มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
พัฒนา ราชวงศ์ สุดารัตน์ สุขอยู่ และกรกช หิริรัตน์
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Donna Houston และ Emily O’Gorman (2024) Environmental Humanities.In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.1197-1216. London: Routlege.
บทนำ: การเชื้อเชิญ (อีกครั้ง)
ในปี 2004
นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม เดโบราห์ เบิร์ด โรส (Deborah Bird
Rose) และ ลิบบี้ โรบิน (Libby Robin) ได้เขียนบทความเชิงเชื้อเชิญสู่
"มนุษยศาสตร์เชิงนิเวศในภาคปฏิบัติ" (ecological humanities in
action) ในวารสาร Australian Humanities Review การเชื้อเชิญดังกล่าวถือเป็นการเรียกร้องให้ลงมือทำ (call to
action) เพื่อให้นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็วที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียและทั่วโลก
โรสและโรบินเรียกร้องให้นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ทำงานในรูปแบบของ
"ความเชื่อมโยง" (connectivity) และ
"ความมุ่งมั่น" (commitment) เพื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่อุบัติขึ้นอย่างต่อเนื่องและซับซ้อน
ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมโลกาภิวัตน์
รวมถึงแนวปฏิบัติแบบอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐาน (settler-colonial practices) ที่ยังคงดำเนินอยู่ในการลบเลือน ความรุนแรง และการทำลายล้างผืนดิน ชีวิต
และอนาคต
พวกเขาเรียกร้องให้นักวิชาการที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานและผู้ที่ไม่ใช่ชนพื้นเมือง
หันมาตอบสนองต่อภูมิปัญญาอันมีอธิปไตย สถานที่ แนวปฏิบัติการจัดการที่ดิน
และความปรารถนาในความยุติธรรมของกลุ่มชนชาติปฐมภูมิ (First Nations
peoples)
โรสและโรบินวิงวอนให้นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ดำเนินงานวิชาการและการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมภาคประยุกต์และสาธารณะ
โดยทำงานข้ามพรมแดนสาขาวิชาในบริบทของพหุวัฒนธรรม พหุสายพันธุ์ (multispecies) และพหุอัตลักษณ์ (multi-being) หัวข้อเรื่อง
"ความเชื่อมโยง" และ "ความมุ่งมั่น"
ได้เน้นย้ำถึงบทบาทใหม่ของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม
โดยความเชื่อมโยงได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญสำหรับสาขาวิชามนุษยศาสตร์ที่ครอบงำโดยแนวคิดตะวันตก
ในการคิดให้ไกลกว่าแนวคิดที่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งพิเศษ (human exceptionalism)
ซึ่งส่งผลให้มนุษย์อยู่เหนือหรืออยู่นอกโครงข่ายความสัมพันธ์ที่พึ่งพาอาศัยกันซึ่งค้ำจุนชีวิตบนโลก
(Plumwood, 2008)
ส่วนความมุ่งมั่นได้เน้นย้ำถึงภารกิจที่ต่อเนื่องและยากลำบากในการเผชิญกับภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม
และการรื้อถอนอดีตและปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการเหยียดเชื้อชาติและการตักตวงผลประโยชน์
ซึ่งยังคงทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง (Nixon,
2011; Todd, 2017)
เป็นเวลา 20
ปีแล้วนับตั้งแต่โรสและโรบินตีพิมพ์บทความ
"มนุษยศาสตร์เชิงนิเวศในภาคปฏิบัติ" มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมยังคงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็น
"ความพยายามที่จะดำรงอยู่ในพื้นที่อันยากลำบากของการวิพากษ์และการลงมือทำไปพร้อม
ๆ กัน" (Rose
et al., 2012: 3)
บทนี้จึงมุ่งหวังที่จะดึงเอาความตึงเครียดเหล่านี้ออกมา
โดยเราจะเริ่มต้นด้วยการอภิปรายเกี่ยวกับทุนทางวิชาการที่กำลังเติบโตในด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
รวมถึงการอุทิศตนต่อสาขาวิชานี้โดยนักภูมิศาสตร์มนุษย์ (human geographers)
เราจะระบุสายใยและประเด็นหลักที่ร้อยเรียงผ่านงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ตลอดจนนำเสนอข้อวิพากษ์และการสะท้อนคิดบางประการ
ในตอนท้ายเราจะทำการเชื้อเชิญแบบโรสและโรบินอีกครั้ง
เพื่อย้ำเตือนว่าความเชื่อมโยงและการร่วมมือข้ามศาสตร์ของมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ยังคงสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่ยุติธรรม ในช่วงเวลาแห่งการล่มสลายครั้งใหญ่ของสรรพชีวิตบนโลก
เราขอนำเสนอบทนี้ด้วยข้อพึงระวังดังต่อไปนี้: มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมมีความหลากหลายอย่างยิ่งและได้รับการพัฒนาด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ (O’Gorman et al., 2019) เราไม่สามารถครอบคลุมขอบเขตทั้งหมดของงานด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม หรือลำดับพงศาวลีที่ซ้อนทับกันของนิเวศวิทยาการเมือง (political ecology), การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STS), แนวคิดหลังมนุษยนิยม (posthuman) และแนวคิดสตรีนิยมเชิงนิเวศ (ecological feminist thought) ได้ทั้งหมด ณ ที่นี้ (ดูตัวอย่างที่ Ojeda et al., 2022) เราเขียนบทความนี้ในฐานะนักวิชาการผู้ตั้งถิ่นฐานที่อาศัยและทำงานบนดินแดนอธิปไตยที่ไม่เคยมีการส่งมอบคืน (unceded sovereign lands) ของชาว Gadigal, Birrabirragal, Dharug, Dharawal และ Gundungurra ในออสเตรเลีย ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมจึงได้รับการกระตุ้นและถูกจำกัดด้วยมุมมองตามตำแหน่งแห่งที่ (situated perspectives) ของเราเอง
สรุปย่อ
- "ความเชื่อมโยง" และ "ความมุ่งมั่น" เป็นประเด็นสำคัญในยุคแรกของวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
- มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการทั้งในด้านการวิพากษ์และการลงมือทำ พร้อมด้วยทิศทางใหม่ ๆ ที่กำลังเจริญงอกงาม
มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมคืออะไร?
สาขามนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้รับการหล่อหลอมและเจริญรุ่งเรืองในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายและเพิ่มพูนขึ้น
ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปจนถึงมลพิษพลาสติกและการตัดไม้ทำลายป่า
นักวิจัยในสาขานี้มีเป้าหมายที่จะพัฒนาและเสริมสร้างบทบาทของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ให้ดียิ่งขึ้น
เพื่อความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาเหล่านี้รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน
พวกเขาพยายามแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงประเด็น "สิ่งแวดล้อม"
ในฐานะที่เป็นประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง
พวกเขาต่อต้านแนวคิดที่ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเพียง "มิติทางมนุษย์" ของ
"ปัญหาสิ่งแวดล้อม"
แต่กลับเผยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกของมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (non-human) นักวิจัยด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้นำเสนอการวางกรอบและแนวทางใหม่ต่อประเด็นเหล่านี้ในฐานะ
"ธรรมชาติ-วัฒนธรรม" (nature-culture) (Haraway, 2008)
สาขานี้ทำหน้าที่เป็นร่มใหญ่
(umbrella)
ให้กับสาขาวิชาย่อยด้านสิ่งแวดล้อมในมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เช่น
ภูมิศาสตร์มนุษย์, ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม, ปรัชญาสิ่งแวดล้อม, วรรณคดีวิจารณ์เชิงนิเวศ (eco-criticism),
มานุษยวิทยา และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงการปฏิบัติทางศิลปะ
นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสนทนาและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างศาสตร์เหล่านี้
โดยสนับสนุนคุณค่าของแนวทางแบบพหุวิทยาการและสหวิทยาการในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคม-นิเวศวิทยา
(socio-ecological dilemmas) แท้จริงแล้ว มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นสาขาวิชาสหวิทยาการที่มีมโนทัศน์และแนวทางที่เฉพาะตัวมากขึ้นเรื่อย
ๆ (Emmett and Nye, 2017)
เพื่อสะท้อนคำยืนยันที่ว่ามนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมเป็นการวิพากษ์และการเรียกร้องให้ลงมือทำไปพร้อม
ๆ กัน เราจึงทำความเข้าใจว่างานวิชาการ การปฏิบัติทางศิลปะ และการเล่าเรื่องในด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ประกอบด้วยการจัดวางองค์ประกอบของประเด็นต่าง ๆ ดังนี้:
1. การวิพากษ์
(และการรื้อถอน) ระบบความรู้กระแสหลักของตะวันตก
ประวัติศาสตร์อาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานและการตักตวงผลประโยชน์
รวมถึงแนวปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่แยกมนุษย์ออกจากโลกที่มีชีวิต
และทำให้เกิดการทำลายล้างผืนดิน แหล่งน้ำ ชั้นบรรยากาศ ใต้ดิน ชีวิตมนุษย์ และชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างต่อเนื่อง
2. การสื่อสารเรื่องความเร่งด่วนและผลกระทบที่ไม่เท่าเทียมกันจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่เสถียรและเปลี่ยนแปลงไป
การแพร่กระจายของมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและสารพิษ
และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของโลกที่ไม่อาจย้อนกลับคืนได้
3. การให้ความสำคัญและตอบสนองต่อการฟื้นคืนของภววิทยา-ญาณวิทยา
(onto-epistemologies)
ว่าด้วยการดำรงอยู่และความสัมพันธ์ของกลุ่มชนชาติปฐมภูมิ, คนผิวดำ, ชาวเอเชีย และกลุ่มที่ไม่ใช่ตะวันตก
4. การวิจัยแบบสหวิทยาการและพหุวิทยาการที่มุ่งเน้นไปที่ความพัวพันของพหุสายพันธุ์และพหุอัตลักษณ์
ระหว่างมนุษย์และโลกที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันซึ่งสรรพชีวิตล้วนอาศัยอยู่
5. การพัฒนารูปแบบการคิดและการปฏิบัติที่ขยายขอบเขตออกไป
เพื่อทำให้เกิดแนวปฏิบัติ (praxes) แห่งการดำรงชีวิตที่ยุติธรรม
มีความพหุลักษณ์ ต่อต้านอาณานิคม และเป็นมากกว่ามนุษย์ (more-than-human)
6. การมุ่งเน้นที่ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เช่น การเล่าเรื่อง, ชาติพันธุ์วรรณนา, การทำแผนที่โต้กลับ (counter-mapping) และการผลิตงานศิลปะ ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของการร่วมมือกันในพหุวิทยาการ
ในส่วนถัดไป เราจะอภิปรายถึงประเด็นข้างต้นในรายละเอียดเพิ่มเติม และความเกี่ยวข้องกับแนวคิดหลักที่หล่อหลอมมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยแสดงผ่านผลงานเฉพาะของนักวิชาการและศิลปินในด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
สรุปย่อ
- ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา งานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้พยายามเสริมสร้างบทบาทของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคม-สิ่งแวดล้อม และเผยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกของมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
- มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมยังคงทำหน้าที่เป็นร่มใหญ่ให้กับหลากหลายสาขาวิชาย่อย แต่เริ่มมีความเป็นสาขาวิชาสหวิทยาการที่ชัดเจนขึ้น
- มีประเด็นเฉพาะหลายประการที่บ่งบอกลักษณะของงานวิชาการในสาขานี้ ตั้งแต่การลดทอนความเป็นศูนย์กลางของระบบความรู้ตะวันตก ไปจนถึงระเบียบวิธีวิจัยสหวิทยาการเชิงสร้างสรรค์
แนวคิดหลักที่หล่อหลอมมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
การก้าวข้ามแนวคิดมนุษย์เป็นสิ่งพิเศษ (Beyond human exceptionalism)
สายใยร่วมกันของความสนใจทางวิชาการและศิลปะที่หลากหลายในมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม คือการวิพากษ์อย่างรุนแรงต่อความรู้และแนวปฏิบัติทางปรัชญา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ของตะวันตก ที่ได้แยกคำถามว่าการเป็นมนุษย์หมายถึงอะไร ออกจากการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งและอัตลักษณ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ การแยก "มนุษย์" ออกจาก "ธรรมชาติ" เป็นการสร้างมโนทัศน์แบบยุคภูมิธรรม (Enlightenment) ของตะวันตกโดยเฉพาะ ซึ่งปลอมแปลงเป็นสภาวะพื้นฐานของมนุษย์สากลและวิถีแห่งการดำรงอยู่ในโลก นักปรัชญาสตรีนิยมเชิงนิเวศ วัล พลัมวูด (Val Plumwood, 1993) ในหนังสือของเธอชื่อ Feminism and the Mastery of Nature ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในการแยก "มนุษย์" ออกจาก "ธรรมชาติ" นั้น โลกทัศน์นี้ยังได้วางตำแหน่งให้ "มนุษย์" มีอำนาจเหนือ "ธรรมชาติ" ด้วย นักวิจัยด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมโต้แย้งว่า "ทวิลักษณ์" (dualism) และ "การแยกขาดอย่างรุนแรง" (hyper-separation) (Plumwood, 1993, 2008) ระหว่าง "มนุษย์" และ "ธรรมชาติ" นี้เองที่เป็นรากฐานของวิกฤตหลายประการที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ พวกเขาแสวงหาการลดทอนความเป็นศูนย์กลางของมนุษย์ และจัดวางตำแหน่งมนุษย์ใหม่ให้อยู่ในความสัมพันธ์แบบ "มากกว่ามนุษย์" (more-than-human) ที่มีชีวิตชีวา ซึ่งมีตัวแสดง (actors) ที่หลากหลายทั้งที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่ การจัดวางตำแหน่งมนุษย์ใหม่ในฐานะผู้มีส่วนร่วมที่หลากหลายภายในระบบนิเวศทางประวัติศาสตร์-สังคมที่มีพลวัตนี้ มีความสอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับ "จักรวาลวิทยา-นิเวศวิทยาเชิงสัมพันธ์" (relational cosmo-ecologies) ของระบบวิทยาศาสตร์และความรู้ของกลุ่มชนพื้นเมืองและกลุ่มที่ไม่ใช่ตะวันตกจำนวนมาก (Rose, 2014; ดูบทที่ 43 เพิ่มเติม) นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมเน้นย้ำว่า "การแยกขาดอย่างรุนแรง" อันทำลายล้างระหว่างผู้คนและธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากโครงสร้างความรุนแรง (ที่ยังดำเนินอยู่) ของจักรวรรดินิยมตะวันตก, ระบบชายเป็นใหญ่เชิงรักต่างเพศ (hetero-patriarchy), ทุนนิยมที่เหยียดเชื้อชาติ และอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐาน (Nixon, 2011)
ชีวิตที่พัวพันบนดาวเคราะห์ที่เสียหาย (Entangled life on a damaged planet)
หัวใจสำคัญของงานด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
(รวมถึงการวิจัย การเล่าเรื่อง และแนวปฏิบัติ)
คือความพยายามในการสร้างจินตนาการใหม่และสำรวจคำศัพท์ เรื่องเล่า
และแนวปฏิบัติใหม่ ๆ และทางเลือกอื่น
โดยเฉพาะสิ่งที่ถูกปรับให้เข้ากับความเป็นจริงทางสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนในยุคสมัยของเรา
(Rose
et al., 2012; Neimanis et al., 2015)
นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมเข้าถึงภารกิจการสร้างจินตนาการใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติในรูปแบบที่ต่างกัน
ตัวอย่างเช่น มุ่งเน้นไปที่หัวข้อวิจัยที่โดยปกติแล้วจะตกเป็นหน้าที่ของธรณีศาสตร์
วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และชีววิทยา ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง มลพิษพลาสติก (Liboiron,
2021) และพันธุศาสตร์ (Tallbear, 2013) งานบางส่วนเหล่านี้จะถูกอภิปรายในส่วนถัดไปว่าด้วย
"แนวทางแบบมากกว่ามนุษย์และพหุสายพันธุ์"
นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวคิด
มานุษยเซน (Anthropocene
- ดูบทที่ 62)
ซึ่งเป็นคำที่นักวิทยาศาสตร์ด้านโลกและบรรยากาศเริ่มใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 2000
เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมในระดับดาวเคราะห์ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ (Steffen
et al., 2011) ดังที่อภิปรายในบทที่ 62 มานุษยเซน
("ยุคแห่งมนุษย์")
ถูกอ้างถึงเพื่อสื่อสารเกี่ยวกับขนาดอันมหาศาลของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโดยมนุษย์ต่อระบบและกระบวนการของโลก
แต่สำหรับนักวิชาการจำนวนมากในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มานุษยเซนเป็นแนวคิดที่เต็มไปด้วยการโต้แย้งและถูกโต้แย้ง
ดังที่ อีเลน แกน และคณะ (Elaine Gan, et al., 2017: G1) เขียนไว้ว่า: "คำนี้บอกเล่าเรื่องราวใหญ่:
การจัดวางระเบียบแห่งชีวิตที่ต้องใช้เวลาหลายล้านปีในการก่อร่าง
กำลังถูกทำลายลงในชั่วพริบตา
ความหยิ่งผยองของเหล่านักล่าอาณานิคมและบริษัททำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าเราจะเหลืออะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง
ทั้งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์"
"เรื่องราวใหญ่"
(big
story) ของมานุษยเซนนี้ยังถูกโต้แย้งอย่างลึกซึ้ง
โอกาสของการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมที่ทำให้โลกพังทลายลงได้ส่งเสริมให้เกิดการขยายกรอบความคิด
– คือความสามารถที่จะคิดไปพร้อมกับช่วงเวลา (timescales), ความรับผิดชอบ,
ความสัมพันธ์ระหว่างกัน
และผลกระทบที่อยู่ไกลเกินกว่าสิ่งที่การวิจัยทางมนุษยศาสตร์ตะวันตกทั่วไปมักจะทำ (Rose
and Robin, 2004; Gan et al., 2017)
อย่างไรก็ตาม "เรื่องราวใหญ่"
อาจเป็นการตอกย้ำการคิดแบบสากลนิยมและวัฒนธรรมเดี่ยวในทางที่ลบเลือนความแตกต่างทางประวัติศาสตร์,
ภววิทยา, วัฒนธรรม และสังคม (Neimanis
et al., 2015; Gergan et al., 2020)
ไคล์ พาวีส์
ไวท์ (Kyle
Powys Whyte) นักวิชาการและนักกิจกรรมชาวโพทาวัทโทมี (Potawatomi)
ได้วิพากษ์ "จินตนาการของคนขาว" (white fantasies)
เกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและยุคมานุษยเซน (2018)
เขาแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวของมานุษยเซนในวิทยาศาสตร์กระแสหลักของตะวันตกและวัฒนธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
ส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมผ่านตัวละครหลักที่เป็นชายผิวขาว
ซึ่งนำเสนอวิกฤตสิ่งแวดล้อมว่าเป็นสิ่งที่ "พวกเรา (มนุษย์)"
ได้เดินมาถึงและต้องการการช่วยเหลือ สำหรับไวท์และนักวิชาการกลุ่มอื่น ๆ
จากชนชาติปฐมภูมิ, คนผิวดำ, ชาวเอเชีย,
ลาติน และนักวิชาการพันธมิตร เช่น เฮเธอร์ เดวิส และ โซอี ท็อดด์ (Heather
Davis and Zoe Todd, 2017), เดวิส และคณะ (Davis
et al., 2019) และ เจอร์แกน และคณะ (Gergan et al., 2020) มานุษยเซนคลี่คลายตัวออกมาในช่วงเวลาที่ลัทธิอาณานิคม, การเหยียดเชื้อชาติ, ระบบชายเป็นใหญ่เชิงรักต่างเพศ
และการต่อต้านคนผิวดำ ยังคงผลิตซ้ำความไม่ยุติธรรมทางภววิทยา พื้นที่
และตำแหน่งแห่งที่ เมื่อติดอยู่ในการวางกรอบแบบคนขาว ตะวันตก และอาณานิคม:
มานุษยเซนได้กระตุ้นเรื่องราวเดียวของมนุษย์ที่ไร้ความแตกต่างซึ่งเป็นผู้สร้างและกำลังเผชิญกับอนาคตที่ล่มสลาย
(Gergan et al., 2020) แต่ดังที่ไวท์ (2018) โต้แย้งว่า
อะไรคือสิ่งที่ "ไม่เคยปรากฏมาก่อน"
สำหรับกลุ่มชนชาติปฐมภูมิที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่บรรพบุรุษของพวกเขาอาจจะมองว่าเป็นโลกที่ล่มสลายอยู่แล้ว?
ไวท์ดึงความสนใจไปที่ความไม่ลงรอยกันของการคิดแบบมานุษยเซนสำหรับกลุ่มชนพื้นเมืองและผู้ที่ไม่ใช่ตะวันตกจำนวนมาก
และชี้ให้เห็นว่าการคิดเช่นนั้นเป็นการปิดกั้นอนาคตที่มีชีวิตชีวาซึ่งรวมอยู่ในความเร่งรัดฟื้นตัวของวิทยาศาสตร์
ภววิทยา-ญาณวิทยา การจัดการที่ดิน และระเบียบกฎหมายของชนชาติปฐมภูมิ ชาวเอเชีย
และผู้สืบเชื้อสายชาวแอฟริกัน (Davis and Todd, 2017;
Winter, 2021; McKittrick, 2020; ดูบทที่ 45 เพิ่มเติม)
ข้อวิพากษ์ต่อมานุษยเซนจึงเน้นย้ำว่า ภารกิจในการเผชิญกับ "เรื่องราวใหญ่" ของวิกฤตสิ่งแวดล้อมระดับดาวเคราะห์ซึ่งพันธนาการสรรพชีวิตและกระบวนการของโลกไว้ด้วยกันนั้น ยังรวมถึงการเผชิญหน้าและการขจัดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ยาเน เดวิส และคณะ (Janae Davis et al., 2019: 5) ยืนยันว่า: "การปิดหูปิดตาทางญาณวิทยาในงานวิชาการเรื่องมานุษยเซนต่อบทบาทของการเหยียดเชื้อชาติและการต่อต้าน ไม่ใช่เพียงการมองข้ามทางวิชาการ: แต่มันมีผลกระทบต่อวิธีที่เราอาจจะจินตนาการ (หรือไม่สามารถจินตนาการ) ถึงการตอบสนองที่ยุติธรรมต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศโลก" (ดูบทที่ 10 ว่าด้วยความเป็นชนพื้นเมืองเพิ่มเติม)
แนวทางแบบพหุสายพันธุ์และมากกว่ามนุษย์ (Multispecies and more-than-human approaches)
แนวทางแบบพหุสายพันธุ์เชิงสหวิทยาการและแนวทางแบบมากกว่ามนุษย์
เป็นกลุ่มของงานวิชาการที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและเจริญเติบโตอย่างมากภายในมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
(ดูบทที่ 7) งานวิชาการนี้มีลักษณะเด่นคือ "แนวทางเชิงสัมพันธ์" (relational
approaches) ซึ่งผู้คน, พืช, สัตว์, แบคทีเรีย, เชื้อรา
และธาตุต่าง ๆ ไม่ได้ดำรงอยู่โดยตัวของมันเอง แต่เป็นการ
"ร่วมกันกลายเป็น" (co-becoming) ในความเชื่อมโยงที่เคลื่อนไหวอยู่เสมอ
แนวทางนี้สอดคล้องกับความสนใจของมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมในการลดทอนความเป็นศูนย์กลางของมนุษย์
โดยหันไปให้ความสำคัญกับโลกที่มากกว่ามนุษย์ในฐานะชุดความสัมพันธ์แบบซ้อนทับ (nested
relationships) แนวทางเหล่านี้เน้นย้ำว่าโลกของเรามีลักษณะทางกายภาพอย่างลึกซึ้ง
และยังเต็มไปด้วยเรื่องราวและความหมายที่มากกว่ามนุษย์
ซึ่งถูกสร้างขึ้นร่วมกันระหว่างอัตลักษณ์ที่หลากหลาย (Giraud et al., 2018)
นอกจากนี้ยังมุ่งสำรวจว่าความสัมพันธ์เหล่านี้ถูกก่อร่างขึ้นโดยความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียม
และถูกขับเคลื่อนด้วยความกังวลในเรื่องความยุติธรรม ดังที่ แวน ดูเรน และคณะ (van
Dooren et al.) ระบุไว้ว่า แนวทางเหล่านี้ "คือการเพิ่มทวีของความแตกต่างและรูปแบบของการใส่ใจ
เกี่ยวกับความเฉพาะเจาะจงของความพัวพันทางธรรมชาติ-วัฒนธรรมที่มีชีวิตใน 'เขตสัมผัสที่หนาแน่น' (thick contact zones) พร้อมด้วยประวัติศาสตร์และความเป็นไปได้ที่เฉพาะตัวอย่างยิ่ง"
(2016: 13) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายนี้
แนวทางดังกล่าวจึงไม่เพียงเน้นความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและอัตลักษณ์เท่านั้น
แต่ยังเน้นถึงความหลากหลายในประสบการณ์ รวมถึงความหลากหลายในประสบการณ์ตามตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนที่ถูกหล่อหลอมโดยเชื้อชาติ,
ชนชั้น, เพศวิถี และเพศสภาพ (Ojeda et
al., 2022)
แนวทางเหล่านี้ได้รวบรวมสายใยจากกลุ่มงานวิชาการหลายกลุ่ม รวมถึงงานวิชาการในด้าน "ภูมิศาสตร์ที่มากกว่ามนุษย์" (more-than-human geography) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการก่อร่างสร้างตัวจากงานของ ซาราห์ วัทมอร์ (Sarah Whatmore, 2006) และต่อมาโดย เจมี ลอริเมอร์ (Jamie Lorimer, 2015) แนวทางเหล่านี้ยังได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก "ชาติพันธุ์วรรณนาพหุสายพันธุ์" (multispecies ethnography) ซึ่งเป็นสาขาที่ก่อตั้งผ่านงานของเหล่านักมานุษยวิทยา (เช่น Paxson, 2008; Kirksey and Helmreich, 2010; Tsing, 2015) ในขณะเดียวกัน สาขาเหล่านี้ได้ต่อยอดมาจากงานของนักวิชาการสตรีนิยมสาย STS อย่าง ดอนนา ฮาราเวย์ (Donna Haraway) ผู้สนับสนุนการลดทอนความเป็นศูนย์กลางของมนุษย์อย่างถอนรากถอนโคน สนับสนุนความสำคัญของการยอมรับการร่วมกันกลายเป็นของมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตและพลังอื่น ๆ อีกมากมาย และความจำเป็นในการคิดทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคม รวมถึงการระบุ "ตำแหน่งแห่งที่" (situating) ของความรู้เหล่านี้และอื่น ๆ (1988) พวกเขายังได้รับอิทธิพลจากข้อโต้แย้งของนักวิชาการ STS อย่าง บรูโน ลาทัวร์ (Bruno Latour) ผู้พัฒนา "ทฤษฎีโครงข่ายตัวแสดง" (Actor-Network-Theory - ANT) เพื่อเป็นวิธีการสำรวจความสัมพันธ์ที่หลากหลาย (เช่น 1993) เมื่อไม่นานมานี้ ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้เริ่มเสริมสร้างงานในด้าน "ประวัติศาสตร์ที่มากกว่ามนุษย์" (more-than-human histories) (O’Gorman and Gaynor, 2020) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสนทนาระหว่างประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมและการศึกษาพหุสายพันธุ์ และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มากกว่ามนุษย์ในการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์
การร่วมมือข้ามศาสตร์และแบบมีส่วนร่วม (Interdisciplinary and participatory collaborations)
การทำงานข้ามศาสตร์ (Interdisciplinarity) และการร่วมมือแบบพหุวิทยาการ (multidisciplinary collaborations) เป็นลักษณะเด่นที่สำคัญของมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม นักวิจัยรายบุคคลหรือกลุ่มนักวิจัยได้ร่วมกันหาแนวทางเกี่ยวกับประเด็นหลักที่น่ากังวลด้านสิ่งแวดล้อม/นิเวศวิทยา การผสมผสานที่แม่นยำของสาขาวิชาที่นำมาใช้ในงานข้ามศาสตร์รายบุคคลหรือการร่วมมือแบบพหุวิทยาการนั้น แตกต่างกันไปตามความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ ความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกัน และประเด็นที่กำลังแก้ไข รวมถึงรูปแบบการสื่อสารงานนี้ด้วย "เครือข่ายสถานที่เงา" (Shadow Places Network) มีเป้าหมายเฉพาะในการสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปิน นักกิจกรรม และนักวิชาการ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านความยุติธรรมในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (https://www.shadowplaces.net/, Potter et al., 2022, ภาพที่63.1) "เฟอรัล แอตลาส" (Feral Atlas) เป็นโครงการร่วมมือด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมแบบโต้ตอบบนเว็บระหว่างศิลปินและนักวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มุ่งนำเสนอวิธีการสำรวจมานุษยเซนแก่สาธารณชนผ่านชุดเรื่องราวที่เป็นภาพและตัวอักษร ซึ่งมักเน้นไปที่สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ประเภทเฉพาะ (ดูวัสดุออนไลน์)
ภาพที่63.1 ข้อความตัดตอนจากคำประกาศเจตนารมณ์ของเครือข่ายสถานที่เงา
(Shadow
Places Network Manifesto) จากเว็บไซต์ของเครือข่ายสถานที่เงา (https://www.shadowplaces.net/)
ที่มา: ภาพถ่ายหน้าจอได้รับอนุญาตจากคณะผู้เขียน SPN เดิมได้รับเงินทุนจากทุน Seed Box ของรัฐบาลสวีเดน
การร่วมมือกันในด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมยังพยายามสร้างการสนทนาและความสัมพันธ์ทางการวิจัยที่ยั่งยืนเกินกว่าขอบเขตของสถาบันวิชาการ
ศิลปิน และนักกิจกรรม ตัวอย่างเช่น คณะทำงานบาวากา (Bawaka
Collective) ประกอบด้วยผู้ดูแลที่เป็นชนพื้นเมืองและนักวิชาการที่ไม่ใช่ชนพื้นเมือง
ผู้นำเสนอภววิทยาของชาวโยลนู (Yolŋu
ontologies) เป็นแนวหน้า (ดูวัสดุออนไลน์) รวมถึงการยอมรับบทบาทของ
"พื้นที่มาตุภูมิ" (Country) ในการก่อร่างสร้างงานวิจัยของพวกเขา
โดยระบุชื่อ บาวากา คันทรี (Bawaka Country) เป็นชื่อผู้เขียนลำดับแรกในสิ่งพิมพ์ต่าง
ๆ (เช่น Bawaka Country et al., 2016 และบทที่ 43) คำว่า
"คันทรี" (Country) เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษแบบชาวอะบอริจินในออสเตรเลียที่ใช้เรียกชุดของความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างพืช
สัตว์ บรรพบุรุษ และอัตลักษณ์ต่าง ๆ ในสถานที่เฉพาะ
สิ่งพิมพ์เหล่านี้รวมถึงบทความวิจัยเชิงวิชาการที่แสวงหาการลดความเป็นอาณานิคมในสถาบันการศึกษา
และหนังสือสำหรับสาธารณะ (เช่น Burarrwanga et al., 2013)
รวมถึงนิทรรศการศิลปะที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารเรื่องราวของชาวโยลนูในรูปแบบที่เหมาะสมทางวัฒนธรรม
นักวิจัยด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมยังได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณะ ตัวอย่างเช่น "ท็อกซิก ไบโอส์" (Toxic Bios) เป็นโครงการมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมสาธารณะที่นำโดย มาร์โก อาร์มิเอโร (Marco Armiero) ซึ่งเริ่มแรกได้รับทุนจากทุน Seed Box ของรัฐบาลสวีเดน โครงการนี้ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะโครงการดิจิทัลแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้ผู้คนได้บอกเล่าอัตชีวประวัติเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเองต่อความไม่ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์คือเพื่อส่งเสียงให้กับเรื่องราวของกลุ่มคนชายขอบที่ถูกกลบโดยเรื่องราวกระแสหลักเกี่ยวกับความก้าวหน้า (Armiero et al., 2019, ภาพที่63.2) อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การทำงานร่วมกันของมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมแบบพหุวิทยาการยังได้ทดลองวิธีการนำสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เข้ามาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยอย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำถึงนวัตกรรมทางระเบียบวิธีวิจัยที่เกิดจากการคิดร่วมกับ (thinking-with) และการปรับจูนตัวเราให้เข้ากับโลกที่มากกว่ามนุษย์ (Bastian et al., 2016)
ภาพที่ 63.2 วิธีการเขียนชีวประวัติแห่งมลพิษ
(toxic
biography) ข้อความตัดตอนจากเว็บไซต์ Toxic Bios (Armiero et
al., 2019)
ที่มา: ภาพโดย Florian Klauer ใน Unsplash ภาพถ่ายหน้าจอได้รับอนุญาตจากคณะผู้เขียน
สรุปย่อ
- แนวคิดหลักบางประการที่กำลังหล่อหลอมการวิจัยด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมมีดังนี้:
- การหักล้างแนวคิดตะวันตกที่ว่ามนุษย์แยกขาดจากและเหนือกว่า "ธรรมชาติ" ที่เหลือ
- การสำรวจและการแก้ไขความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมและความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นใน ร่วมกับ และผ่านยุคสมัยของวิกฤตสิ่งแวดล้อมและมานุษยเซน
- การพัฒนาแนวทางข้ามศาสตร์แบบพหุสายพันธุ์และมากกว่ามนุษย์ เพื่อลดทอนความเป็นศูนย์กลางของมนุษย์ในขณะที่ยังคงตรวจสอบคำถามเรื่องอำนาจ
- การสร้างการทำงานร่วมกันแบบข้ามศาสตร์และแบบมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เพื่อเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์และแก้ไขปัญหาสังคม-สิ่งแวดล้อม
‘Staying with the trouble’: การสะท้อนคิดและทิศทางในอนาคต
บทนี้ได้อภิปรายถึงแนวทางต่าง
ๆ ที่มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมใช้เพื่อนำเสนอการวิพากษ์อย่างยั่งยืนต่อวิถีคิดและการปฏิบัติแบบตักตวงผลประโยชน์และทำลายล้างระบบนิเวศ
(ecocidal)
ในขณะเดียวกันก็ได้สำรวจเรื่องเล่าและแนวปฏิบัติทางเลือกใหม่ ๆ
เพื่อการดำรงชีวิตอย่างยุติธรรมและมีจริยธรรมในโลกแห่งพหุสายพันธุ์และโลกที่มากกว่ามนุษย์
มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมจึงทำหน้าที่สั่นคลอนขนบทางปัญญาที่เป็นรากเหง้าของตนเอง
แต่อย่างไรก็ตาม ตัวศาสตร์แขนงนี้เองก็กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงและจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป
เมื่อพิจารณาถึงพื้นที่แห่งการโต้แย้งในยุคมานุษยเซน ดอนนา ฮาราเวย์ (Donna
Haraway) เขียนไว้ว่า: “มันสำคัญที่ว่าความคิดใดใช้คิดชุดความคิด
มันสำคัญที่ว่าความรู้ใดใช้รู้ชุดความรู้ มันสำคัญที่ว่าโลกแบบใดสร้างโลก
และมันสำคัญที่ว่าเรื่องเล่าใดบอกเล่าเรื่องราว” (2016: 35) ฮาราเวย์ขอให้เรา
“อยู่กับปัญหา” (stay with the trouble) ซึ่งปัญหาที่ว่านี้คือ
วิธีการเอาใจใส่และระแวดระวังต่อพลังอำนาจ (agencies) เรื่องราว
และประวัติศาสตร์ที่หลากหลายและไม่เท่าเทียมกัน
ทั้งของมนุษย์และสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากมนุษย์
ซึ่งพันธนาการสรรพชีวิตไว้บนดาวเคราะห์ที่บอบช้ำดวงนี้ เมื่อคำนึงถึงถ้อยคำของฮาราเวย์
เราจึงขอสรุปบทนี้ด้วยการสะท้อนถึงทิศทางในอนาคตของมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม
จิตวิญญาณแห่งการร่วมมือของมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมทำให้สาขานี้เป็นพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยพลังในการเปลี่ยนงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การปฏิบัติภาคพลเมือง ดังที่เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่า นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมและสังคมศาสตร์ยังคงพัฒนาและทดลองวิธีการใหม่ ๆ ในการดำเนินงานวิจัยที่มุ่งเน้นสาธารณะ แนวคิดสตรีนิยม และการต่อต้านอาณานิคม ในหลากหลายขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การรับเอาวิธีการและแนวทางของมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมไปใช้ในสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์นั้นยังไม่ปรากฏชัดเจนนัก (Emmett and Nye, 2017) ตัวอย่างที่โดดเด่นของการร่วมมือที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมคือ ห้องปฏิบัติการ CLEAR (Civic Laboratory for Environmental Action Research) ซึ่งก่อตั้งโดย แม็กซ์ ลิโบรอน (Max Liboiron) ซึ่งรวบรวมประเด็นหลักที่อภิปรายในบทนี้เข้าด้วยกัน (ดูเพิ่มเติมใน Liboiron, 2021) ห้องปฏิบัติการ CLEAR ใช้แนวทางสตรีนิยมและการต่อต้านอาณานิคมในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างมีจริยธรรมเกี่ยวกับมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรและแม่น้ำในเขต อินูอิต นานางัต (Inuit Nanangat) และแถบอาร์กติก ห้องปฏิบัติการนี้ดำเนินงานวิจัยที่เปิดเผยจริยธรรม โปร่งใส ขับเคลื่อนโดยชุมชน และตรวจสอบได้ ซึ่งหมายถึงการท้าทายแนวคิดที่ว่าวิทยาศาสตร์เป็นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดที่ว่าวิทยาศาสตร์เป็นกลางบนผืนดินและผืนน้ำที่เป็นอธิปไตยของชนชาติปฐมภูมิ:
“ดังนั้น ในทุกขั้นตอนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เรามุ่งมั่นที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผืนดินและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง
ทำงานด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนและตระหนักถึงขีดจำกัดของความรู้และวิธีการของเราเอง
และมีความรับผิดชอบต่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากงานวิจัยของเรามากที่สุด”
https://civiclaboratory.nl
ในขณะที่มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมพัฒนาแนวคิดและการร่วมมือเชิงสหวิทยาการ
สาขาพหุวิทยาการเหล่านี้ยังสร้างขีดความสามารถใหม่ ๆ
ในการแบ่งปันและปฏิสัมพันธ์กับสาขาอื่น (เช่น
วิทยาศาสตร์/สังคมศาสตร์ที่ผูกพันกับภาคพลเมือง, ประวัติศาสตร์ที่มากกว่ามนุษย์)
ตัวอย่างล่าสุดอื่น ๆ ของการแลกเปลี่ยนที่เป็นผลสำเร็จ ได้แก่
ความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการอยู่อาศัย การวางแผน
และการออกแบบเมืองที่เป็นมากกว่ามนุษย์และเมืองพหุสายพันธุ์ (Houston et
al., 2018) และการพัฒนล่าสุดของมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมเชิงดิจิทัล (Travis
et al., 2022)
ทิศทางในอนาคตที่สำคัญของมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมคือทิศทางที่นำและได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นจริงเชิงสัมพันธ์ของชนพื้นเมือง (Indigenous relational realities) ระเบียบกฎหมายที่เป็นพหุลักษณ์ และบุคลิกภาพแบบพหุอัตลักษณ์ (Todd, 2017; Winter, 2021) โดยนักวิชาการได้นำมุมมองแบบมากกว่ามนุษย์ สตรีนิยม และการต่อต้านอาณานิคมมารวมกันเพื่อพิจารณาตัวแบบทางเลือกของกฎหมายและการธรรมาภิบาลที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความยุติธรรมพหุสายพันธุ์ (multispecies justice) (Chao et al., 2022; Tschakert, 2022) และการเมืองแบบพหุภพ (pluriversal politics) (Escobar, 2020) ในที่นี้ การเมืองและแนวปฏิบัติทางเลือกเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างดีในโลกพหุลักษณ์ที่ประกอบด้วยวัฒนธรรมมนุษย์ อัตลักษณ์ และสิ่งต่าง ๆ ที่หลากหลาย ได้เน้นย้ำถึงภาพลักษณ์ของสังคมที่ยุติธรรมซึ่งอยู่เหนือตรรกะของลัทธิอาณานิคมและการตักตวงผลประโยชน์ คำว่า พหุภพ (pluriverse) อธิบายถึงวิธีการที่ความสัมพันธ์แบบถอนรากถอนโคนอาณานิคมและพหุอัตลักษณ์สามารถถูกเจรจาและปฏิบัติได้อย่างมีจริยธรรม ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ความเคลื่อนไหวทางจักรวาลวิทยา-นิเวศวิทยา เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิแห่งพระแม่ธรณี (Universal Declaration on the Rights of Mother Earth) ปี 2011 และรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของเอกวาดอร์ที่ “มอบสิทธิ [แห่งธรรมชาติ] ให้แก่ 'ปาจามามา' (Pachamama) ในการคงไว้และฟื้นฟูวัฏจักรชีวิต โครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการทางวิวัฒนาการ” (อ้างใน Adamson, 2013: 176); และการกำหนดสถานะบุคคลตามกฎหมาย (legal personhood) ให้กับแม่น้ำและสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น ในพื้นที่ Te Awa Tupua, Te Urewera และ Taranaki Maunga ในประเทศเอาเทียโรอา นิวซีแลนด์ (Aotearoa New Zealand) (Winter, 2021; ดูบทที่ 45 เพิ่มเติม) (รูปที่ 63.3)
ภาพที่ 63.3 แม่น้ำวองกานูอิ เท อาวา ตูปูอา (Whanganui River Te Awa Tupua) ในเกาะเหนือของประเทศเอาเทียโรอา นิวซีแลนด์
ที่มา: เครดิตภาพ: Duane Wilkins/Wikimedia Commons ภายใต้สัญญาอนุญาต CC by 3.0 https://creativecommons.org/licenses/by/3.0/deed.en
การเคารพความหลากหลายเชิงสัมพันธ์ของโลกไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับกลุ่มชนพื้นเมือง ชาวเอเชีย และผู้สืบเชื้อสายชาวแอฟริกัน และในขณะที่วิสัยทัศน์และการเมืองทางเลือกดังกล่าวมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายและการเมืองที่ตั้งอยู่บนการแยกขาดอย่างรุนแรงและค่านิยมแบบตักตวงผลประโยชน์ของตะวันตก สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าความรับผิดชอบเชิงสัมพันธ์ ความเป็นเครือญาติ และพันธะผูกพันต่อสถานที่ที่เฉพาะเจาะจงนั้น ไม่สามารถถูกแปลเป็นงานเขียนหรืองานวิจัยได้โดยง่าย ดังที่นักวิชาการชาวทราลวูลเวย์ (Trawlwulwuy) ลอเรน ไทแนน (Lauren Tynan, 2021: 604) สะท้อนไว้ว่า:
“ในฐานะจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์เชิงสัมพันธ์คือสิ่งที่ต้องปฏิบัติ บ่อยครั้งที่กระบวนการมีส่วนร่วมกับกลุ่มชนพื้นเมืองและภูมิปัญญามักไม่ได้เลียนแบบเจตจำนงเชิงสัมพันธ์ที่ความรู้และความสัมพันธ์นั้นถูกหยิบยื่นให้ ความสัมพันธ์เชิงสัมพันธ์มักถูกละทิ้งไปในการแสวงหาเศษเสี้ยวของภูมิปัญญาชนพื้นเมืองเพื่อถูกตักตวง ผสมกลมกลืน และบริโภคโดยอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐาน”
การเชื้อเชิญสู่ภาคปฏิบัติของโรบินและโรบินได้ขอให้นักวิจัยทำงานในรูปแบบที่รับเอาข้อมูลจากความเชื่อมโยงและความมุ่งมั่น พวกเขาเรียกร้องให้นักวิจัยสะท้อนคิดถึงวิธีที่พวกเขาดำเนินงานวิจัย เพราะสิ่งนี้มีความสำคัญ มันช่วยก่อร่างและบอกเล่าเรื่องราวของโลก นี่คือหลักการสำคัญที่ยังคงหล่อหลอมมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง แนวทางประเภทนี้ ซึ่งทั้ง "อยู่กับปัญหา" และเป็นทั้งการทดลอง การร่วมมือ การซ่อมแซม และความรับผิดชอบ ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อการพำนักอยู่อย่างมีจริยธรรม ยุติธรรม ในความแตกต่างและในจุดร่วม ท่ามกลางยุคสมัยแห่งวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม
สรุปท้ายบท
- มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมยังคงพัฒนาต่อไปในขณะที่มัน
"อยู่กับปัญหา" (Haraway, 2016)
- ทิศทางล่าสุดและในอนาคต ได้แก่ การสร้างความร่วมมือแบบพหุวิทยาการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทำงานร่วมกับวิทยาศาสตร์ และการให้ความเอาใจใส่ต่อความเป็นจริงเชิงสัมพันธ์ของชนพื้นเมือง ซึ่งรวมถึงการใช้แนวคิดอย่างความยุติธรรมพหุสายพันธุ์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น