพากษ์ ทั้งในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ในตัวเอง
และในฐานะที่เป็นจุดสนใจของความใส่ใจทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจในร่วมสมัย (Kearns
and Andrews, 2010, Atkinson et al., 2012, Smith and Reid, 2018) นักวิจัยได้ทำการตรวจสอบโครงการริเริ่มด้านสุขภาวะของรัฐบาล
(เช่น Atkinson, 2021) สำรวจสภาพแวดล้อมและแนวปฏิบัติที่มุ่งส่งเสริมสุขภาวะ
(เช่น Lea, 2008, Philo et al., 2015, Smith, 2021) และพัฒนากรอบแนวคิดใหม่
ๆ ในการนิยามความหมายของสุขภาวะ (เช่น Fleuret and Atkinson, 2007, Andrews
and Rishworth, 2023) องค์ความรู้เหล่านี้ได้รับการหล่อหลอมจากการเชื่อมโยงกับแนวคิดสตรีนิยม
(feminist thought) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการพิจารณาในเรื่องร่างกายและอารมณ์ความรู้สึก
รวมถึงความสนใจในทัศนะเชิงกระบวนการ (processual perspectives) ทฤษฎีอวัจนภาพ (non-representational theory) และสสารนิยมเชิงชีวิต
(vital materialism) (เช่น Andrews, 2018, 2019,
2020) ตลอดจนการให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาและแนวปฏิบัติทางสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง
(เช่น Wilson and Young, 2008)
ปัจจุบันยังคงมีการวิจัยที่สำคัญดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในแต่ละด้านของงานภูมิศาสตร์ว่าด้วยสุขภาพและสุขภาวะทั้งสามนี้ ตลอดจนมีการปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะของงานวิจัยเหล่านี้ เนื้อหาในส่วนถัดไปจะพิจารณาตัวอย่างงานวิจัยทางภูมิศาสตร์ในด้านนิเวศวิทยาของโรค สุขภาพและสถานที่ และสุขภาวะตามลำดับ
นิเวศวิทยาของโรคร่วมสมัย: คุณภาพน้ำในประเทศบังกลาเทศ (Contemporary disease ecology: water quality in Bangladesh)
การเข้าถึงน้ำสะอาดเพื่อการบริโภค
การชำระล้าง และการประกอบอาหาร เป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อสุขภาพของมนุษย์
ในขณะที่ประชากรจำนวนมากในกลุ่มประเทศโลกส่วนน้อย (Minority World) สามารถเข้าถึงน้ำที่ค่อนข้างสะอาดและดื่มได้จากก๊อกน้ำภายในที่พักอาศัย
แต่ประชากรหลายล้านคนในกลุ่มประเทศโลกส่วนใหญ่ (Majority World) กลับไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าว พวกเขาจำเป็นต้องตักน้ำจากบ่อน้ำ
หรือจากลำธาร แม่น้ำ ทะเลสาบ และหนองบึงแทน
ในภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นหรือพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขาภิบาล (sanitation
infrastructure) จำกัด
แหล่งน้ำผิวดินเหล่านี้อาจเกิดการปนเปื้อนจากของเสียของมนุษย์และสัตว์
ผู้ที่ดื่มน้ำจากแหล่งเหล่านี้จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆ เช่น อหิวาตกโรค (cholera)
โรคบิด (dysentery) และไข้ไทฟอยด์ (typhoid)
โรคอุจจาระร่วงเหล่านี้ถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ
โดยมีการคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยสูงถึง 2 พันล้านรายต่อปี
ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของเด็กประมาณ 1.5 ล้านคนในแต่ละปี
อันที่จริง โรคอุจจาระร่วงเป็นสาเหตุหลักของการตายและการเจ็บป่วยของเด็กทั่วโลก
ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าตกใจอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าโรคเหล่านี้เป็นโรคที่สามารถรักษาและป้องกันได้
ประเทศหนึ่งที่โรคอุจจาระร่วงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งคือ ประเทศบังกลาเทศ (Bangladesh) เนื่องจากระบบสุขาภิบาลยังคงมีการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึง และแหล่งน้ำผิวดินมีแนวโน้มที่จะปนเปื้อนจากของเสียของมนุษย์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการบรรเทาปัญหานี้ จึงมีการขุดเจาะบ่อน้ำตื้น (shallow domestic wells) ประมาณ 10 ล้านบ่อ ซึ่งโดยทั่วไปมีความลึกน้อยกว่า 45 เมตร ทั่วประเทศนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เพื่อให้สามารถดึงน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำ (aquifers) ใต้ดินขึ้นมาใช้ได้ (ภาพที่ 60.1) ปัจจุบัน ครัวเรือนในบังกลาเทศกว่าร้อยละ 90 ได้รับน้ำจากบ่อน้ำตื้นเหล่านี้ และการใช้บ่อน้ำดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญในการลดโรคอุจจาระร่วงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา (Escamilla et al., 2011)
ภาพที่
60.1 การตักน้ำจากบ่อน้ำบาดาลแบบท่อระดับตื้นในประเทศบังกลาเทศ
ที่มา: เครดิตภาพ: © Alamy/Piyas Biswas/SOPA Images/ZUMA Wire
อย่างไรก็ตาม
ในทศวรรษ 1990 พบว่าบ่อน้ำตื้นจำนวนมากมีการปนเปื้อนของสารหนู (arsenic) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในระดับที่อันตราย (van Geen et al., 2011) องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเกณฑ์จำกัดการได้รับสารหนูไว้ที่ไม่เกิน
10 ไมโครกรัมต่อลิตร (10μg/l) แต่พบว่าประชากรบังกลาเทศประมาณหนึ่งในสามดื่มน้ำที่มีสารหนูเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานของประเทศตนเองที่กำหนดไว้ที่
50 ไมโครกรัมต่อลิตร (50μg/l) การได้รับสารหนูในระดับดังกล่าวเป็นที่ทราบกันดีว่าก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
(cardiovascular disease) รวมถึงโรคมะเร็งปอด ตับ
และกระเพาะปัสสาวะ (Escamilla et al., 2011) จึงเกิดความกังวลอย่างกว้างขวางว่า
วิธีการแก้ปัญหาโรคอุจจาระร่วงด้วยบ่อน้ำตื้นนั้น
ได้สร้างปัญหาสุขภาพที่สำคัญอีกประการหนึ่งขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
แม้ว่าจะเป็นปัญหาที่มักจะปรากฏผลในระยะยาวก็ตาม
การตอบสนองของชุมชนคือการติดตั้งบ่อบาดาลระดับลึก
(deep
wells) ซึ่งโดยทั่วไปมีความลึกมากกว่า 150
เมตร
เพื่อดึงน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินส่วนที่ปลอดภัยจากการปนเปื้อนของทั้งสารหนูและเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูล
(faecal contamination) บ่อบาดาลเหล่านี้มีการติดตั้งไปแล้วประมาณ
165,000 บ่อทั่วบังกลาเทศนับตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากบ่อบาดาลระดับลึกมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาในการติดตั้งมากกว่าบ่อน้ำตื้น
จึงมีครัวเรือนเพียงส่วนน้อยที่สามารถจ่ายได้ ด้วยเหตุนี้
บ่อเหล่านี้จึงมักถูกตั้งไว้ในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน
เพื่อให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงได้มากที่สุด
เพื่อตรวจสอบผลกระทบทางสุขภาพของบ่อบาดาลระดับลึกเหล่านี้ในบังกลาเทศ
นักภูมิศาสตร์ได้ทำการศึกษาว่าการได้รับเชื้อก่อโรคทางจุลชีววิทยา (microbial
pathogens) (เช่น เชื้ออีโคไล (Escherichia coli), โรตาไวรัส (rotavirus), เชื้อชิเกลลา (Shigella))
และสารหนู มีความผันแปรตามประเภทและความลึกของบ่ออย่างไร (Emch,
1999, Escamilla et al., 2011, van Geen et al., 2011, Wu et al., 2011a, 2011b,
Goel et al., 2019) พื้นที่หนึ่งที่ดำเนินการศึกษานี้คือ มัตลับ (Matlab)
ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทอยู่ห่างจากกรุงธากา (Dhaka) เมืองหลวง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 50
กิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่บ้านกว่า 100 แห่ง
และมีประชากรรวมประมาณ 220,000 คน
ที่นี่นักวิจัยได้ตรวจสอบว่าคุณภาพน้ำได้รับผลกระทบอย่างไรจากประเภทและความลึกของบ่อ
รวมถึงกระบวนการทางสิ่งแวดล้อมและชีวภาพ (เช่น
การซึมผ่านของน้ำและการไหลเวียนภายในชั้นหินอุ้มน้ำ, ความสามารถของแบคทีเรียอย่างอีโคไลในการอยู่รอดในตะกอนใต้ดิน,
การปนเปื้อนเป็นครั้งคราวของบ่อน้ำบางแห่งจากการไหลเข้าของน้ำผิวดินในช่วงน้ำท่วม)
นอกจากนี้
ปัจจัยทางวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อการใช้เทคโนโลยีบ่อน้ำและการศึกษาเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านสุขาภิบาลก็เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเช่นกัน
การศึกษาที่สำคัญชิ้นหนึ่งพบว่า
ในกลุ่มครัวเรือนที่ใช้น้ำจากบ่อบาดาลระดับลึก อัตราการเกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กมีระดับต่ำกว่าครัวเรือนที่ใช้บ่อน้ำตื้นเกือบครึ่งหนึ่ง
(Escamilla
et al., 2011) สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าบ่อบาดาลระดับลึกไม่เพียงแต่ช่วยลดการได้รับสารหนูเท่านั้น
แต่ยังลดการได้รับเชื้อก่อโรคทางจุลชีววิทยาที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ตามที่ได้ระบุไว้ บ่อบาดาลระดับลึกนั้นมีราคาแพง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับบ่อน้ำตื้นที่แต่ละครัวเรือนเคยสามารถออกทุนเองได้
ความสามารถของครัวเรือนและชุมชนในการจัดหาทรัพยากรสำหรับบ่อบาดาลระดับลึกเพิ่มเติม
จึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐของบังกลาเทศและพันธมิตรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
ความท้าทายเพิ่มเติมสำหรับครัวเรือนในบังกลาเทศในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาคือ
ความถี่ที่เพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ฝนตกหนักรุนแรง (high-intensity rainfall events)
ซึ่งเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (global
climate change) (Wu et al., 2014) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมือง
เหตุการณ์ฝนตกหนักเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมขังบนผิวดินเพิ่มขึ้น
ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงของการปนเปื้อนในน้ำผิวดินสูงขึ้นตามไปด้วย ในบางกรณี
น้ำท่วมที่ปนเปื้อนได้ซึมเข้าสู่บ่อน้ำบาดาลแบบท่อระดับตื้นที่ไม่มีการป้องกัน
ทำให้ครัวเรือนเสี่ยงต่ออหิวาตกโรคและโรคที่มีน้ำเป็นสื่ออื่น ๆ เพิ่มขึ้น
การศึกษาปรากฏการณ์เหล่านี้ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของการวิจัยนิเวศวิทยาของโรค
ที่พิจารณาถึงผลกระทบในระดับภูมิภาคจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอย่างจริงจัง
ในประเทศบังกลาเทศ ซึ่งหนึ่งในผลกระทบดังกล่าวคือเหตุการณ์ฝนตกหนักที่เพิ่มขึ้น
นักวิจัยได้ทำการตรวจสอบผลที่ตามมาของฝนที่ตกลงมานี้ต่อการเกิดน้ำท่วมผิวดินและการนำพาเชื้อก่อโรคที่มีน้ำเป็นสื่อเข้าสู่ชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดิน
งานวิจัยในบังกลาเทศนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะหลายประการของนิเวศวิทยาของโรคร่วมสมัย เป้าหมายโดยรวมคือการทำความเข้าใจว่าปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและสังคมส่งผลต่อโรคในสถานที่หรือภูมิภาคเฉพาะเจาะจงอย่างไร ดังเช่นกรณีนี้ การศึกษานิเวศวิทยาของโรคมักดำเนินการโดยทีมสหวิทยาการ โดยอาศัยการสังเกตการณ์และการตรวจวัดในภาคสนาม ตลอดจนข้อมูลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการรวบรวมไว้ก่อนหน้า ในการวิจัยนิเวศวิทยาของโรคร่วมสมัย ยังมีการนำภูมิสารสนเทศศาสตร์ (Geographic Information Science - GIS) และเทคนิคการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (spatial analytical techniques) มาใช้อย่างแพร่หลาย (เช่น Faruque, 2022, Laituri et al., 2022) เมื่อมีการพัฒนาข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินการและนโยบายในอนาคต นักวิจัยด้านนิเวศวิทยาของโรคมักจะพยายามพิจารณาถึงพลวัตทางวัฒนธรรม สังคม และการเมืองในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่มัตลับ มีการยอมรับถึงความยากลำบากในการขุดบ่อบาดาลระดับลึกเพิ่มเติมในสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรจำกัด แม้ว่าบ่อเหล่านี้จะเป็นกลยุทธ์การบรรเทาปัญหาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้นก็ตาม
สรุปย่อ
- นิเวศวิทยาของโรคร่วมสมัยพิจารณาว่าปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและสังคมส่งผลต่อการเกิดขึ้นและการแพร่กระจายของโรคในสถานที่เฉพาะเจาะจงอย่างไร งานวิจัยนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความพยายามระดับโลกในการต่อสู้และกำจัดโรคติดเชื้อ
- การวิจัยด้านนิเวศวิทยาของโรคมักดำเนินการในรูปแบบทีมสหวิทยาการ ซึ่งอาจประกอบด้วยนักภูมิศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ นักระบาดวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข วิศวกร และนักนิเวศวิทยา ข้อมูลและวิธีการที่ใช้นั้นมักจะมีลักษณะเชิงปริมาณ และอาจใช้เทคนิคการวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศ (geospatial analysis) เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างโรคและปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
สุขภาพและสถานที่: พื้นที่สีเขียว พื้นที่สีฟ้า และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อภาวะโรคอ้วน (Health and place: greenspace, bluespace and obesogenic environments)
ในหลายประเทศมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของผลลัพธ์ทางสุขภาพระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองและย่านที่อยู่อาศัยที่ต่างกัน
(Kawachi
and Berkman, 2003) ความผันแปรทางภูมิศาสตร์ของผลลัพธ์ทางสุขภาพส่วนหนึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างใน
องค์ประกอบของประชากรในท้องถิ่น (composition of local populations) ซึ่งรวมถึงสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม อายุ และชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตาม
ยังมีการสังเกตพบ อิทธิพลเชิงพื้นที่หรือเชิงบริบท (place-based or
contextual effects) โดยพบว่าผู้คนในพื้นที่ที่เสียเปรียบมักจะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่แย่กว่าผู้คนในพื้นที่ที่มั่งคั่งกว่า
แม้จะนำปัจจัยด้านองค์ประกอบทางประชากรมาพิจารณาแล้วก็ตาม (Diez Roux,
2001, Macintyre et al., 2002, Kawachi and Berkman, 2003, Bambra, 2018)
อิทธิพลเชิงบริบทหรือเชิงพื้นที่เหล่านี้เกิดจากผลกระทบของสิ่งแวดล้อมทางสังคม สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (built environments) และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อมทางสังคม อาจส่งผลต่อพฤติกรรมทางสุขภาพในหลายทาง เนื่องจากผู้คนอาจปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร ระดับกิจกรรมทางกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา ตามบรรทัดฐานทางพฤติกรรมและวัฒนธรรมของคนรอบข้าง ขณะที่ลักษณะของ สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง สามารถส่งผลต่อสุขภาพได้ผ่านผลกระทบต่อระดับกิจกรรมทางกาย การสัมผัสมลพิษในสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลกระทบในการกระตุ้นหรือลดทอนความเครียด เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สถานที่ซึ่งบุคคลอาศัยอยู่จะมีความสัมพันธ์กับโอกาสในการเกิดโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคหัวใจขาดเลือด (coronary heart disease) (Ellaway and Macintyre, 2010)
นักวิจัยมักสนใจที่จะแยกอิทธิพลของสถานที่ที่มีต่อสุขภาพออกจากอิทธิพลของลักษณะประชากรหรือองค์ประกอบของประชากร
นอกจากนี้ การศึกษายังพยายามระบุ เส้นทางที่เป็นเหตุเป็นผล (causal
pathways) ซึ่งแง่มุมเฉพาะของสิ่งแวดล้อมทางสังคม
สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง หรือสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติสามารถส่งผลต่อสุขภาพได้
หากสามารถระบุความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเฉพาะ (เช่น
การมีอยู่ของ "ร้านอาหาร" ฟาสต์ฟู้ด) พฤติกรรมทางสุขภาพเฉพาะ (เช่น
การซื้อและรับประทานอาหารที่มีแคลอรีสูงแต่คุณค่าทางโภชนาการต่ำ)
และผลลัพธ์ทางสุขภาพ (เช่น โรคอ้วน)
สิ่งนี้จะช่วยสร้างรากฐานที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นสำหรับการแทรกแซงเพื่อส่งเสริมสุขภาพเฉพาะด้าน
(เช่น การเปลี่ยนกฎหมายการวางผังเมืองในท้องถิ่น
เพื่อทำให้ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดดำเนินกิจการใกล้เขตที่อยู่อาศัยหรือโรงเรียนได้ยากขึ้น)
(Lake et al., 2010)
ลักษณะหนึ่งของเมืองและย่านที่อยู่อาศัยที่ดึงดูดความสนใจจากนักวิจัยด้านสุขภาพในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ การมีอยู่ของ "พื้นที่สีเขียว" (greenspace) ในความหมายของสวนสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้และพื้นที่อื่น ๆ ที่มีพืชพรรณปกคลุม (Bell et al., 2014, Foley, 2018) (ภาพที่ 60.2) Groenwegen และคณะ (2006) เรียกพื้นที่สีเขียวอย่างเห็นภาพพจน์ว่าเป็น "วิตามินจี" (vitamin G) โดยอ้างถึงการศึกษาที่เชื่อมโยงการเข้าถึงและความใกล้ชิดกับพื้นที่สีเขียวว่าช่วยให้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงสุขภาพจิตดีขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Maas et al., 2008, Maas et al., 2009) งานวิจัยในยุคแรกในด้านนี้เสนอว่า เพียงแค่การได้มองเห็นพื้นที่สีเขียว โดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้นจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่จริงหรือไม่ ก็สามารถส่งเสริมการผ่อนคลายทางจิตและบรรเทาความเครียดได้ (Ulrich, 1984) นอกจากนี้ยังมีการสังเกตพบผลกระทบทางสุขภาพเชิงบวกที่เป็นอิสระจากการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวในหลายพื้นที่ (Sugiyama et al., 2008) แม้ว่าความเข้มข้นของผลกระทบนี้จะแตกต่างกันไปตามปัจจัยทางสังคมและภูมิศาสตร์ (Maas et al., 2006)
ภาพที่
60.2 พื้นที่สีเขียวในเขตเมืองในเมืองบาร์เซโลนา (Barcelona)
ที่มา: เครดิตภาพ: Eric Fisher/Wikimedia Creative Commons
ในประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างเนเธอร์แลนด์
(Netherlands)
ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างพื้นที่สีเขียวและสุขภาพจะปรากฏชัดเจนที่สุดในกลุ่มเยาวชน
ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ (Maas et al., 2006) กลุ่มคนเหล่านี้อาจมีแนวโน้มที่จะใช้พื้นที่สีเขียวมากกว่า
หรือบางทีพวกเขาอาจมีศักยภาพที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้งานมากที่สุด
ไม่ว่าในกรณีใด การค้นพบนี้สอดคล้องกับการสังเกตของ Macintyre และคณะ (2002) ที่ว่าอิทธิพลเชิงพื้นที่ต่อสุขภาพมักจะเข้มข้นที่สุดในกลุ่มทางสังคมเฉพาะมากกว่าที่จะเหมือนกันสำหรับสมาชิกทุกคนในประชากร
ส่วนในนิวซีแลนด์ (New Zealand) ซึ่งความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยมักจะต่ำกว่าในเนเธอร์แลนด์มาก
ผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาพของพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองกลับมีความชัดเจน้อยกว่า (Richardson
et al., 2010) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองมีความแตกต่างจากสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยทั่วไปในนิวซีแลนด์เพียงเล็กน้อย
เนื่องจากบ้านหลายหลังมีพื้นที่ว่างและสวนล้อมรอบ และเมืองต่าง ๆ ก็มีความ
"เขียว" ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล
จากการต่อยอดงานวิจัยเรื่องพื้นที่สีเขียว
นักภูมิศาสตร์สุขภาพจำนวนหนึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้หันความสนใจไปที่
พื้นที่สีฟ้า (bluespace)
(Foley and Kistemann, 2015) โดย Foley (2018: 251) เขียนไว้ว่า พื้นที่สีฟ้า
"โดยกว้างขวางหมายถึงขอบเขตของพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่ที่สร้างขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำ
รวมถึงทะเลสาบ แม่น้ำ ทะเล อ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำขังอื่น ๆ"
บางคนสัมผัสได้ว่าสภาพแวดล้อมทางน้ำเหล่านี้ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย ซึ่งอาจเป็นผลจากการจุ่มตัวในน้ำผ่านกิจกรรมต่าง
ๆ เช่น การว่ายน้ำและการพายเรือ และช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาวะทางจิต
งานวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สีฟ้ามีนัยสำคัญต่อการวางผังเมือง
เนื่องจากชี้ให้เห็นว่าเมืองต่าง ๆ ควรได้รับการออกแบบหรือ (re)developed พัฒนาใหม่เพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทั้งสีเขียวและสีฟ้าเพิ่มมากขึ้น
เพื่อส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะ (Foley, 2018, Kent and Thompson, 2019)
ในแง่ของอิทธิพลเชิงพื้นที่ที่เป็นเชิงบวกน้อยกว่า นักภูมิศาสตร์สุขภาพยังได้ระบุถึงลักษณะบางประการของเมืองและย่านที่อยู่อาศัยที่สามารถนำไปสู่โรคอ้วนได้ (Pearce and Witten, 2010) แม้ว่าปัจจัยทางพันธุกรรมและการรับประทานอาหารจะมีบทบาทต่อโรคอ้วน แต่ลักษณะของบางสภาพแวดล้อมทำให้สิ่งเหล่านั้นอาจกลายเป็น สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อภาวะโรคอ้วน (obesogenic environments) หรือสภาพแวดล้อมที่สร้างภาวะโรคอ้วน (Lake et al., 2010) ตัวอย่างเช่น ความหนาแน่นต่ำของเมืองหลายแห่งในอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ถูกระบุว่าเป็นปัญหาในแง่นี้ เนื่องจากเป็นการส่งเสริมให้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากกว่าการคมนาคมขนส่งในรูปแบบที่ต้องใช้แรงกาย (active transport) เช่น การเดินและการปั่นจักรยาน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ นักผังเมืองในหลายเมืองกำลังพยายามส่งเสริมการขนส่งที่ใช้แรงกายเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งคือการนำโครงสร้างพื้นฐานอย่างเลนจักรยานเฉพาะทาง (dedicated bike lanes) มาใช้ (ภาพที่ 60.3) การแทรกแซงในสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเหล่านี้ในบางครั้งอาจดำเนินควบคู่ไปกับมาตรการทางสาธารณสุขที่มุ่งลดการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงและผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างมาก
ภาพที่
60.3 เลนจักรยานในเมืองบอสตัน (Boston) ประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่มา:
เครดิตภาพ: Adam
Coppola
- ทั่วโลกมีความผันแปรอย่างมีนัยสำคัญของสุขภาพประชากรและอายุคาดเฉลี่ยระหว่างสถานที่ต่าง ๆ ความผันแปรเหล่านี้ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงองค์ประกอบทางประชากรของประชากรในท้องถิ่น แต่ลักษณะทางกายภาพ สังคม และลักษณะที่สร้างขึ้นของสถานที่ก็เป็นอิทธิพลที่สำคัญต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน
- พื้นที่สีเขียวและพื้นที่สีฟ้าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าส่งเสริมสุขภาพ แม้ว่าความสำคัญของพื้นที่เหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามสถานที่และกลุ่มทางสังคมที่ต่างกัน พื้นที่สีเขียวถูกมองว่าส่งเสริมสุขภาพเนื่องจากมีศักยภาพในการอำนวยความสะดวกในกิจกรรมทางกาย เปิดโอกาสให้มีการปฏิสัมพันธ์และความเชื่อมโยงทางสังคม ลดความเครียด และเพิ่มการผ่อนคลายทางจิต
- งานวิจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อภาวะโรคอ้วนได้เน้นย้ำถึงผลกระทบทางสุขภาพในเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากเมืองที่มีความหนาแน่นต่ำและรูปแบบการทำงานที่ต้องนั่งอยู่กับที่ (sedentary forms of work) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มักจะลดระดับกิจกรรมทางกาย เพื่อตอบสนองต่อสิ่งนี้ จึงมีความพยายามในหลายเมืองที่จะส่งเสริมรูปแบบการเคลื่อนที่ในเมืองที่ต้องใช้แรงกายมากขึ้น เช่น การเดินและการปั่นจักรยาน โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่งใหม่ ๆ
สุขภาวะ: โครงการริเริ่มของรัฐบาล สภาพแวดล้อมและแนวปฏิบัติ และภูมิปัญญาพื้นเมือง (Wellbeing: government initiatives, settings and practices, Indigenous knowledges)
องค์ความรู้ทางวิชาการด้านภูมิศาสตร์กลุ่มที่สามและมีความเป็นปัจจุบันมากกว่า
คือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเติบโตทางวิชาการและการเมืองในเรื่องของ สุขภาวะ (wellbeing) จากคำนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO, 1948) สุขภาวะในงานเขียนนี้ถูกทำความเข้าใจอย่างกว้างขวางว่าไม่ใช่เพียงแค่การปราศจากโรค
แต่หมายถึงการมีสุขภาพทางกาย จิตใจ และสังคมที่สมบูรณ์
แม้ว่าการศึกษาเรื่องสุขภาวะในทางภูมิศาสตร์ของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษจะย้อนกลับไปได้ถึงงานวิจัยเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางสังคมเชิงพื้นที่
(territorial social indicators) ในทศวรรษ 1970
(Conradson, 2016) แต่การศึกษาในยุคปัจจุบันมีลักษณะเฉพาะบางประการ
ประการแรก
คือการตรวจสอบอย่างมีวิพากษ์ต่อความสนใจของรัฐบาลในกลุ่มประเทศตะวันตกหลายแห่ง
อาทิ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แคนาดา และนิวซีแลนด์
ที่กำหนดให้สุขภาวะเป็นเป้าหมายหลักของนโยบายสาธารณะ
ในการตอกย้ำความสำคัญของความรับผิดชอบส่วนบุคคลและการริเริ่มด้วยตนเอง กรอบแนวคิดด้านสุขภาวะของรัฐบาลบางแห่งมีความคล้ายคลึงกับการสร้างนิยาม
"ปัจเจกบุคคลที่บรรลุศักยภาพแห่งตน" (self-actualising subject) ตามแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (neoliberal) ซึ่งเป็นการลดทอนความสำคัญของการสนับสนุนทางสังคมและทรัพยากรส่วนรวมในการเอื้ออำนวยให้เกิดสุขภาวะ
(Atkinson, 2017, 2021)
ประการที่สอง
นักภูมิศาสตร์ได้ทำการตรวจสอบสภาพแวดล้อมและแนวปฏิบัติที่มุ่งหวังจะส่งเสริมสุขภาวะ
โดยมีโครงการวิจัยที่ครอบคลุมกิจกรรมร่วมสมัย เช่น โยคะ (เช่น Hoyez, 2007,
Philo et al., 2015, Eagar and Kearns, 2022) การเจริญสติ (mindfulness)
(เช่น Whitehead et al., 2016) และการเดิน
(เช่น Doughty, 2013) การศึกษาจำนวนมากเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ
ความตระหนักรู้ผ่านร่างกาย (embodiment) โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดสตรีนิยมและสสารนิยมเชิงชีวิต
และทำการสืบสวนประสบการณ์ที่มีชีวิต (lived experience) เชิงอัตวิสัยของแนวปฏิบัติทางสุขภาวะนั้น
ๆ นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงกับสาขามานุษยวิทยาการแพทย์ (medical
humanities) (Alan, 2019) โดยอาศัยความสนใจในเรื่องประสบการณ์ที่มีชีวิตต่อสุขภาพและความเจ็บป่วย
(เช่น de Leeuw et al., 2018) และสุดท้าย
นักภูมิศาสตร์ได้ให้ความสำคัญกับความผันแปรเชิงพื้นที่ของสุขภาวะทั้งภายในและระหว่างสถานที่
ซึ่งเป็นการนำมุมมองเชิงพื้นที่ที่โดดเด่นเข้าสู่ขอบข่ายการวิจัยสุขภาวะแบบสหวิทยาการ
(Searle et al., 2021)
เมื่อ Gesler (1992) ได้พัฒนาแนวคิดเรื่อง ภูมิทัศน์บำบัด (therapeutic landscape) เป็นครั้งแรก
เขาได้สืบสวนสถานที่ที่มีชื่อเสียงมายาวนานในด้านการรักษาและการเสริมสร้างสุขภาพ
พื้นที่เหล่านี้รวมถึงเมืองบาธ (Bath) ในอังกฤษที่มีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ
และเอพิดอรัส (Epidaurus) ในกรีซ
ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งการรักษาที่ได้รับการเคารพนับถือในโลกยุคคลาสสิก Gesler
ตรวจสอบว่ามิติทางสิ่งแวดล้อม สังคม
และสัญลักษณ์ของสถานที่ดังกล่าวมาบรรจบกันอย่างไรเพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดสุขภาวะเชิงอัตวิสัยสำหรับผู้ที่มาเยือน
นับตั้งแต่งานเริ่มต้นของ Gesler นักภูมิศาสตร์จำนวนมากได้นำแนวคิดภูมิทัศน์บำบัดมาประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอด
โดยงานวิจัยได้ครอบคลุมไปถึงสิ่งแวดล้อมประเภทภูเขาและป่าไม้
พื้นที่ชายฝั่งและทะเลสาบ ตลอดจนสถานที่แสวงบุญและสถานที่พักผ่อนทางจิตวิญญาณ (Williams,
2007)
แม้ว่าองค์ความรู้ในยุคแรกเกี่ยวกับภูมิทัศน์บำบัดมักจะมุ่งเน้นไปที่สถานที่ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว
แต่งานวิจัยร่วมสมัยในปัจจุบันได้ครอบคลุมไปถึงสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน (everyday
settings) ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะ (Finlay, 2018) ซึ่งรวมถึงสวนในบ้าน สวนสาธารณะในเมือง จุดกางเต็นท์ ชายหาด
และบ้านเรือนของผู้คน โดยมีการพิจารณาทั้งมิติทางกายภาพ เสมือนจริง
และมิติแห่งจินตนาการของสิ่งแวดล้อมเหล่านี้
ในทางตรงกันข้ามกับวิธีการเชิงปริมาณและการวิเคราะห์ทางสถิติที่ใช้ในภูมิศาสตร์การแพทย์และภูมิศาสตร์สุขภาพบางแขนง
นักวิจัยด้านภูมิทัศน์บำบัดมักใช้วิธีการเชิงคุณภาพเพื่อสำรวจว่าสภาพแวดล้อมเหล่านี้สามารถส่งเสริมสุขภาวะเชิงอัตวิสัยได้อย่างไร
(Williams, 2009, Bell et al., 2018) อย่างไรก็ตาม
ด้วยความแพร่หลายของอุปกรณ์ที่รองรับ GPS เช่น
สมาร์ทโฟนและนาฬิกาสปอร์ต ในปัจจุบันจึงมีความเป็นไปได้ใหม่ ๆ
ในการติดตามผลกระทบทางสรีรวิทยาจากการใช้เวลาในสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์เหล่านี้ (Bell
et al., 2015)
เมื่อตรวจสอบว่าสภาพแวดล้อมและแนวปฏิบัติเฉพาะด้านมุ่งเอื้ออำนวยต่อสุขภาวะอย่างไร
ในบางครั้งนักวิจัยได้พบกับโลกทัศน์ที่อยู่นอกเหนือบรรทัดฐานของเวชศาสตร์ชีวภาพตะวันตก
(Western
biomedicine) ในโลกตะวันตก การแพทย์เสริมและการแพทย์ทางเลือก (complementary
and alternative medicine) มีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่นี้ (Andrews
et al., 2004) ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของโยคะและฝังเข็ม
แนวปฏิบัติทางสุขภาพเหล่านี้มักทำงานบนแนวคิดแบบบูรณาการของ ร่างกาย-จิตใจ (bodymind)
ซึ่งแตกต่างจากวิชาการแพทย์ตะวันตกกระแสหลัก โดยอาจมีการตั้งสมมติฐานถึงการมีอยู่ของพลังงานในรูปแบบต่าง
ๆ ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น
ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์แต่ไม่สามารถรับรู้ได้ผ่านการทดสอบและเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ตะวันโตกในปัจจุบัน
ต้นกำเนิดของความเจ็บป่วยจึงอาจถูกทำความเข้าใจในแง่มุมที่แตกต่างจากคำอธิบายมาตรฐานทางเวชศาสตร์ชีวภาพเรื่องสารพิษ
ไวรัส แบคทีเรีย และกระบวนการอักเสบ แต่จะพิจารณาปรากฏการณ์ที่หลากหลายแทน เช่น
ความขัดแย้งในครอบครัว เส้นเมอริเดียนของพลังงาน (energy meridians) แนวคิดเรื่อง "คำสาป" และกิจกรรมของสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้
ปัจจุบันมีนักภูมิศาสตร์จำนวนมากกำลังศึกษาร่วมกับภูมิปัญญาและแนวปฏิบัติทางสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นในรัฐอาณานิคมของผู้ตั้งถิ่นฐาน (settler colonial states) เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์ (เช่น Panelli and Tipa, 2007, Wilson and Young, 2008, Gall et al., 2021) หรือในกลุ่มประเทศโลกส่วนใหญ่ เช่น กานา (เช่น Hausermann, 2021) ในประเทศเอาเตอารัว นิวซีแลนด์ (Aotearoa New Zealand) แบบจำลอง เท วาเร ตาปา วา (Te Whare Tapa Whā) เป็นแบบจำลองสุขภาวะพื้นเมืองที่เป็นที่รู้จักกันดี (Durie, 1994) ซึ่งพัฒนาโดยเซอร์เมสัน ดูรี (Sir Mason Durie) จิตแพทย์และนักวิชาการชาวมาอรีที่มีชื่อเสียง แบบจำลองนี้เน้นย้ำถึงลักษณะหลายมิติของสุขภาวะ โดยนำเสนอผ่านภาพเชิงสัญลักษณ์เป็น บ้านที่มีผนังสีด้าน ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของมิติทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิตวิญญาณของชีวิต ซึ่งทั้งหมดถือเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการอุบัติขึ้นของสุขภาวะทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม (ภาพที่ 60.4)
ภาพที่
60.4 เท วาเร ตาปา วา (Te Whare Tapa Whā)
ที่มา: เครดิตภาพ: Nick Brennan ปรับปรุงจาก Sir Mason Durie
ในแบบจำลอง เท วาเร ตาปา วา ความสำคัญของความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับสถานที่นั้นแสดงผ่านการอ้างถึง เฟนูอา (whenua) หรือแผ่นดิน ซึ่งถูกวางไว้ในตำแหน่งฐานรากใต้ตัวบ้าน สำหรับชาวมาอรีและชนพื้นเมืองอื่น ๆ จำนวนมาก ความเชื่อมโยงกับแผ่นดินถูกรบกวนอย่างรุนแรงจากการล่าอาณานิคม ในแบบจำลองสุขภาวะของชาวมาอรี การสร้างความเข้มแข็งให้กับความเชื่อมโยงที่ชนเผ่าท้องถิ่นมีต่อแผ่นดินและสถานที่จึงมักเป็นปัจจัยหลักและเป็นเป้าหมายสำคัญ (Panelli and Tipa, 2007) แผ่นดินสามารถเป็นแหล่งอาหาร น้ำ และทรัพยากรทางวัตถุอื่น ๆ ที่สำคัญสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต ทั้งยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับความรู้สึกเป็นเจ้าของ (belonging) และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Yates, 2021, Yates et al., 2023)
สรุปย่อ
- งานวิจัยทางภูมิศาสตร์ร่วมสมัยเกี่ยวกับสุขภาวะประกอบด้วย การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อโครงการริเริ่มด้านสุขภาวะของรัฐบาล การสำรวจสภาพแวดล้อมและแนวปฏิบัติที่มุ่งส่งเสริมสุขภาวะ การพัฒนากรอบแนวคิดเรื่องภูมิทัศน์บำบัด และการตรวจสอบความผันแปรเชิงพื้นที่ของสุขภาวะภายในและระหว่างสถานที่
- แนวคิดเรื่องภูมิทัศน์บำบัดซึ่งอุบัติขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ
1990
ได้กลายเป็นจุดเน้นที่สำคัญของการวิจัยทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับสุขภาพและสุขภาวะ
การศึกษาจำนวนมากได้ใช้กรอบแนวคิดของ Gesler เพื่อตรวจสอบมิติทางกายภาพ
สังคม และสัญลักษณ์ของสถานที่ซึ่งผู้คนบางกลุ่มสัมผัสได้ว่าช่วยเสริมสร้างสุขภาพ
งานวิจัยเกี่ยวกับภูมิทัศน์บำบัดในช่วงหลังได้ขยายขอบเขตจากสถานที่ที่พิเศษเฉพาะตัวไปสู่การพิจารณาสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันที่ส่งเสริมสุขภาวะ
- ในทางตรงกันข้ามกับแนวทางทางเวชศาสตร์ชีวภาพ แนวปฏิบัติทางการแพทย์เสริมและการแพทย์ทางเลือกมักให้ความสำคัญกับลักษณะที่บูรณาการเข้าด้วยกันของร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ยังอาจทำงานภายใต้โลกทัศน์ที่ยอมรับและมุ่งหวังที่จะส่งผลต่อกิจกรรมของสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้และพลังงานต่าง ๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของมนุษย์
- แบบจำลองสุขภาวะของชนพื้นเมือง เช่น เท วาเร ตาปา วา ในประเทศเอาเตอารัว นิวซีแลนด์ มักจะมีแนวคิดหลายมิติต่อปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพและสุขภาวะ (เช่น มิติทางกาย ทางจิต/จิตวิทยา ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ)
สรุปท้ายบท
เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่นักภูมิศาสตร์ได้ทำการสืบสวนแง่มุมต่าง
ๆ ของสุขภาพและสุขภาวะ โดยการแสดงออกในยุคแรกเริ่มของงานแขนงนี้คือ
ภูมิศาสตร์การแพทย์ (medical
geography) ซึ่งมุ่งเน้นความสนใจแบบสอบคล้องในเรื่องนิเวศวิทยาของโรคและบริการทางสุขภาพ
ต่อมาในทศวรรษ 1990
การประเมินเชิงวิพากษ์ต่อภูมิศาสตร์การแพทย์ที่มุ่งเน้นเพียงความเจ็บป่วย
ได้นำไปสู่การพัฒนา ภูมิศาสตร์สุขภาพ (health geography) ซึ่งโดดเด่นด้วยความใส่ใจในเรื่องสุขภาพและสถานที่
(health and place) การเปิดรับวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ
และการเชื่อมโยงที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นกับทฤษฎีทางสังคม
ส่วนขอบข่ายที่สามและมีความเป็นปัจจุบันมากกว่าของการสืบสอบทางภูมิศาสตร์
คือการตรวจสอบ สุขภาวะ (wellbeing) ในเชิงวิพากษ์
งานวิจัยนี้รวมถึงการวิเคราะห์โครงการริเริ่มด้านสุขภาวะของรัฐบาล
สภาพแวดล้อมและแนวปฏิบัติที่มุ่งส่งเสริมสุขภาวะ ภูมิทัศน์บำบัด (therapeutic
landscapes) และแบบจำลองสุขภาพและสุขภาวะของชนพื้นเมือง (Indigenous
models)
กลุ่มงานวิจัยทั้งสามนี้ต่างอยู่ภายใต้การพัฒนาและวิวัฒนาการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
งานศึกษาภายในแขนงเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่อันหลากหลายทั้งในกลุ่มประเทศโลกส่วนใหญ่
(Majority
World) และโลกส่วนน้อย (Minority World) โดยมีการใช้วิธีการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่หลากหลาย
ตลอดจนหยิบยกเครื่องมือวิเคราะห์และเทคนิคจากภูมิสารสนเทศศาสตร์ (geospatial
science) มาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม
การทำความเข้าใจว่าสุขภาพและสถานที่ถักทอเข้าด้วยกันอย่างไรยังคงเป็นภารกิจสำคัญสำหรับนักภูมิศาสตร์
และยังมีหัวข้อวิจัยที่สำคัญอีกมากมายที่รอการศึกษาในอนาคต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น