หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 69

เทคโนโลยีทั่วไปในชีวิตประจำวัน 

พัฒนา ราชวงศ์ สุดารัตน์ สุขอยู่ และกรกช หิริรัตน์

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก  Chen Liu (2024)  Ordinary technologies of everyday life.In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.1291-1305. London: Routlege.

บทนำ

ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา นักภูมิศาสตร์ได้เริ่มติดตามวิถีชีวิตทางสังคมของเทคโนโลยีทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลต่อพื้นที่การอยู่อาศัย การทำงาน และการพักผ่อนของเราอย่างไร เนื่องจากการปฏิบัติและพื้นที่ในชีวิตประจำวันขนาดเล็กที่เราเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยนั้น ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการสร้างและประกอบสร้างโลกแห่งการอยู่อาศัยที่ "เป็นมากกว่ามนุษย์" (More-than-human world) อย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีได้ถูกฝังตัวอยู่ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา ในการเขียนบทนี้ ข้าพเจ้าได้บันทึกประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีในวันธรรมดาวันหนึ่งไว้ดังนี้:

ก่อนออกจากบ้าน ข้าพเจ้าสอบถามสภาพอากาศจากระบบผู้ช่วยเสียง (Voice assistant)... ข้าพเจ้าเชื่อมต่อไอโฟน (iPhone) เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถยนต์ผ่านบลูทูธ (Bluetooth) จากนั้นจึงขับรถไปยังที่ทำงานพร้อมกับฟังอัลบั้มเพลงที่ดาวน์โหลดไว้ในไอโฟน เมื่อถึงที่ทำงาน ข้าพเจ้าเปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มต้นวันทำงานด้วยการตรวจสอบและตอบอีเมล... หลังอาหารกลางวันในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ ข้าพเจ้าใช้ศูนย์ควบคุมบ้านอัจฉริยะ (Smart home control hub) บนไอโฟนเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศในห้องนั่งเล่นให้แมวของข้าพเจ้าได้รับความเย็น ข้าพเจ้าเปิดกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบจากระยะไกลว่าแมวอยู่อย่างสุขสบายหรือไม่... ในตอนเย็น ข้าพเจ้าออกกำลังกายด้วย นินเทนโด ริง ฟิต แอดเวนเจอร์ (Nintendo Ring Fit Adventure) อาบน้ำ เป่าผม ซักผ้า และดูดฝุ่นตามปกติ

เทคโนโลยีทั่วไปที่ข้าพเจ้าใช้ในวันนั้นประกอบด้วย คอมพิวเตอร์สำนักงาน, ไอโฟน, กล้องวงจรปิด, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องซักผ้า, เครื่องทำน้ำอุ่น, ระบบผู้ช่วยเสียง, รถยนต์และคอมพิวเตอร์ประจำรถยนต์, นินเทนโด สวิตช์ (Nintendo Switch), เครื่องดูดฝุ่น, เครื่องเป่าผม ตลอดจนซอฟต์แวร์ ระบบการเชื่อมต่อไร้สาย และแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันที่ติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์เหล่านี้ ประสบการณ์ของข้าพเจ้ากับเทคโนโลยีมีความคาบเกี่ยวกับแนวปฏิบัติประจำวันอื่นๆ เช่น การทำงาน การเดินทาง การทำงานบ้าน การรักษาเครือข่ายทางสังคม และการดูแลสัตว์เลี้ยง ประสบการณ์เหล่านี้แม้จะดูเรียบง่าย แต่เป็นผลมาจากความสัมพันธ์และความเป็นพื้นที่อันซับซ้อนของสิ่งต่างๆ ประสบการณ์ดังกล่าวรวมถึงทั้งนิสัยที่ทำไปโดยไม่ทันคิดและการออกแบบชีวิตประจำวันอย่างตั้งใจ (Shove et al., 2007) บทนี้จะเน้นไปที่การทำความเข้าใจว่านักภูมิศาสตร์มนุษย์มีมุมมองต่อประสบการณ์ของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอย่างไร และเหตุใดความเข้าใจดังกล่าวจึงมีความสำคัญ

นักวิชาการด้านภูมิศาสตร์และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องได้ใช้ทฤษฎีการปฏิบัติทางสังคม (Social practice theories) เพื่อชี้ให้เห็นว่าสังคมมนุษย์และเทคโนโลยีร่วมกันผลิตซ้ำบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างไร ทฤษฎีการปฏิบัติทางสังคมให้แนวทางในการสำรวจโลกที่เราอาศัยอยู่ผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกาย วัฒนธรรมทางวัตถุ ความรู้เชิงปฏิบัติ และกิจวัตรประจำวัน ทฤษฎีการปฏิบัติทางสังคมส่งเสริมความเข้าใจในตนเองและเชื่อมโยงสังคมเข้ากับชีวิตส่วนบุคคล (Shove et al., 2012) ทฤษฎีเหล่านี้มีรากฐานมาจากมรดกทางปรัชญาของ ลุดวิก วิตต์เกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstein) และ มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) ผู้เสนอว่ากิจกรรมของมนุษย์ตั้งอยู่บนบางสิ่งที่ไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้ ความเข้าใจพื้นฐานของทฤษฎีการปฏิบัติคือ "การปฏิบัติ" (Practices) เป็นหน่วยพื้นฐานของการดำรงอยู่ทางสังคม

นักทฤษฎีการปฏิบัติทางสังคมระบุว่า การปฏิบัติคือ "วิถีที่เป็นกิจวัตรซึ่งมีการเคลื่อนไหวของร่างกาย มีการหยิบจับวัตถุ มีการปฏิบัติต่อตัวบุคคล มีการอธิบายสิ่งต่างๆ และมีการทำความเข้าใจโลก" (Reckwitz, 2002: 250) และเป็นจุดร่วมของกาล-เทศะ (Spatial-temporal nexus) ที่ปลายเปิดของการกระทำที่เป็นระบบ (Doings) และการสื่อสาร (Sayings) ซึ่งถูกกำกับโดยความเข้าใจในบรรทัดฐาน กฎเกณฑ์ เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ และอารมณ์ (Schatzki, 2010) ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ ทักษะความสามารถ (Competences - ทักษะ ความรู้เชิงเทคนิค), ความหมาย (Meanings - ความหมายเชิงสัญลักษณ์ ความคิด และความปรารถนา) และ วัสดุ (Materials - สิ่งของ เทคโนโลยี สิ่งที่เป็นรูปธรรม และวัสดุที่ใช้สร้างวัตถุ) (Shove et al., 2012: 12) ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้มีความเป็นอิสระต่อกันในบางส่วนและถูกประกอบสร้างขึ้นโดยกันและกันในอีกส่วนหนึ่ง (ดูภาพที่ 69.1)

ภาพที่ 69.1 กรอบแนวคิดการปฏิบัติทางสังคมสามองค์ประกอบ

(ที่มา: Chen Liu ปรับปรุงจาก Shove et al., 2012)

ในทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีใหม่มีส่วนสำคัญต่อการอุบัติขึ้นและการพัฒนาของ "สิ่งแวดล้อมดิจิทัล" (Digital environments) ซึ่งหมายความว่าอุปกรณ์ดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการทางวัตถุที่การปฏิบัติของผู้คนเข้าไปพัวพันด้วย (Schatzki, 2019: 20) เพื่อเป็นการท้าทายขนบธรรมเนียมแบบมนุษย์นิยม (Anthropocentric) ของทฤษฎีการปฏิบัติทางสังคมที่เน้นการแสดงออกของมนุษย์ สเตรนเจอร์ส (Strengers) และคณะ (Strengers et al., 2019) ได้เพิ่มชั้นของ "สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์" (Non-human) เพื่อทำความเข้าใจความหลากหลายของตัวแสดงที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ เช่น สัตว์ (สัตว์เลี้ยงและสัตว์รบกวน) วัตถุอื่นๆ (เช่น พืช จุลินทรีย์ เครื่องเรือน และเครื่องประดับ) และสิ่งแวดล้อม ในแนวคิดนี้ แม้ว่าการปฏิบัติทางสังคมจะถูกดำเนินการ ระบุ และตีความโดยมนุษย์ แต่การปฏิบัตินั้นถูกกระจายตัวและร่วมกระทำระหว่างตัวแสดงประเภทที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ที่แตกต่างกัน

ในแง่นี้ การจัดการทางวัตถุที่ประกอบรวม บูรณาการ ผลิตซ้ำ และสลายการปฏิบัติ ได้รวมเอาทั้งมนุษย์ วัตถุประดิษฐ์ เทคโนโลยี สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน ในความเป็นจริงตัวแสดงเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนการจัดการได้ด้วยตนเองตามความสัมพันธ์ทางสังคมที่หลากหลายในหมู่พวกมันเอง (Schatzki, 2019) ดังนั้น การปฏิบัติจึงอาจถูกพิจารณาว่าประกอบด้วย "กิจกรรมของมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์" (Schatzki, 2001: 102) และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยทางวัตถุที่ถูกจัดวางไว้ (Schatzki, 2019) เราอาจกล่าวได้ว่าการปฏิบัติและการจัดการทางวัตถุเหล่านี้เป็นแบบ "เป็นมากกว่ามนุษย์" (More-than-human) (ดูบทที่ 7)

เมื่อพิจารณาชีวิตประจำวันของเรากับเทคโนโลยีทั่วไปว่าเป็นกลุ่มของการปฏิบัติทางสังคมที่สัมพันธ์กัน บทนี้จะเริ่มจากการใช้ตัวอย่างจากการศึกษาภูมิศาสตร์มนุษย์และศาสตร์อื่นๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นพื้นที่และความเป็นกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปของวิวัฒนาการร่วมระหว่างการบริโภคเทคโนโลยีและการปฏิบัติอื่นๆ จากนั้นจะวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นในยุคแห่งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

สรุปย่อ

  •       เทคโนโลยีมีลักษณะเป็นทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม
  •       เทคโนโลยีทั่วไปเป็นทั้งองค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติทางสังคมและเป็นตัวแสดงที่มีบทบาทในการออกแบบชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ทางสังคม
  •       การประกอบสร้างร่วมกันระหว่างสังคมและเทคโนโลยีสามารถผลิตและผลิตซ้ำบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมใหม่ๆ ได้

การวางตำแหน่งเทคโนโลยีทั่วไปในการบริโภคในชีวิตประจำวัน

การใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยีคือการบริโภคมิติทางวัตถุและนามธรรมของเทคโนโลยี และการจัดวางเทคโนโลยีไว้ในความธรรมดาสามัญผ่านการปฏิบัติ การบริโภคเทคโนโลยีเป็นมากกว่าช่วงเวลาของการได้มาซึ่งอุปกรณ์ แต่ยังรวมถึงทักษะและความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติในการใช้ การสร้าง และการทำสิ่งต่างๆ ร่วมกับเทคโนโลยี (Shove et al., 2007; ดูบทที่ 32 ด้วย) ยิ่งไปกว่านั้น การบริโภคไม่ใช่เพียงผลจากทัศนคติ พฤติกรรม ทางเลือก หรือความชอบส่วนบุคคลเท่านั้น แต่การบริโภคเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติทางสังคมที่ถูกกำกับโดยบรรทัดฐานทางสังคมที่กว้างขึ้น (เช่น ศีลธรรมและระเบียบในอุดมคติของสังคม) และเป็นกระบวนการในการทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรทัดฐานในสังคมของเรา ในแง่นี้ ทฤษฎีการปฏิบัติทางสังคมไม่เพียงแต่ "เน้นย้ำถึงธรรมชาติที่เป็นกิจวัตร ธรรมดา เป็นส่วนรวม และเป็นไปตามขนบ" ของประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน แต่ยังถือว่าการปฏิบัติเป็นเหตุการณ์ที่ตั้งอยู่บนบริบททางวัฒนธรรมและสังคมที่ "บุคคลในสถานการณ์ที่แตกต่างกันทำกิจกรรมเดียวกันในลักษณะที่แตกต่างกัน" (Warde, 2005: 146) เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันจึงถูกจัดวางและตั้งอยู่ในสถานที่และการปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจง (Pink, 2012)

สองหัวข้อย่อยต่อไปนี้จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าการปฏิบัติทางสังคมหล่อหลอมความรู้เชิงพื้นที่ (Situated knowledge) ของสถานที่และพื้นที่ในชีวิตประจำวันอย่างไร การปฏิบัติเหล่านี้อาจรวมถึงการเดิน การขับรถ การถ่ายภาพ การทำงานบ้าน และการสื่อสาร ซึ่งล้วนกระทำผ่านเทคโนโลยีทั่วไป ปฏิสัมพันธ์ของเรากับเทคโนโลยีทั่วไปเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากพวกมันจัดระเบียบชีวิตของคนหลายพันล้านคนทุกวันและส่งผลกระทบในระดับโลก

การบริโภคเทคโนโลยีในพื้นที่สาธารณะ

เทคโนโลยีฝังตัวอยู่ในการเผชิญหน้าในชีวิตประจำวันของเรากับสถานที่ต่างๆ และวิธีการสัมผัสประสบการณ์ในสถานที่เหล่านั้น การพัฒนาเทคโนโลยีสามารถให้ประสบการณ์สถานที่แบบพหุสัมผัส (Multi-sensory) และช่วยให้นักภูมิศาสตร์มีมุมมองที่สำคัญในการสำรวจความหมายของพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์มักใช้เครื่องบรรยายเสียง (Audio guide) ซึ่งให้การตีความโดย "ผู้เชี่ยวชาญ" เมื่อเครื่องเล่น MP3 ได้รับความนิยมในช่วงต้นสหัสวรรษใหม่ อุตสาหกรรมขนาดเล็กได้พัฒนาการสร้างเส้นทางเดินชมพร้อมเสียงบรรยายผ่านสื่อพกพา (Butler, 2007) หลังจากทศวรรษ 2010 เนื่องจากการพัฒนาของ GPS, บริการระบุตำแหน่ง (Location-based services - LBS), เซนเซอร์, ความเป็นจริงเสริม (Augmented reality - AR) และเทคโนโลยีอื่นๆ ประสบการณ์ในเมืองของเราจึงถูกสื่อสารผ่านระบบดิจิทัล (ดูบทที่ 66 และ 68) ภายในสิ้นปี 2020 ประชากรร้อยละ 51 ของโลกใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ และสมาร์ทโฟนคิดเป็นร้อยละ 68 ของการเชื่อมต่อมือถือทั้งหมด ส่วนประสาน (Interface) ในชีวิตประจำวันของเรากับอุปกรณ์ดิจิทัล โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน กำลังมีอิทธิพลในการกำหนดโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลของพื้นที่เมืองและการใช้ชีวิตผ่านปัญญาแบบรวมกลุ่ม (Collective intelligence) ที่สร้างขึ้นโดยแพลตฟอร์มดิจิทัลหลายพันล้านแพลตฟอร์ม (Barns, 2019)

ข้าพเจ้าขอยกสองตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติในที่สาธารณะของเราเข้าไปพัวพันกับเทคโนโลยีเคลื่อนที่ในโลกปัจจุบันอย่างไร ตัวอย่างแรกคือ การเคลื่อนที่ในชีวิตประจำวัน (Daily mobilities) แผนที่บนมือถือ, บริการระบุตำแหน่ง, การพัฒนาเศรษฐกิจแบบแบ่งปันบนฐานแพลตฟอร์ม (เช่น บริการเรียกรถโดยสารและการแบ่งปันจักรยาน/รถยนต์) และเทคโนโลยีการติดตามตนเอง (Self-tracking) ล้วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของเรา เทคโนโลยีเคลื่อนที่ ร่างกาย และความเข้าใจส่วนบุคคลเกี่ยวกับตนเอง มีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกในการปฏิบัติการเดิน การขี่ การขับรถ และการเคลื่อนที่ประเภทอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสาธารณะกับส่วนตัว กายภาพกับเสมือน และ "ที่นี่-และ-เดี๋ยวนี้" (Here-and-now) กับ "ที่นั่น-และ-ตอนนั้น" (There-and-then) เลือนลางลง (Rueb, 2014) เทคโนโลยีและบริการเหล่านี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการนำทางของผู้คนโดยการให้ข้อมูลเส้นทาง รูปแบบการเดินทาง เวลาเดินทาง จุดตำแหน่งปัจจุบัน และจุดหมายปลายทาง โดยอิงตามอัลกอริทึมและส่วนประสานงาน ในทางกลับกัน ผู้คนก็ร่วมกันสร้างแผนที่ดิจิทัลและผลิตข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งผ่านจังหวะก้าว เส้นทาง การหยุดนิ่ง และการเลี้ยวในการเคลื่อนไหวของพวกเขา รวมถึงการบริโภคแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์ม (ภาพที่ 69.2) ด้วยวิธีนี้ ตรรกะของอัลกอริทึมและการคำนวณจึงเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการเคลื่อนที่ในชีวิตประจำวันของคนหลายล้านคน ส่งผลต่อการตัดสินใจและกิจกรรมสร้างสรรค์เมื่อบริโภคเทคโนโลยีดังกล่าว

ภาพที่ 69.2 บุคคลกำลังใช้แอปแผนที่บนมือถือ ข้อความบรรยายภาพ: ภาพนี้แสดงให้เห็นบุคคลหนึ่งขณะใช้สมาร์ทโฟนเพื่อค้นหาร้านซักรีดที่อยู่ใกล้เคียงภายในรถยนต์ของเธอ การขับรถประจำวันของเธอต้องพึ่งพาสมาร์ทโฟนและแอปแผนที่ เนื่องจากตามคำพูดของเธอเอง เธอเป็น "คนขับรถมือใหม่ที่เพิ่งได้รับใบขับขี่"

(ที่มา: ภาพโดย Chen Liu)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพวกเราหลายคนจะถูกหล่อหลอมด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว แต่เราก็ไม่ได้ถูกกำหนดโดยตรรกะของอัลกอริทึมและการคำนวณของแพลตฟอร์มทั้งหมด ผู้ใช้ในชีวิตประจำวันมีการปรับตัว เพิกเฉย และสร้างขอบเขตการคำนวณของอัลกอริทึมขึ้นใหม่ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ วิลมอตต์ (Wilmott, 2016) เกี่ยวกับ "ช่วงเวลาเล็กๆ" ของการเดินด้วยแอปมือถือ ได้แสดงให้เห็นว่าแอปเดินเท้าได้จัดวางข้อมูลขนาดใหญ่เชิงพื้นที่ (Spatial big data) ไว้ในจังหวะและก้าวเดินในชีวิตประจำวันของเรา ผ่านการบันทึกตำแหน่ง เส้นทางการเดิน ความเร็ว และสภาพร่างกาย (เช่น อัตราการเต้นของหัวใจและการหลั่งเหงื่อ) พร้อมทั้งขัดจังหวะและปรับปรุงข้อมูลให้ผู้ใช้ทราบอย่างต่อเนื่อง เมื่อข้อมูลที่ถูกบันทึกแทรกซึมเข้าสู่ประสบการณ์การเดินประจำวัน มันจะทำงานร่วมกับการประเมินการเดินและตำแหน่งของเราเอง โดยให้ข้อมูลแก่เราเพื่อสร้าง สนับสนุน แต่ยังรวมถึงการต่อต้านบทบาทของข้อมูลขนาดใหญ่ในชีวิตของเราด้วย ตัวอย่างเช่น วิลมอตต์สังเกตว่าผู้เข้าร่วมวิจัยคนหนึ่งจัดวางข้อมูลขนาดใหญ่เชิงพื้นที่ในการเดินประจำวันด้วยแอปมือถือโดยการรวบรวมข้อมูลจากแอป ย้อนกลับไปดู ติดตามระดับความฟิตและความเร็วของเธอ ตลอดจนการหยุดเดินและมองดูสิ่งต่างๆ ที่ไม่อยู่ในแอป (หรือแอปอื่นๆ) (2016: 4–5) ดังนั้น เราต้องสังเกตว่าประสบการณ์สาธารณะของเราไม่ได้ถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมด แต่ถูกประกอบสร้างร่วมกันโดยการออกแบบเทคโนโลยี ข้อมูล และวิธีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย

ตัวอย่างที่สองเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงในวิธีที่ผู้คนอ่านและสัมผัสภูมิภาพของเมือง (Urban landscapes) ซึ่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ตั้งแต่กล้องดิจิทัลมีวางจำหน่ายในทศวรรษ 1990 การถ่ายภาพจึงหมายถึงชุดของการปฏิบัติในการถ่าย การจัดเก็บ การจัดการ และการแบ่งปันภาพถ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ (Shove et al., 2007) หลังจากสหัสวรรษใหม่ การแพร่หลายของสมาร์ทโฟนและเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ทำให้การถ่ายภาพดิจิทัลกลายเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมและเป็นนิสัยประจำวัน ปัจจุบัน การถ่ายภาพที่ขับเคลื่อนด้วยสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีการมอง การตีความ และการสัมผัสโลกที่เราอาศัยอยู่ สร้างและเผยแพร่ภูมิศาสตร์เชิงจินตนาการ (Imaginative geographies) ของผู้คนและสถานที่ที่คล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกัน

อำนาจของสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลต่อวิธีที่ผู้คนสร้าง เลือก ประมวลผล และแบ่งปันภาพลักษณ์ของตน ผู้คนตั้งใจใช้ภาพเพื่อพิสูจน์ว่า "ฉันเคยอยู่ที่นั่น" และแสดงภาพลักษณ์ของตนที่ "เป็นที่ต้องการทางสังคม" ภายใต้อิทธิพลของการอำนวยความสะดวกจากระบบเครือข่ายดิจิทัลที่เน้นความเป็นอิสระ วัฒนธรรมการยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลาง และขนบทางสังคมในการแบ่งปันภาพบนสื่อสังคมออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อบริการระบุตำแหน่งกลายเป็นเรื่องปกติในยุคเว็บ 2.0 (Web 2.0) "ทัศนวิสัยเชิงบรรยากาศ" (Ambient visuality) ของภาพดิจิทัลซึ่งตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ถูกทับซ้อนด้วยมิติทางสังคมและอารมณ์ในหลายบริบททางวัฒนธรรมก็เกิดขึ้น (ดูตัวอย่างใน Hjorth and Gu, 2012) การรวมเอาพิกัดภูมิศาสตร์เข้าไว้ในข้อความ ภาพ และวิดีโอ รวมถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการแสดงกิจกรรมทางกายบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ได้สร้างสิ่งที่ ชวาร์ตซ์ และ ฮาเลกัว (Schwartz and Halegoua, 2015: 1644) นิยามว่าเป็นพฤติกรรมของ "ตัวตนเชิงพื้นที่" (Spatial self): "กรณีต่างๆ ที่หลากหลาย (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) ที่บุคคลบันทึก จัดเก็บ และแสดงประสบการณ์ และ/หรือการเคลื่อนที่ภายในพื้นที่และสถานที่ เพื่อนำเสนอหรือแสดงอัตลักษณ์ในแง่มุมต่างๆ ของตนต่อผู้อื่น" นั่นคือ สื่อสังคมออนไลน์ส่งเสริมการปฏิบัติออนไลน์ของการแสดงอัตลักษณ์ โดยผู้คนมักจะสร้างแง่มุมที่แตกต่างกันของตนเองในโลกออนไลน์ผ่านการแบ่งปันภาพพร้อมแฮชแท็ก (#) และการระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Geo-tags) ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักภูมิศาสตร์จำเป็นต้องพัฒนาแนวทางใหม่ๆ เพื่อทำแผนที่กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในยุคดิจิทัล (ดูบทที่ 66)

การใช้ชีวิตร่วมกับอุปกรณ์ในครัวเรือน

นักภูมิศาสตร์ให้ความสำคัญกับวิธีที่ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยีในระดับครัวเรือนเพื่อทำความเข้าใจห่วงโซ่สินค้าที่ขยายตัวเข้าไปในพื้นที่บ้าน หลังจากอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าสู่บ้านเรือนส่วนตัวในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 แรงงานในครัวเรือนและเวลาที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาด การทำความร้อน การทำอาหาร การซักล้าง และงานบ้านอื่นๆ ตลอดจนการดูแลคนในบ้านและความใกล้ชิด ก็ได้ถูกเปลี่ยนโฉมหน้าไป (Shove, 2003) ตัวอย่างเช่น ตู้เย็นช่วยให้การไปซื้อของทำได้ไม่บ่อยนัก และเกิดการเปลี่ยนแปลงในความเข้าใจเรื่องความสดใหม่ ซึ่งได้เปลี่ยนลักษณะของแรงงานในครัวเรือนโดยเฉพาะของผู้หญิง (ดูบทที่ 33) ในบางแห่ง ตู้เย็นยังกลายเป็นกระดานประกาศหลักสำหรับการจัดระเบียบในบ้านและที่ติดผลงานศิลปะของเด็กๆ (Watkins, 2006) ดังนั้นมันจึงทำงานได้ไกลกว่าพื้นที่ห้องครัวเพื่อสร้างระเบียบในบ้าน จังหวะชีวิต และแม้แต่งานทางอารมณ์ในฐานะพื้นที่บริการและพื้นที่จัดระเบียบ เมื่อตู้เย็น-ตู้แช่แข็งถูกนำมาใช้ในครอบครัวชาวจีน กิจวัตรการซื้อของและการทำอาหารก็เปลี่ยนไป สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อกระแสไหลเวียนและกิจวัตรที่ไม่เพียงแต่ในครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดของสดในท้องถิ่นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศจีนด้วย

ในปัจจุบัน การดูแลในบ้านและพื้นที่แห่งการดูแลถูกหล่อหลอมใหม่ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารทางโสตทัศนูปกรณ์แบบเรียลไทม์ ทำให้เกิดความใกล้ชิดในรูปแบบใหม่จากระยะไกล (Distant intimacy) การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น การสนทนาผ่านวิดีโอและแอปพลิเคชันประชุมวิดีโอ สามารถเชื่อมโยงร่างกายมนุษย์ หน้าจอ เว็บแคม อุปกรณ์เคลื่อนที่ และพื้นที่ในบ้านเข้าด้วยกันใหม่ รวมถึงความสัมพันธ์และหน้าที่ความรับผิดชอบทางเพศสภาพ ความใกล้ชิด และภูมิศาสตร์ทางอารมณ์ของบ้านและครอบครัว ตลอดจนเปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตของครอบครัว (Longhurst, 2016) ตัวอย่างเช่น ในช่วงหลังการระบาดใหญ่ เมื่อการเคลื่อนที่ทางกายภาพยังคงถูกจำกัด การเยี่ยมเยียนสมาชิกในครอบครัวที่อยู่แยกกันเป็นประจำได้ย้ายไปสู่ระบบออนไลน์บางส่วน การทำให้ความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวเป็นดิจิทัลเช่นนี้สามารถเปลี่ยนการเคลื่อนที่ของครอบครัวในโลกกายภาพ และเลื่อนหรือเลื่อนให้เร็วขึ้นสำหรับเหตุการณ์สำคัญของครอบครัวที่เป็นเครื่องหมายของการเปลี่ยนผ่าน เช่น การจดทะเบียนสมรสและการเฉลิมฉลองการเกิดของทารกใหม่

ในการยอมรับข้อดีของเทคโนโลยี งานวิชาการและวาทกรรมที่เป็นที่นิยมบางส่วนได้ใช้มุมมองแบบ เทคโนโลยีคือทางออกของทุกปัญหา (Technological solutionism) ว่าความก้าวหน้าของความทันสมัย ทุนนิยม อุตสาหกรรม และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีร่วมสมัย ช่วยให้เกิดความสะดวกสบายด้านเวลามากขึ้นแก่คนที่มีภาระผูกพันในบ้าน เมื่อเร็วๆ นี้ เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะกำลัง "เข้าแทนที่" งานและการปฏิบัติของมนุษย์ ด้วยสื่อกลางของเทคโนโลยีอัจฉริยะ การแทรกแซง และการเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวัน วิธีที่เทคโนโลยีเหล่านี้ร่วมกันประกอบสร้างประสบการณ์ในบ้านจึงได้รับความสนใจมากขึ้น (Maller and Strengers, 2019) เนื่องจากพวกมันส่งผลกระทบต่อวิธีการแสดงออก การอุบัติขึ้น การคงอยู่ และการเสื่อมถอยของการปฏิบัติในบ้าน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิจัยค้นพบคือ วิสัยทัศน์แบบเทคโนโลยีในอุดมคติ (Techno-utopian) นี้ไม่เคยบรรลุผลตามที่ต้องการ (ดูบทที่ 68 ด้วย)

เทคโนโลยีในบ้านมักจะไม่สามารถลดปริมาณแรงงาน โดยเฉพาะภาระงานบ้านของผู้หญิงที่ต้องใช้เวลามาก เพราะพวกมันยกระดับความคาดหวังและขนบธรรมเนียมเรื่องความสะอาด ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการพักผ่อน ซึ่งในทางกลับกันจะเพิ่มแรงงานในครัวเรือนและรบกวนการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน (Hargreaves et al., 2018, Nicholls and Strengers, 2019) ยิ่งไปกว่านั้น การยอมรับและการใช้เทคโนโลยีในบ้านจำเป็นต้องมีกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้เวลาในการใช้อุปกรณ์ใหม่และสร้างความคุ้นเคยกับซอฟต์แวร์ใหม่ ทำให้ผู้คนรู้สึกเร่งรีบ มีความกดดันเรื่องเวลา และยุ่งวุ่นวายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ข้าพเจ้าซื้อเครื่องให้อาหารอัจฉริยะเพื่อลดภาระประจำวันในการให้อาหารแมว แต่ข้าพเจ้ากลับพบว่าอุปกรณ์อัจฉริยะนี้กลับเพิ่มเวลาและความพยายามในการดูแลสัตว์เลี้ยง! หลังจากเสียบปลั๊กอุปกรณ์นี้ ข้าพเจ้าต้องดาวน์โหลดแอป เรียนรู้วิธีเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและแอป และวิธีใช้แอปเพื่อตั้งแผนการให้อาหารเป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้น ข้าพเจ้าต้องตรวจสอบแอปทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่าแผนการให้อาหารทำงานได้ตามปกติ ดูเหมือนว่าแมวของข้าพเจ้าและตัวข้าพเจ้าเองจะยืนยันผลการวิจัยก่อนหน้านี้ และเราก็ยังเข้าไม่ถึงโลกเทคโนโลยีในอุดมคติ ในส่วนต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะอธิบายประเด็นที่กล่าวมาเกี่ยวกับเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันด้วยอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง นั่นคือปรากฏการณ์ร่วมสมัยของ "การขี่รูมบ้า" (Roomba riding)

กรณีศึกษา: การขี่รูมบ้า (ROOMBA RIDING)

เครื่องทำความสะอาดพื้นอัตโนมัติที่ได้รับความนิยม (หรือ "หุ่นยนต์ดูดฝุ่น" - Robovacs) สามารถเป็นตัวอย่างของบทบาทของปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ในการปฏิบัติทางสังคมที่มีพลวัตของการดูดฝุ่น เทคโนโลยีการดูดฝุ่นแบบดั้งเดิมมักต้องการผู้แสดงที่เป็นมนุษย์หรือผู้ควบคุมเพื่อทำการ "ดูด" ฝุ่นและวัสดุอื่นๆ จากพื้น ในทางตรงกันข้าม หุ่นยนต์ดูดฝุ่นถูกออกแบบมาเพื่อทำงานโดยไม่มีผู้ควบคุมที่เป็นมนุษย์ นอกเหนือจากการซื้อและติดตั้งครั้งแรก หุ่นยนต์เหล่านี้มี "การสื่อสาร" (Sayings - อัลกอริทึมและโปรแกรมที่ติดตั้งมา) และ "การกระทำ" (Doings - กระบวนการดูดฝุ่นอัตโนมัติและการสร้างข้อมูล และการปฏิบัติในการเป็นสื่อกลางของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี) ในการทำภารกิจให้สำเร็จ ในกระบวนการดูดฝุ่นอัตโนมัติ สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อีกประเภทหนึ่งมักจะทำหน้าที่ในการปฏิบัติที่โดดเด่น นั่นคือ "การขี่รูมบ้า" (Roomba riding) ซึ่งสัตว์เลี้ยงในบ้านจะขี่เครื่องดูดฝุ่นหุ่นยนต์เพื่อความเพลิดเพลินของพวกมันเอง (Strengers, 2019) การปฏิบัติใหม่ของมนุษย์ เช่น การถ่ายวิดีโอสัตว์เลี้ยงขี่รูมบ้า การแต่งตัวให้พวกมันด้วยชุดตลกๆ การโพสต์และการดูวิดีโอการขี่รูมบ้าบนยูทูบ (YouTube) ถูกสร้างขึ้นและดัดแปลงโดยการปฏิบัติที่เป็น "มากกว่ามนุษย์" นี้

ดังนั้น หุ่นยนต์ดูดฝุ่นจึงเป็นทั้งองค์ประกอบทางวัตถุของการปฏิบัติที่ดำเนินการโดยมนุษย์ เป็นผู้ปฏิบัติการดูดฝุ่นที่เป็นอิสระ (ตามความจริงหรือตามการรับรู้) และเป็นองค์ประกอบของการปฏิบัติอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ซึ่งดำเนินการโดยสัตว์

สรุปย่อ

  •       การเผชิญหน้าในชีวิตประจำวันกับเทคโนโลยีทั่วไปสร้างความรู้เชิงพื้นที่ของพื้นที่และสถานที่ การเผชิญหน้าเหล่านี้ถูกหล่อหลอมโดยบริบททางสังคมและทางวัตถุที่กว้างขึ้น การทำความเข้าใจการเผชิญหน้าเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวส่งผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง
  •       ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ที่ซับซ้อนและมีพลวัตต้องการความสนใจมากขึ้นในการศึกษาเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน เนื่องจากปฏิสัมพันธ์เหล่านี้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการปฏิบัติและพื้นที่ในชีวิตประจำวัน

การส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ประสบการณ์ประจำวันของเรากับเทคโนโลยี เช่น การทำอาหาร การรับประทานอาหาร การทำให้บ้านเย็นและร้อน การทำความสะอาดบ้าน เสื้อผ้าและร่างกายของเรา และการเดินทางไปทำงาน ล้วนเป็นการบริโภคพลังงานและแบกรับภาระทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ (Evans, 2018) ยิ่งไปกว่านั้น การบริโภคอุปกรณ์ดิจิทัลได้ก่อให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาล สร้างภูมิศาสตร์ที่ไม่เท่าเทียมของการค้าขยะระหว่างกลุ่มประเทศเหนือ (Global North) และกลุ่มประเทศใต้ (Global South) และสร้างการรวมตัวทางเศรษฐกิจใหม่สำหรับการรีไซเคิล การซ่อมแซม และการนำกลับมาใช้ใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา (Pickren, 2014)

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาที่ลักษณะทางสังคมและทางวัตถุของความยั่งยืนในชีวิตประจำวัน การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีพยายามทำให้โลก "ดีขึ้น" ในบางทาง เช่น การเพิ่มรูปแบบของความเป็นอยู่ที่ดีและสุขภาพ การทำงานเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม การสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากร (Pink et al., 2020) ในการนำแนวทางการปฏิบัติมาใช้กับการบริโภคที่ยั่งยืนซึ่งตระหนักถึงทั้งบทบาทของปัจเจกบุคคล (Agency) และโครงสร้างเชิงระบบ ทั้งพลวัตการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบนและบนลงล่าง และอิทธิพลที่สร้างขึ้นโดยตัวแสดงที่เป็นมนุษย์ วัตถุ และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (Spaargaren, 2011) การศึกษาบางชิ้นได้เน้นย้ำถึงวิวัฒนาการร่วมกันของเทคโนโลยีในฐานะพลังทางวัตถุและสังคม (Evans, 2020) ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเคลื่อนไหวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

การเคลื่อนไหวทางสังคมถูกรวมเข้ากับโครงสร้างทางสังคมและการปฏิบัติที่มีอยู่ ความต่อเนื่องระหว่างการปฏิบัติของการเคลื่อนไหวทางสังคม (Activism) และชีวิตประจำวันถูกสร้างขึ้นผ่านการพัฒนาในปัจจุบันของความนิยมของเว็บ 2.0 และศักยภาพในการสื่อสารและการรณรงค์ต่อสาธารณะ (Pink, 2012) พื้นที่ดิจิทัลที่เป็นเครือข่ายสามารถเพิ่มอำนาจให้คนธรรมดาในการต่อต้านและสร้างสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขาขึ้นใหม่ ทำให้เกิดการเชื่อมต่อแบบ "เป็นมากกว่าความจริง" (More-than-real) ซึ่งเป็นความเข้าใจเชิงความสัมพันธ์ของเครือข่ายมนุษย์-เทคโนโลยีที่นิยามว่าดิจิทัลเป็นทั้งสิ่งที่จับต้องได้และนามธรรม และเป็นทั้งความจริงและเสมือน (ไม่จริง) ระหว่างมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (McLean, 2016, 2020) ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวทางสังคม-สิ่งแวดล้อมแบบ "เป็นมากกว่าความจริง" นี้คือโครงการ อาลีเพย์ แอนท์ ฟอเรสต์ (Alipay Ant Forest) อาลีเพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของจีน ได้เปิดตัวโครงการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศในปี 2016 โครงการนี้ให้รางวัลแก่ผู้ใช้ด้วย "คะแนนพลังงานสีเขียว" ทุกครั้งที่พวกเขาลดการปล่อยคาร์บอน เช่น การใช้ขนส่งสาธารณะและการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน คะแนนเหล่านี้จะเติบโตเป็นต้นไม้เสมือนจริงในแอปอาลีเพย์ ซึ่งทางอาลีเพย์จะสมทบด้วยการปลูกต้นไม้จริงหรือการปกป้องพื้นที่อนุรักษ์ โดยร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ในท้องถิ่น

ภายใต้บริบทนี้ การแทรกแซงทางนโยบายและการศึกษาเกี่ยวกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมจึงมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงในระดับใหญ่มักจะรวมถึงการพัฒนาเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและความคิดริเริ่มในการเปลี่ยนพฤติกรรมจากบนลงล่าง สิ่งเหล่านี้มักจะขึ้นอยู่กับโครงการทางเทคโนโลยีในอุดมคติหรือแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นเรื่องมิเตอร์อัจฉริยะ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ บ้านอัจฉริยะ และเมืองอัจฉริยะ เพื่อปรับปรุงและวางแผนสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนที่คาดการณ์ได้ ซึ่งเป็นอนาคตที่จินตนาการว่าเป็นจุดหมายปลายทางเดียวที่คลี่คลายออกมาตรงตามที่วางแผนไว้ทุกประการ (ดูบทที่ 68) อย่างไรก็ตาม อนาคตเป็นระบบที่หลากหลายและซับซ้อนซึ่งก่อให้เกิดวิวัฒนาการของสังคม และถูกสร้างขึ้นผ่านวิถีทางที่ไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับสถานการณ์ซึ่งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ร่วมกันสร้างการปฏิบัติใหม่ๆ ของการอยู่ในโลก รวมถึงในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน (Nicholls and Strengers, 2019)

ดังนั้น การใช้การปฏิบัติ (มากกว่าปัจเจกบุคคลที่เป็นผู้ดำเนินการ) เป็นหน่วยหลักในการวิเคราะห์จึงมีความหมายต่อทั้งทฤษฎีทางสังคมและนโยบาย การมุ่งเน้นที่การปฏิบัติในเชิงนโยบายเป็นการตระหนักและทำงานร่วมกับกระบวนการที่ควบคุมไม่ได้โดยพื้นฐาน เพราะการปฏิบัติทางสังคมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม และมีพลวัต ดังนั้นจึงยากที่จะวัดผลหรือสร้างแบบจำลอง สิ่งนี้สนับสนุนให้มีการวิเคราะห์ข้ามภาคส่วนว่าการกำหนดนโยบายรูปแบบต่างๆ ส่งผลต่อการปฏิบัติทางสังคมอย่างไร รวมถึงลักษณะและจังหวะของรูปแบบการบริโภคเทคโนโลยี/พลังงานในชีวิตประจำวัน ตลอดจนผลกระทบของการปฏิบัติเหล่านี้ต่อการวางแผนและความต้องการโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต เป็นการพยายามชี้นำทิศทางและความสนใจของอนาคตทางพลังงานไปสู่ความเป็นไปได้ที่หลากหลายของสถานการณ์ในชีวิตประจำวันในอนาคต ดังนั้น การแทรกแซงทางนโยบายอาจสนับสนุนโอกาสสำหรับวิถีชีวิตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นให้คงอยู่และเจริญเติบโต ชูฟ (Shove) และคณะ (2012) ระบุเส้นทางที่นโยบายที่มุ่งเน้นการปฏิบัติอาจเกิดขึ้นได้: ผู้วางนโยบายและตัวแสดงอื่นๆ สามารถมีอิทธิพลต่อการกระจายและการหมุนเวียนขององค์ประกอบต่างๆ (วัสดุ ทักษะความสามารถ และความหมาย) และพิจารณาบทบาทของพวกเขาในการกำหนดค่าความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติ ในการหล่อหลอมวิถีทางและเส้นทางของการปฏิบัติและผู้ดำเนินการ และในการสร้างหรือทำลายความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ เครือข่าย และความเป็นพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การแทรกแซงทางนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับความท้าทายเชิงระบบจะมีผลก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ในและผ่านการปฏิบัติ และผลกระทบดังกล่าวนั้นไม่เคยคงที่ แต่ขึ้นอยู่กับการผลิตซ้ำที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลา

สรุปย่อ

  •       การแทรกแซงทางนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศต้องนำประสบการณ์ประจำวันเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาพิจารณา
  •       การเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อมถูกรวมเข้ากับการปฏิบัติทางสังคมที่มีอยู่ และการเคลื่อนไหวเหล่านี้ให้ความสำคัญกับชีวิตประจำวันในฐานะพื้นที่สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 

สรุปท้ายบท

ในบทนี้ ข้าพเจ้าได้ดำเนินการสองประการ ประการแรก ข้าพเจ้าได้สรุปแนวทางหลักของการศึกษาที่มุ่งเน้นการปฏิบัติเกี่ยวกับเทคโนโลยีทั่วไป และนัยทางสังคม-สิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกขอบเขตของภูมิศาสตร์มนุษย์ และประการที่สอง ข้าพเจ้าได้แสดงให้เห็นถึงข้อดีของแนวทางที่มุ่งเน้นการปฏิบัติในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางสังคม-สิ่งแวดล้อมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ในสังคมที่มีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจว่าเรามีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอย่างไรนั้นเป็นโครงการสหวิทยาการที่ดำเนินอยู่ต่อเนื่อง การบริโภคเทคโนโลยีดำรงอยู่ในพื้นที่ชีวิตประจำวันทั้งในรูปแบบของวัตถุและนามธรรม ในฐานะนักภูมิศาสตร์ เราต้องทำแผนที่วิถีโคจรที่ซับซ้อนของเทคโนโลยีเหล่านี้ ศึกษาบทบาทของพวกมันในการผลิตความรู้เชิงพื้นที่ของโลกที่เราอาศัยอยู่ และตระหนักว่าความรู้เชิงพื้นที่นั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น