ธรรมชาติวัฒนธรรม (Nature
culture)
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Bawaka Country รวมถึง Laklak Burarrwanga, Ritjilili Ganambarr, Merrkiyawuy Ganambarr-Stubbs, Banbapuy Ganambarr, Djawundil Maymuru, Sandie Suchet-Pearson, Sarah Wright, Lara Daley และ Kate Lloyd(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.
หมายเหตุบรรณาธิการ: รูปแบบการจัดวางเนื้อหาในบทนี้มีความแตกต่างจากตัวบทวิชาการทั่วไป ซึ่งคณะผู้เขียนได้อธิบายไว้ในกล่องข้อความในส่วนถัดไปของบทนี้
บทนำและระเบียบวิธีปฏิบัติ (Introductions and protocols)
"มาตุภูมิ
(Country)
คือผู้เก็บรักษาองค์ความรู้ที่เราแบ่งปันแก่ท่าน
มาตุภูมิเป็นผู้มอบความรู้... คอยชี้นำและสั่งสอนเรา มาตุภูมิมีความตระหนักรู้
มิใช่เพียงฉากหลัง หากแต่รับรู้และเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา" (Burarrwanga
et al., 2019: xxii)
ในบทนี้
เราขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติและวัฒนธรรม
ว่าเหตุใดธรรมชาติและวัฒนธรรมจึงมิอาจแยกออกจากกันได้ และไม่เคยแยกออกจากกัน
สำหรับพวกเราที่แบ่งปันผ่านภววิทยาชาวโยลงู (Yolŋu
ontology) จาก/ในฐานะ บาวากา (Bawaka) ในพื้นที่อาร์นเฮมแลนด์ตะวันออกเฉียงเหนือ
(Northeast Arnhem Land) จากทวีปที่ปัจจุบันรู้จักกันในนาม
ออสเตรเลีย (Australia) แนวคิดที่ว่าธรรมชาติและวัฒนธรรมสามารถดำรงอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวหรือแยกขาดจากกันนั้น
เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเลย เราจึงแบ่งปันวิถีแห่งการรู้และการปฏิบัติ (Ways
of knowing and doing) ต่อธรรมชาติและวัฒนธรรม
เพื่อหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ท่านได้ใคร่ครวญถึงแนวคิดของตนเอง
และขบคิดเชิงวิพากษ์ต่อคำอธิบายกระแสหลัก
ก่อนอื่น
ขอแนะนำตัวตนของพวกเรา เราเขียนในฐานะ "มาตุภูมิบาวากา" (Bawaka
Country) กล่าวคือ พวกเราประกอบด้วยชาวโยลงู (Yolŋu) และผู้ที่ไม่ใช่ชาวโยลงู
เป็นกลุ่มคณะที่มากกว่ามนุษย์ (More-than-human Collective) ซึ่งได้รับคำชี้แนะและนำโดยพื้นที่ของพวกเรา
โดยเฉพาะบ้านเกิดบาวากา (Bawaka homeland), มาตุภูมิบาวากา
และอาณาเขตโยลงู (Yolŋu Territory) (ดูที่กล่องข้อความ 43.1)
มนุษย์ในกลุ่มคณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตุภูมิบาวากา
พวกเราเชื่อมโยงกับพื้นที่แห่งนี้ในระดับตัวตน พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่
และคณะผู้เขียนชาวโยลงู ได้แก่ Dr Laklak Burarrwanga, Ritjilili
Ganambarr, Merrkiyawuy Ganambarr-Stubbs, Banbapuy Ganambarr ผู้เป็นพี่น้องและผู้อาวุโสเผ่าดาทิวูย
(Datiwuy Elders) และผู้ดูแลเผ่ากูมัตจ์ (Gumatj) พร้อมด้วยบุตรสาวคือ Djawundil ต่างเป็นผู้พิทักษ์ (Custodians)
และผู้ดูแลมาตุภูมินี้ ส่วนคณะผู้เขียนที่เป็นงานาปากิ (ŋäpaki) หรือผู้ที่ไม่ใช่ชาวโยลงู
ได้แก่ Sandie Suchet-Pearson, Sarah Wright, Lara Daley และ
Kate Lloyd คือนักภูมิศาสตร์ที่ไม่ใช่ชนพื้นเมือง
เป็นผู้ตั้งถิ่นฐาน/ผู้อพยพ/ผู้ล่าอาณานิคม ที่เชื่อมโยงผ่านความสัมพันธ์และความรับผิดชอบต่อมาตุภูมินี้ในปัจจุบัน
โดยถูกจัดวางไว้ในวงจรแห่งกูรูตู (gurruṯu)
หรือระบบเครือญาติ (Kinship) โดยและภายในครอบครัวชาวโยลงู
ความสัมพันธ์เหล่านี้มิใช่การเคลื่อนไหวแบบเพ้อฝันไปสู่ความไร้เดียงสาที่คนนอกจะกลายเป็นชาวโยลงู
แต่เป็นการยืนยันถึงกฎธรรมเนียมโยลงู (Yolŋu
Rom/Law)
ในบทนี้
เราถูกนำโดยมาตุภูมิและสายใยบทเพลง (Songspirals) หรือที่รู้จักกันในนาม
เส้นทางแห่งบทเพลง (Songlines) เราดำเนินตามคำสอนของมาตุภูมิ
ซึ่งเป็นทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นทั้งผืนดิน ความฝัน ผืนน้ำ เรื่องราว
กระแสธาร รูปแบบ ผู้คน พืชพรรณ
และสรรพชีวิตทั้งปวงที่ประกอบกันเป็นบ้านเกิดของพวกเรา
โดยมีสิ่งชี้นำสำคัญคือข้อความคัดสรรจากหนังสือที่พวกเราเขียนร่วมกันชื่อ Songspirals
(Burarrwanga et al., 2019)
การถูกนำโดยมาตุภูมิหมายความว่าบทนี้จะมีโครงสร้างที่แตกต่างจากงานวิชาการกระแสหลักอื่นๆ
ทั้งข้อความคัดสรรที่จัดชิดซ้าย และบทวิพากษ์ที่เยื้องเข้ามา
ล้วนเขียนขึ้นโดยกลุ่มคณะของพวกเรา (ดูรายละเอียดกระบวนการเขียนในกล่องข้อความ)
เราขอเชิญชวนให้ท่านร่วมเดินทางไปกับเราในการเรียนรู้รูปแบบที่แตกต่างออกไป
สายใยบทเพลงคือบทเพลงที่ลุ่มลึกและมีหลายชั้นเชิง
ซึ่งสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถูกขับขานและร่ำร้องโดยชาวโยลงูเพื่อปลุก สร้าง
และสร้างใหม่ซึ่งมาตุภูมิ รวมถึงความเชื่อมโยงที่มอบชีวิตระหว่างผู้คนและสถานที่
สิ่งเหล่านี้คือการแสดงออกของการอุบัติร่วม (Co-becoming) ของสรรพชีวิตแห่งมาตุภูมิที่ปรากฏขึ้นพร้อมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว
(ดูบทที่ 7 ภาวะที่มากกว่ามนุษย์ (More-Than-Human))
เราแบ่งปันเพียงบางลำดับชั้นของความรู้ชาวโยลงูในบทนี้
อันเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติ วัฒนธรรม แผ่นดิน และการเป็นส่วนหนึ่ง
ซึ่งอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน เราขอให้ท่านปฏิบัติต่อความรู้นี้ด้วยความเคารพ
ใคร่ครวญว่าสิ่งนี้มีความหมายต่อท่านอย่างไร ท่านเรียนรู้อะไรได้บ้าง
และมันจะหล่อหลอมความสัมพันธ์ของท่านกับพื้นที่ของท่านได้อย่างไร
แต่ขอความกรุณาอย่าหยิบฉวยไปเป็นของตนเอง
บทนี้ถูกนำโดยชนพื้นเมืองและนำโดยพื้นที่
(Indigenous-led
and led by place) ดำเนินตามระเบียบวิธีปฏิบัติที่ให้วิถีแห่งการรู้และการแบ่งปันของชนพื้นเมืองเป็นศูนย์กลาง
ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการอภิปรายเรื่องธรรมชาติและวัฒนธรรม
ในขณะที่ตำราและงานวิชาการจำนวนมากมักมองไปยังเชื้อสายความรู้ที่แตกต่างออกไป เช่น
ประเพณีทางพุทธิปัญญาแบบตะวันตก (Western epistemic tradition) เราขอเชิญชวนให้ท่านทำความเข้าใจจากจุดเริ่มต้นของเชื้อสายชาวโยลงู
อำนาจของชาวโยลงู และอำนาจแห่งมาตุภูมิชาวโยลงู
วิถีแห่งการรู้และการปฏิบัติของชาวโยลงูนั้นมีลักษณะเฉพาะถิ่น (Situated) และพลวัต (Dynamic) โดยอุบัติขึ้นจากพื้นที่และกฎธรรมเนียม
(Rom/Law) ของชาวโยลงูเสมอ
การเข้าถึงบทนี้ในแนวทางดังกล่าว เผยให้เห็นว่าวิถีแห่งการรู้ การปฏิบัติ และการสร้างความสัมพันธ์เกี่ยวกับธรรมชาติและวัฒนธรรมล้วนมีลักษณะเฉพาะถิ่น สิ่งเหล่านี้มาจากชุดความเชื่อมโยงทางการเมืองและความเข้าใจทางวัฒนธรรมที่อิงกับพื้นที่เฉพาะเสมอ และแม้ว่าเชื้อสายความรู้เหล่านี้จะมีความเฉพาะเจาะจง แต่ก็มีความเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ ดังเช่นความรู้ที่ท่านอาจเรียนในชั้นเรียน ณ มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร (United Kingdom) นั้นเกิดขึ้นได้ก็เพราะประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและมักแฝงด้วยความรุนแรง (ดูบทที่ 49)
มีผู้คนจำนวนมากเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้สิทธิพิเศษแก่ความรู้ที่อยู่นอกแวดวงวิชาการ และ/หรือ อยู่นอกศูนย์กลางของประเพณีทางพุทธิปัญญาแบบตะวันตก ตัวอย่างเช่น Alice Te Punga Somerville นักเขียนชาวมาอรี (Māori) ชี้ให้เห็นว่าทุนการศึกษาของชนพื้นเมืองมีความสำคัญและหลากหลาย ซึ่งดำรงอยู่ทั้งภายในและภายนอกแวดวงวิชาการ เธอยืนยันว่าเราจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับทฤษฎีของชนพื้นเมืองอย่างจริงจังตามเงื่อนไขของทฤษฎีนั้นๆ ในทำนองเดียวกัน Hana Burgess, Donna Cormack และ Papaarangi Reid นักวิจัยชาวมาอรี กล่าวว่า ความรู้วิชาการและการอ้างอิงควรถูกเข้าถึงในฐานะ "ส่วนขยายของโลกแห่งความสัมพันธ์ของพวกเรา และเป็นหนทางที่เราจะรับรู้และบ่มเพาะความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นที่ประกอบสร้างตัวตนและการรับรู้ของพวกเรา" (2021: 57) พวกเขาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจความรู้ของผู้นำชุมชนและผู้อาวุโสในฐานะงานวิชาการและเคารพความรู้นั้นตามความเหมาะสม เช่นเดียวกับความจำเป็นในการใส่ใจต่อพลวัตทางอำนาจเกี่ยวกับการแบ่งปันความรู้ และผู้ที่ถูกอ้างอิงในฐานะผู้ทรงอำนาจทางปัญญาภายในงานวิชาการ (ดูเพิ่มเติมใน Smith et al., 2021, Liboiron, 2022)
สรุปย่อ
- มีวิถีทางอันหลากหลายและรุ่มรวยในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม
(Nature-culture)
ในส่วนนี้ เราได้แนะนำภววิทยาชาวโยลงู จาก/ในฐานะ บาวากา
ในพื้นที่อาร์นเฮมแลนด์ตอนเหนือ ประเทศออสเตรเลีย
- บทนี้ถูกนำโดยชนพื้นเมืองและนำโดยพื้นที่
- สิ่งสำคัญคือการเคารพต่อทุนการศึกษาของชนพื้นเมือง ซึ่งมีความซับซ้อน หลากหลาย และเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกแวดวงวิชาการ
- การสำรวจธรรมชาติและวัฒนธรรมจากมุมมองของชาวโยลงู มอบโอกาสให้ผู้อ่านได้ใคร่ครวญเชิงวิพากษ์ต่อมุมมองอื่นๆ ที่มีต่อธรรมชาติและวัฒนธรรม
- ภายในโลกของชาวโยลงู แนวคิดที่ว่าธรรมชาติและวัฒนธรรมสามารถดำรงอยู่เดี่ยวๆ หรือแยกขาดจากกันนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล
ด้วยระเบียบวิธีปฏิบัติที่สำคัญเหล่านี้ เราจะขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติและวัฒนธรรมในลำดับต่อไป
|
กล่องข้อความ 43.1 (BOX 43.1) การถักทอชีวิตร่วมกัน (WEAVING LIVES TOGETHER) เมื่อเราเขียน
เราเขียนร่วมกันในฐานะกลุ่มคณะ เรานั่งลงด้วยกัน รับฟัง เรียนรู้
และได้ดำเนินการเช่นนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2006 (ดูภาพประกอบ 43.1) กลุ่มคณะของพวกเราเขียนโดยให้มาตุภูมิบาวากา (Bawaka Country) เป็นผู้เขียนหลัก เพื่อเป็นเกียรติแก่พลังแห่งการกระทำ (Active
agencies) ของมาตุภูมิ และวิถีทางที่สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอม
เอื้ออำนวย และสนับสนุนงานของพวกเรา (Bawaka Country, 2016) ผ่านกระบวนการเขียนนี้ เราพยายามให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่ความรู้ชาวโยลงู (Yolŋu knowledges) และกำกับให้ผู้เขียนงานาปากิ (ŋäpaki) ทั้ง 4 ท่าน ทำงานเพื่อถอนตัวตนจากความเป็นคนขาว (Unlearn their whiteness) และมีความรับผิดชอบต่อสิทธิพิเศษอันหลากหลายของตนในการพำนักอยู่บนมาตุภูมิของชาวดารุก (Dharug), กัมเบงกีร์ (Gumbaynggirr) และอาวาบาคัล (Awabakal) ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย นอกจากนี้ กลุ่มคณะยังพยายามใส่ใจอย่างยิ่งต่อ "เสียง" (Voice) ที่ใช้ตลอดทั้งบทนี้ โปรดสังเกตว่าเมื่อเราเขียนคำว่า "เรา/ของพวกเรา" (we/our) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชาวโยลงู จะไม่ได้รวมถึงผู้เขียนงานาปากิด้วย ภาพประกอบ 43.1 (Figure 43.1) Dr L.
Burarrwanga และ Sarah ขณะกำลังตรวจแก้ร่างเนื้อหา Merrkiyawuy, Djawundil, Ritjilili และ Dr L. Burarrwanga ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับงานของพวกเรากับ
Kate, Sarah, Sandie และ Lara ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่
(โดยใช้หม้อใบใหญ่เพื่อขยายเสียงจากลำโพงโทรศัพท์!) Dr L. Burarrwanga กับหนังสือเล่มแรกของพวกเรา
Weaving Lives Together Djawundil ขณะกำลังอ่านเนื้อหาจากหนังสือของพวกเราในนิทรรศการสายใยบทเพลง
(Songspirals exhibition) ที่มา: เครดิตภาพ: กลุ่มคณะบาวากา (The Bawaka Collective) หนังสือสายใยบทเพลง (Songspirals) ของพวกเรา
(Burarrwanga et al., 2019) คือเครื่องนำทางสำหรับบทนี้
ข้อความคัดสรรโดยตรงจากหนังสือจะไม่มีการย่อหน้า (Indented) ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าความรู้ดังกล่าวจะถูกวางไว้ในตำแหน่งที่โดดเด่นที่สุด
ข้อความเหล่านี้จะทำหน้าที่นำบทความ
และตามด้วยบทวิพากษ์และคำอธิบายแบบย่อหน้าของกลุ่มคณะพวกเรา
เรากระทำเช่นนี้อย่างตั้งใจเพื่อมอบสิทธิพิเศษแก่อำนาจแห่งความรู้ชาวโยลงู (Yolŋu knowledge
authorities) และทุนการศึกษาของชาวโยลงู (Yolŋu scholarship) นอกจากนี้
เรายังเชื่อมโยงบทวิพากษ์ของเราเข้ากับเหล่านักวิชาการชนพื้นเมืองทั้งภายในแวดวงวิชาการและที่อยู่นอกพื้นที่ออสเตรเลียอย่างชัดเจน |
มาตุภูมิ (Country) คือบ้านเกิดของพวกเรา เป็นทั้งบ้านและแผ่นดิน แต่มันเป็นมากกว่านั้น คือท้องทะเลและผืนน้ำ โขดหินและดินทราย สัตว์ป่า สายลม และผู้คนด้วยเช่นกัน คือความเชื่อมโยงระหว่างสรรพชีวิตเหล่านั้น รวมถึงความฝันและอารมณ์ ภาษาและกฎธรรมเนียม (Law) ของพวกเขา มาตุภูมิคือวิถีที่มนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อุบัติร่วมกัน (Co-become) คือวิถีที่เราปรากฏขึ้นพร้อมกัน เคยปรากฏขึ้นพร้อมกันเสมอมา และจะปรากฏขึ้นพร้อมกันตลอดไป มาตุภูมิคือความรู้สึกทั้งมวล บทเพลงและพิธีกรรม สิ่งที่เรามิอาจเข้าใจและมิอาจสัมผัสได้ สิ่งที่เหนือพ้นไปจากตัวเรา สิ่งที่ยึดเหนี่ยวเราไว้ในชั่วกัลปาวสาน ในวงจรแห่งระบบเครือญาติ การแบ่งปัน และความรับผิดชอบอันไม่สิ้นสุด มาตุภูมิคือวิถีที่เราผสมผสานและหลอมรวม วิถีที่เราแตกต่างทว่าอุบัติขึ้นร่วมกัน เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน คือสาร ข้อความ และการสื่อสารจากทุกสรรพชีวิตถึงทุกสรรพชีวิต และมาตุภูมิคือสายใยบทเพลง (Songspirals) (xxii)
ไม่มีการแบ่งแยกธรรมชาติออกจากวัฒนธรรม
โดยเฉพาะเมื่อเราคือมาตุภูมิและมาตุภูมิคือเรา ธรรมชาติและวัฒนธรรมอุบัติร่วมกัน
วิถีแห่งการรู้/การเป็น/การปฏิบัติ (Ways of knowing/being/doing) ของชนพื้นเมืองจำนวนมากล้วนมีรากฐานมาจากความเชื่อมโยงอันเป็นปัจจัยพื้นฐานนี้
Mary Graham (2009: 74) นักวิชาการชาวอะบอริจิน (Aboriginal)
สตรีเผ่า Kombu-Merri และ Wakka Wakka อธิบายว่า สถานที่ (Place) เป็นตัวกำหนดความรู้
โดยสถานที่จะมาก่อนและเหนือกว่าการสืบเสาะหาความรู้ เธอกล่าวว่าสถานที่
"บอกให้เราทราบว่าเราอยู่ที่ไหน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
ซึ่งในขณะเดียวกันก็บอกให้เราทราบว่าเราเป็นใคร" สถานที่มิใช่สิ่งเฉื่อยชา
แต่เป็นชุดของความสัมพันธ์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สถานที่คือญาติ
และในฐานะครอบครัว สถานที่มีพลังแห่งการกระทำ (Agency) ทั้งยังหล่อหลอมและเอื้ออำนวยต่อทุกสิ่งที่มนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์กระทำ
(ดูเพิ่มเติมใน Watts, 2013, Smith et al., 2020)
ดังที่ Ambelin
Kwaymullina (2008: vi) แห่งกลุ่มชน Palyku
ในภูมิภาคพิลบารา (Pilbara) ตะวันออก
ของรัฐออสเตรเลียตะวันตก (Western Australia) ได้กล่าวไว้ว่า
มาตุภูมิเป็นทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม ระบบเครือญาติ ความเชื่อมโยง และอีกมากมาย
มาตุภูมิ "คือองค์รวมของความเป็นจริง
เป็นเรื่องราวที่มีชีวิตซึ่งก่อร่างและให้ข้อมูลแก่การดำรงอยู่ทั้งมวล"
ความเข้าใจนี้ตรงกันข้ามกับวิธีที่ธรรมชาติและวัฒนธรรมถูกสร้างให้แยกขาดจากกันในระบบคิดกระแสหลักส่วนใหญ่
รวมถึงประเพณีทางพุทธิปัญญาแบบตะวันตก (Western epistemic traditions) ทั้งในระดับมหาชนและวิชาการ
ทว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมโดยเนื้อแท้
มนุษย์หล่อหลอมสิ่งแวดล้อมและถูกหล่อหลอมโดยสิ่งแวดล้อม แท้จริงแล้ว
"ธรรมชาติ" อยู่ภายในตัวมนุษย์
โดยที่มนุษย์ประกอบขึ้นจากน้ำและธาตุชนิดเดียวกันกับที่ประกอบเป็นแม่น้ำ ดิน
และระบบนิเวศของดาวเคราะห์ดวงนี้ ภายในวิชาภูมิศาสตร์
มีความเคลื่อนไหวใหม่ที่มุ่งทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เพื่อให้เห็นวิถีที่มนุษย์
สิ่งแวดล้อม และสถานที่มีองค์ประกอบร่วมกัน (Co-constituted)
สำหรับชาวโยลงู ความรู้สึกของการอุบัติร่วมกันในฐานะมาตุภูมินั้นเข้มแข็งและเป็นพื้นฐานสำคัญ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นใหม่อยู่เสมอ (Emergent) มิใช่สิ่งที่ติดค้างอยู่ในอดีต โปรดอย่าตีความการแบ่งปันของพวกเราไปสู่ภาพลักษณ์ที่ตายตัวหรือเพ้อฝัน พวกเราอาศัยอยู่ในโลกนี้เช่นกัน มีโทรศัพท์ มีการเหยียดเชื้อชาติ และมีรายการโทรทัศน์ที่ท่านและพวกเราอาจเคยดูเหมือนกัน มีดนตรีที่เราอาจแบ่งปันร่วมกัน การอุบัติร่วมกันของพวกเราเกิดขึ้นผ่านชีวิตประจำวันมากพอๆ กับที่เกิดขึ้นในพิธีกรรม เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง สายใยบทเพลงครอบคลุมสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
สายใยบทเพลงทำให้มาตุภูมิมีตัวตนขึ้นมา สายใยบทเพลงทำให้ผู้คนมีตัวตนขึ้นมา เราสามารถเข้าใจผู้คนผ่านมาตุภูมิ ในฐานะมาตุภูมิเท่านั้น สายใยบทเพลงมิใช่เพียงเรื่องการล่าสัตว์และการมองดูผืนน้ำ แต่เป็นเรื่องของการเดิน การสัมผัสผืนทราย การรับรู้ถึงความร้อน สายใยบทเพลงพรรณนาถึงบุคคลผู้นั้นในวิถีที่แตกต่าง บุคคลผู้นั้นกำลังนั่งลง มองดู เห็นโลมาโดดขึ้นจากน้ำ เห็นกระแสน้ำหนุนและน้ำลด พวกเราขับร้อง "มิลคาร์รี" (milkarri) [สตรีชาวโยลงูที่ร่ำร้องสายใยบทเพลง] ให้แก่กลิ่นของน้ำ ละอองเกลือบนร่างกาย เราขับร้องสิ่งนั้นเช่นกัน และเราเต้นรำไปกับมัน เมื่อเราเต้นรำแห่งสายฝน เราคือมือของสายฝน เราตบมือลงในท่วงท่าเฉพาะ ขับร้องว่าฝนกำลังตกอย่างไร เรากำลังเดินผ่านพุ่มไม้เพื่อหาที่พักพิงอย่างไร ขณะที่เรากำลังพูดถึงและเขียนเรื่องนี้ สายฝนก็โปรยปัญลงมา เราต้องย้ายสมุดจด เราต้องพูดถึง "แมดิรรินี" (mädirriny - ลมใต้) และฤดูกาล สายใยบทเพลง สายฝน ความเปียกปอน และพวกเรา เราได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน (45–46)
พลังแห่งการกระทำและการดูแล
(Care)
เป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่มากกว่ามนุษย์
และเป็นพื้นฐานของการที่ธรรมชาติและวัฒนธรรมมิอาจแยกจากกันได้
ในระบอบการจัดการสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย คำว่า "การดูแลมาตุภูมิ" (Caring
for Country) เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
สิ่งนี้สำคัญเนื่องจากเป็นการเริ่มยอมรับบทบาทเชิงรุกของชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบตอร์เรส
(Torres Strait Islanders) ในฐานะผู้พิทักษ์ที่ดูแลมาตุภูมิ
อย่างไรก็ตาม
สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการยอมรับในพลังแห่งการกระทำเชิงรุกของมาตุภูมิ
มาตุภูมิยังดูแลพวกเราและสรรพชีวิตในสถานที่แห่งนั้นด้วย ซึ่งรวมถึงมนุษย์
เพราะมนุษย์ เช่นเดียวกับพืช สัตว์ โขดหิน
และแม้แต่ความฝันล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมาตุภูมิ ดังนั้น
แทนที่จะใช้คำว่าการดูแลมาตุภูมิ (Caring for Country) เราจึงใช้คำว่า
"การดูแลในฐานะมาตุภูมิ" (Caring as Country) (Bawaka Country, 2013) เพื่อยอมรับ เฉลิมฉลอง และบ่มเพาะความสัมพันธ์ที่มีอยู่จริง ลึกซึ้ง
และช่วยเยียวยา
ในปี 2016 ไซโคลนที่รุนแรงมากพัดผ่านบาวากา เผยให้เห็นว่าความเชื่อมโยงของการดูแลนั้นไหลเวียนในวิถีทางที่แตกต่างและเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้ง ทั้งต่อ จาก และในฐานะมาตุภูมิ ตลอดจนผ่านคนรุ่นหลังที่มากกว่ามนุษย์
ต้นไม้เหล่านี้ทั้งหมด
ถูกถอนรากถอนโคนและเสียหาย เมื่อเด็กๆ ของพวกเรามาถึงครั้งแรกหลังไซโคลน
พวกเขาเข้าไปสัมผัสต้นไม้เหล่านั้น และกล่าวว่า "มาร์รกัปมี (Marrkapmi) ที่รักของฉัน ไม่เป็นไรนะ" นั่นคือเหตุผลที่เราพาเด็กๆ
กลับสู่บ้านเกิด เพื่อให้พวกเขาได้เห็น พวกเขาอาจจะมีน้ำตาสักหยดสองหยด
เรากลับมาอีกครั้งในหนึ่งเดือนต่อมา
พี่สาวคนโตของเรา Laklak
กำลังป่วย พวกเราทุกคนเบียดเสียดกันในรถออฟโรดเพื่อออกไปที่นั่น Sarah
และครอบครัวของเธอก็อยู่ที่นั่นด้วย
มันเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังแบ่งปันสายใยบทเพลงนี้ เรากำลังทำงานร่วมกันในเรื่อง
"การรวมตัวของหมู่เมฆ" (Gathering of the Clouds) และเราก็ได้มารวมตัวกัน
เราจำเป็นต้องอยู่ที่บาวากาแห่งนั้น
เราเห็นใบไม้ใหม่กำลังผลิออกมา
และเมื่อรู้ว่าทุกอย่างกำลังกลับคืนมาอีกครั้ง ผืนทรายกำลังกลับคืนมา
เราก็รู้สึกเป็นสุข
สิ่งแรกที่เราทำเมื่อก้าวลงจากรถและเห็นผืนทรายกลับมาคือความรู้สึกเป็นสุข
แผ่นดินรับรู้สิ่งนี้ แผ่นดินสื่อสารกับเรา
ใบอ่อนเป็นสีแดงและสดใหม่ มาตุภูมิรู้วิธีการเยียวยา มิลคาร์รีช่วยในเรื่องนั้น มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ หากไม่มีพวกเราคนใดมาที่นี่ ต้นไม้บางต้นคงตายไปแล้ว ต้นมะขาม (Tamarind) ที่สวยงามต้นนั้นที่เราเคยนั่งอาศัยร่มเงา มีเศษเหล็กขนาดใหญ่พัดมาฟาดจนเป็นแผล แต่เพราะมันรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่ มันจึงเริ่มเติบโตกลับมาอีกครั้ง (92–93)
มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของมาตุภูมิ
และนี่คือการดูแลในฐานะมาตุภูมิ ชาวโยลงูไม่แยกการรู้ (Knowing) ออกจากการปฏิบัติ (Doing) ไม่แยกการดำรงอยู่ (Being)
ออกจากการกระทำ (Acting) และไม่แยกสิ่งศักดิ์สิทธิ์
(Sacred) ออกจากชีวิตประจำวัน (Everyday) การนั่งอยู่ใต้ต้นมะขาม ซึ่งบรรพบุรุษของมัน
(หรือแม้แต่เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้เอง) ได้เดินทางมาสู่ชายฝั่งบาวากา
โดยความช่วยเหลือของพ่อค้าชาวมาคัสซาร์ (Macassan) จากพื้นที่ที่ปัจจุบันเรียกว่า
อินโดนีเซีย (Indonesia) เมื่อหลายหลายปีก่อน
คือการดูแลในฐานะมาตุภูมิ การดื่มน้ำชาหรือการสานตะกร้า
การปรึกษาเรื่องนักท่องเที่ยวกลุ่มถัดไปที่จะมาถึง หรือการวางแผนพิธีเต้นรำ
"บุงกุล" (buŋgul) ครั้งต่อไป ล้วนคือการดูแลในฐานะมาตุภูมิ (Bawaka Country, 2013) สิ่งนี้คือการดูแล
เพราะชาวโยลงูได้รับการสั่งสอนตั้งแต่เกิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มากกว่ามนุษย์ในฐานะส่วนหนึ่งของมาตุภูมิ
และเกี่ยวกับความรับผิดชอบและพันธกิจที่มาพร้อมกับสิ่งนี้ในทุกสิ่งที่เราทำและพูด
เด็กๆ จะได้เรียนรู้ว่าพวกเขาสัมพันธ์กันอย่างไร และพวกเขาต้องทำอะไรเป็นผลสืบเนื่องจากความสัมพันธ์นั้น
พวกเขาต้องมีปฏิสัมพันธ์อย่างไร และต้องแบ่งปันอย่างไร
เมื่อเราร่ำร้องมิลคาร์รีของพวกเรา เรากำลังขับขาน "แผนที่" เรากำลังขับขานเกี่ยวกับอันตราย สิ่งดีงามบนแผ่นดิน สิ่งที่เราจะพบ เราจะพบมันได้อย่างไร และเราจะอยู่รอดได้อย่างไร การขับร้องในพิธีกรรม "มานิคาย" (manikay) ด้วยการประสานจากสตรีและบุรุษ พิธีเต้นรำบุงกุล การวาดลวดลายบนร่างกายด้วยดินเทศ (Ochre) และการออกแบบของมัน เครื่องเป่ายิดากิ (yidaki) ไม้เคาะจังหวะบิลมา (bilma) ทั้งหมดนี้ต้องถูกต้อง เสียงอันสั่นเครือของสตรีที่ร่ำร้องถ้อยคำ เสียงร้องคีย์ต่ำของบุรุษ ความรุ่มรวยของเสียง ท่วงท่า และอารมณ์ ฝุ่นและทรายที่ตลบขึ้น แรงสั่นสะเทือนผ่านอากาศ สรรพชีวิตแห่งมาตุภูมิที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง นี่คือแผ่นดินที่ไม่เคยถูกแสดงให้คนส่วนที่เหลือในออสเตรเลียได้เห็น เรากำลังแบ่งปันลำดับชั้นหนึ่งของสิ่งนี้กับท่านผ่านมิลคาร์รี มันอยู่ในมิลคาร์รี ในบิลมา ในท่วงท่าของการเต้นรำ ทั้งหมดคือแผนที่สำหรับ "ดูวา" (Dhuwa) และ "ยิร์ริตจา" (Yirritja) (32)
สำหรับชาวโยลงู "ธรรมชาติ" มีพลังแห่งการกระทำและความรู้ ธรรมชาติมีความคึกคักและมีชีวิต มีความรู้ที่เหนือพ้นไปจากสิ่งที่มนุษย์จะสามารถรับรู้ได้ เด็กๆ ชาวโยลงูอุบัติขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของมาตุภูมิ เติบโตขึ้นพร้อมกับความรู้จักญาติที่มากกว่ามนุษย์ และรู้ว่าความรับผิดชอบของพวกเขาในฐานะมนุษย์ภายในข่ายใยแห่งชีวิตนี้คืออะไร ผ่านสายใยบทเพลง ผ่านมิลคาร์รีและมานิคาย ผ่านแรงสั่นสะเทือนในอากาศและดินเทศบนร่างกาย พวกเขารู้จักขอบเขตของมาตุภูมิของตน พวกเขาได้รู้ว่าตนเองเป็นใคร และจะดูแลในฐานะมาตุภูมิได้อย่างไรตามกฎธรรมเนียมโยลงู ส่วนหนึ่งของสิ่งนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างแม่และเด็ก หรือ "โยธู-ยินดี" (yothu-yindi) ยินดี (Yindi) คือแม่ และโยธู (yothu) คือลูก ความสัมพันธ์นี้มิใช่เพียงระหว่างบุคคล แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและแผ่นดิน โยธู-ยินดี ยังดำรงอยู่เหนือพ้นไปจากมนุษย์ โดยอาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินสองแห่ง เช่น บาวากา และ ยาลังบารา (Yalaŋbara) ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของผืนน้ำ มันดำรงอยู่ระหว่างต้นไม้ สัตว์ โขดหิน ดิน สายลม บรรพบุรุษ หมู่เมฆ เรื่องราว และบทเพลง นี่คือหนึ่งในวิถีทางอันหลากหลายที่ทุกสรรพสิ่งเชื่อมโยงกันสำหรับชาวโยลงู มันคือข่ายใยที่ถักทอและยึดโยงทุกคนและทุกสิ่งไว้ด้วยกัน จนธรรมชาติและวัฒนธรรมล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมาตุภูมิ สิ่งหนึ่งไม่อาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากอีกสิ่งหนึ่ง ดังที่ Vanessa Watts (2013: 23) สตรีชาว Anishnaabe และ Haudenosaunee เขียนไว้ว่า "ในมุมมองของชนพื้นเมือง ถิ่นที่อยู่และระบบนิเวศจะถูกทำความเข้าใจได้ดีกว่าหากมองว่าเป็น สังคม"
บทเพลงที่วง East Journey [วงดนตรีจากอาร์นเฮมแลนด์] เขียนและขับร้อง เชื่อมโยงกับทุกสิ่งที่เรากำลังพูดถึง... บทเพลงเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของสายใยบทเพลง ดนตรีก็คือสายใยบทเพลง พวกมันมีความหมายเดียวกัน พวกเขากำลังขับขานจากหัวใจ ด้วยอารมณ์ความรู้สึก พวกเขากำลังส่งสารถึงโลกใบนี้ (156–157)
สิ่งสำคัญคือการไม่เพ้อฝันไปกับวิถีแห่งการเป็นและการรู้ของชาวโยลงู การดูแลในฐานะมาตุภูมินั้นเป็นเรื่องจริง และแม้ว่าจะมีรากฐานมาจากกฎธรรมเนียมโยลงูซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปร แต่มันก็โอบรับความเปลี่ยนแปลงและมีการตอบสนองอยู่เสมอตอบสนองต่อความรุนแรงของกระบวนการล่าอาณานิคมที่ยังดำเนินอยู่ และตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน รวมถึงความวิตกกังวล ความขัดแย้ง การวิ่งไล่ตามเด็กๆ การไปซื้อของ และการทำอาหาร วัฒนธรรมโยลงูคือการเต้นรำและบทเพลง ดนตรีร็อกและงานศิลปะ น้ำตาและความสุข วัฒนธรรมโยลงูคือการช้อปปิ้ง โซเชียลมีเดีย และการดูโทรทัศน์ วัฒนธรรมโยลงูเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้ากับการดำเนินชีวิต มันคือชีวิต ทุกคน (รวมถึงทุกสรรพสิ่งที่มากกว่ามนุษย์) ล้วนมีวัฒนธรรม รวมถึงงานาปากิที่อาจคิดว่าตนเองไม่มีวัฒนธรรม เพราะมันกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาจนมองไม่เห็นไปแล้ว เราได้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องของความสัมพันธ์และอยู่ในสภาวะอุบัติใหม่อยู่เสมอ วัฒนธรรมคือการเมืองและแผ่นดิน คือชีวิตและระบบเครือญาติและมาตุภูมิ มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจสิ่งนี้เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อที่จะรับรู้และตอบสนองต่อพันธกิจและความรับผิดชอบที่มากกว่ามนุษย์
สรุปย่อ
- วิถีแห่งการรู้/การเป็น/การปฏิบัติของชนพื้นเมืองจำนวนมากมีรากฐานมาจากความเชื่อมโยงที่สำคัญ
หรือความเป็นความสัมพันธ์ (Relationality) ระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม
สถานที่มิใช่เพียงธรรมชาติหรือวัฒนธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่คือญาติที่มีพลังแห่งการกระทำ
คอยหล่อหลอมและเอื้ออำนวยต่อทุกสิ่งที่มนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์กระทำ
- "ธรรมชาติ" มีพลังแห่งการกระทำและความรู้ ธรรมชาติมีความคึกคักและมีชีวิต มีความรู้ที่เหนือพ้นไปจากสิ่งที่มนุษย์จะสามารถรับรู้ได้
- ภายในภูมิศาสตร์วัฒนธรรม (Cultural
geography) มีความเคลื่อนไหวที่มุ่งมองและทำความเข้าใจวิถีที่มนุษย์
สิ่งแวดล้อม และสถานที่มีองค์ประกอบร่วมกัน
- การดูแลในฐานะมาตุภูมิยอมรับว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนหนึ่งของมาตุภูมิ และเฉลิมฉลองพร้อมบ่มเพาะความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดที่มีอยู่จริง ลึกซึ้ง และช่วยเยียวยา
- สารของการดูแลในฐานะมาตุภูมิคือการไม่มองว่าตัวท่านแยกขาดจากธรรมชาติ และสามารถกระทำต่อสิ่งต่างๆ หรือจัดการและควบคุมสิ่งต่างๆ ราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีพลังแห่งการกระทำในตัวเอง
การเรียนรู้และสัมผัสมาตุภูมิด้วยความดูแลและความเคารพ (Learning and feeling Country with care and respect)
ในส่วนนี้ เราจะพิจารณาว่าท่านจะสามารถรับรู้และสัมผัสถึงความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างกันของธรรมชาติ/วัฒนธรรมได้อย่างไร เราขอแบ่งปันวิถีทางบางประการที่ชาวโยลงู (Yolŋu) ใช้ในการเรียนรู้ สัมผัส และรับรู้ เราตระหนักดีว่ามีระบบความรู้และวิถีแห่งการรับรู้โลกที่หลากหลาย ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามสถานที่และบริบท ระบบความรู้เหล่านี้ เช่น จากกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) หรือจากกลุ่มชนพื้นเมืองอื่นๆ ก็มีการรับรู้และสร้างความสัมพันธ์ต่อธรรมชาติ/วัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากประเพณีทางพุทธิปัญญาที่เป็นกระแสหลัก และในบางครั้งความรู้เหล่านี้ก็ถูกเบียดขับและละเลย
พวกเรา [ชาวโยลงู] จำเป็นต้องรักษาวัฒนธรรมของพวกเราไว้ด้วยการให้ผู้อื่นมาร่วมเดินไปกับเรา เราต้องการให้ท่านได้สัมผัสและรับฟังโลกของพวกเรา เพราะเมื่อเด็กๆ ยังเล็ก พวกเขาเรียนรู้จากการสัมผัส การรู้สึก และการลงมือทำ แต่เมื่อพวกเราเอาแต่พูด พูด และพูด พวกเขาก็จะไม่เกิดการเรียนรู้ เราขอเชิญชวนให้ท่านมานั่งลงบนพื้นดินกับพวกเรา เราสามารถสร้างสมดุลระหว่างสองวัฒนธรรมได้ เราสามารถแบ่งปันร่วมกันได้ เราจะปฏิบัติต่อท่านเสมือนเป็นครอบครัว (xxvi)
เพื่อให้วัฒนธรรมของพวกเรายังคงเข้มแข็ง
ชาวโยลงูต้องการให้ท่านผู้เป็นผู้อ่านได้เรียนรู้เช่นกัน
นี่มิใช่เพียงการเรียนรู้จากการพูดคุย แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ
ผ่านการนั่งและเดินไปด้วยกัน การสัมผัส การรับฟัง และการแบ่งปัน
วัฒนธรรมและการดำรงอยู่ในโลกมิได้อยู่เพียงในความคิด
หรือพบได้แค่ในตำราวิชาการเท่านั้น
แต่เป็นส่วนหนึ่งของการที่พวกเราอุบัติขึ้นร่วมกัน โดยมีร่างกาย อารมณ์
ประสาทสัมผัส และหัวใจเป็นศูนย์กลางสำคัญ
การอุบัติร่วมกันและการเรียนรู้ร่วมกันนั้นมิใช่สิ่งที่เป็นนามธรรม
หากแต่เป็นประสบการณ์ที่มีชีวิต เป็นการเรียนรู้จาก ร่วมกับ และในฐานะมาตุภูมิ (Country)
สำหรับพวกเรา สายใยบทเพลง (Songspiral) และบทความบทนี้มีความเป็นส่วนตัว มีอารมณ์ความรู้สึก และมีความหมายอย่างยิ่งยวด มารดาในทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นคนผิวดำ ผิวขาว หรือมาจากภูมิหลังที่แตกต่าง ล้วนร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า ความรัก ความสุข ความปรีดา และความเจ็บปวดรวดร้าว... น้ำตาคือตัวแทนของการดำรงอยู่หรือการเป็นส่วนหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดจบ และเป็นดั่งการเดินทาง (7)
เราไม่อาจมีความสุขได้ตลอดเวลา หากมีสิ่งใดแตกสลาย เราต้องร่ำไห้ หากเรามีความสุข เราต้องหัวเราะ ผืนดินก็เช่นกัน รวมถึงสายลม กระแสน้ำ และสัตว์ป่า สิ่งเหล่านั้นล้วนมีอารมณ์ความรู้สึก เมื่อมิลคาร์รี (milkarri) มาถึง เมื่อพวกเราเหล่าสตรีร่ำร้อง หากมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น เราต้องร่ำไห้ มันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา ทั้งหมดคือเรื่องของการเชื่อมโยงพวกเราเข้ากับผืนดิน (91)
ในบางวัฒนธรรม อารมณ์ความรู้สึกและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสมักถูกด้อยค่า โดยมองว่าสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปในธรรมชาติ และถูกจัดให้เป็นแง่มุมทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะของความเป็นหญิง (Feminine) ซึ่งถูกมองว่าต่ำต้อยกว่า แต่เช่นเดียวกับการที่วัฒนธรรมไม่ได้อยู่เพียงในความคิด (หรือเพียงในการเต้นรำและภาพเขียน แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดด้วยก็ตาม) ธรรมชาติก็มิใช่สิ่งที่ "ป่าเถื่อน" (Wild) มิใช่พื้นที่ว่างเปล่าหรือดินแดนรกร้างห่างไกล (Wilderness) (Rose, 1996, Suchet, 2002) หากแต่ธรรมชาติถูกถักทอเข้าด้วยกันด้วยความสัมพันธ์แบบโยธู-ยินดี (yothu-yindi) หรือในฐานะสังคมที่มากกว่ามนุษย์ (More-than-human societies) (Watts, 2013) เมื่อกระบวนการล่าอาณานิคมเข้ามาขัดขวางความสัมพันธ์และสังคมเหล่านี้ มิใช่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่โศกเศร้าต่อความสัมพันธ์ที่เสียหายกับญาติที่มากกว่ามนุษย์ แต่มาตุภูมิเองก็โหยหาความเชื่อมโยงทางกายภาพและความใกล้ชิดกับมนุษย์ด้วยเช่นกัน (Yandaarra et al., 2022) ธรรมชาติมีอารมณ์ความรู้สึก มีพลังแห่งการกระทำ มีประสาทสัมผัส รุ่มรวย และหลากหลาย (ดูบทที่ 41) และธรรมชาติคือวัฒนธรรม ชาวโยลงูไม่เพียงโอบรับสิ่งนี้ แต่ยังตระหนักถึงความสำคัญของอารมณ์ความรู้สึกในฐานะส่วนหนึ่งของการอุบัติร่วมกันและสุขภาวะของทุกชีวิต
งานาปากิ (ŋäpaki) ส่วนใหญ่ที่เขียนเกี่ยวกับสายใยบทเพลงมักเป็นศาสตราจารย์
และพวกเขาเขียนในรูปแบบวิชาการ ซึ่งอาจดูเป็นนามธรรมและแยกขาดจากชีวิต
บางครั้งพวกเขาก็ทำได้ไม่ดีนัก เพราะขาดอารมณ์ความรู้สึกแฝงอยู่
สิ่งสำคัญคือต้องพูดถึงเรื่องนี้เพราะเราต้องการเข้าถึงความลึกซึ้ง นอกจากนี้
เมื่อมีงานาปากิบางส่วนเข้ามา
พวกเขามองว่าการเต้นรำของพวกเราเป็นเพียงการประดับตกแต่ง
เหมือนงานดิสโก้หรือการแสดงเพื่อนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
เรามิใช่แค่เดินเข้าไปแล้วเต้นรำ แต่มันต้องถูกกระทำโดยบุคคลที่เหมาะสม ในวิถีทางที่ถูกต้อง
และในเวลาที่ควร เรามีกฎธรรมเนียม (Laws) ที่เคร่งครัดเกี่ยวกับเรื่องนี้
และมันจะต้องถูกกระทำด้วยอารมณ์ความรู้สึก (94)
เมื่อเราเต้นรำในสายใยบทเพลงแห่งฉลาม มันเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะมันคือเรื่องของการที่ฉลามเป็นเจ้าของอาณาเขต มีอันตรายทางจิตวิญญาณและมีพลังอำนาจมาก มันอาจจะสงบนิ่ง แต่ก็อาจพิโรธได้เช่นเดียวกับพวกเรา สายใยบทเพลงมีทั้งส่วนที่อันตราย ส่วนที่ดีงาม และส่วนที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ร่วมกัน (91)
อารมณ์ความรู้สึกและประสาทสัมผัสที่ชี้นำพวกเรานั้น
แม้จะเป็นหัวใจสำคัญแต่ก็มิใช่เรื่องของความอ่อนไหวฟูมฟายหรือสิ่งที่เพ้อฝันจนเกินงาม
(Hatala
et al., 2019) สำหรับชาวโยลงู ทุกสิ่งต้องถูกกระทำในวิถีที่ถูกต้อง
ตามระเบียบวิธีปฏิบัติ (Protocols) ของเวลาและสถานที่เฉพาะเจาะจง
โดยอาศัยกฎธรรมเนียม (Rom) เป็นฐาน
นี่คือวิธีที่ความสัมพันธ์ได้รับการบ่มเพาะและรักษาไว้ระหว่างผู้คน
และระหว่างผู้คนกับผืนดิน
เพื่อให้มาตุภูมิและโลกของชาวโยลงูสามารถอุบัติขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
เราต้องดูแลและกระทำสิ่งต่างๆ อย่างเหมาะสม นี่คือกฎธรรมเนียม (Law)
ความรู้นี้มีขอบเขตและลำดับชั้น
ในบทนี้เราได้แบ่งปันเพียงแง่มุมที่ผ่านการคัดสรรอย่างระมัดระวังจากลำดับชั้นบนสุดของความรู้ชาวโยลงูเท่านั้น
แง่มุมเหล่านี้ได้รับการอนุญาตโดยผู้พิทักษ์ (Custodians) ชาวโยลงูที่เหมาะสม
รวมถึงผู้ดูแลและเจ้าของสายใยบทเพลงต่างๆ
สิ่งนี้สำคัญเพราะมิใช่มนุษย์ทุกคนจะสามารถคาดหวังที่จะเข้าถึงความรู้ทั้งหมดได้
(ดังที่มักจะถูกทึกทักเอาในธรรมเนียมปฏิบัติทางวิชาการแบบตะวันตก)
หมายความว่า การทลายพรมแดนที่ผิดพลาดระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมยังเรียกร้องให้ท่านรู้ถึงขอบเขต (ของมนุษย์) ด้วย ส่วนหนึ่งของการรู้วิถีที่ถูกต้องคือการ รู้/ใส่ใจ/รับฟัง/สดับ/เรียนรู้/รับรู้/สัมผัส ว่าจะตอบสนองต่อความรู้ที่ได้รับการแบ่งปันอย่างไร และจุดเริ่มต้นคือ "สถานที่ของท่าน" โดยการนำความรู้นั้นมาสู่ตัวท่าน ระลึกถึงสถานที่และความเชื่อมโยงที่ท่านมี ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม/ธรรมชาติที่ใกล้ชิดเป็นศูนย์กลางของการดำรงอยู่ที่มากกว่ามนุษย์ของทุกคน แต่ความสัมพันธ์เหล่านี้อุบัติขึ้นใหม่อยู่เสมอเพราะทุกสถานที่นั้นแตกต่าง และทุกเวลานั้นแตกต่าง การใส่ใจต่อการอุบัติร่วมกันเชิงความสัมพันธ์ (Relational co-becoming) ในฐานะส่วนหนึ่งของโลกของท่านเอง จะช่วยให้ท่านตอบสนองต่อพันธกิจของตนได้อย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น
เราแบ่งปันสายใยบทเพลงกับท่าน และเราขอให้ท่านปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ด้วยความเคารพ การเคารพในความรู้หมายถึงการไม่เขียนถึงในสิ่งที่ท่านไม่เข้าใจ ไม่นำไปเรียบเรียงเป็นคำพูดของตนเอง ถ้อยคำ [ในหนังสือและบทนี้] ... คือความรู้ของพวกเรา คือทรัพย์สินของพวกเรา ท่านสามารถพูดถึงมันได้ แต่อย่าคิดว่าท่านจะกลายเป็นผู้มีอำนาจตัดสิน (Authority) ในเรื่องนี้ได้ ท่านสามารถใช้ถ้อยคำของพวกเราเพื่อการใคร่ครวญ ท่านสามารถพูดถึงประสบการณ์ของตนเองและขบคิดถึงการนำบทเรียนจากหนังสือ [และบทความนี้] ไปใช้ในชีวิตของท่าน ท่านจำเป็นต้องให้เกียรติบริบทของสายใยบทเพลงของพวกเรา ตระหนักถึงลำดับชั้นความรู้ของพวกเรา ท่านสามารถพูดถึงชั้นความรู้ระดับบนสุดได้ แต่ท่านต้องมีความเคารพและตระหนักถึงขอบเขตของสิ่งที่เราแบ่งปัน และสิ่งที่ท่านจะสามารถแบ่งปันต่อไปได้ตามลำดับ (xxv)
เราหวังว่าท่านจะได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่เราได้แบ่งปันในวันนี้
สิ่งที่แบ่งปันมาจากวิถีแห่งการรู้ การปฏิบัติ และการเป็นของพวกเราเอง
มาจากมาตุภูมิของพวกเรา ผืนดิน/ท้องทะเล/ผืนฟ้า ของพวกเราเอง
สิ่งนี้มีลักษณะเฉพาะถิ่น (Situated) เสมอ
และเราหวังว่าท่านจะได้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าแนวคิดเรื่องธรรมชาติและวัฒนธรรมนั้นมีความเฉพาะถิ่นเสมอ
มิใช่สิ่งที่เป็นสากล (Universal) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างวาทกรรมใดๆ
ที่ทำให้ธรรมชาติและวัฒนธรรมดูราวกับแยกขาดจากกัน
ในขณะที่เราได้แบ่งปันกับท่าน
และท่านได้อ่าน รับฟัง ซึมซับ
และหวังว่าจะตอบสนองในวิถีทางที่เหมาะสมกับสถานที่และชีวิตของท่าน
เราก็ได้สร้างความเชื่อมโยงถึงกันแล้ว
บางทีท่านอาจได้เรียนรู้บางสิ่งผ่านหัวใจของท่าน พวกเราได้มารวมตัวกัน ณ ขณะนี้
เสมือนดั่งหมู่เมฆ เราพบกัน ก่อเกิดเป็นสายฝน และแยกย้ายไปตามเส้นทางของตนอีกครั้ง
สิ่งนี้ปรากฏอยู่ในสายใยบทเพลง
เราทุกคนต่างรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึก ยามที่หมู่เมฆรวมตัวกัน ยามที่พวกเราทำมิลคาร์รี หมู่เมฆชี้ไปยังบ้านเกิดที่หล่อหลอมพวกเรา แหล่งกำเนิดแห่งชีวิต ผู้มอบความรู้และปรัชญา สิ่งเหล่านี้ชักนำให้พวกเรามาอยู่ร่วมกัน (92–94)
สรุปท้ายบท
- มีวิถีแห่งการรู้และสร้างความสัมพันธ์ต่อธรรมชาติ/วัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่าง ซึ่งวิถีทางจำนวนมากมักถูกทำให้กลายเป็นคนอื่นโดยวิถีแห่งการรู้และการเป็นกระแสหลัก
- อารมณ์ความรู้สึกและประสาทสัมผัสมักถูกด้อยค่าในระบบความรู้กระแสหลัก
- อารมณ์ความรู้สึกและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์กับทุกชีวิต
- สิ่งสำคัญคือการตระหนักถึงขอบเขตของการรับรู้ที่มากกว่ามนุษย์ และปฏิบัติต่อความรู้ที่ได้รับแบ่งปันด้วยความเคารพ
- ในฐานะผู้สอนและผู้เรียน ท่านได้รับเชิญให้เรียนรู้จากการแบ่งปันความรู้ในบทนี้ และใช้การแบ่งปันของพวกเราเพื่อใคร่ครวญถึงความสัมพันธ์ของท่านเองที่มีต่อธรรมชาติ/วัฒนธรรม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น