การศึกษาเมืองเชิงเปรียบเทียบ (Comparative urban
studies)
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Jennifer Robinson(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.
บทนำ
สาขาวิชาเมืองศึกษา (Urban studies) ได้พัฒนามาอย่างใกล้ชิดกับวัตถุแห่งการศึกษา (Object of study) ของตน ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา
โลกของความเป็นเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง
ส่งผลให้การวิเคราะห์ในศาสตร์นี้ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ในอดีตจุดเน้นของการศึกษาจะอยู่ที่ตัวนคร (Cities) โดยเป็นการสืบร่องรอยการขยายตัวจากศูนย์กลางออกสู่พื้นที่ขอบนอก
ไม่ว่าจะเป็นชานเมือง (Suburbs) เมืองขอบนอก (Edge-cities)
หรือพื้นที่รอบนอก (Peripheries) ทว่าในปัจจุบัน
ความสนใจได้เปลี่ยนไปสู่สภาวะการแผ่ขยายของเมือง (Sprawling) และธรรมชาติของการกลายเป็นเมือง (Urbanisation) ที่ขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ซึ่งนำไปสู่การเกิดกลุ่มเมือง (Conurbations) มหานคร (Metropolises)
เมกาโลโพลิส (Megalopolises) ไปจนถึงภูมิภาคเมือง
(City-regions) หรือภูมิภาคมหานคร (Metropolitan
regions) และแม้กระทั่ง "กาแล็กซีเมือง" (Urban galaxies)
เราต่างตระหนักมากขึ้นถึงผลกระทบของการกลายเป็นเมืองที่มีต่อโลก
โดยรอยเท้าทางนิเวศน์ (Footprints) หรือภูมิทัศน์เชิงปฏิบัติการ
(Operational landscapes) ของวิถีชีวิตคนเมือง
(อันหมายถึงสรรพสิ่งที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการอยู่อาศัยในพื้นที่เมืองที่มีความหนาแน่น)
ได้แผ่ขยายไปจนถึงมุมที่ห่างไกลที่สุด และมีหลักฐานปรากฏเพิ่มมากขึ้นว่า
การกลายเป็นเมืองนั้นดำเนินไปตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หรือระเบียงเศรษฐกิจ
(Corridors) หรืออุบัติขึ้นพร้อมกับกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ใหม่
ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ สินค้าโภคภัณฑ์ และการพัฒนาที่เน้นเกษตรกรรม
แม้ในภูมิภาคที่ถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนปลาย (Peripheral regions) อย่างยิ่งก็ตาม
นักวิชาการต่างกำลังแสวงหาคำศัพท์และชุดมโนทัศน์ใหม่เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการเหล่านี้
(Brenner and Schmid, 2014)
นอกจากนี้ เมืองศึกษายังได้หันมาใช้มุมมองระดับโลก (Global perspective) มากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลตอบสนองต่อวัตถุแห่งการศึกษาที่เปลี่ยนไป และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักวิชาการได้ยอมรับข้อวิพากษ์แนวคิดหลังอาณานิคม (Post-colonial critique) ที่มีต่อสาขาวิชานี้ เมื่อถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 20 องค์ความรู้และแนวคิดที่หล่อหลอมเมืองศึกษาได้กระจุกตัวอยู่เพียงประสบการณ์ของเมืองในวงแคบ ๆ ภายใน "กลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ" (Global North) โดยมีแม้กระทั่งเมืองบางแห่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาในภูมิภาคดังกล่าว เช่น นิวยอร์ก (New York) ชิคาโก (Chicago) หรือลอสแอนเจลิส (Los Angeles) (Robinson, 2006 โปรดดูบทที่ 15 ประกอบ) ข้อจำกัดของแนวทางดังกล่าวเริ่มเด่นชัดขึ้น เมื่อพื้นที่ที่มีพลวัตของการกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว พื้นที่เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และประชากรเมืองส่วนใหญ่ของโลกได้เคลื่อนย้ายไปสู่ทวีปเอเชียและแอฟริกา (ดูภาพที่ 17.1) ด้วยความหลากหลายอย่างยิ่งของรูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบเมืองและผลกระทบของกระบวนการกลายเป็นเมืองที่แผ่ขยายไปทั่วโลก ทำให้นักผังเมืองและนักวิชาการด้านเมืองจำนวนมากนำเสนอให้มีการฟื้นฟู หรือแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของทฤษฎีเมือง (Urban theory) เสียใหม่ (Robinson, 2006, Roy, 2009, Bhan, 2019)
ภาพที่ 17.1 สัดส่วนประชากรเมืองของโลกจำแนกตามภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ ค.ศ. 1950–2050
ที่มา: United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Population Division (2018a). World Urbanization Prospects 2018
อย่างไรก็ดี
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ากระบวนการกลายเป็นเมือง (Urbanisation processes) และประสบการณ์เมือง (Urban experiences) นั้นไม่มีความเท่าเทียมกันทั่วทั้งดาวเคราะห์ที่กำลังกลายเป็นเมืองดวงนี้
ทั้งในด้านรูปแบบทางกายภาพ (Physical form) วิถีชีวิตทางสังคม
(Social life) โครงสร้างการจัดระเบียบการปกครอง (Governmental
configurations) และพลวัตทางเศรษฐกิจของการตั้งถิ่นฐานแบบเมือง (Urban
settlements) ล้วนมีความแตกต่างกันในหลากหลายมิติ
แม้แต่ภายในนครแห่งเดียวกัน
ก็ยังปรากฏวิถีชีวิตที่หลากหลายอันเกิดจากความแบ่งแยกทางสังคมและพื้นที่ (Social
and spatial divisions) หรืออุบัติขึ้นจากความพยายามในการสร้างสรรค์ของฝูงชนเพื่อการดำรงชีพ
(Peake, 2016, Simone, 2019) นอกจากนี้
การจัดสรรโครงสร้างทางสถาบันที่หล่อหลอมการปกครองเมือง (Urban government) ก็มีความแตกต่างกันอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น
รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยหรืออำนาจนิยม แบบรวมศูนย์หรือกระจายอำนาจ
ตลอดจนรูปแบบการปกครองที่ไม่เป็นทางการและแบบจารีตประเพณี
ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นส่งผลให้
"โลกเมืองศึกษา" (Global urban studies) เป็นสาขาวิชาที่มีพลวัตและน่าสนใจ
แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความท้าทายบางประการ กล่าวคือ มโนทัศน์ (Concepts)
ต่าง ๆ จะได้รับการทบทวน ปรับปรุง หักล้าง
หรือสร้างขึ้นใหม่ท่ามกลางผลลัพธ์ของเมืองที่หลากหลายได้อย่างไร? และทฤษฎีเมือง (Urban theory) จะสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพกับกรณีศึกษาที่แตกต่างกัน
โดยพิจารณาควบคู่ไปกับความหลากหลายของโลกแห่งเมืองได้อย่างไร? เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้
จึงได้ปรากฏแนวคิดริเริ่มทุกรูปแบบในสาขาเมืองศึกษา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากประเด็นเชิงประจักษ์
(Empirical themes) ที่แตกต่างกัน และทัศนะเชิงทฤษฎี (Theoretical
perspectives) ที่หลากหลาย
เพื่อนำเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับธรรมชาติของเมือง (Nature of the urban)
(Leitner et al. 2019)
วิธีการเชิงปฏิบัติประการหนึ่งในการวางกรอบการสำรวจธรรมชาติของเมืองในระดับโลก
ท่ามกลางประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวาง คือการใช้
จินตนาการเชิงเปรียบเทียบ (Comparative imagination) การคิดโดยคำนึงถึงพื้นที่อื่น
(Thinking with elsewhere) อันเป็นประเด็นสำคัญของแนวปฏิบัติเชิงเปรียบเทียบ
จะช่วยนำพาเราให้ก้าวพ้นไปจากมุมมองที่ยึดเอาชาติพันธุ์ตนเองเป็นศูนย์กลาง (Ethno-centric
perspectives) และกระตุ้นให้เราสะท้อนภาพความหลากหลายของโลกแห่งเมือง
สิ่งนี้ยังสามารถสนับสนุนแนวทางการศึกษาเมืองแบบ "นอกศูนย์กลาง" (Ex-centric
approach) ในภาพรวม
โดยสนับสนุนให้นักวิชาการด้านเมืองดึงเอาองค์ความรู้จากนักวิชาการที่พำนักอยู่ในบริบทเมืองซึ่งเคยถูกละเลยในความเข้าใจกระแสหลัก
รวมถึงพื้นที่เหล่านั้นที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ
"กลุ่มประเทศซีกโลกใต้" (Global South) (Myers, 2020) โดยทั่วไปแล้ว คตินิยมเมืองเชิงเปรียบเทียบ (Comparative urbanism)
มุ่งหวังที่จะโต้แย้งขอบเขตอันทะเยอทะยานของการวิเคราะห์แบบสากลนิยม
(Universalising analyses) และนำเสนอแนวปฏิบัติเชิงทฤษฎีที่ถ่อมตัวมากกว่า
ซึ่งยึดมั่นในการปรับแก้แนวคิดได้อย่างยืดหยุ่นและการเปิดรับเสียงที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
(Robinson, 2022)
ในสองส่วนถัดไปจะกล่าวถึงรายละเอียดของวิธีการที่นำจินตนาการเชิงเปรียบเทียบมาใช้เพื่อทำให้เมืองศึกษามีความเป็นสากล ได้แก่ การสืบเสาะความเชื่อมโยงระหว่างบริบทเมืองที่แตกต่างกัน และการสร้างองค์ความรู้ผ่านการประกอบสร้างการเปรียบเทียบข้ามความแตกต่าง
สรุปย่อ
- ภูมิศาสตร์ของการกลายเป็นเมือง (Geography of
urbanisation) ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
จากพื้นที่ที่มีขอบเขตชัดเจน เช่น นครและชานเมือง สู่ดินแดนเมือง (Urbanised
territories) ที่มีการแผ่ขยาย กว้างขวาง แตกแยก กระจัดกระจาย
และมักจะตั้งอยู่ห่างไกลออกไป
- เมืองศึกษาได้ตอบรับต่อข้อวิพากษ์แนวคิดหลังอาณานิคมที่มีต่อคตินิยมที่ยึดซีกโลกเหนือเป็นศูนย์กลาง (Northern-centrism) และมุ่งแสวงหาการสร้างความเข้าใจที่ครอบคลุมความหลากหลายของประสบการณ์เมืองทั่วโลก
การพิจารณาความเป็นเมืองผ่านความเชื่อมโยง (Thinking the urban through connections)
อาณาบริเวณเมือง
(Urban
territories) (ซึ่งในที่นี้เราใช้เรียกแทนพื้นที่ที่กลายเป็นเมืองหรือกำลังกลายเป็นเมือง
แทนการใช้คำว่านคร ชานเมือง หรือพื้นที่รอบนอก)
ส่วนหนึ่งถูกสร้างขึ้นผ่านการไหลเวียนและความสัมพันธ์ในวงกว้างที่หล่อหลอมพื้นที่เหล่านั้น
หากพิจารณาจากมุมมองทางภูมิศาสตร์คลาสสิก เช่น แนวคิดเรื่อง
“สำนึกแห่งสถานที่ในระดับโลก” (Global sense of place) ของ
ดอรีน แมสซีย์ (Doreen Massey) เราจะเห็นได้ว่ากระแสการไหลและวิถีอันหลากหลายที่เชื่อมโยงสถานที่หนึ่งเข้ากับอีกสถานที่หนึ่งนั้น
คือสิ่งที่สร้าง “สถานที่” (ในเชิงเมือง) ขึ้นมา (Massey, 2005) แนวคิดนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการทดลองเชิงเปรียบเทียบมากมาย
หรือที่เรียกว่า “การเปรียบเทียบเชิงความสัมพันธ์” (Relational
comparisons) ซึ่งดำเนินไปโดยการสืบค้นร่องรอยความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่เมืองต่าง
ๆ (Hart, 2003, Ward, 2010)
ปรากฏการณ์ที่ไหลเวียนอยู่จำนวนมาก (เช่น ผู้คน ความคิด หรือสินค้า) คือสิ่งที่หล่อหลอมการกลายเป็นเมือง ตัวอย่างเช่น ทุนที่ไหลเวียนหรือทุนไร้ราก (Footloose capital) หรือในระยะหลังคือ “กำแพงเงิน” (Wall of money) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการกลายเป็นภาคการเงิน (Financialisation) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแสวงหาโอกาสในการลงทุนในพื้นที่เมือง เช่น การสร้างวิสาหกิจใหม่หรือการก่อสร้างที่อยู่อาศัย (Aalbers, 2016) อย่างไรก็ตาม หากเราจะผนวกเอานครต่าง ๆ จากขอบข่ายอันกว้างขวางของ “กลุ่มประเทศซีกโลกใต้” เข้าไว้ในชุดทฤษฎี สิ่งสำคัญคือต้องให้ความสนใจกับบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก (World Bank) องค์กรผู้บริจาคจำนวนมาก และผู้ให้กู้ระดับรัฐที่มีอิทธิพลอย่างเช่น จีน ซึ่งล้วนแต่ลงทุนในการพัฒนาเมือง (ดูภาพที่ 17.2) นอกจากนี้ “ความเคลื่อนไหวของนโยบาย” (Policy mobilities) ยังมีความสำคัญยิ่งต่อการทำความเข้าใจการปกครองเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพร่กระจายของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal ideas) (McCann, 2011)
ภาพที่ 17.2 มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในลักษณะการสร้างกิจการใหม่ (Greenfield
FDI) ของจีนในแอฟริกา: ภูมิภาคต้นทางและประเทศปลายทาง (ค.ศ. 2003–2014)
ที่มา: C He and S Zhu ‘China’s Foreign Direct Investment into Africa’ in UN Habitat and IHS-Erasmus University Rotterdam (2018), The State of Africa Cities 2018, p. 116
ปรากฏการณ์ที่ไหลเวียนเหล่านี้ไม่มีความสม่ำเสมอในด้านรูปแบบและผลกระทบในแต่ละพื้นที่
ดังนั้น การสืบเสาะความเชื่อมโยงจึงนำเราไปสู่แนวทางการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ
เนื่องจากพื้นที่เมืองหลายแห่งถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันทว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีกลับแตกต่างกัน
ในเชิงปฏิบัติ
เราจะออกแบบการทดลองเชิงเปรียบเทียบโดยใช้ความเชื่อมโยงเหล่านี้เพื่อสำรวจความเป็นจริงของเมืองที่มีความแตกต่างสูงได้อย่างไร?
ประการแรก
เราสามารถดึงเอากรณีศึกษาที่แตกต่างกันมาเพื่อรวบรวมประสบการณ์ของแต่ละพื้นที่
ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจ “วงจร” (Circuits) เหล่านั้นได้ดีขึ้น
ตัวอย่างเช่น
การพิจารณากรณีการลงทุนในลักษณะกลายเป็นภาคการเงินโดยกองทุนบำเหน็จบำนาญระหว่างประเทศในที่อยู่อาศัยให้เช่าหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าในหลายนคร
เราอาจสังเกตเห็นพฤติกรรมที่สอดคล้องกันของกองทุนเหล่านี้ที่พยายามสร้างข้อตกลงที่มั่นคงและทำซ้ำได้เพื่อคุ้มครองผลตอบแทนจากการลงทุน
ด้วยวิธีนี้ทำให้เราเข้าใจกระแสเงินที่หล่อหลอมการพัฒนาเมืองได้ดียิ่งขึ้น (Aalbers,
2016)
ในอีกทางหนึ่ง
การติดตามความเชื่อมโยงอาจนำเราไปสู่การระบุชุดกรณีศึกษาที่แตกต่างกันซึ่งมีกระบวนการแบบเดียวกันที่ส่งผลสำคัญแต่ให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป
เราสามารถใช้สิ่งนี้เพื่อทำความเข้าใจความหลากหลายของผลลัพธ์ที่ถูกหล่อหลอมโดยปรากฏการณ์ที่ไหลเวียนนั้น
ตัวอย่างเช่น
นครหลายแห่งตกเป็นเป้าหมายของโครงการธนาคารโลกเพื่อส่งเสริมความยืดหยุ่นของเมือง (Urban
resilience) โครงการของธนาคารโลกบางแห่งอาจดำเนินไปตามความคาดหวังของนโยบาย
เช่น รัฐบาลท้องถิ่นอาจมีทรัพยากรดีขึ้น มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น
มีความน่าเชื่อถือทางเงินตรา (สามารถกู้ยืมเงินสำหรับโครงการต่าง ๆ ได้)
และมีความสามารถในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในกรณีเหล่านี้
หน่วยงานส่วนท้องถิ่นจะได้รับการสนับสนุนให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการกำหนดทิศทางการลงทุนเพื่อปกป้องพลเมืองจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เช่น อุทกภัยที่อันตราย แต่ในบริบทอื่น ๆ โดยเฉพาะในหลายประเทศในแอฟริกา
หน่วยงานรัฐบาลกลางกลับมีบทบาทนำในการวางแผนและการพัฒนาเมือง
และพยายามเข้ามาควบคุมกระแสเงินระหว่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ขอบข่ายงานด้านเมืองมากขึ้น
ภายหลังจากการบรรลุข้อตกลงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ (ข้อที่ 11)
ที่เน้นเรื่องการตั้งถิ่นฐานเมือง (Parnell, 2016) ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละกรณีจึงสะท้อนถึงวาระทางการเมืองระดับชาติที่ต่างกัน
ทั้งที่สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการกระจายอำนาจสู่รัฐบาลท้องถิ่น ในบางกรณี
เงินทุนและโครงการเพื่อเมืองอาจถูกเบี่ยงเบนไปเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ส่วนตนหรือทางการเมืองของผู้นำระดับชาติและพรรคการเมือง
ดังนั้น เราจึงเรียนรู้จากการพิจารณากรณีศึกษาที่หลากหลายว่า การปกครอง “เมือง”
ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่รัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้น แต่โดยปกติแล้วจะมีลักษณะข้ามระดับ
(Transcalar) ที่ดึงเอาการปกครองหลายระดับและตัวแสดงตั้งแต่ระดับองค์กรชุมชนไปจนถึงหน่วยงานข้ามชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
(Halbert and Rouanet, 2014) การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเช่นนี้มีความสำคัญในเชิงปฏิบัติ
เช่น
การให้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจว่าจะบริหารจัดการและกำกับการลงทุนอย่างไรเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมแก่ผู้อยู่อาศัยในเมืองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความเป็นไปได้ประการที่สามสำหรับการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเชิงความสัมพันธ์
คือการพิจารณาว่า “วงจร” และ “บริบท” ที่แตกต่างกันนั้นมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร
ในตัวอย่างข้างต้น เราอาจคาดการณ์ได้ว่าธนาคารโลกจะปรับเปลี่ยนแนวทางในบริบทใหม่ ๆ
โดยอาศัยการเรียนรู้และประสบการณ์ก่อนหน้านี้ เบรนเนอร์และคณะ (Brenner et
al., 2010) ใช้คำว่า “ความผันแปร” (Variegation) เพื่ออธิบายว่าการไหลเวียน หรือกระบวนการเชิงระบบในวงกว้าง
และผลลัพธ์เชิงบริบทที่แตกต่างกันนั้นหล่อหลอมซึ่งกันและกันอย่างไร
พวกเขาใช้แนวทางนี้เพื่อทำความเข้าใจ “การทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่ของเมือง” (Urban
neoliberalisation) ซึ่งเป็นชุดข้อเสนอนโยบายที่มีอิทธิพลนับตั้งแต่ทศวรรษ
1970 เป็นต้นมา
ที่ส่งเสริมการปกครองที่เอื้อต่อกลไกตลาดและการพัฒนา เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
การเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชน
และนโยบายเมืองเชิงผู้ประกอบการที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น
(ดูบทที่ 52) แต่ในแต่ละบริบทจะหล่อหลอมนโยบายเสรีนิยมใหม่แตกต่างกันไป
โดยได้รับอิทธิพลจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์
โครงสร้างทางการเมืองและสังคมเฉพาะตัว รวมถึงการต่อสู้ขัดแย้งในพื้นที่นั้น ๆ
เบรนเนอร์และคณะ (2010) ยืนยันว่า ตัวอย่างใหม่ ๆ
ของการทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่ของเมืองในแต่ละครั้งจะกลับไปหล่อหลอมกระบวนการเชิงระบบในวงกว้างที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดและแนวปฏิบัติแบบเสรีนิยมใหม่ที่ไหลเวียนอยู่
ดังนั้น การศึกษาในกรณีที่ต่างกันสามารถช่วยสืบหาร่องรอยว่ากระบวนการในวงกว้างนั้นถูกสร้างขึ้น
เปลี่ยนแปลง และสร้างความหลากหลายได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม
ความเป็นไปได้เพิ่มเติมคือ
การเปรียบเทียบอาจมุ่งความสนใจของเราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปยังกระบวนการที่
“ไม่แน่นอน” (Contingent)
(ซึ่งตรงข้ามกับกระบวนการเชิงระบบ) ในแต่ละสถานที่ซึ่งกำลังหล่อหลอม
“ความผันแปร” ของการทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่ ดังนั้น
แม้ว่าเราจะเริ่มต้นด้วยการสืบหาราวจรของการทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่
แต่เราอาจพบว่าตัวเองกำลังพิจารณากระบวนการอื่น ๆ ที่โดดเด่นกว่าในการอธิบายผลลัพธ์ทาง
“บริบท” ของแต่ละพื้นที่
ตัวอย่างเช่น
ในการฟื้นฟูนครนิวออร์ลีนส์ (New Orleans) ภายหลังพายุเฮอริเคนแคทรีนา
ตัวแสดงและองค์กรที่มีอิทธิพลได้ล็อบบี้อย่างหนักเพื่อให้เกิดระบอบการพัฒนาที่เอื้อต่อกลไกตลาดผ่านนโยบายเสรีนิยมใหม่
ซึ่งเป็นกรณีคลาสสิกของ “การทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่ของเมือง” (Fox Gotham
and Greenberg, 2008) แต่ อนา แบรนด์ (Ana Brand, 2018) พิจารณาการฟื้นฟูนิวออร์ลีนส์ผ่านมุมมองแนวคิด “ความตระหนักรู้ซ้ำซ้อน” (Double
consciousness) ของ ดับเบิลยู. อี. บี. ดู บัวส์ (W. E. B.
Du Bois) ที่มองว่าสำหรับชาวแอฟริกันอเมริกันในสหรัฐอเมริกา ระบอบการปกครองที่คนขาวเป็นใหญ่เป็นเพียงแง่มุมเดียวของประสบการณ์เมือง
แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่
เธอระบุว่าการพัฒนาใหม่หลังเหตุการณ์แคทรีนาเป็นผลผลิตของ
“กระบวนการสร้างชาติพันธุ์ในระดับมหภาค” (Macro processes of
racialization) ซึ่งผู้อยู่อาศัยที่เป็นคนผิวดำถูกผลักให้กลายเป็นคนชายขอบและถูกกีดกันออกไปมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ เธอยังพิจารณาถึงศักยภาพของวิสัยทัศน์ทางเลือกแบบผู้อยู่ใต้ปกครอง (Subaltern
visions) ของการพัฒนาที่ยุติธรรมทางสังคม
ซึ่งอุบัติขึ้นจากแนวปฏิบัติเชิงพื้นที่ของชุมชนคนผิวดำในนิวออร์ลีนส์ภายในย่านพำนักดั้งเดิมของพวกเขา
“ทวิลักษณ์ของพื้นที่” (Duality of space) บ่งบอกถึงความสำคัญของการให้ความสนใจกับกระบวนการสร้างชาติพันธุ์ในการวิเคราะห์
“การทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่” ของเมืองในสหรัฐฯ และอีกหลายแห่ง
ซึ่งในภาพกว้างนั้นสะท้อนถึงความจำเป็นที่เมืองศึกษาต้องให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และประสบการณ์ของคนผิวดำให้เข้มข้นยิ่งขึ้น
(ดูบทที่ 70 ประกอบ)
หากผลักดันประเด็นนี้ต่อไป
การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบอาจเผยให้เห็นว่าในบางสถานการณ์
การทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่อาจไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวข้องนักในการทำความเข้าใจการพัฒนาและการปกครองเมือง
หรืออาจให้ภาพลักษณ์ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับการทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่
สิ่งนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องการครอบงำของประสบการณ์จากกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือในเมืองศึกษาอีกด้วย
หากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เราจะนิยามว่าการทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่ของเมือง
“คืออะไร” หากเราเริ่มต้นสร้างทฤษฎีจากกรณีศึกษาในทวีปแอฟริกา? สิ่งนี้ย่อมต้องการการยอมรับว่าในบริบทเหล่านั้น
การทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่ถูกจัดระเบียบอย่างเข้มข้นรอบสถาบันระดับชาติ
นโยบายการปรับโครงสร้างที่รุนแรง (Structural adjustment policies) ที่ดำเนินการโดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้สถาบันของรัฐถูกทำลายลง
และบริการต่าง ๆ เช่น การศึกษาและสวัสดิการลดลงอย่างมหาศาล
ผลกระทบต่อเมืองนั้นมีมาก
แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำให้การปกครองเมืองเป็นเสรีนิยมใหม่
เพราะนโยบายเหล่านั้นมักล้มเหลว ในทางกลับกัน การทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่กลับนำมาซึ่งการทำให้ภูมิทัศน์เมืองส่วนใหญ่กลายเป็นส่วนนอกระบบ
(Informalisation): การกลายเป็นสลัมของวิถีชีวิตคนเมืองสำหรับคนจำนวนมาก
การต้องจัดหาบริการทุกอย่างด้วยตนเอง ความเปราะบางของการจ้างงานในระบบ
และการถูกจำกัดของชนชั้นกลาง
และคำอธิบายเรื่องเสรีนิยมใหม่ในแบบแอฟริกันก็ต้องยอมรับว่า
การทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านการพัฒนาบางประการ
เนื่องจากความทะเยอทะยานด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาระหว่างประเทศในวงกว้าง
รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ได้กระตุ้นให้เกิดนโยบายระหว่างประเทศซึ่งมักจะบรรจุชุดคำศัพท์เสรีนิยมใหม่ที่กลายเป็นบรรทัดฐาน
(Parnell, 2016) ในบริบทเหล่านี้
นักวิชาการเรียกร้องให้หันมาสนใจการไหลเวียนของนโยบายโลกทางเลือกแทน เช่น
นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรัฐในเชิงปฏิบัติและการแทรกแซงเพื่อการพัฒนา (Parnell
and Pieterse, 2016)
การขยายขอบเขตของความเชื่อมโยงที่นำมาพิจารณามีความสำคัญในภาพรวมต่อการสร้างมุมมองระดับโลกในเมืองศึกษา
ลูคัส สตาเน็ก (Lukasz
Stanek, 2020) ให้ความสนใจกับวงจรการออกแบบและการวางแผนเมืองที่เชื่อมโยงสถาปนิกสังคมนิยมจากยุโรปตะวันออกไปยังประเทศหลังอาณานิคมหลายแห่งในแอฟริกา
รวมถึงในบางบริบทของตะวันออกกลางและเอเชีย ในช่วงแรกหลังการได้รับเอกราช
ดังที่เขาแย้งว่า “ประวัติศาสตร์เมืองของกรุงแบกแดดในศตวรรษที่ 20 และนครอื่น ๆ
อีกมากมายในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ไม่อาจเข้าใจได้โดยปราศจากการพิจารณาถึงการแลกเปลี่ยนกับยุโรปตะวันออกและประเทศสังคมนิยมในที่อื่น
ๆ” (2020: 3) เขาเห็นว่าการพบพานเหล่านี้
ซึ่งในระดับหนึ่งได้ก้าวข้ามกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือไป
สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดวิธีการเปรียบเทียบในเชิงความเท่าเทียมที่เคารพซึ่งกันและกันและไม่ยึดศูนย์กลางเดิมเป็นที่ตั้ง
ท้ายที่สุด
เราอาจพิจารณาเปรียบเทียบที่ตัวความเชื่อมโยงเอง โซเดอร์สตรอม (Söderström,
2014) ได้ทำการทดลองเปรียบเทียบที่ประเมินว่าพื้นที่เมืองสองแห่ง
(ฮานอย ประเทศเวียดนาม และวากาดูกู ประเทศบูร์กินาฟาโซ)
ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของระบอบโดดเดี่ยวหรือ “ระบอบพึ่งพาตนเอง” (Autarkic
regimes) ได้กลับมาเชื่อมต่อกับกระบวนการระดับโลกในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้อย่างไร
ในวากาดูกู สิ่งนี้เกิดขึ้นผ่านวงจรทางการทูต (ภูมิรัฐศาสตร์)
และความสัมพันธ์ระหว่างเมืองต่อเมือง (เช่น “เมืองพี่เมืองน้อง”)
การเรียนรู้นโยบาย และพันธมิตร แต่ในฮานอย
ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจโลกใหม่ถูกส่งเสริมผ่านความสัมพันธ์ด้านการลงทุนและการค้าที่ใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่มีพลวัต
ความเชื่อมโยงที่แตกต่างกันเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมพลวัตทางกายภาพ
เศรษฐกิจ และการเมืองในแต่ละเมือง นำไปสู่ข้อเสนอของโซเดอร์สตรอมที่เชิญชวนให้นักวิชาการเมืองศึกษาต้องมีความเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับ
“ความสัมพันธ์ที่หลากหลายของเมืองกับพื้นที่อื่นและสิ่งที่ความสัมพันธ์เหล่านั้นสร้างขึ้น”
(หน้า 152)
ในรูปแบบที่ต่างกัน การทำงานกับความเชื่อมโยงและการสืบร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่เมืองมีศักยภาพในการขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์และความสนใจของเมืองศึกษา และในขณะที่การเปรียบเทียบอาจช่วยยืนยันความเข้าใจของเราเกี่ยวกับกระบวนการในวงกว้าง แต่การพิจารณากรณีศึกษาจำนวนมากอาจนำเราไปสู่การพิจารณาว่าความเข้าใจเบื้องต้นของเรานั้นมีความถูกต้องน้อยลง ซึ่งอาจถึงเวลาที่เราต้องคิดใหม่! แต่ละกรณีศึกษาใหม่อาจมีลักษณะเป็น “การลบออกเชิงวิเคราะห์” (Analytically subtractive) โดยตัดทอนออกจากทฤษฎีที่มีอยู่เดิม และเชื้อเชิญให้เราปรับปรุงมุมมองของเราใหม่
สรุปย่อ
- การติดตามปรากฏการณ์ของเมืองที่มีความเชื่อมโยงกันและเกิดขึ้นซ้ำในบริบทที่ต่างกัน เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเปรียบเทียบ และเปิดความเป็นไปได้ในการคิดข้ามบริบทเมืองที่หลากหลายและเรียนรู้จากความหลากหลายของโลกแห่งเมือง
- การสืบร่องรอยวงจรของความเคลื่อนไหวทางนโยบาย กระแสการลงทุน หรือความเชื่อมโยงทางกายภาพผ่านตัวอย่างจำนวนมาก สามารถช่วยให้เรานิยามวงจรหรือกระบวนการหนึ่ง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
- การสืบเสาะความเชื่อมโยงยังช่วยดึงความสนใจไปยังความแตกต่าง และ/หรือ การซ้ำรอยของผลลัพธ์ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการสะท้อนเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับบริบทเฉพาะและความแตกต่างระหว่างบริบทเหล่านั้น
- และเนื่องจากแต่ละบริบทเมืองถูกหล่อหลอมด้วยความเชื่อมโยงที่หลากหลาย จึงเป็นประโยชน์ที่จะเปรียบเทียบที่ตัววงจรเหล่านั้นเอง และขยายขอบเขตของความเชื่อมโยงและกระบวนการที่ถือว่ามีความสำคัญเชิงวิเคราะห์ต่อการทำความเข้าใจการกลายเป็นเมืองในปัจจุบัน
การเริ่มต้นจากอาณาบริเวณเมือง (Starting from urban territories)
แม้ว่าความเป็นเมืองจะถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการที่มีส่วนร่วมร่วมกันในวงกว้างหรือปรากฏการณ์ที่ไหลเวียนอยู่
แต่สภาพแวดล้อมของเมืองก็มีความหลากหลายอย่างเหลือเชื่อ
โดยแต่ละบริบทเมืองล้วนมีลักษณะเฉพาะตัว (Distinctive) เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการผสมผสานเฉพาะของกระแสการไหลและความเชื่อมโยงในวงกว้างที่มารวมตัวกันเพื่อหล่อหลอมทิศทางการพัฒนาของแต่ละบริบทเมือง
นอกจากนี้ เมื่อเวลาผ่านไป วิธีการกำกับการพัฒนา (หรือการปกครองเมือง)
ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงก็ได้อุบัติขึ้นในแต่ละบริบทเมือง โดยกลุ่มสังคมและชุมชนต่างสร้างวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์
สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อเส้นทางการพัฒนาในอนาคตที่ถูกหล่อหลอมโดยกระบวนการในวงกว้าง
หรือที่เรียกว่า “การพึ่งพาเส้นทางในอดีต” (Path-dependency) การมองการกลายเป็นเมืองในระดับโลกจึงต้องเผชิญหน้ากับความเฉพาะตัวของการตั้งถิ่นฐานเมืองเหล่านี้
บนพื้นฐานนี้
การนำกรณีศึกษาหรือบริบทที่แตกต่างกันมาเปรียบเทียบกัน
หรือการคิดโดยคำนึงถึงพื้นที่อื่น
จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความอยากรู้อยากเห็นของนักวิจัยมากกว่าเพียงการสืบหาความเชื่อมโยง
(Robinson,
2022, Part 3) การเปรียบเทียบอาจได้รับแรงบันดาลใจจากคำถามเชิงวิเคราะห์
เช่น เราสามารถรู้ได้จริงหรือไม่ว่า “นคร” สิ้นสุดที่ตรงไหน หรืออะไรคือ “เมือง”
กันแน่; หรืออาจถูกขับเคลื่อนด้วยแนวปฏิบัติแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการร่วมมือกับกลุ่มชุมชนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการต่อสู้ที่ซับซ้อนเหนือพื้นที่เมืองและทรัพยากรในบริบทอื่น
ๆ; หรืออาจเริ่มต้นกระบวนการเปิดกว้างของความอยากรู้อยากเห็นร่วมกันและการสำรวจกับนักวิจัยจากบริบทอื่น
งานวิจัยเชิงเปรียบเทียบสามารถออกแบบมาเพื่อพิจารณารูปแบบของปรากฏการณ์ที่หลากหลายที่สุดเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่อาจเป็นประโยชน์ไปทั่วโลกเมือง
ตัวอย่างเช่น ในการเปรียบเทียบการปกครองของการพัฒนาขนาดใหญ่ในเอเชีย กาวิน แชตกิ้น
(Gavin Shatkin, 2017) ได้เลือกกรณีศึกษาที่ตัดกัน
ซึ่งรวมถึงรูปแบบการปกครองแบบอำนาจนิยมรวมศูนย์ ประชาธิปไตย และระบบอุปถัมภ์
(ในประเทศจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ตามลำดับ) จินตนาการเชิงเปรียบเทียบยังสามารถออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ใหม่จากบริบทที่คาดไม่ถึง
ตัวอย่างเช่น
อาจนำประสบการณ์ของจีนหรือแอฟริกามาเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการวิเคราะห์ลอนดอน (London)
เพื่อดึงบทบาทของรัฐและการเคลื่อนไหวของชุมชนให้โดดเด่นขึ้นมา
แทนที่จะเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกซึ่งมักเป็นตัวแสดงหลักในคำอธิบายส่วนใหญ่เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองของลอนดอน
(Robinson, 2022, Chapter 8)
การเปรียบเทียบประเภทนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองที่แตกต่างกันของนักวิชาการผู้ทำวิจัยมากขึ้น
ทั้งทัศนะเชิงทฤษฎีที่พวกเขาเลือกและ "ตำแหน่งแห่งที่" (Positionality)
ของแต่ละบุคคล จูลี่ เรน (Julie Ren, 2020) แย้งว่าเมื่อเราหันมาออกแบบการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ
"กรณีเชิงทฤษฎี" (Theoretical case) คือสิ่งที่จะนิยามปรากฏการณ์เมืองที่เราเลือกทำความเข้าใจผ่านบริบทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เธอเสนอให้นักวิจัยเริ่มต้นด้วย "กรณีเชิงทฤษฎีในฐานะ 'กรณีของบางสิ่ง'"
(Theoretical case as a "case of something") (หน้า 20)
บ่อยครั้งเมื่อมีการออกแบบการวิจัยโดยทั่วไป
เรามักถามกันและกันว่า—ปรากฏการณ์นี้หรือปรากฏการณ์นั้นเป็นกรณีของอะไร? ในหนังสือของเธอ เธอพิจารณาแง่มุมต่าง ๆ ของกิจกรรมของศิลปินในเบอร์ลิน (Berlin)
และปักกิ่ง (Beijing) และติดตามความเชื่อมโยงระหว่างประเทศของชุมชนศิลปินทั้งสองแห่งนี้
สำหรับเธอ โลกเมืองที่รุ่มรวยเหล่านี้คือ "กรณีของ" สิ่งที่เธอเรียกว่า
"พื้นที่ศิลปะ" (Art spaces) ซึ่งเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างแนวปฏิบัติและความทะเยอทะยานของศิลปินกับบริบทของเมือง
ในหลายพื้นที่รวมถึงเบอร์ลินและปักกิ่ง แนวปฏิบัติของศิลปินได้สร้างศูนย์กลางทางวัฒนธรรมใหม่ที่คึกคักและเปลี่ยนแปลงย่านที่พักอาศัยหรือเขตอุตสาหกรรมเก่า
ในขณะเดียวกัน พื้นที่ของเมืองก็ได้หล่อหลอมแนวปฏิบัติของศิลปินเช่นกัน เช่น
ค่าเช่าที่สูงหรือความท้าทายในการหาพื้นที่จัดแสดงงานอาจกลายเป็นข้อจำกัดในงานของพวกเขา
ในภาพกว้าง
ทัศนะเชิงทฤษฎีสามารถมีบทบาทสำคัญในการชี้นำวิธีที่เราเลือกกรณีศึกษาและประกอบสร้างการเปรียบเทียบ
ตัวอย่างเช่น มุมมองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลัทธิมาร์กซ์ (Marxist-inspired
perspectives) มองว่าผลลัพธ์ของเมืองนั้นฝังรากอยู่ใน
"จุดบรรจบ" (Conjunctures) ที่มีความเฉพาะเจาะจงทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์
ซึ่งถูกหล่อหลอมโดยชุดของกระบวนการเชิงระบบในวงกว้าง เช่น
ทุนนิยมหรืออุดมการณ์ทางการเมือง (Leitner et al. 2019) สิ่งนี้ให้เหตุผลที่ดีในการคิดถึงนครที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์หรือจุดบรรจบเดียวกัน
แต่กลับได้รับผลกระทบต่างกัน ตัวอย่างเช่น กระบวนการวิกฤตเศรษฐกิจโลกในทศวรรษ 1970 และ 1980 นำไปสู่การลดลงของภาคอุตสาหกรรม (De-industrialisation)
ในบางพื้นที่ (สหรัฐฯ และยุโรป) ทำลายฐานเศรษฐกิจของหลายนคร;
ในเวลาเดียวกัน
มาตรการจัดระเบียบจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศก็นำไปสู่การตัดงบประมาณรัฐบาลกลางสำหรับบริการของเมืองอย่างรุนแรงในพื้นที่ส่วนใหญ่ของแอฟริกา;
ขณะที่ในส่วนอื่น ๆ ของโลก โดยเฉพาะในจีน
การสร้างอุตสาหกรรมและรูปแบบใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจโลกได้หล่อหลอมกระบวนการกลายเป็นเมืองขนาดมหึมา
(Wu, 2022) ด้วยวิธีนี้
เราสามารถสร้างการวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางของการกลายเป็นเมืองในระดับโลกที่ครอบคลุมมากขึ้น
ในมุมมองอื่น ๆ
ที่เริ่มต้นจากการมองว่าแต่ละบริบทเมืองหรืออาณาบริเวณเมืองนั้นมีความเฉพาะตัว
จินตนาการเชิงเปรียบเทียบสามารถช่วยให้เราระบุกระบวนการเชิงเหตุปัจจัย (Causal
processes) ที่มีร่วมกันของการพัฒนาเมือง เช่น พลวัตการใช้ที่ดิน
กระบวนการย้ายถิ่น
และกระบวนการที่หล่อหลอมรูปแบบทางพื้นที่ของบริบทเมืองรวมถึงการแบ่งแยกพื้นที่ (Segregation)
(Scott and Storper, 2016) ในแต่ละบริบทเมือง
"กลไกเชิงเหตุปัจจัย" (Causal mechanisms) เหล่านี้ดำเนินไปในรูปแบบที่ต่างกัน
และสร้างผลลัพธ์ที่ต่างกัน ซึ่งเราสามารถพยายามทำความเข้าใจได้ผ่านการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ
งานวิจัยเชิงประจักษ์โดยนักวิชาการเมืองศึกษาที่เริ่มต้นจากอาณาบริเวณเมืองที่เฉพาะเจาะจง
ได้ช่วยตรวจสอบโครงสร้างทางสังคม-พื้นที่ (Socio-spatial configurations) ต่าง ๆ ของ "กระบวนการกลายเป็นเมือง"
ที่หล่อหลอมอาณาบริเวณเมือง
โดยมีความหวังว่าสิ่งที่ระบุได้ในบริบทหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการอธิบายสถานการณ์เมืองอื่น
ๆ ด้วย (Schmid et al., 2018) ในที่นี้เราจึงสามารถคิดเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับกระบวนการกลายเป็นเมืองได้
โดยไม่จำเป็นต้องจัดประเภทอาณาบริเวณว่าเป็น "เมือง" หรือเปรียบเทียบระหว่าง
"นคร" ในโลกที่ความหมายหรือขอบเขตของความเป็นเมืองยังไม่ชัดเจน
การเปลี่ยนจุดเน้นเช่นนี้อาจส่งผลผลิตได้สูงมาก
ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือคำว่า "การปรับปรุงพื้นที่เพื่อยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม" (Gentrification) ซึ่งเป็นคำที่ใช้อธิบายกระบวนการกลายเป็นเมืองที่เกิดขึ้นในลอนดอนเมื่อปี 1964 จากการสังเกตอย่างละเอียด รูธ กลาส (Ruth Glass) ได้บัญญัติคำนี้เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและสังคมในสภาพแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built environment) ที่เกี่ยวข้องกับการกลับมาของชนชั้นกลางจากชานเมืองเข้าสู่เขตชั้นในของนคร สิ่งนี้นำไปสู่การลงทุนรอบใหม่ในสภาพแวดล้อมสรรค์สร้าง และการขับไล่ชุมชนชนชั้นแรงงานหรือชุมชนที่ถูกแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ (ดูบทที่ 55) คำนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกนับแต่นั้นและเกิดการตีความทางมโนทัศน์มากมาย อย่างไรก็ตาม ด้วยความตื่นตัวต่อข้อวิพากษ์แนวคิดหลังอาณานิคมที่มองว่าฐานของทฤษฎีเมืองนั้นแคบเกินไป ชมิดและคณะ (Schmid et al., 2018) จึงยืนยันว่าสามารถระบุกระบวนการกลายเป็นเมืองอื่น ๆ อีกมากมายผ่านบริบทเมืองที่หลากหลาย พวกเขาบัญญัติคำเช่น "คตินิยมเมืองแบบแบ่งแปลง" (Plotting urbanism) เพื่ออ้างถึงการที่การกลายเป็นเมืองดำเนินไปแบบทีละแปลงที่ดินแต่ผลรวมที่สะสมมากลับเป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ สิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนเป็นสัญลักษณ์ในบริบทของแอฟริกา เช่น ลากอส (Lagos) หรือ อักกรา (Accra) ที่หน่วยงานตามจารีตประเพณีหรือสถาบันที่ยึดโยงกับตระกูลเป็นผู้จัดสรรที่ดินแต่ละแปลงให้แก่สมาชิกในกลุ่ม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เมืองแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ขยายตัวกว้างขวาง และมีการโต้แย้งเรื่องสิทธิในที่ดินและการพัฒนาอย่างมาก (Gough and Yankson, 2000; ดูภาพที่ 17.3) หรือการดึงแนวคิดจากอเมริกาใต้ "การกลายเป็นเมืองแบบมหาชน" (Popular urbanisation) อธิบายถึงการที่ทรัพยากรส่วนรวมและส่วนรวมถูกระดมมาใช้ในบริบทของการสร้างที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง (Auto-construction) (Caldeira, 2017) ส่วน "คตินิยมเมืองแบบข้ามผ่าน" (Bypass urbanism) ซึ่งพบได้ในหลายบริบทในเอเชีย เป็นผลมาจากการลงทุนของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ในการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ที่ถูกหล่อหลอมโดยโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สำคัญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "การแย่งชิงโครงสร้างพื้นฐาน" (Scramble for infrastructure) ในวงกว้าง (Kanai and Schindler, 2019) สิ่งนี้สร้างการกลายเป็นเมืองที่อาจละทิ้งหรือ "ข้ามผ่าน" ศูนย์กลางเมืองเก่าที่มีโครงสร้างพื้นฐานเสื่อมโทรมและเครือข่ายนอกระบบที่หนาแน่น
ภาพที่ 17.3 ประกาศเตือนเพื่อป้องกันการขายที่ดินตระกูล (Stool land) ตามจารีตประเพณีที่อาจเป็นไปโดยทุจริตในอักกรา ประเทศกานา
การอ้างสิทธิ์ในที่ดินที่ทับซ้อนกันเป็นเรื่องปกติในบริบทเมืองที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแบบทวิลักษณ์
(ทั้งตามจารีตประเพณีและแบบทางการที่มีเอกสารสิทธิ์)
ที่มา: เครดิตภาพ: Jennifer Robinson
ในทางตรงกันข้าม
ในทัศนะเชิงทฤษฎีอื่น ๆ เช่น ทัศนะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทฤษฎีโครงข่ายตัวแสดง (Actor network
theory) นักวิชาการมองเห็นข้อจำกัดอย่างมากในการที่มโนทัศน์ที่สร้างขึ้นในบริบทหนึ่งจะนำไปใช้ในบริบทอื่น
ใน "การเปรียบเทียบเชิงทดลอง" ของพวกเขา มิเคเล่ ลานโชเน่ (Michele
Lancione) และ โคลิน แมคฟาร์เลน (Colin McFarlane, 2016) ได้พิจารณาประสบการณ์ด้านสุขาภิบาลของคนไร้บ้านในตูริน (Turin) และผู้อยู่อาศัยในเพิงพักในมุมไบ (Mumbai) พวกเขาระบุ
"ความกังวาน" (Resonances) หรือพื้นฐานร่วมข้ามกรณีศึกษา
และสร้าง "ข้อสรุปทั่วไป" (Generalisations) เกี่ยวกับประสบการณ์ด้านสุขาภิบาลของคนยากจนคือการถูกขับไล่อย่างต่อเนื่อง
การต่อรองอย่างรุนแรง การเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ซึ่งพวกเขาเชื่อมโยงกับ "สภาวะทางอารมณ์ปกติของการเหนื่อยล้า ความเครียด
และความอับอาย" (หน้า 2417) แต่พวกเขาก็กระตือรือร้นที่จะจำกัดการเรียนรู้ไว้เพียงแค่สองกรณีนี้
มากกว่าที่จะนำเสนอมโนทัศน์ที่ใช้กับกรณีอื่น ๆ
พวกเขาต้องการเคารพในความแตกต่างหลากหลาย (Heterogeneity) และเพื่อให้งานของพวกเขายังคงเป็นประโยชน์โดยตรงในการแก้ไขปัญหาท้าทายด้านสุขาภิบาลสำหรับคนยากจนในสองบริบทนี้
แน่นอนว่า ดังที่เราเห็นในกรณีของการปรับปรุงพื้นที่เพื่อยกระดับฐานะ (Gentrification)
มโนทัศน์ที่ตั้งอยู่บนฐานท้องถิ่นเช่นนี้ก็อาจมีศักยภาพที่จะเข้าถึงขอบเขตที่กว้างขวางขึ้นได้
เมื่อเราตอบสนองต่อเมืองในฐานะสิ่งที่มีความเฉพาะเจาะจง
เราอาจพิจารณาการออกแบบการทดลองเชิงเปรียบเทียบที่ยืดหยุ่นกว่ามาก เช่น
ในรูปแบบของ "การสนทนา" (Conversations) ซึ่งยอมรับให้องค์ความรู้จากบริบทหนึ่งสะท้อนกลับไปยังอีกบริบทหนึ่ง
(Robinson, 2022, Chapter 10) ในทำนองนี้ ตัวอย่างเช่น
ที่อยู่อาศัยทางสังคมและที่อยู่อาศัยแบบสหกรณ์ในบริบทที่มั่งคั่ง
และที่อยู่อาศัยนอกระบบบนที่ดินของหน่วยงานตามจารีตประเพณีในสถานการณ์เมืองของแอฟริกาจำนวนมาก
ล้วนมองได้ว่าเป็นวิถีทางในการนำที่ดินและที่อยู่อาศัยสำหรับคนยากจนออกจากระบบเศรษฐกิจตลาดทุนนิยมที่เป็นทางการ
เพื่อสร้างทางเลือกที่จับต้องได้ตั้งแต่นครซูริก (Zurich) ไปจนถึงอักกรา
(Potts, 2020) การเปิดการสนทนาจากจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันสามารถกระตุ้นให้เกิดชุดคำศัพท์และองค์ความรู้ใหม่
การคิดด้วยแนวคิดแบบจีนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นที่รอยต่อเมือง-ชนบท (Jiehebu)
แทนที่จะเป็นคำว่าชานเมือง สามารถกระตุ้นสายทางการเปรียบเทียบใหม่ ๆ
ที่ก้าวข้ามการเล่าเรื่องและประสบการณ์แบบตะวันตก (Zhao, 2020) ดังนั้น มโนทัศน์ที่อุบัติขึ้นในบริบทเฉพาะอาจถูก "ส่งออก"
ไปสู่การสนทนาที่กว้างขึ้น เปลี่ยนแปลงเมืองศึกษาจากสถานที่และตำแหน่งแห่งที่ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกปฏิบัติเหมือนเป็นส่วนเกินของการสร้างมโนทัศน์
ส่วนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันเมืองศึกษาได้มอบโอกาสมากมายในการสร้างมโนทัศน์ใหม่ ในขณะที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับความหลากหลายของวิถีชีวิตเมืองทั่วโลก การประกอบสร้างการเปรียบเทียบที่ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นของนักวิจัยช่วยสถาปนาวาระการวิเคราะห์ที่เปิดกว้างอย่างยิ่งเพื่อเรียนรู้จากกรณีศึกษาที่แตกต่างกันอย่างมาก แต่บทบาทเชิงรุกของนักวิจัยในการออกแบบหรือประกอบสร้างการเปรียบเทียบยังเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงเมืองศึกษาไม่ใช่เพียงการขยายความหลากหลายของกรณีศึกษาและมโนทัศน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขยายเสียงและผู้เขียน หรือ "องค์ประธาน" (Subjects) ของทฤษฎีเมืองด้วย: นั่นคือ "ใครเป็นผู้เปรียบเทียบ" นั้นมีความสำคัญ
สรุปย่อ
- ในส่วนนี้เราได้สำรวจความหมายของการคิดจากเมืองในฐานะสิ่งที่มีความเฉพาะเจาะจง โดยเริ่มต้นจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น "เป็นรายพื้นที่" เพื่อสร้างองค์ความรู้
- การนำเอาประสบการณ์เมืองที่หลากหลายที่สุดเข้ามาพิจารณา จะช่วยให้เราสร้างความเข้าใจที่รุ่มรวยจนสามารถอธิบายสถานการณ์เมืองที่กว้างขวางยิ่งขึ้นได้
- วิธีการออกแบบการทดลองเชิงเปรียบเทียบมักได้รับอิทธิพลอย่างมากจากทัศนะเชิงทฤษฎีและตำแหน่งแห่งที่ของตัวนักวิจัยเอง
สรุปท้ายบท
จุดมุ่งหมายของการปฏิรูปแนวปฏิบัติเชิงเปรียบเทียบ
(Reformatted
comparative practice) คือการกระตุ้นให้เกิดการสร้างมโนทัศน์ใหม่ ๆ
โดยสามารถเริ่มต้นจากพื้นที่ใดก็ได้
และมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะปรับปรุงแก้ไขมโนทัศน์ที่มีอยู่เดิม
คตินิยมเมืองเชิงเปรียบเทียบ (Comparative urbanism) แสวงหาการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์มโนทัศน์เชิงนวัตกรรม
เพื่อเข้าแทนที่ "ทฤษฎี" ที่รับสืบทอดกันมา
โดยอาศัยการประกอบสร้างการสะท้อนเชิงวิเคราะห์ข้ามบริบทเมืองที่หลากหลาย
การสืบเสาะความเชื่อมโยงท่ามกลางความแตกต่างในบริบทเมืองจำนวนมาก หรือการนำเสนอมโนทัศน์โดยเริ่มต้นจากที่ใดก็ได้
บนพื้นฐานนี้ โลกเมืองศึกษาจะสามารถเป็นสาขาวิชาที่มโนทัศน์ต่าง ๆ
มีคุณลักษณะของการพร้อมรับการปรับปรุงแก้ไขได้ในระดับสูง
เป็นพื้นที่ที่งานวิจัยถูกนำเสนอด้วยน้ำเสียงของผู้เขียนที่ถ่อมตัว
และนักวิจัยเปิดรับองค์ความรู้ที่เริ่มต้นจากทุกหนแห่ง
อย่างไรก็ตาม
ในฐานะที่เป็นคำประกาศ (Manifesto)
เพื่อการพิจารณาความเป็นเมืองจากที่ใดก็ได้
คตินิยมเมืองเชิงเปรียบเทียบได้ฉายสปอตไลท์ไปที่ความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปเชิงสถาบันภายในสาขาเมืองศึกษา
นักวิชาการจำนวนมากทั่วโลกสังกัดอยู่ในสถาบันที่ขาดแคลนทรัพยากร
และอาจต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาเวลาในการเรียบเรียงองค์ความรู้อันทันสมัยของตนเพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับ
"นานาชาติ"
ความเหลื่อมล้ำเชิงสถาบันในการวิจัยทางวิชาการจึงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข
และต้องมีการพัฒนาแนวปฏิบัติใหม่ ๆ ในการเรียนรู้ การอ่าน และการเขียนเกี่ยวกับโลกแห่งเมือง
(โปรดดูแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่าง) ยุทธศาสตร์เหล่านี้อาจรวมถึง:
การอ่านและการอ้างอิงสิ่งพิมพ์ที่หมุนเวียนอยู่ในระดับท้องถิ่นและภูมิภาคให้กว้างขวางขึ้น;
การตั้งความคาดหมายที่ชัดเจนในการให้เกียรติและยอมรับ
(รวมถึงการมีชื่อเป็นผู้เขียนร่วม)
ต่อผลงานของนักวิชาการที่ผู้อื่นได้ร่วมงานด้วยหรือได้เรียนรู้ในระหว่างการทำวิจัย;
และการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์วัดความเป็นเลิศของงานวิจัยระดับนานาชาติเพื่อยอมรับผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย
(Parnell and Pieterse, 2016) เพื่อให้แนวปฏิบัติทางวิชาการสามารถสนับสนุนทฤษฎีที่ปรับปรุงแก้ไขได้
และเพื่อเรียนรู้จากองค์ความรู้และเสียงของนักวิชาการในบริบทที่แตกต่างกัน
งานวิจัยจำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะร่วมมือกัน (Collaboratively) ทั้งกับนักวิชาการท่านอื่นและกับผู้อยู่อาศัยในเมือง
การทำให้เมืองศึกษามีความเป็นสากลสามารถได้รับแรงสนับสนุนอย่างแน่นอนจากวิธีการเชิงเปรียบเทียบที่ได้รับการปฏิรูปใหม่
ดังที่ได้อภิปรายไว้ในบทนี้ แต่คำถามที่ว่า "ใครเป็นผู้ผลิตความรู้นี้"
(หรือ "องค์ประธานของทฤษฎีเมือง") ก็มีความสำคัญเช่นกัน ดังนั้น
แนวทางนี้จึงสามารถมีส่วนช่วยในการถอนรากถอนโคนทางปัญญา (Decolonisation)
ต่อแนวปฏิบัติ วาระ และสุ้มเสียงที่เคยดำรงอยู่
และช่วยส่งเสริมความหวังในการกระตุ้นแนวปฏิบัติของการคิด "ร่วมกัน" (In-common)
(Mbembe, 2017) ซึ่งโอบรับความแตกต่างอันมีชีวิตชีวาของโลกแห่งเมือง
และเปิดรับวิธีใหม่ ๆ ในการคิดและดำเนินวิถีชีวิตในเมือง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น