หน้าเว็บ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 45

การคิดทบทวนใหม่เกี่ยวกับการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (Rethinking environmental governance)

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Meg Parsons และ Melissa Nursey-Bray(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.

บทนำ

นักภูมิศาสตร์มนุษย์ (Human geographers) อยู่ในระดับแนวหน้าของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิธีการที่มนุษย์พยายามจะปกครองและจัดการสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งรวมถึงผืนดินและแหล่งน้ำ ชายฝั่งและมหาสมุทร ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วย พืช สัตว์ แร่ธาตุ และน้ำจืด กลุ่มเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ (Indigenous voices) จำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ กำลังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานะที่ย่ำแย่ลงของแม่น้ำบรรพบุรุษ ซึ่งพวกเขามองว่ามีความเชื่อมโยงกับวิธีการบริหารจัดการน้ำแบบตะวันตก (Western ways of governing water) กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วโลกได้ปกครองดูแลผืนดินและแหล่งน้ำของตนมาเป็นเวลาหลายศตวรรษหรือหลายสหัสวรรษก่อนการเข้ามาของการล่าอาณานิคม (Colonisation) แม้ว่าระบบการปกครองของกลุ่มชาติพันธุ์จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและถูกขัดขวางโดยระบอบอาณานิคมและรูปแบบการปกครองแบบอาณานิคม (Colonial forms of governance) อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาติพันธุ์ยังคงรักษาองค์ความรู้และแนวทางการปกครองของตนไว้ผ่านประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral histories) เรื่องราว และการปฏิบัติจริงในพื้นที่ในการปฏิสัมพันธ์และดูแลรักษาอาณาเขตบรรพบุรุษของตน

กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วโลกกำลังพยายามอย่างแข็งขันที่จะอนุรักษ์หรือรื้อฟื้นระบบการปกครองของกลุ่มชาติพันธุ์ (Indigenous governance systems) เหนือผืนดินและแหล่งน้ำบรรพบุรุษของตน ซึ่งรวมถึงสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการที่ผู้คนจะมีปฏิสัมพันธ์ การใช้ประโยชน์ และการจัดการแม่น้ำของพวกเขา ในบทนี้ เราจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญบางประการที่ปรากฏขึ้นในการธรรมาภิบาลและการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental governance and management) โดยมุ่งเน้นไปที่การธรรมาภิบาลน้ำจืดของกลุ่มชาติพันธุ์ (Indigenous freshwater governance) ซึ่งครอบคลุมถึงการเป็นผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมโดยกลุ่มชาติพันธุ์ (Indigenous environmental guardianship) ผลกระทบของลัทธิอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน (Settler colonialism) ที่มีต่อแม่น้ำ และข้อตกลงใหม่ๆ ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และประเทศผู้ตั้งถิ่นฐาน (Indigenous-settler nations’ arrangements) เพื่อแบ่งปันอำนาจในการปกครองดูแลแม่น้ำ

ความเข้าใจที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และแหล่งน้ำ

ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (Environmental governance) มีขอบเขตกว้างไกลกว่าเพียงเรื่องของรัฐบาล โดยรวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคม และวิธีที่ความสัมพันธ์เหล่านั้นส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจ หากกล่าวอย่างง่ายที่สุด ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมหมายถึงระบบที่ควบคุมการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการใช้ประโยชน์ การปกป้อง และการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยมีกฎหมายเฉพาะและข้อตกลงเชิงสถาบัน (Institutional arrangements) เป็นตัวช่วยกำหนดกฎเกณฑ์ภายใต้การตัดสินใจ การวางแผน และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับวิธีที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับผืนดิน แม่น้ำ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ทั้งนี้ วิธีการที่สิ่งแวดล้อมแต่ละประเภทถูกปกครองและจัดการมักสะท้อนให้เห็นว่าสังคมนั้น ๆ หรือกลุ่มทางสังคมที่มีอำนาจนำ (Dominant social group) ภายในสังคมดังกล่าว มีความรับรู้ต่อโลกของตนอย่างไร รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับโลกอย่างไรด้วย บทนี้จะแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเหล่านี้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้นโดยใช้กรณีศึกษาที่มุ่งเน้นเรื่อง "น้ำ"

แนวทางการธรรมาภิบาลและการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบจารีต (Conventional environment governance and management approaches) มีรากฐานมาจากวิถีแบบตะวันตก ทั้งในด้านการดำรงอยู่และความเข้าใจต่อธรรมชาติของความจริง (ความเป็นจริงวิทยา หรือ Ontology) วิธีการแห่งความรู้ (ญาณวิทยา หรือ Epistemologies) และการปฏิบัติ (ระเบียบวิธีวิจัย หรือ Methodologies) โดยความเป็นจริงวิทยา ญาณวิทยา และระเบียบวิธีวิจัยแบบตะวันตกนั้น ตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานที่ว่ามนุษย์มีสิทธิโดยกำเนิดที่จะเป็นผู้สั่งการและควบคุม "ธรรมชาติ" (ดูภาพประกอบที่ 45.1) ในวัฒนธรรมตะวันตก สิ่งแวดล้อมถูกสร้างมโนทัศน์ให้ประกอบไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ หรือสสารที่มนุษย์สามารถแสวงหาประโยชน์เพื่อผลกำไรทางเศรษฐกิจได้ เช่น น้ำจืด ป่าไม้ ชนิดพันธุ์ปลา และแร่ธาตุ จุดเน้นของธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมแบบตะวันตกจึงอยู่ที่ข้อตกลงเชิงสถาบันที่กำหนดว่าใครสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเฉพาะเจาะจงนั้น ๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็น "ระบบทรัพยากร" (Resource systems) รวมถึงการจัดการการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของผู้ใช้ทรัพยากร (ดูภาพประกอบที่ 45.1)

ภาพประกอบที่ 45.1 ธรรมาภิบาลและการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบตะวันตก – หลักการสำคัญ

ที่มา: เครดิตภาพ: เม็ก พาร์สันส์ (Meg Parsons)

มีความแตกต่างที่สำคัญในวิธีที่วัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์สร้างมโนทัศน์เกี่ยวกับผืนดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ (ดูภาพประกอบที่ 45.1 และ 45.2) ซึ่งส่งผลต่อวิธีที่วัฒนธรรมที่แตกต่างกันเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม อันรวมไปถึงวิธีที่พวกเขาปกครองและจัดการระบบแม่น้ำ ก่อนที่เราจะดำเนินการอภิปรายเกี่ยวกับธรรมาภิบาลน้ำจืดของกลุ่มชาติพันธุ์ เราเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสรุปภาพรวมโดยสังเขปเกี่ยวกับความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างแนวทางการธรรมาภิบาลและการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบตะวันตกและแบบกลุ่มชาติพันธุ์ แม้เราจะตระหนักดีว่ามีความหลากหลายทางภาษา การเมือง และสังคมวัฒนธรรมอย่างยิ่งทั้งภายในและระหว่างสังคมกลุ่มชาติพันธุ์ เช่นเดียวกับที่มีในสังคมที่ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ แต่กระนั้นก็ยังมีลักษณะร่วมบางประการภายในหมวดหมู่กว้าง ๆ ของคำว่า "กลุ่มชาติพันธุ์" (Indigenous) และ "ตะวันตก" (Western) ที่สะท้อนถึงวิธีที่พวกเขารับรู้น้ำ รวมถึงวิธีที่พวกเขาปกครอง จัดการ และใช้น้ำ

ภาพประกอบที่ 45.2 ธรรมาภิบาลและการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบกลุ่มชาติพันธุ์ – หลักการสำคัญ

ที่มา: เครดิตภาพ: เม็ก พาร์สันส์ (Meg Parsons)

โลกทัศน์ด้านน้ำของกลุ่มชาติพันธุ์: ความเป็นจริงวิทยาที่เน้นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ (Indigenous water worlds: a relational kin-centric ontology) 

ลักษณะร่วมประการหนึ่งของความเป็นจริงวิทยาของกลุ่มชาติพันธุ์ (Indigenous ontologies) คือการให้ความสำคัญกับ "ความสัมพันธ์เชิงระบบ" (Relationality) ซึ่งสรรพสิ่งในโลกล้วนดำรงอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในขณะที่ความเป็นจริงวิทยาและญาณวิทยาแบบตะวันตกเน้นการแบ่งแยกสรรพสิ่งออกจากกัน (วัฒนธรรมและธรรมชาติ, พืชและสัตว์, แม่น้ำและมหาสมุทร, ผืนดินและแหล่งน้ำ, สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต) แต่ความเป็นจริงวิทยาของกลุ่มชาติพันธุ์มองว่าทุกสิ่งถักทอเข้าด้วยกัน มีความเชื่อมโยงมากกว่าการแบ่งแยก และตั้งอยู่บนพื้นฐานความผูกพันกับแหล่งน้ำของตน ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ทะเลสาบ ลำธาร หรือมหาสมุทร รวมถึงผืนดิน บรรพบุรุษ และคนรุ่นอนาคต ทั้งนี้ ความสัมพันธ์เชิงระบบมิได้ปฏิเสธบทบาทการกระทำ (Agency) ของตัวแสดงปัจเจกบุคคล หากแต่เข้าใจว่าองคภาวะ (Entities) ทั้งที่เป็นมนุษย์และมากกว่ามนุษย์ (More-than-human) ล้วนเป็นรูปธรรมของการรวมสรรพสิ่งและดำรงอยู่ในวงโคจรแห่งความสัมพันธ์ ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์เหล่านี้มิได้เป็นไปในเชิงบวกเสมอไป (Todd, 2014; Parsons and Fisher, 2020) เช่นเดียวกับญาติที่เป็นมนุษย์ ญาติที่เป็นสายน้ำก็มิได้ใจดีหรือมีพฤติกรรมเรียบร้อยเสมอไป ตัวอย่างเช่น แม่น้ำสามารถเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิต แต่ก็สามารถสร้างความเสียหายหรือพรากชีวิตไปได้เช่นกัน (Parsons et al., 2021)

ตัวอย่างหนึ่งของวิถีคิดแบบกลุ่มชาติพันธุ์และความเกี่ยวข้องกับแม่น้ำมาจากบ้านเกิดของเม็ก (Meg) ในประเทศเอาเทียโรอา นิวซีแลนด์ (Aotearoa New Zealand) (ต่อจากนี้จะเรียกว่า เอาเทียโรอา) สำหรับชาวมาวรี (Māori) โลกซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม "เต เอโอ มาวรี" (Te Ao Māori - โลกของชาวมาวรี) ตั้งอยู่บนรากฐานของระบบเครือญาติหรือครอบครัวที่พึ่งพาอาศัยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และองคภาวะที่มากกว่ามนุษย์ (ซึ่งรวมถึงพืช สัตว์ หิน ภูเขา มหาสมุทร และแม่น้ำ) ชาวมาวรีเชื่อมโยงตนเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมผ่านลำดับพงศาวลี (Whakapapa) ที่ผูกพันกับกลุ่มครอบครัวเฉพาะ (Whānau) กลุ่มตระกูลย่อย (Hapū) และกลุ่มเผ่า (Iwi) ตลอดจนผืนดินและแหล่งน้ำบรรพบุรุษ (ที่รู้จักกันในนาม Rohe) ซึ่งรวมถึงแม่น้ำ (Awa) และภูเขา (Maunga) เฉพาะแห่ง ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นบรรพบุรุษ (Tupuna) ที่พวกเขาต้องดูแลและแสดงความเคารพ ภายใต้โลกทัศน์แบบ เต เอโอ มาวรี แม่น้ำมีชีวิตด้วยพลังชีวิต (Life force) ของตนเอง เต็มไปด้วยพลังงานและจิตวิญญาณ แม่น้ำคือสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งเหนือธรรมชาติ และเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มเผ่าเฉพาะ หลักการสำคัญประการหนึ่งของระบบกฎหมายมาวรีที่เรียกว่า "ติกางา มาวรี" (Tikanga Māori) คือเรื่องการเป็นผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเรียกว่า "ไกเตียกิตางา" (Kaitiakitanga) โดยที่แต่ละเผ่า ตระกูลย่อย และครอบครัว มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำหน้าที่เป็น "ไกเตียกิ" (Kaitiaki) ซึ่งหมายถึงผู้พิทักษ์ผืนดินและแหล่งน้ำบรรพบุรุษ ไกเตียกิถูกคาดหวังให้ตัดสินใจเกี่ยวกับการปกครองผืนดินและแหล่งน้ำของตน และดำเนินการจัดการในเชิงปฏิบัติเพื่อปกป้องแม่น้ำ ตามหลักความเป็นจริงวิทยาที่เน้นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ พวกเขาจึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลแม่น้ำอย่างแข็งขัน ประหนึ่งการดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เป็นมนุษย์ (Parsons et al., 2021)

กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ก็เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และสรรพสิ่งที่มากกว่ามนุษย์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และกำหนดให้แม่น้ำเป็นสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น แอน โพเอลินา (Anne Poelina) นักวิชาการกลุ่มชาติพันธุ์ (จากกลุ่ม First Peoples Nyikina Warrwa) (Poelina et al., 2019) ระบุว่า กลุ่ม First Peoples Nyikina และ Mangala ในภูมิภาคคิมเบอร์ลีย์ตะวันตกของออสเตรเลีย มองว่าแม่น้ำมาร์ดูวาร์รา (Mardoowarra) และลำน้ำสาขาทั้งหมด:

เปรียบเสมือนบรรพบุรุษที่มีชีวิต [ศักดิ์สิทธิ์] (พญานาคสีรุ้ง - Rainbow Serpent) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงท้องทะเล มี "พลังชีวิต" และแก่นแท้ทางจิตวิญญาณของตนเอง เป็น "แม่น้ำแห่งชีวิต" และมีสิทธิในการดำรงชีวิต

(RiverOfLife et al., 2021: 40)

ในออสเตรเลียตะวันตกเช่นกัน องค์กรวาราลากู อะบอริจินัล (Walalakoo Aboriginal Corporation - WAC) ได้รณรงค์เพื่อการปกป้องระบบ "น้ำที่มีชีวิต" (Living Water) ทั้งระบบ (รวมถึงลำน้ำสาขา พื้นที่ชุ่มน้ำ น้ำพุ และชั้นหินอุ้มน้ำ) และการรับรองกฎหมายของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นฐานสำหรับข้อตกลงการร่วมธรรมาภิบาลแม่น้ำ (River co-governance) รูปแบบใหม่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม First Peoples วาราลากู เช่นเดียวกับชาวมาวรี สร้างมโนทัศน์ว่าแม่น้ำเป็นพื้นที่ที่ถักทอเข้าด้วยกัน มีชีวิต มีความรู้สึก และดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้และยั่งยืนกับมนุษย์และสรรพสิ่งที่มากกว่ามนุษย์ ดังนั้น น้ำและการดูแลน้ำจึงเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ คุณค่า และวิถีแห่งการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ การเข้าถึง การใช้ประโยชน์ และการปกป้องน้ำจึงเกี่ยวข้องทั้งในด้านสิทธิและความรับผิดชอบ

วิถีการมองโลกและแม่น้ำของกลุ่มชาติพันธุ์มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากวิถีแบบตะวันตก (ดูภาพประกอบที่ 45.2) สำหรับวัฒนธรรมตะวันตก รวมถึงวัฒนธรรมผู้ตั้งถิ่นฐานผิวขาวในประเทศอย่างเอาเทียโรอา สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย แม่น้ำถูกมองว่าเป็นทรัพยากรที่ไม่มีชีวิตหรือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมนุษย์สามารถแสวงหาประโยชน์ เป็นเจ้าของ ขาย และควบคุมได้ หรือที่เรียกว่า "แนวคิดแบบสั่งการและควบคุม" (Command-and-control mentality) ความเสื่อมโทรมของน้ำจืดมักถูกอธิบายโดยนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่รัฐแบบตะวันตกเพียงในแง่ของกิจกรรมหรือผลลัพธ์เฉพาะเจาะจงที่สามารถวัดค่าได้และสอดคล้องกับมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ความเสื่อมโทรมของแม่น้ำและแหล่งน้ำอื่นๆ นั้นครอบคลุมเกินกว่าการอธิบายเชิงปริมาณและตัวเลข แต่มองว่าเป็น "การโจมตีทางกายภาพและทางจิตวิญญาณต่อความเป็นตัวตน" (Physical and spiritual attack on one’s selfhood) (Parsons et al., 2021) และเชื่อมโยงกับลัทธิอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน รวมถึงวิธีการปกครองและจัดการแม่น้ำที่ไม่ยั่งยืนและขาดจริยธรรม (Wilson et al., 2019) สุภาษิตมาวรีที่แพร่หลายช่วยตอกย้ำวิถีคิดนี้ต่อความเสื่อมโทรมของน้ำจืดว่า: "ทำร้ายแม่น้ำ ก็เท่ากับทำร้ายบรรพบุรุษของข้าพเจ้า" ... "หากแม่น้ำกำลังจะตาย ข้าพเจ้าก็กำลังจะตายเช่นกัน" (Hikuroa et al., 2021: 73)

สรุปย่อ

  •       ความเป็นจริงวิทยาของกลุ่มชาติพันธุ์เกี่ยวกับธรรมชาตินั้นแตกต่างจากความเข้าใจแบบตะวันตก โดยเน้นที่ความสัมพันธ์เชิงระบบ (Relational) ซึ่งมองว่าทุกสรรพสิ่ง ทั้งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ล้วนเชื่อมโยงถึงกัน
  •       ชาวมาวรีและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ สร้างมโนทัศน์ว่าแม่น้ำคือญาติที่มีชีวิตและมีพลังชีวิตของตนเอง
  •       ความแตกต่างเหล่านี้ส่งผลให้การตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อมโดยนักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายแบบตะวันตก ถูกจัดการในฐานะกระบวนการเชิงปริมาณ วัดผลได้ และขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์
  •       ความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำถูกมองโดยชาวมาวรีว่าเป็นการโจมตีทางจิตวิญญาณต่อความเป็นตัวตนของพวกเขา

รัฐเจ้าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานและลัทธิอาณานิคมทางน้ำ (Settler-colonial states and water colonialism)

ลัทธิอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน (Settler-colonialism) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการธรรมาภิบาลน้ำ ลัทธิอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐานเป็นรูปแบบเฉพาะของการขยายอำนาจที่ยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน โดยเกี่ยวข้องกับการที่มหาอำนาจอาณานิคมพยายามขับไล่และเข้าแทนที่ประชากรดั้งเดิม กลุ่มชาติพันธุ์หรือชนเผ่าพื้นเมือง (First Nations) ของดินแดนที่ถูกยึดครองด้วยสังคมใหม่ที่ประกอบด้วย "ผู้ตั้งถิ่นฐาน" (Settlers) ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นระบบที่ลดคุณค่า กีดกัน และละเลยองค์ความรู้รวมถึงวิถีการปกครองและจัดการผืนดินและแหล่งน้ำของกลุ่มชาติพันธุ์ (Berry and Jackson, 2018; Parsons et al., 2021) ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ลัทธิอาณานิคมทางน้ำ" (Water colonisation) (Berry and Jackson, 2018) ในระบบนี้ น้ำจืดจะถูกจัดสรรเพื่อประโยชน์ของ "พลเมืองน้ำผิวขาว" (White water citizens) (Berry and Jackson, 2018) เป็นหลัก โดยแลกกับความสูญเสียของกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ซึ่งสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำจืดได้ยากลำบากขึ้น (ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม) รวมถึงการไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัยในบางส่วนของประเทศแคนาดาและออสเตรเลีย (Wilson et al., 2018)

ในลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย คือ ลุ่มน้ำเมอร์เรย์-ดาร์ลิง (Murray Darling Basin) กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับส่วนแบ่งน้ำจากรัฐบาลผู้ตั้งถิ่นฐานเพียงจำนวนน้อยในฐานะส่วนหนึ่งของตลาดซื้อขายน้ำ ในขณะที่ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย การ "ยึดครองทรัพยากรน้ำ" (Water grabs) ที่ได้รับการรับรองโดยรัฐเจ้าอาณานิคมยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งเป็นการปฏิเสธสิทธิในน้ำของกลุ่มชาติพันธุ์ (Hartwig et al., 2022) สำหรับในประเทศเอาเทียโรอา นิวซีแลนด์ รัฐบาลอาณานิคมยังคงละเลยกฎหมายของชาวมาวรีที่ว่าด้วยวิธีการรักษาสุขภาวะของน้ำ (ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ) ตัวอย่างเช่น รัฐบาลท้องถิ่นของเอาเทียโรอายังคงปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดไม่เพียงพอลงสู่แม่น้ำ ทะเลสาบ และท่าเรือโดยตรง แม้ว่าการปฏิบัติเช่นนั้นจะละเมิดกฎหมายของชาวมาวรี ซึ่งระบุว่าน้ำทั้งหมดที่ปนเปื้อนด้วยของเสียจากมนุษย์จำเป็นต้องถูกปล่อยลงสู่ผืนดินเพื่อให้ดินช่วยฟอกให้บริสุทธิ์ (Parsons et al., 2021)

ระบบกฎหมายของเจ้าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานจึงล้มเหลวในการอนุญาตและบังคับใช้สิทธิในน้ำ สิทธิอันพึงมี และพันธกรณีของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกเกี่ยวกับน้ำและกฎหมายของเจ้าอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเป็นเจ้าของและการจัดสรรน้ำในฐานะ "ทรัพยากร" มากกว่าการทำความเข้าใจน้ำในฐานะสิ่งมีชีวิต และทำให้ความรู้รวมถึงกฎหมายของกลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็นเรื่องรอง การขาดความสามารถในการใช้กฎหมาย การขาดอำนาจตัดสินใจ และการไม่ได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับแหล่งน้ำจืดของตนเองอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งความเจ็บปวดที่ยังคงดำเนินอยู่สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ และก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางน้ำ (Water insecurity) ตลอดจนสุขภาวะที่ย่ำแย่ลงทั้งของแม่น้ำและผู้คน (Wilson et al., 2019) กลุ่มชาติพันธุ์ถูกบังคับให้ต้องเจรจากับหน่วยงานรัฐจำนวนมากรวมถึงตัวแสดงภาคเอกชน (เช่น บริษัทพลังงาน ผู้ทำการชลประทาน และชาวประมงเชิงพาณิชย์) เพื่อพยายามให้แน่ใจว่าความรู้ กฎหมาย และลำดับความสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์จะถูกนำไปพิจารณาในการตัดสินใจเกี่ยวกับแม่น้ำบรรพบุรุษของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ประเทศอาณานิคมยังคงปฏิบัติกับน้ำเสมือนทรัพยากรที่สามารถและควรจะถูกจัดการเพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุดแก่ผู้คน (โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ทรัพยากรที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐาน) โดยภาพรวม สังคมเจ้าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานมักยังคงไม่เต็มใจที่จะยอมรับวิถีการมองน้ำของกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีนั้นถักทอเข้ากับมนุษย์อย่างจริงจัง

วิธีหนึ่งที่สังคมเจ้าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานและหน่วยงานธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมใช้ลดคุณค่าของกลุ่มชาติพันธุ์ คือการปฏิบัติกับพวกเขาในฐานะ "กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" (Stakeholder group) คำว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหมายถึงบุคคลหรือกลุ่มใด ๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการหาประโยชน์และการใช้ประโยชน์จากระบบทรัพยากร (แม่น้ำ) หรือหน่วยทรัพยากร (น้ำหรือปลา) รัฐบาลส่วนใหญ่ยังคงปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก เช่น ชาวประมง ผู้ทำการชลประทาน เกษตรกร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และบริษัทพลังงาน ซึ่งรัฐบาลจะเข้าไปปรึกษาหารือเกี่ยวกับนโยบาย แผนงาน และโครงการด้านน้ำจืด กลุ่มชาติพันธุ์โต้แย้งว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่พวกเขาคือ "ชาติพันธุ์" (Indigenous nations) สิทธิในการตัดสินใจและความรับผิดชอบในการเป็นผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นมีมากกว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมาก และได้รับการยอมรับภายใต้ข้อตกลงทางกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายระดับชาติต่าง ๆ (Wilson, 2020; Parsons et al., 2021) จึงมีความจำเป็นต้องเกิด "การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์" (Paradigm shift) เพื่อให้เกิดการถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคม (Decolonisation) ของการธรรมาภิบาลและการจัดการน้ำจืด เพื่อไม่เพียงแต่จะรับรองความรู้และผลประโยชน์ในน้ำของกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังต้องให้อำนาจแก่กลุ่มชาติพันธุ์ในการบังคับใช้ความเป็นจริงวิทยาและญาณวิทยาของพวกเขา ซึ่งรวมถึงความรู้ แนวทางการปกครอง การจัดการ และกฎหมายของพวกเขาด้วย สิ่งนี้ครอบคลุมถึงการสร้างข้อตกลงเชิงสถาบันรูปแบบใหม่ที่กลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมหรือเป็นผู้นำในการตัดสินใจเกี่ยวกับแม่น้ำของตน การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสร้างแนวทางในการแก้ไขความไม่ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำทางสังคมทั้งในอดีตและปัจจุบันที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องประสบ ในขณะที่กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานเองก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างมากจากมุมมองของกลุ่มชาติพันธุ์เกี่ยวกับการธรรมาภิบาลและการจัดการน้ำ

สรุปย่อ

  •       ระบบการจัดการน้ำในปัจจุบันถูกขัดขวางโดยผลกระทบจากลัทธิอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน ซึ่งก่อให้เกิดลัทธิอาณานิคมทางน้ำ
  •       จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในเชิงนโยบายเพื่อสร้างแนวทางการธรรมาภิบาลที่รับรองแหล่งน้ำในฐานะสิ่งมีชีวิต
  •        กลุ่มชาติพันธุ์จำเป็นต้องได้รับการจัดวางในนโยบายในฐานะภาคีที่เท่าเทียมกัน ภายใต้ข้อตกลงระหว่างชาติสู่ชาติ (Nation-to-nation arrangements) ไม่ใช่เพียงแค่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  •        การธรรมาภิบาลน้ำจำเป็นต้องได้รับการถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคมในเชิงปฏิบัติ

การถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคมในการธรรมาภิบาลและการจัดการแม่น้ำ (Decolonising river governance and management)

การถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคม (Decolonisation) เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง (Smith, 1999) ซึ่งมักประกอบด้วย

-        การปฏิบัติการเพื่อปรับเปลี่ยนกรอบความคิดต่อสภาวะอาณานิคมในปัจจุบัน (การท้าทายอำนาจนำขององค์ความรู้ ระบบกฎหมาย และข้อตกลงเชิงสถาบันแบบตะวันตก)

-        การปฏิบัติการเพื่อสร้างจินตภาพถึงอนาคตที่ปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคม (Decolonial future)

-        ความพยายามในการปรับเปลี่ยนกระบวนการตัดสินใจ เพื่อให้วัฒนธรรม องค์ความรู้ คุณค่า และอำนาจทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการรับรองทางกฎหมายและมีอำนาจในการดำเนินการ (ดูบทที่ 71)

การถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคมของการธรรมาภิบาลแม่น้ำ เป็นกระบวนการที่ดำเนินอยู่เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (Self-determination rights) ของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม รับรององค์ความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและกลไกทางอำนาจที่ไม่เป็นธรรม และสร้างความมั่นใจว่ากลุ่มชาติพันธุ์จะสามารถใช้อำนาจตัดสินใจและเข้าถึงแหล่งน้ำของตนในเชิงกายภาพได้ กระบวนการนี้ตั้งอยู่บนความจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์เดิมที่มีอยู่ระหว่างรัฐบาลเจ้าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานและกลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากนี้ ยังต้องการความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ สถาบัน หรือปัจเจกบุคคลภายในภาคส่วนน้ำ เช่น ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ใช้น้ำเชิงพาณิชย์ และภาคประชาสังคม การถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคมของทรัพยากรน้ำจืดไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือเป็นการกระทำเพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่มีพลวัตและทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมิได้มุ่งไปสู่การกลับไปเป็นอดีตก่อนยุคอาณานิคม หากแต่มุ่งเน้นไปที่ศักยภาพในการสร้างอนาคตที่ปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคมอย่างยุติธรรม

กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากกำลังนำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ของการธรรมาภิบาลน้ำจืด โดยอิงจากโลกทัศน์ที่เน้นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ระบบความรู้ และระบบกฎหมายของตนเอง รวมถึงความปรารถนาที่จะเห็นแม่น้ำ ผืนดิน และผู้คนมีสุขภาวะที่ดี ตัวอย่างเช่น ในออสเตรเลียตะวันตก กลุ่ม First Peoples แห่งมาร์ตูวาร์รา (แม่น้ำฟิตซ์รอย - Fitzroy River) กำลังดำเนินความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดและท้าทายความชอบธรรมของระบบการธรรมาภิบาลแม่น้ำของรัฐเจ้าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐาน สิ่งนี้รวมถึงการสร้าง "กรอบแนวคิดน้ำที่มีชีวิตและกฎหมายลำดับแรก" (Living Waters, First Law Framework) ซึ่งอิงจากกฎหมายของพวกเขาเอง (วาร์ลูนการ์รีย์ - Warloongarriy Law) ตลอดจนการรณรงค์และการเจรจาที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น การยื่นคำร้อง การเข้าพบองค์กรภาครัฐและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ การศึกษาวิจัย และการสร้างพันธมิตรความร่วมมือ ซึ่งทั้งหมดนี้มุ่งเป้าไปที่การสถาปนาข้อตกลงการร่วมธรรมาภิบาล (Co-governance arrangement) เหนือแม่น้ำบรรพบุรุษของพวกเขา

สรุปย่อ

  •       การถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคมของระบบธรรมาภิบาลน้ำ ต้องการความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ระบบความรู้ และสถาบันต่างๆ
  •       การถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคมเป็นกระบวนการที่ตื่นตัวและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
  •       กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วโลกกำลังมีบทบาทเชิงรุกในการแสวงหาธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคม

ธรรมาภิบาลแม่น้ำและการร่วมธรรมาภิบาล (River governance and co-governance)

รูปแบบของข้อตกลงการธรรมาภิบาลน้ำจืด (Freshwater governance arrangements) มีความหลากหลาย โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลเจ้าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานและกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับการนำนโยบายที่ปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคมไปปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ในสังคมเจ้าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่นั้น เขตอำนาจศาลของเจ้าอาณานิคม (Settler-colonial jurisdictions) ซึ่งให้ความสำคัญกับข้อตกลงการปกครองแบบผู้ตั้งถิ่นฐาน มักจะมีอำนาจเหนือกว่าเขตอำนาจศาลร่วม (Co-jurisdiction) และเขตอำนาจศาลของกลุ่มชาติพันธุ์ (Indigenous jurisdiction) อันส่งผลให้ลัทธิอาณานิคมทางน้ำยังคงดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ดี การร่วมธรรมาภิบาล (Co-governance) เป็นแบบจำลองที่ครองพื้นที่กึ่งกลางระหว่างการปกครองโดยกลุ่มชาติพันธุ์และการปกครองโดยเจ้าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐาน โดยเกี่ยวข้องกับรัฐบาลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป โดยปกติคือกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลเจ้าอาณานิคม ที่แบ่งปันเขตอำนาจศาลเหนือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เฉพาะ เช่น ลุ่มน้ำ (Watershed) หรือลักษณะทางธรณี (Geo-feature) อย่างแม่น้ำหรือภูเขา แม้ว่าข้อตกลงการร่วมธรรมาภิบาลจะมีความแตกต่างกันอย่างมาก แต่รูปแบบนี้ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งขึ้นในการธรรมาภิบาลแม่น้ำภายในรัฐเจ้าอาณานิคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหาการถูกพรากที่ทำกิน (Dispossession) การกีดกันกลุ่มชาติพันธุ์ และความเสื่อมโทรมของน้ำจืด แนวทางการร่วมธรรมาภิบาลยอมรับว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นตัวแสดงทางการเมืองที่สำคัญในขอบเขตของการธรรมาภิบาลแม่น้ำ และพวกเขามีสถานะ "มากกว่า" ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เนื่องจากการตั้งถิ่นฐานและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ซึ่งบางกรณีอาจนานเป็นสหัสวรรษก่อนยุคอาณานิคม

การร่วมธรรมาภิบาลมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการแบ่งปันอำนาจอย่างเท่าเทียมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลเจ้าอาณานิคม ในบางกรณี กลุ่มชาติพันธุ์เข้าร่วมในข้อตกลงการร่วมธรรมาภิบาลแม่น้ำที่นำโดยรัฐบาลเจ้าอาณานิคม ซึ่งมักจะผลิตซ้ำโครงสร้างอำนาจและกระบวนการปกครองแบบอาณานิคมเดิมๆ โดยมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก (เช่น ชาวประมงพาณิชย์ที่ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เกษตรกร และบริษัทพลังงาน) แทนที่จะมองในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสถานะสูงกว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และในฐานะหุ้นส่วนร่วมธรรมาภิบาล ตัวอย่างเช่น การดำเนินงานในแม่น้ำรังกิไตอิ (Rangitāiki River) ในเอาเทียโรอา (Parsons et al., 2019) และในยูคอน (Yukon) ของแคนาดา รวมถึงกลุ่ม First Nations อย่าง คาร์ครอส/ทากิช (Carcross/Tagish), คลูเอน (Kluane), ทรอนเดก เวกอิน (Tr’ondëk Hwëch’in) และแม่น้ำไวท์ (White River) (Wilson, 2020) ในบางพื้นที่ของโลก เช่น ออสเตรเลีย ข้อตกลงการร่วมธรรมาภิบาลแม่น้ำระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลอาณานิคมยังคงเป็นเพียงเป้าหมายในอุดมคติมากกว่าความเป็นจริง ขณะที่ในบริบทอื่น เช่น เอาเทียโรอา การร่วมธรรมาภิบาลเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น

ในเอาเทียโรอา ความพยายามในการถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคมผ่านการสร้างกฎหมายและสถาบันใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2010 ข้อตกลงที่เป็นทางการจำนวนหนึ่งได้เสริมสร้างบทบาทของชาวมาวรีในกระบวนการตัดสินใจด้านน้ำจืด และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในการธรรมาภิบาลและการจัดการแม่น้ำ แม้ว่าแต่ละข้อตกลงจะต่างกันในด้านโครงสร้างและหน้าที่ แต่ทั้งหมดล้วนให้ความสำคัญกับ เต เอโอ มาวรี (Te Ao Māori) โดยเน้นการบูรณาการความรู้ คุณค่า และความเชี่ยวชาญของชาวมาวรีเข้ากับการธรรมาภิบาลและการจัดการแม่น้ำ แนวทางใหม่เหล่านี้ ซึ่งรวมถึงองค์การแม่น้ำไวกาโต (Waikato River Authority), สภาพิจารณาแม่น้ำรังกิไตอิ (Rangitāiki River Forum) และเต เอนูอา ตูปัว (Te Awa Tupua - แม่น้ำวานกานูอี) ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ชาวมาวรีมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการตัดสินใจที่เป็นทางการเคียงข้างกับตัวแทนรัฐบาล โดยเฉพาะสภาภูมิภาคและสภาท้องถิ่น ด้วยระดับอำนาจที่แตกต่างกันไป

ข้อตกลงการร่วมธรรมาภิบาลใหม่ๆ ในเอาเทียโรอาเหล่านี้เกิดขึ้นจากผลของกฎหมายที่ยอมรับความสำคัญของสนธิสัญญาไวตางี (Treaty of Waitangi) ในฐานะเอกสารก่อตั้งประเทศ และได้พัฒนากระบวนการที่กลุ่มชาวมาวรีสามารถยื่นข้อร้องเรียนที่เรียกว่า "คำร้องตามสนธิสัญญา" (Treaty claims) เกี่ยวกับกรณีในอดีตหรือปัจจุบันที่รัฐบาลนิวซีแลนด์ล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีในสนธิสัญญา (ผ่านคณะกรรมการไต่สวนถาวรที่รู้จักกันในชื่อ ศาลไวตางี หรือ Waitangi Tribunal) รวมถึงการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลนิวซีแลนด์เพื่อบรรลุข้อตกลงทางกฎหมาย

แนวทางการร่วมธรรมาภิบาลที่อาจนับได้ว่าล้ำสมัยที่สุดคือกรณีของแม่น้ำวานกานูอี (Whanganui River หรือ Awa Tupua) การระงับข้อพิพาทตามสนธิสัญญาและกฎหมายที่ตามมา (พระราชบัญญัติ Te Awa Tupua (Whanganui River Claims Settlement) ปี 2017) ส่งผลให้แม่น้ำได้รับการประกาศให้เป็น "นิติบุคคล" (Legal person) กฎหมายฉบับนี้ยังได้สร้างตำแหน่งผู้พิทักษ์ (Trustees) สองตำแหน่ง (ตัวแทนจากเผ่ามาวรีวานกานูอีหนึ่งท่าน และตัวแทนจากรัฐบาลหรือ The Crown หนึ่งท่าน) ซึ่งมีหน้าที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่มีชีวิตของแม่น้ำและรักษาสิทธิในนามของแม่น้ำ ผู้พิทักษ์เหล่านี้ซึ่งเรียกว่า เต โป ตูปูนา (Te Pou Tupuna) เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิก 2 ใน 17 ท่านขององค์กรธรรมาภิบาลแม่น้ำ (ที่เรียกว่า เต โกปูกา หรือ Te Kōpuka) ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มชุมชน และตระกูลย่อย (Hapū) โดยกลุ่มเผ่าและตระกูลย่อยวานกานูอีโต้แย้งว่า เต โกปูกา นั้นไปไกลกว่าการร่วมธรรมาภิบาล และเป็นตัวอย่างของกรอบการธรรมาภิบาลแบบร่วมมือในท้องถิ่นที่ขับเคลื่อนด้วยวิถีความรู้และการปฏิบัติของมาวรี รวมถึงกฎหมายของเผ่ามาวรีวานกานูอี

แนวคิดเรื่องการมอบสถานะนิติบุคคลให้แก่แม่น้ำ ภูเขา หรือ "พระแม่ธรณี" (Mother Earth) ถูกเสนอครั้งแรกโดยนักวิชาการด้านกฎหมายตะวันตกเพื่อเป็นวิธีการปกครอง "สิทธิของธรรมชาติ" (Rights of nature) สิ่งนี้ไม่ได้สะท้อนถึงจารีตทางกฎหมายหรือวิถีความเข้าใจโลกของมาวรีโดยตรง แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันบางประการ แม้ว่าแม่น้ำจะเป็น "ตูปูนา" (Tupuna - บรรพบุรุษ) ของเผ่าวานกานูอี แต่ตูปูนาก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ "บุคคล" (Person) ภายใต้กฎหมายมาวรีวานกานูอี ตูปูนาคือองคภาวะที่ทรงพลังและมีสภาวะมากกว่ามนุษย์ซึ่งสถิตอยู่ในอาณาจักรบรรพบุรุษ ในทำนองเดียวกัน แม่น้ำไม่ใช่ปัจเจกบุคคล แต่เป็น "กลุ่มองค์รวม" (ของมนุษย์ บรรพบุรุษ น้ำ พืช สัตว์ และสิ่งเหนือธรรมชาติ) ที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านระบบเครือญาติร่วมกัน การที่แม่น้ำวานกานูอีได้รับการขนานนามเป็นนิติบุคคลจึงเป็นความพยายามประนีประนอมระหว่างระบบกฎหมายสองระบบ คือ กฎหมายของรัฐเจ้าอาณานิคมและกฎหมายมาวรี สำหรับเผ่าวานกานูอี พวกเขามองว่านี่เป็นแนวทางใหม่ที่จะเติมเต็มช่องว่างทางความรู้และเชื่อมโยงความแตกต่างระหว่างแนวทางการปกครองและการจัดการแบบเจ้าอาณานิคมกับแบบมาวรี สำหรับพวกเขา สถานะนิติบุคคลช่วยรองรับแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนที่สมบูรณ์ของความผูกพันและความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อแม่น้ำ นักวิชาการบางท่านเห็นพ้องกับเผ่ามาวรีวานกานูอีและมองว่าสถานะนิติบุคคลคือการปฏิบัติการถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคมที่ยอมรับรากฐานของการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมแบบมาวรี และช่วยให้ชาวมาวรีในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการตัดสินใจเกี่ยวกับแม่น้ำ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการท่านอื่นเตือนว่าสถานะนิติบุคคลเป็นเครื่องมือแบบนวัตกรรมสมัยใหม่ (Modernist device) ที่อาจบั่นทอนสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองและสิทธิในน้ำของชาวมาวรีและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้ (Hikuroa et al., 2021) อย่างไรก็ตาม สถานะนิติบุคคลไม่ได้หมายความว่ารัฐอาณานิคมจะเต็มใจยอมรับและจัดหาให้ซึ่งสิทธิหรืออำนาจการตัดสินใจของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเต็มที่ อันที่จริง กฎหมายการร่วมธรรมาภิบาลแม่น้ำของเอาเทียโรอาไม่มีฉบับใดที่ระบุถึง "ติโน รังกาติราตางา" (Tino rangatiratanga - สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง) ของมาวรีไว้อย่างชัดเจน แม้จะมีการรับรองไว้ภายใต้สนธิสัญญาฉบับภาษามาวรีและปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว แม่น้ำในฐานะนิติบุคคลยังคงถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้กลไกของรัฐเจ้าอาณานิคม ระบบกฎหมาย โครงสร้างความเป็นจริงวิทยา และกรอบญาณวิทยาแบบตะวันตก ซึ่งอาจเป็นการตอกย้ำรูปแบบหนึ่งของลัทธิอาณานิคมทางน้ำ

ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก แม่น้ำหลายสายก็ได้รับสถานะนิติบุคคลเช่นกัน เช่น ในโคลอมเบีย เอกวาดอร์ และอินเดีย ซึ่งรัฐบาลและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันกำลังแสวงหาช่องทางทางกฎหมายเพื่อรองรับจารีตทางกฎหมายและสังคมวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์อาณานิคม ระบบความรู้ และผลประโยชน์ของชุมชนในระบบแม่น้ำที่เฉพาะเจาะจง (Macpherson and Ospina, 2020) นักวิชาการบางท่านโต้แย้งว่าสถานะนิติบุคคลสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์แบบร่วมมือใหม่ระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์และไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ โดยที่วิถีความรู้และการปฏิสัมพันธ์กับน้ำแบบที่ไม่ใช่ตะวันตกถูกจัดวางไว้เป็น "แกนกลาง" แทนที่จะเป็นเพียง "ส่วนขยาย" ของความพยายามในการธรรมาภิบาล จัดการ และฟื้นฟูระบบแม่น้ำอย่างยั่งยืน (Parsons et al., 2021)

"ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต" (Living Labs) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่อาจมอบโอกาสให้เกิดการร่วมธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพและปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคม (Lupp et al., 2021) แนวคิดนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยเริ่มแรกมุ่งสร้างการวิจัยและพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการให้พวกเขามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ (Bajgier et al., 1991) ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตเกี่ยวข้องกับการที่ผู้คนหลากหลายมารวมตัวกันและทำการทดลองในสถานการณ์จริง เมื่อนำมาปรับใช้กับนโยบายและการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตสามารถพัฒนาเป็นกระบวนการของการร่วมธรรมาภิบาลที่ได้รับการทดสอบและขัดเกลาเพื่อสร้างระบอบนโยบายที่ปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคม ตัวอย่างเช่น ในแคนาดา มีการทดลองใช้ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตเพื่อสร้างระบอบการจัดการน้ำแบบร่วมมือที่ถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคม (Arsenault et al., 2018) โดยมีโครงการดังนี้

-        ห้องปฏิบัติการที่สถาปนาแนวทางการดูแลสุขภาพตามวิถีชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์โดยใช้ปรัชญา "การมองด้วยสองดวงตา" (Two-eyed seeing) ในรัฐซัสแคตเชวัน (Saskatchewan)

-        ห้องปฏิบัติการที่ใช้กรอบการแบ่งปันความรู้ร่วมกันเกี่ยวกับน้ำ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมที่เคารพซึ่งกันและกันและไม่เป็นการตักตวงประโยชน์ ระหว่างผู้อาวุโส ผู้ทรงภูมิปัญญาดั้งเดิม และผู้กำหนดนโยบายในรัฐออนแทรีโอ (Ontario) 

โครงการที่ตั้งอยู่บนการถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคมของน้ำผ่านแนวทางการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน (Reciprocal learning) ในรัฐบริติชโคลัมเบีย (British Columbia)

ด้วยวิธีนี้ แนวคิดเรื่องห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตจึงถูกนำมาใช้เพื่อสถาปนากรอบการธรรมาภิบาลน้ำใหม่ที่ได้รับข้อมูลและหยั่งรากในญาณวิทยาของกลุ่มชาติพันธุ์ (Arsenault et al., 2018)

สรุปย่อ

  • ข้อตกลงการร่วมธรรมาภิบาลเสนอความเป็นไปได้ของกลไกการจัดการที่ตอบสนองต่อทั้งความปรารถนาและความต้องการน้ำในแบบตะวันตกและแบบกลุ่มชาติพันธุ์
  • อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงที่ปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคมเหล่านี้ยังคงจำเป็นต้องบรรจุวิธีการที่ทำให้ความเป็นจริงวิทยาและความเข้าใจของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการรับรอง เพื่อมิให้เป็นการตอกย้ำการคงอยู่ของลัทธิอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐานและลัทธิอาณานิคมทางน้ำ
  • การรับรองสถานะนิติบุคคลของแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำ มีทั้งโอกาสที่สดใสและความเสี่ยงสำหรับการธรรมาภิบาลน้ำในอนาคต
  • ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตเป็นรูปแบบใหม่ของการร่วมธรรมาภิบาลที่อาจให้ศักยภาพสำหรับการร่วมมือที่ปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคม

สรุปท้ายบท

กลุ่มชาติพันธุ์กำลังสร้างจินตภาพว่าการธรรมาภิบาลแม่น้ำที่ปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคมนั้นหมายถึงอะไร พวกเขากำลังรื้อฟื้นองค์ความรู้ กฎหมาย และวิถีทางการปกครองและจัดการแม่น้ำของตนเองอย่างแข็งขัน หลายกลุ่มกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเจ้าอาณานิคมแบ่งปันอำนาจการตัดสินใจกับพวกเขาในลักษณะที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นการยอมรับสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์และเป็นการนำโดยกลุ่มชาติพันธุ์ ข้อตกลงการร่วมธรรมาภิบาลจำเป็นต้องสร้างรูปแบบใหม่ของการตัดสินใจที่ปราศจากอิทธิพลทางอาณานิคมในทางปฏิบัติ มิใช่เป็นการทำให้อิทธิพลของเจ้าอาณานิคมและลัทธิอาณานิคมทางน้ำดำรงอยู่ต่อไป การปฏิบัติการถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางอาณานิคม (การปรับเปลี่ยนกรอบความคิด การสร้างจินตภาพ และการลงมือทำ) เปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้ยืนยันความรู้ คุณค่า และความปรารถนาของพวกเขาเพื่ออนาคตที่มีสุขภาวะที่ดีสำหรับสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมด (ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนองคภาวะที่มากกว่ามนุษย์)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น