นิเวศวิทยาการเมือง (Political Ecology)
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Jessica Dempsey และ Juanita Sundberg(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.
บทนำ
เหตุใดปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากจึงยากแก่การแก้ไข? สำหรับนักนิเวศวิทยาการเมือง อุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Change) การตัดไม้ทำลายป่า หรือมลพิษ
ไม่ใช่อุปสรรคทางเทคนิค วิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ทางปรัชญา
แม้สิ่งเหล่านี้จะมีความสำคัญก็ตาม ในกรณีส่วนใหญ่ เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร
เช่น
การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
และการลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเกี่ยวข้องกับการชะลอการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงคือ "การเมือง" (Political)
นักนิเวศวิทยาการเมืองคือนักวิจัยที่เริ่มต้นจากสมมติฐานที่ว่า
ระบบนิเวศนั้นพัวพันกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ในฐานะจุดยืนและแนวทาง
นิเวศวิทยาการเมืองทำงานข้ามผ่านพรมแดนทวิลักษณ์ระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม (Nature–Culture
Binaries) ข้ามมาตราส่วน และข้ามขอบเขตเฉพาะทาง (ดูบทที่ 43)
เพื่อคลายปมว่าระบบนิเวศถูกผลิตขึ้นมาได้อย่างไร
โดยมีวัตถุประสงค์สูงสุดในการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เหล่านี้ให้มีความเสมอภาคและนำไปสู่การปลดปล่อย
(Liberatory) มากยิ่งขึ้น
จุดยืนด้านนิเวศวิทยาการเมืองนี้มีนัยสำคัญหลายประการต่อการปฏิบัติงานวิจัย
ประการแรก คำว่า ‘การเมือง’
หมายถึงวิธีที่อำนาจถูกนำมาใช้และต่อรองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและความรู้ด้านนิเวศวิทยา
(Paulson
and Gezon, 2004: 28) ที่ใดก็ตามที่มีการต่อสู้ทางอำนาจ
ที่นั่นย่อมมีการเมือง ส่วนนิเวศวิทยา (Ecology) คือการศึกษาความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสิ่งมีชีวิตและถิ่นที่อยู่ทางกายภาพและชีวภาพที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เราอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่มีพลวัตซึ่งมีตัวแสดงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์
สัตว์ พืช แร่ธาตุ สารเคมี ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์ที่หลากหลาย
สำหรับนักนิเวศวิทยาการเมือง
องค์ประกอบทั้งสองส่วนของนิเวศวิทยาการเมืองนั้นเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง ดังที่ David
Harvey (1996: 174) เขียนไว้ว่า
‘โครงการทางสังคมและการเมืองทั้งหมดถูกมองว่าเป็นเรื่องทางนิเวศวิทยา
และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน’ จากมุมมองนี้
ไม่มีระบบนิเวศใดที่สามารถเข้าใจได้โดยปราศจากการเมือง
และการเมืองของเราเป็นเรื่องทางวัตถุเสมอ ผลกระทบของพวกมันยังกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียม
นำไปสู่คำถามที่ว่าใครหรือสิ่งใดที่ถูกทำให้ ‘ฆ่าได้’ (Killable) ดังที่ Donna Haraway (2008) กล่าวไว้
และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการดำรงอยู่และการตายนี้
ยกตัวอย่างเช่น
งานวิจัยด้านนิเวศวิทยาการเมืองที่ต่อยอดจากประเพณีรากฐานนิยมของคนผิวดำ (Black Radical
Tradition) เน้นย้ำถึงความสำคัญของลำดับชั้นทางเชื้อชาติในการพัฒนาทุนนิยมบนฐานเชื้อชาติ
(Racial Capitalism) ซึ่งพึ่งพาการลดทอนคุณค่าของชีวิตและโลกแห่งการดำรงชีวิตของผู้คนที่มีอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ
(Racialised People) (Pulido, 2017, Ranganathan, 2016
ดูบทที่ 71 ประกอบ) ลัทธิคนขาวเป็นใหญ่ (White
Supremacy) ให้การคุ้มครองตัวแสดงบางกลุ่ม
(รวมถึงสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์) จากความเสี่ยง ในขณะที่กลุ่มอื่นถูกทำให้เปราะบางมากขึ้น
ผู้คนที่มีอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติต่างต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่ได้สัดส่วนจากการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
และความเหลื่อมล้ำเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนการลดลงของชนิดพันธุ์
เมื่อตัวแสดงจากลัทธิอาณานิคมขับไล่ชนพื้นเมืองออกจากดินแดน (Indigenous
People) ความรู้ของชนพื้นเมืองและความสัมพันธ์กับแผ่นดินจะถูกรบกวน
เช่นเดียวกับตัวที่ดินเอง (Daigle, 2018, Whyte, 2018
ดูบทที่ 10 ประกอบ) ในสังคมอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน (Settler
Colonial Societies) ความพยายามที่จะสยบชนพื้นเมืองมักมาคู่กับการครอบงำทางนิเวศวิทยาและการเปลี่ยนแผ่นดินให้กลายเป็นทรัพย์สิน
(ดูบทที่ 49 และ 72)
ประการที่สอง
นักนิเวศวิทยาการเมืองมักมีจุดยืนเชิงปทัสถาน (Normative Stance) หมายความว่าพวกเขาเชื่อว่ามีวิถีทางที่ดีกว่า มีการบังคับน้อยกว่า
และสร้างความเยียวยาในการอยู่ร่วมกันได้มากกว่า
งานวิจัยเชิงปทัสถานเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติงานด้านนิเวศวิทยาการเมืองมาอย่างยาวนาน
(Peet and Watts, 2004) นักนิเวศวิทยาการเมืองมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ที่มีความเสมอภาคมากขึ้นระหว่างมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
โดยการทำงานร่วมกับชุมชนที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการซ่อมแซมความสัมพันธ์ระหว่างกันและกับแผ่นดิน
ซึ่งเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับสถาบันที่กดขี่ในปัจจุบัน (Hardy et
al., 2022, Mei-Singh, 2021) Rosemary-Claire Collard (2015) ขยายความร่วมมือร่วมใจนี้ไปสู่ชนิดพันธุ์อื่น
และเรียกร้องให้นักนิเวศวิทยาการเมืองปฏิเสธคตินิยมถือเผ่าพันธุ์มนุษย์ (Speciesism)
แต่ให้หันมาตระหนักว่าสัตว์ต่างๆ
ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตและจุดมุ่งหมายของตนเอง
มีส่วนร่วมในการสร้างโลกอย่างไร
ประการที่สาม
นักนิเวศวิทยาการเมืองฝังตัวอยู่ในชุดความรู้เฉพาะทางและตั้งอยู่ทางกายภาพในโลกที่ไม่มีความเท่าเทียม
พวกเขายังถูกทำเครื่องหมายด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจตามแกนของเชื้อชาติ เพศสภาพ
ชนชั้น ความสามารถ และรสนิยมทางเพศ (ดูบทที่ 12 และ 13) Donna
Haraway (1991) เชื่อมโยงเรื่องตำแหน่งแห่งที่ (Positionality)
เข้ากับอำนาจและความรู้
เพื่อแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งทางร่างกายและภูมิรัฐศาสตร์ของบุคคลมีผลต่อกรอบการวิเคราะห์
คำถามการวิจัย ตลอดจนการเก็บรวบรวมและการตีความข้อมูล ดังนั้น
นักนิเวศวิทยาการเมือง เช่นเดียวกับนักวิจัยทุกคน
จึงนำเสนอมุมมองเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น
นักนิเวศวิทยาการเมืองเชิงเฟมินิสต์
(Feminist
Political Ecologists) ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องความเป็นชาย (Masculinism)
และความเป็นคนขาว (Whiteness) ในฐานะตำแหน่งแห่งที่หลักในสาขาภูมิศาสตร์
ว่าได้จำกัดความเป็นไปได้ในการวิเคราะห์ผ่านการตีกรอบหมวดหมู่ที่ใช้ คำถามที่ถาม
และข้อสรุปที่ได้รับ (Pulido, 2002, Mollett and Faria, 2013, Bigger and
Dempsey, 2018) ในช่วงทศวรรษ 1990
นักนิเวศวิทยาการเมืองเชิงเฟมินิสต์ได้สั่นคลอนการตีกรอบแบบเดิมที่มองว่าผู้จัดการที่ดินต้องเป็นเพศชาย
เพื่อแสดงให้เห็นว่าเพศสภาพมีความสำคัญอย่างไรในการทำความเข้าใจการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น
Dianne Rocheleau (1995) และคณะ (Rocheleau et al.,
1995) สาธิตให้เห็นว่าผู้หญิงในสังคมที่แตกต่างกันมีการใช้และจัดการทรัพยากรที่ต่างจากผู้ชาย
ดังนั้นจึงพัฒนาความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะแบบขึ้นมา
การละเลยความแตกต่างทางวัฒนธรรมในบทบาทและความรับผิดชอบตามเพศสภาพอาจส่งผลให้เกิดหรือผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียม
(Carney, 1996, Rocheleau et al., 1996, Schroeder, 1999)
การปรากฏตัวที่เพิ่มขึ้นของนักวิชาการกลุ่มชนพื้นเมือง
คนผิวดำ ลาติน (Latinx)
และกลุ่มอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติอื่นๆ ในสาขาภูมิศาสตร์
ได้นำมาซึ่งกรอบแนวคิดและหัวข้อที่น่าสนใจใหม่ๆ สู่นิเวศวิทยาการเมือง เช่น Alex
Moulton และคณะ (2021) เน้นย้ำถึงแนวโน้มที่มักให้ความสำคัญกับผลกระทบอันเจ็บปวดจากความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
การถูกขับไล่ และความยากจน Moulton และคณะ (2021) เสนอตามแนวทางที่ให้หยุดการวิจัยที่เน้นแต่ความเสียหาย (Damage-centred
Research) (Tuck, 2009) โดยชี้ว่าการรวมศูนย์อยู่ที่การทำลายล้างเป็นการลบเลือนความปรารถนา
ความเป็นไปได้ และการปลดปล่อยของชุมชน ในทางตรงกันข้าม แนวทางที่เน้นความปรารถนา (Desire-centred
Approaches) ยอมรับความรุนแรงในขณะที่ทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อยืนยันนิมิตหมายและการลงมือสร้างอนาคตที่มีจริยธรรม
ในแนวทางนี้ งานวิจัยของ Adam Bledsoe (2018), Willie Wright (2020) และ Celeste Winston (2021) แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ถูกละเมิดสิทธิและถูกบังคับเป็นทาสหลบหนีผู้กดขี่เพื่อสร้างชุมชนในภูมิทัศน์ที่ถูกด้อยค่าโดยนักล่าอาณานิคม
เช่น ในป่าทึบ (Shore, 2017, Moulton, 2022) พื้นที่ชุ่มน้ำ
(Peixotto, 2017) และป่าชายเลน (Carney, 2017) ณ ที่แห่งนั้น
ผู้สืบเชื้อสายชาวแอฟริกันได้เพาะบ่มความเป็นไปได้ทางการเมืองและความหลากหลายทางนิเวศวิทยา
ในท้ายที่สุด
นิเวศวิทยาการเมืองเป็นจุดยืนที่มีคุณค่าสำหรับการศึกษาประเด็นต่างๆ
ในพื้นที่และห้วงอวกาศที่หลากหลาย
แม้แต่พื้นที่ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศในตอนแรก เช่น กองทัพสหรัฐฯ
เป็นผู้สร้างก๊าซเรือนกระจก (GHG) รายใหญ่ผ่านการปล่อยไอเสีย Belcher
และคณะ (2020) ได้ติดตามโซ่อุปทานระดับโลกที่ใช้พลังงานเข้มข้นซึ่งขับเคลื่อนลัทธิจักรวรรดินิยมของสหรัฐฯ
ไปทั่วโลก
และระบบอาวุธที่จะยังคงขับเคลื่อนการบริโภคเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนไปอีกหลายทศวรรษ
ในทำนองเดียวกัน กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการและนักกิจกรรมในซีแอตเทิลและทาโคมา
บริเวณชายฝั่งแปซิฟิกของสหรัฐฯ
ได้บันทึกข้อมูลว่าศูนย์กักกันตรวจคนเข้าเมืองของเอกชนมาตั้งอยู่ในพื้นที่ทิ้งขยะอันตรายได้อย่างไร
(Ybarra 2021) การศึกษาของพวกเขาเปิดโปงว่ารัฐอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐานได้ปูทางไปสู่การแสวงหาผลกำไรอย่างไร
ผ่านการยึดครองดินแดนพูยัลลัพ (Puyallup) การอนุญาตให้เกิดการปนเปื้อน
และการทำให้ที่ดินที่ถูกลดทอนมูลค่ากลายเป็นพื้นที่สำหรับบริษัทเอกชนในการกักขังผู้คนที่ถูกลดทอนคุณค่าโดยรัฐ
หลังจากนำเสนอนิเวศวิทยาการเมืองในฐานะจุดยืนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและตำแหน่งแห่งที่แล้ว
เนื้อหาส่วนที่เหลือของบทนี้จะพิจารณาว่าสิ่งนี้มีความหมายอย่างไรในเชิงปฏิบัติ
ประการแรก เราจะพิจารณาว่านิเวศวิทยาการเมืองดำเนินไปอย่างไร
หัวข้อวิจัยถูกเข้าถึงได้อย่างไร และมีวิธีการวิจัยประเภทใดบ้างที่เกี่ยวข้อง
จากนั้นเราจะมุ่งเน้นไปที่ตัวอย่างเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากร
(Extractivist
Industries) และคำถามที่นักนิเวศวิทยาการเมืองอาจตั้งขึ้น
- นักนิเวศวิทยาการเมืองโต้แย้งว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นท้าทายต่อการแก้ไข เพราะอุปสรรคสำคัญในการจัดการปัญหาที่ซับซ้อนไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคหรือวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องการเมือง เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจพัวพันอยู่กับประเด็นทางนิเวศวิทยา
- นักนิเวศวิทยาการเมืองใช้จุดยืนเชิงปทัสถาน เรียกร้องให้มีวิถีการอยู่ร่วมกันที่ลดการบังคับและลดความเสียหาย โดยการเสนอทางเลือกใหม่แทนที่สถาบันที่กดขี่อย่างจริงจัง
- นักนิเวศวิทยาการเมืองยอมรับในตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง และตระหนักว่าเชื้อชาติ เพศสภาพ ชนชั้น ความสามารถ และรสนิยมทางเพศ มีอิทธิพลต่อคำถามการวิจัย หมวดหมู่การวิเคราะห์ และการตีความข้อมูล พวกเขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของมุมมองที่หลากหลาย เช่น จากนักวิชาการสตรีนิยมและกลุ่มอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ ในการขยายกรอบแนวคิดและขอบเขตความสนใจภายในนิเวศวิทยาการเมือง
การปฏิบัติงานด้านนิเวศวิทยาการเมือง (Doing Political Ecology)
นักนิเวศวิทยาการเมืองดำเนินงานวิจัยอย่างไร? เช่นเดียวกับนักวิชาการทั่วไป นักนิเวศวิทยาการเมืองพัฒนาวิธีวิทยา (Methodologies) เพื่อชี้นำกระบวนการวิจัย ข้อพิจารณาด้านวิธีวิทยามีดังต่อไปนี้
-
คำถามการวิจัย (เช่น ฉันต้องการรู้อะไร? และทำไม?)
-
สมมติฐานที่อยู่เบื้องหลังหมวดหมู่ต่างๆ
ของตน (เช่น ฉันกำลังทึกทักไปเองหรือไม่ว่าผู้จัดการที่ดินต้องเป็นเพศชาย?)
-
ประเภทของข้อมูลที่จำเป็นในการตอบคำถาม
(เช่น ข้อมูลการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing Data), ประวัติศาสตร์บอกเล่า
(Oral Histories), เอกสารของรัฐ)
-
วิธีการที่ดีที่สุดในการผลิตข้อมูลเหล่านี้
(เช่น การสำรวจชนิดพันธุ์พืช (Vegetation Inventories), การสัมภาษณ์,
เอกสารจดหมายเหตุ)
- สถานที่ที่ควรดำเนินงานวิจัยและในมาตราส่วนใด (เช่น ในห้องปฏิบัติการ, ลงพื้นที่ร่วมกับผู้จัดการที่ดินในภาคสนาม)
ข้อพิจารณาเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องทาง
"การเมือง"
ทางเลือกของเราหยั่งรากอยู่ในประสบการณ์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตน (Embodied
Beings) ซึ่งพัวพันกับกระบวนการทางภูมิรัฐศาสตร์
และทุกการตัดสินใจจะหล่อหลอมความรู้ที่ถูกผลิตขึ้น
จุดแข็งที่สำคัญของนิเวศวิทยาการเมืองคือการให้ความสำคัญกับ
"การเมืองของวิธีวิทยา" (Politics of Methodology) ตัวอย่างเช่น
นักนิเวศวิทยาการเมืองเชิงเฟมินิสต์ได้พัฒนาวิธีวิทยาแบบมีส่วนร่วมเพื่อทำความเข้าใจหมวดหมู่ต่างๆ
ที่คนในท้องถิ่นใช้ด้วยตนเอง (Rocheleau, 1995, Nightingale, 2003, 2016) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการทึกทักเอาเองและการยัดเยียดหมวดหมู่ทางวิชาการที่อาจลบเลือนความรู้ในท้องถิ่นและวิถีแห่งการดำรงชีวิต
เพื่อแสดงให้เห็นว่าคำถามเกี่ยวกับอำนาจมีส่วนสำคัญในวิธีวิทยาอย่างไร
Paul
Robbins (2012) ได้เปรียบเทียบนิเวศวิทยาการเมืองกับ
"นิเวศวิทยาที่ไม่อิงการเมือง" (Apolitical Ecology) โดยปกตินิเวศวิทยาที่ไม่อิงการเมืองจะมุ่งเน้นไปที่สาเหตุใกล้ชิด (Proximate
Causes) ที่สามารถสังเกตได้ของปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือความขัดแย้ง เช่น
รูปแบบการเลี้ยงสัตว์หรือการทำฟาร์มของตัวแสดงในท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้
คำอธิบายเชิงนิเวศวิทยาที่ไม่อิงการเมืองจึงละเลยโครงสร้างทางอำนาจที่ปรากฏชัดในนโยบาย
(เช่น กฎหมายถือครองที่ดิน, ข้อตกลงการค้าเสรี) ซึ่งเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจของตัวแสดงในท้องถิ่น
ตัวอย่างเช่น
คำอธิบายที่ไม่อิงการเมืองซึ่งแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) คือ ปัญหาประชากรล้นโลก รายงานการประเมินปี 2014
ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นักวิชาการและผู้นำทางการเมืองจำนวนมากเสนอมาตรการแทรกแซง (การคุมกำเนิด, การจำกัดขนาดครอบครัว, ภาษีคาร์บอนสำหรับเด็ก)
ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงในประเทศที่มีรายได้น้อย
ซึ่งเป็นที่ที่มีอัตราการเติบโตของประชากรสูงกว่า (Ojeda et al., 2020) การชี้นิ้วไปที่ผู้หญิงเหล่านี้เป็นการทึกทักว่ามนุษย์ทุกคนมีความรับผิดชอบเท่ากันในการก่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ภูมิภาค (และปัจเจกบุคคล)
ที่มั่งคั่งกลับเป็นผู้ผลิตก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงสุด (Satterthwaite,
2009, Wiedmann et al., 2020) และระบบต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นลัทธิอาณานิคม, ทุนนิยมบนฐานเชื้อชาติ (Racial
Capitalism), การทำให้เป็นอุตสาหกรรม
ซึ่งผลิตการปล่อยก๊าซที่ไม่ได้สัดส่วนนั้น
ถูกขับเคลื่อนโดยและสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ (Global
North) ดังนั้น Ojeda และคณะ (2021) จึงสรุปว่า
เรื่องเล่าที่ไม่อิงการเมืองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมุ่งโทษผู้หญิงที่ถูกกีดกันในซีกโลกใต้
(Global South) ทำให้พวกเธอเปราะบางต่อจากนโยบายที่รุกล้ำซึ่งมักถูกพัฒนาขึ้นโดยไม่มีการพยากรณ์หรือการมีส่วนร่วมของพวกเธอ
กล่าวโดยย่อคือ นิเวศวิทยาที่ไม่อิงการเมืองละเลยทุนนิยมบนฐานเชื้อชาติ, กรอบนโยบาย และบริโภคนิยม
ในขณะที่นิเวศวิทยาการเมืองมุ่งจัดการกับสิ่งเหล่านี้
เพื่อสืบหาความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาและพลวัตทางสังคมและการเมือง
นักนิเวศวิทยาการเมืองมักจะใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods)
(Rocheleau, 1995, Zimmerer, 2015) ตัวอย่างเช่น
ในการศึกษาโครงการป่าไม้ชุมชนในเนปาลของ Andrea Nightingale (2003) เธอได้ผสมผสานการตีความภาพถ่ายทางอากาศเข้ากับประวัติศาสตร์บอกเล่าทางนิเวศวิทยาเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลและความยั่งยืนของโครงการจัดการป่าไม้ชุมชน
วิธีการทั้งสองนี้มีแนวโน้มที่จะผลิตความรู้ที่แตกต่างกัน จากภาพถ่ายทางอากาศ
ผู้วิจัยจะสังเกตและตีความสิ่งที่มองเห็นด้วยตา ได้แก่ ธรณีสัณฐานและพืชพรรณ
ความรู้ที่ได้มานั้นมาจากการตีความปรากฏการณ์ที่สังเกตได้
จึงถือว่าเป็นความรู้เชิงวัตถุวิสัย (Objective) ในทางตรงกันข้าม
ประวัติศาสตร์บอกเล่าทางนิเวศวิทยาจะขอให้คนในท้องถิ่นบรรยายถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เมื่อเวลาผ่านไป
ความรู้ที่ได้จะช่วยฉายภาพปรากฏการณ์ทั้งที่สังเกตได้และสังเกตไม่ได้ตามการรับรู้ของตัวแสดงที่มีตัวตน
ซึ่งหลายคนอาจไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ผลิตความรู้ที่ชอบธรรมเนื่องจากถูกกีดกันทางการเมือง
Nightingale (2003) ปฏิบัติต่อผลลัพธ์จากทั้งการตีความภาพถ่ายทางอากาศและประวัติศาสตร์บอกเล่าในฐานะ "ความรู้เพียงส่วนเสี้ยว" (Partial Knowledge) และนำมาสร้างบทสนทนาร่วมกันเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับอัตราและตำแหน่งของการฟื้นฟูป่า การทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าคนในท้องถิ่นอ้างว่าโครงการประสบความสำเร็จอย่างไรและทำไม และยังเป็นการตีกรอบให้พวกเขาเป็นผู้ผลิตความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่ชอบธรรมอีกด้วย
สรุปย่อ
- นักนิเวศวิทยาการเมืองพิจารณาปัจจัยด้านวิธีวิทยา
เช่น คำถามการวิจัย,
สมมติฐาน, ข้อมูลที่จำเป็น, วิธีการ และสถานที่ทำวิจัย
ทางเลือกเหล่านี้ได้รับอิทธิพลทางการเมืองและเป็นตัวหล่อหลอมความรู้ที่ถูกผลิตขึ้น
- นิเวศวิทยาการเมืองจัดการกับโครงสร้างทางอำนาจ ซึ่งแตกต่างจากนิเวศวิทยาที่ไม่อิงการเมืองที่มุ่งเน้นเพียงสาเหตุที่สังเกตได้โดยตรงและละเลยพลวัตของอำนาจ
- นักนิเวศวิทยาการเมืองให้ความสำคัญกับการเมืองของวิธีวิทยาและใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยรวมการสังเกตเชิงวัตถุวิสัยเข้ากับการรับรู้เชิงอัตวิสัย ตัวอย่างเช่น การตีความภาพถ่ายทางอากาศให้ข้อมูลเชิงวัตถุ ในขณะที่ประวัติศาสตร์บอกเล่าทางนิเวศวิทยาช่วยเก็บรับมุมมองของท้องถิ่น แหล่งข้อมูลทั้งสองถูกมองว่าเป็นความรู้บางส่วนและถูกนำมาผสมผสานกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจแบบองค์รวมโดยไม่ลบเลือนความรู้ในท้องถิ่น
นิเวศวิทยาการเมืองของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการทำเหมืองแร่ (Political ecologies of energy transitions and mining)
เนื้อหาส่วนนี้จะขยายความถึงบทบาทของการทำเหมืองแร่ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน
เพื่อแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่นักนิเวศวิทยาการเมืองปฏิบัติ คำถามที่พวกเขาตั้งขึ้น
และสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ต้องเผชิญในการตัดสินใจเลือกแนวทางและนำเสนองานวิจัยของตน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกถือเป็นประเด็นสำคัญแห่งยุคสมัยของเรา (ดูบทที่ 41) และยังเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง ความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำของการผลิตก๊าซเรือนกระจกทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้นปรากฏชัดเจน ดังที่แสดงในภาพประกอบที่ 44.1 ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงสุด เป็นกลุ่มที่ผลิตการปล่อยก๊าซต่อหัวประชากรมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศที่ยากจนที่สุดซึ่งอยู่ในสภาวะยากจนด้านพลังงาน (Energy Poverty) เป็นเวลาหลายทศวรรษที่เหล่านักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมได้เรียกร้องให้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonisation) ขนานใหญ่ในระบบพลังงานเพื่อปกป้องผู้คนและระบบนิเวศ ในปัจจุบัน พลังงานประมาณ 80% ทั่วโลกผลิตจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล (IEA, 2022a) ด้วยวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาพลังงานมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในซีกโลกเหนือ ความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจึงถือเป็นเรื่องมหาศาล
ภาพประกอบที่ 44.1 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการบริโภคต่อหัวประชากร
เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวประชากร ปี 2020
(ที่มา: Our World in Data)
แม้ว่าความพยายามในการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังไม่เพียงพออย่างมาก
แต่เป็นครั้งแรกที่รายงานแนวโน้มพลังงานโลก (World Energy Outlook) ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ
(International Energy Association [IEA]) คาดการณ์ว่าการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะพุ่งสูงถึงจุดสูงสุดในปี
2025 อันเป็นผลมาจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลต่างๆ
ภาพประกอบที่ 44.2 นำเสนอสถานการณ์จำลองสามรูปแบบสำหรับปี 2050
และแสดงให้เห็นถึงการลดลงของเชื้อเพลิงฟอสซิลควบคู่ไปกับการเติบโตของพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล
(วัดหน่วยเป็นเอกซะจูล [Exajoules: EJ] บนแกน Y) ที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุสถานการณ์เหล่านี้
สถานการณ์นโยบายที่ประกาศใช้
(Stated
Policies Scenario [STEPS]): จำลองตามนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่รัฐบาลต่างๆ
กำลังบังคับใช้อยู่ ซึ่งจะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง 20%
ภายในปี 2050 นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่ 2.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม
สถานการณ์ตามคำมั่นสัญญาที่ประกาศไว้
(Announced
Pledges Scenario [APS]): รวมเป้าหมายตามความมุ่งมาดปรารถนาที่รัฐบาลต่างๆ
ประกาศไว้
โดยแบบจำลองนี้ตั้งสมมติฐานว่าเป้าหมายทั้งหมดจะบรรลุผลสำเร็จตามกำหนดการและเต็มรูปแบบ
รวมถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในระยะยาวและการเข้าถึงพลังงาน ซึ่งสถานการณ์ APS คาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น
1.7 องศาเซลเซียส
สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 (Net Zero Emissions by 2050 [NZE]): วางแนวทางเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แม้ว่ารัฐบาลทั่วโลกจะยังไม่ได้ลงนามเห็นชอบในแนวทาง NZE นี้ร่วมกันก็ตาม เมื่อความทะเยอทะยานด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น อัตราและมาตราส่วนของพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลที่จำเป็นในการทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ภาพประกอบที่ 44.2 อุปทานพลังงานฟอสซิลและพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล แบ่งตามสถานการณ์จำลอง ปี 2020–2050
(ที่มา: IEA)
แน่นอนว่าเราต้องตอบรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว!
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้ "สะอาด" ไปเสียทั้งหมด
เพราะแร่ธาตุต่างๆ
มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเทคโนโลยีพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลหลายชนิด
แร่ธาตุอย่างลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ แมงกานีส และกราไฟต์
ถูกนำมาใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ และธาตุโลหะหายาก (Rare Earth Elements) ถูกนำมาใช้สำหรับแม่เหล็กในกังหันลมและมอเตอร์ของยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้า (Electrification) ต้องใช้ทองแดงและอะลูมิเนียมในปริมาณมหาศาล (International Energy
Agency [IEA], 2022b) ภาพประกอบที่ 44.3
แสดงให้เห็นถึงความต้องการแร่ธาตุที่คาดการณ์ไว้โดยใช้สถานการณ์จำลองนโยบายภูมิอากาศสามรูปแบบเดียวกันกับที่อธิบายไว้ข้างต้น
โดยความต้องการแร่ธาตุจะเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่าภายใต้สถานการณ์ NZE

ภาพประกอบที่ 44.3 ความต้องการแร่ธาตุสำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด แบ่งตามสถานการณ์จำลอง ปี
2021 และ 2030
(ที่มา: IEA)
แร่ธาตุเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายรัฐใช้คำว่า ‘แร่ธาตุวิกฤต’ (Critical Minerals) เพื่ออธิบายถึงแร่ธาตุที่ค่อนข้างขาดแคลน (ดูภาพประกอบที่ 44.3) ด้วยการกำหนดสถานะเช่นนี้ รัฐต่างๆ กำลังบ่งชี้ว่าการสร้างหลักประกันในการเข้าถึงแร่ธาตุเหล่านี้ถือเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดด้านความมั่นคงแห่งชาติ
สรุปย่อ
- ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพัวพันกับความเหลื่อมล้ำทางการเมืองและการกระจายรายได้ โดยประเทศร่ำรวยเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด
- การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดตามเป้าหมาย
1.5 องศาเซลเซียส (NZE) จำเป็นต้องอาศัยการขยายตัวของพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลอย่างมหาศาล
ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแร่ธาตุวิกฤตที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
- แร่ธาตุที่จำเป็นต่อเทคโนโลยีสะอาด เช่น ลิเทียม และธาตุโลหะหายาก กลายเป็นประเด็นความมั่นคงแห่งชาติและจุดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก
แนวทางนิเวศวิทยาการเมืองต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Political ecology approaches to the energy transition)
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจำเป็นต้องนำไปสู่ยุคตื่นเหมืองแร่
(Mining
Boom) จริงหรือไม่? ใครคือผู้ที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้ชนะและผู้แพ้จากกระแสการตื่นตัวนี้?
การแบ่งปันแร่ธาตุและผลประโยชน์เหล่านี้อย่างเป็นธรรมมากขึ้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?
เพื่อตอบคำถามเหล่านี้
นักนิเวศวิทยาการเมืองสามารถดำเนินการวิจัยผ่านแนวทางต่างๆ ดังนี้
การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์และการประเมินต้นทุนและผลประโยชน์:
ทางเลือกหนึ่งคือการเริ่มด้วยการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ของยุคตื่นเหมืองแร่ทั่วโลก
นักนิเวศวิทยาการเมืองอาจสืบย้อนรอยกำเนิดของ "ลัทธิสกัดทรัพยากร" (Extractivism) ในรูปแบบสมัยใหม่
ซึ่งเป็นระบบการเมือง-เศรษฐกิจและรูปแบบการสะสมทุนที่อุบัติขึ้นพร้อมกับลัทธิจักรวรรดินิยมยุโรปและการล่าอาณานิคมในทวีปอเมริกา
เอเชีย และแอฟริกา
ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ถูกจัดระเบียบในช่วงยุคอาณานิคมยุโรปส่งผลต่อนโยบายการสกัดทรัพยากรร่วมสมัยและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างไร?
ในยุคอาณานิคมในทวีปอเมริกา
ระบอบอาณานิคมยุโรปได้สถาปนาระบบการครอบงำทางเชื้อชาติและการตักตวงผลประโยชน์จากที่ดิน
ในขณะที่แร่เงินจำนวนมหาศาลถูกส่งไปยังสเปน
การทำเหมืองแร่ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์อย่างรุนแรงไปไกลกว่าบริเวณที่ตั้งเหมือง
ส่งผลให้ชุมชนพื้นเมืองถูกพรากสิทธิในที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ
และทำให้พวกเขาเปราะบางต่อการตกเป็นอาณานิคมมากขึ้น (Studnicki-Gizbert
and Schecter, 2010) แรงงานชนพื้นเมืองและชาวแอฟริกันที่ถูกบังคับเป็นทาสต้องทำงานหนักในเหมืองยุคอาณานิคม
ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของยุโรปกลุ่มแองโกล-แซกซอน (Anglo-Saxon
Europe) รวมถึงการขยายอำนาจและการแสวงหาผลประโยชน์ในยุคจักรวรรดินิยมต่อมา
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติปี 2019 ระบุว่า
ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติเป็นโครงสร้างที่กำหนดต้นทุนและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากรทั้งในระดับโลกและระดับชาติ
ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรงต่อชุมชนที่มีอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติซึ่งอาศัยอยู่
ณ บริเวณหรือใกล้กับแหล่งสกัดทรัพยากร (Achiume, 2019) จากประวัติศาสตร์เหล่านี้
นักนิเวศวิทยาการเมืองอาจตั้งคำถามว่า ลัทธิสกัดทรัพยากรในยุคอาณานิคมได้ส่งผลต่อความเป็นไปได้ในการดำรงชีวิตของชุมชนพื้นเมืองและชุมชนที่มีอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติอื่นๆ
ในปัจจุบันอย่างไร
นักนิเวศวิทยาการเมืองยังอาจตั้งคำถามว่า
ความสัมพันธ์ทางเพศสภาพมีความเชื่อมโยงกับลัทธิสกัดทรัพยากรในปัจจุบันอย่างไร
(ดูบทที่ 12)
ความรุนแรงทางเพศเพิ่มขึ้นในพื้นที่รอบเหมืองหรือไม่? ความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบปิตาธิปไตย (Patriarchal Power Relations)
ส่งผลต่อกระแสการตื่นตัวเรื่องแร่ธาตุวิกฤตอย่างไร? คำถามเหล่านี้มีความสำคัญยิ่ง รายงานปี 2018
โดยสมาคมสตรีพื้นเมืองแห่งแคนาดา (Native Women’s Association of Canada) พบว่าการทำเหมืองส่งผลกระทบเชิงลบต่อสตรีและเด็กหญิงพื้นเมืองอย่างไม่สมสัดส่วน
ในทำนองเดียวกัน การศึกษาปี 2022
เกี่ยวกับการประเมินสิ่งแวดล้อมของโครงการทำเหมืองในบริติชโคลัมเบีย
พบว่าผลกระทบทางเพศสภาพจากการทำเหมืองยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเพียงพอ (Dempsey
et al., 2022) เมื่อพิจารณาควบคู่กับรูปแบบทางประวัติศาสตร์เหล่านี้
นักนิเวศวิทยาการเมืองสามารถทำงานเพื่อระบุผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบโดยตรงจากการตื่นตัวเรื่องแร่ธาตุวิกฤตได้ดียิ่งขึ้น
แม้จะมีวาทกรรมที่เรียกร้องหาเทคโนโลยี
"สีเขียว" แต่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ
เพียงว่าเป็นพลังงานที่ "สะอาด"
แม้ภาคส่วนการทำเหมืองจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ เช่น การจ้างงาน และค่าภาคหลวงทรัพยากร
(Resource
Rents) แต่ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบในวงกว้างด้วย เช่น
ปัญหาสุขภาพของคนงานเหมืองและชุมชนใกล้เคียง, การพรากสิทธิในที่ดินของชนพื้นเมือง,
สภาวะเศรษฐกิจแบบรุ่งเรืองและตกต่ำสลับกัน (Boom and Bust
Economies), การสูญเสียและการปนเปื้อนของน้ำ
รวมถึงถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าที่ลดลง แร่ธาตุสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในซีกโลกเหนือ
รวมถึงแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับนโยบายก้าวหน้าอย่าง "Green New
Deals" ยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ซีกโลกใต้และชุมชนชนบทหรือชุมชนพื้นเมือง
นักนิเวศวิทยาการเมืองใช้คำว่า "ลัทธิสกัดทรัพยากรสีเขียว" (Green
Extractivism) เพื่ออธิบายถึงต้นทุนและผลประโยชน์ที่ไม่สมดุลจากการแสวงหาแร่ธาตุที่จำเป็นต่อยานยนต์ไฟฟ้าสีเขียว
เช่น ลิเทียมและโคบอลต์ (Voskoboynik and Andreucci, 2022, Zografos, 2022)
โดยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์การตักตวงผลประโยชน์อันยาวนานเข้ากับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในปัจจุบัน
เนื่องจากชุมชนต่างๆ ไม่ได้รับผลกระทบอย่างเท่าเทียมกัน
นักนิเวศวิทยาการเมืองจึงอาจศึกษาว่าเหตุใดและอย่างไร
นอกจากนี้ยังช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้นว่าบริษัทเหมืองแร่ทั้งในประเทศหรือระหว่างประเทศ
หรือแม้แต่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ใช้อำนาจและความมั่งคั่งของตนอย่างไรเพื่อให้ได้รับการอนุมัติโครงการพัฒนา
การศึกษาการต่อต้านและอำนาจทางการเมือง:
ผลกระทบเชิงลบในวงกว้างกระตุ้นให้หลายชุมชนทั่วโลกคัดค้านเหมืองแร่และเงื่อนไขการพัฒนาเหมือง
การต่อต้านการทำเหมืองทั่วโลกมักเผชิญกับความรุนแรง การถูกทำให้เป็นอาชญากร
และการตีตรา (เช่น การเปรียบเทียบการประท้วงกับการก่อการร้าย) ในปี 2022 องค์กร Global Witness รายงานว่ามีนักปกป้องที่ดินและสิ่งแวดล้อม
1,733 คน ถูกสังหารระหว่างปี 2012 ถึง 2022 การสังหารเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับการคลี่คลายเนื่องจากวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
(Impunity) ของกองกำลังความมั่นคง ตัวแสดงของรัฐ
และบรรษัทต่างๆ นักนิเวศวิทยาการเมืองที่ศึกษาการต่อสู้เหล่านี้อาจตั้งคำถามว่า
ชุมชนมีการต่อรองหรือต่อต้านบริษัทเหมืองแร่และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเหล่านี้อย่างไร
พวกเขายังตรวจสอบ "ภูมิศาสตร์แห่งความร่วมมือร่วมใจและความยุติธรรม" (Geographies
of Solidarity and Justice) ที่แผ่ขยายออกไปด้วย (ภาพประกอบที่ 44.4)
ภาพประกอบที่ 44.4 กลุ่มผู้ประท้วงระหว่างกิจกรรม "Carnival of Dirt" เพื่อต่อต้านบริษัทเหมืองแร่ ปี 2012 ณ กรุงลอนดอน
สหราชอาณาจักร
(ที่มา: Cliff Hide News/Alamy)
ไม่ใช่ทุกชุมชนที่จะคัดค้านการพัฒนาเหมืองแร่
นักนิเวศวิทยาการเมืองสามารถวิจัยกลยุทธ์ที่ชุมชนใช้เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางบวกและลดผลกระทบเชิงลบ
เช่น การศึกษาชุมชนพื้นเมืองในภูมิภาคซาลาร์ เด อาตากามา (Salar de
Atacama) ของชิลี
พบว่าชุมชนได้ต่อรองกับบริษัทเหมืองลิเทียมเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งผลประโยชน์
แต่ยังคงประสบผลกระทบเชิงลบ เช่น การขาดแคลนน้ำและความตึงเครียดในชุมชน (Lorca
et al., 2022) เพื่อทำความเข้าใจและประเมินนัยที่เหลื่อมล้ำของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงาน
"สีเขียว" นักนิเวศวิทยาการเมืองสามารถตั้งคำถามว่า เหตุใดและอย่างไรชุมชนจึงตอบรับหรือส่งเสริมการพัฒนาเหมืองแร่
และการตัดสินใจดังกล่าวนั้นได้รับอิทธิพลจากรูปแบบของลัทธิสกัดทรัพยากรในประวัติศาสตร์อย่างไร
กฎระเบียบและการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบของการทำเหมือง:
ในทำนองเดียวกัน นักนิเวศวิทยาการเมืองอาจศึกษากลไกการกำกับดูแลที่ทำหน้าที่
"ส่งมอบธรรมชาติให้แก่ทุน" (Delivers Nature to Capital) ดังที่ Parenti (2015) กล่าวไว้
กฎหมายที่ควบคุมการทำเหมืองมีอะไรบ้าง? กฎหมายเหล่านั้นถูกสถาปนาขึ้นมาได้อย่างไร?
และกรอบกฎหมายเหล่านี้เอื้ออำนวยหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของต้นทุนและผลประโยชน์ในระยะยาวอย่างไร?
นักนิเวศวิทยาการเมืองอาจตั้งคำถามว่าอดีตส่งผลต่อกฎระเบียบการทำเหมืองในปัจจุบันอย่างไร
Dawn
Hoogeveen (2015) พบว่ากฎหมายเหมืองแร่ที่สถาปนาขึ้นในยุคอาณานิคมของอังกฤษมีส่วนทำให้ชนพื้นเมืองในแคนาดาถูกพรากสิทธิในที่ดินในปัจจุบัน
หลักการของอังกฤษเรื่อง "การเข้าถึงโดยเสรี" (Free-entry) บ่งบอกถึงสิทธิในการจับจองที่ดิน
และส่งผลให้ได้รับสิทธิในแร่ธาตุใต้ดินโดยไม่ต้องปรึกษาหารือกับเจ้าของที่ดินเอกชนหรือชนพื้นเมือง
ระบอบการกำกับดูแลประเภทนี้ยังดำรงอยู่ในแคนาดาได้อย่างไร
ทั้งที่มีคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลเรื่องการสร้างความปรองดอง (Reconciliation) กับชนพื้นเมือง? เพื่อศึกษาคำถามนี้
นักนิเวศวิทยาการเมืองอาจศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาคการทำเหมืองและชนชั้นนำทางการเมือง
แนวทางนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะจากการสัมภาษณ์ของ Hoogeveen (2015) เผยให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในแคนาดาปกป้องหลักการเข้าถึงโดยเสรีผ่านการล็อบบี้และการรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ
ในช่วงปลายศตวรรษที่
20 การเปลี่ยนผ่านสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) กระตุ้นให้ลัทธิสกัดทรัพยากรพุ่งสูงขึ้น
โดยเฉพาะในภูมิภาคที่เคยตกเป็นอาณานิคม
ซึ่งเศรษฐกิจการเมืองเอื้อให้เกิดการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไปจำนวนมหาศาล
ระหว่างปี 1985 ถึง 1995 รัฐต่างๆ กว่า
90 รัฐได้ประกาศใช้กฎหมายเหมืองแร่ฉบับใหม่เพื่อพยายามสร้าง
"ใต้ดินให้เป็นพื้นที่สำหรับการหมุนเวียนของทุนระหว่างประเทศ" (Bridge,
2007, 85) เพื่อเปิดโปงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ
นักนิเวศวิทยาการเมืองสามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภายในประเทศ
รวมถึงความพยายามในการลดขั้นตอนการอนุมัติเหมืองแร่เพื่อให้การสกัดแร่ธาตุวิกฤตทำได้รวดเร็วขึ้น
ตัวแสดงและผลประโยชน์ใดที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้? ระบบภาษีและค่าภาคหลวงทรัพยากรกระจายผลประโยชน์จากการทำเหมืองอย่างไร?
และสิ่งเหล่านี้ถูกใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศหรือไม่?
ในทำนองเดียวกัน
นักนิเวศวิทยาการเมืองอาจศึกษาความพยายามของชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองในการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ
ตัวอย่างเช่น กลุ่มชนชาติกิตซาลา (Gitxaała Nation) ในบริติชโคลัมเบีย
ได้ท้าทายหลักการเข้าถึงโดยเสรี ดังคำกล่าวของหัวหน้าคณะมนตรี Linda Innes ที่ว่า "นานเกินไปแล้วที่ใครก็ตามที่มีคอมพิวเตอร์และเงิน 34 ดอลลาร์ สามารถคว้าสิทธิในแร่ธาตุบนดินแดนดั้งเดิมของชนชาติกิตซาลาได้
นี่คือการเพิกเฉยต่อกฎหมายและการปกครองของเราเองอย่างสิ้นเชิง" (Follett
Hosgood, 2021) นักนิเวศวิทยาการเมืองสามารถศึกษาการต่อสู้และการถกเถียงเรื่องกฎระเบียบเหล่านี้
ตลอดจนเข้าไปมีส่วนร่วม
แนวทางหนึ่งคือการทำงานร่วมกับชุมชนพื้นเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ยุคตื่นเหมืองแร่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือ?: พาดหัวข่าวต่างเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนโดยฉาบหน้าด้วยภาพลักษณ์สีเขียว เช่น "แคนาดาประกาศลดขั้นตอนยุ่งยากทางการทำเหมือง ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะล้าหลังในการแข่งขันแร่ธาตุวิกฤตโลก" หรือ "การแข่งขันระดับโลกเพื่อครอบครองแร่ธาตุวิกฤตทวีความรุนแรงขึ้น" แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะต้องการแร่ธาตุและการสกัด แต่นักนิเวศวิทยาการเมืองอาจตรวจสอบดูว่านโยบายต่างๆ จะสามารถบรรเทาความต้องการแร่ธาตุ และส่งเสริมวิถีการอยู่ร่วมกันที่สร้างความเสียหายน้อยลงได้อย่างไร นักนิเวศวิทยาการเมืองบางส่วนและนักวิชาการคนอื่นๆ เสนอให้มีการทบทวนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศใหม่เมื่อพิจารณาถึงความต้องการแร่ธาตุที่สูงมาก ตัวอย่างเช่น จะเกิดอะไรขึ้นหากรัฐบาลมุ่งเน้นที่การจูงใจให้ใช้ขนส่งมวลชนแทนยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความยุติธรรมด้านการสัญจร (Mobility Justice) ได้ด้วย (Henderson, 2020)? คำถามประเภทนี้สามารถนำไปสู่กลยุทธ์ทางเลือกอื่นๆ ในขณะที่คนอื่นๆ ชี้ถึงความจำเป็นในแนวทาง "การจัดการซากผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวดและครบวงจร" โดยผลักดันให้รัฐบาลไม่เพียงแต่มุ่งหาแหล่งแร่ธาตุวิกฤตใหม่ๆ แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับการกู้คืนและการรีไซเคิล เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องสกัดทรัพยากรใหม่มากเกินไปตั้งแต่ต้น (Mulvaney et al., 2021) สิ่งนี้อาจรวมถึงการผลักดันกฎระเบียบที่เน้น "ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต" (Extended Producer Responsibility) สำหรับการจัดการซากและการรีไซเคิลอย่างเข้มข้น การทำงานวิจัยที่เน้นการสื่อสารต่อสาธารณะ การทำงานร่วมกัน และมุ่งเน้นการปฏิบัติ จะช่วยให้นักนิเวศวิทยาการเมืองมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองได้
สรุปย่อ
- นักนิเวศวิทยาการเมืองที่ศึกษาการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสามารถสำรวจต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ของลัทธิสกัดทรัพยากร และวิธีที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในอดีตส่งผลต่อการสกัดทรัพยากรและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในปัจจุบัน
- พวกเขาสามารถตรวจสอบว่าความสัมพันธ์ทางเพศสภาพพัวพันกับลัทธิสกัดทรัพยากรอย่างไร และพิจารณาผลกระทบทางเพศสภาพจากการทำเหมือง
- นักนิเวศวิทยาการเมืองสามารถศึกษาการต่อต้านการทำเหมืองของชุมชน, กลยุทธ์ที่ชุมชนใช้เพื่อเพิ่มผลประโยชน์และลดผลกระทบเชิงลบ รวมถึงกรอบกฎหมายที่ควบคุมการทำเหมืองและรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของกฎหมายเหล่านั้น
สรุปท้ายบท
การปฏิบัติงานด้านนิเวศวิทยาการเมืองและการประยุกต์ใช้ในงานวิจัยหัวข้อต่างๆ
เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด นำมาซึ่งความท้าทายและการตัดสินใจเลือกแนวทางที่หลากหลาย
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน
เราขอนำเสนอความท้าทายสองประการที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ดังนี้
ความท้าทายประการแรกเกี่ยวข้องกับ
มาตราส่วน (Scale)
ดังที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า
การทำความเข้าใจนิเวศวิทยาการเมืองของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนนั้น
หมายถึงการสืบย้อนรอยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของทุน (ทั้งภาครัฐและเอกชน)
อำนาจ และความรู้
ซึ่งการมุ่งเน้นปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้นิเวศวิทยาการเมืองแตกต่างจาก
"นิเวศวิทยาที่ไม่อิงการเมือง" (Robbins, 2012) การก่อตัวของอำนาจแห่งทุนและความรู้นั้นดำเนินไปในมาตราส่วนที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากผู้คนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง
ตั้งแต่ชุมชนพื้นเมืองในโบลิเวียไปจนถึงผู้ที่เดินทางไปกลับเพื่อทำงานในแวนคูเวอร์
ถึงกระนั้น
นักนิเวศวิทยาการเมืองยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานในระดับท้องถิ่นร่วมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นต่างๆ
เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
โดยพิจารณาถึงองค์ความรู้และทำให้ประสบการณ์ของพวกเขาเป็นที่ประจักษ์
วิธีหนึ่งในการจัดการกับการมุ่งเน้นแบบทวิลักษณ์นี้
(ทั้งกระบวนการเศรษฐกิจระหว่างประเทศและความเป็นจริงในพื้นที่)
คือการวิเคราะห์ว่านโยบายเฉพาะเจาะจงนั้นปรากฏชัดในสถานที่ที่แตกต่างกันอย่างไร
แทนที่จะวิเคราะห์การสะสมทุน โลกาภิวัตน์ หรือการทำให้ทันสมัยในภาพกว้าง
แต่นักนิเวศวิทยาการเมืองประสบความสำเร็จในการ
"มองเห็นภาพรวมระดับโลกผ่านบริบทท้องถิ่น" ผ่านการวิจัยแบบหลายพื้นที่ (Multi-sited
Research)
การตัดสินใจเกี่ยวกับมาตราส่วนยังเชื่อมโยงกับความท้าทายประการที่สอง
คือ การเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับตัวแสดงใด (Choosing which actors to privilege) ในเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ตัวแสดงประกอบด้วยองค์กรพหุภาคี
บรรษัทข้ามชาติ รัฐบาล และสถาบันคลังสมอง (Think Tanks) ตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชน
(NGOs) ข้าราชการระดับชาติ ครอบครัว และระบบนิเวศ
การมุ่งความสนใจไปที่ตัวแสดงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่ากลุ่มอื่นจะหล่อหลอมทุกขั้นตอนของการวิเคราะห์อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างเช่น การมุ่งเน้นไปที่การจัดระเบียบระดับโลกที่นำไปสู่การพรากสิทธิในที่ดินในโบลิเวีย
อาจส่งผลให้เกิดการวาดภาพคนในท้องถิ่นว่าไร้หนทางสู้เมื่อเผชิญกับอำนาจระดับโลก
ในทางกลับกัน
การให้ความสำคัญเฉพาะความพยายามของผู้ที่ถูกขับไล่ในการเลี้ยงดูครอบครัว เช่น
การปลูกพืชในที่ดินที่ถูกเหมืองอ้างสิทธิ โดยไม่ตรวจสอบว่าพวกเขาถูกขับไล่อย่างไรและทำไม
อาจลงเอยด้วยการพรรณนาว่าคนเหล่านี้เป็นผู้บุกรุกที่ผิดกฎหมายหรือเป็น
"ตัวปัญหา" ดังนั้น
นักนิเวศวิทยาการเมืองจำนวนมากจึงเลือกที่จะศึกษาผ่านความหลากหลายของมาตราส่วนและตัวแสดง
รวมถึงใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเพื่อสร้างภาพพรรณนาที่เป็นองค์รวม
การสืบหาให้แน่ชัดว่าการจัดระเบียบเฉพาะอย่างนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ช่วยให้นักนิเวศวิทยาการเมืองสามารถลอกคราบ "ความเป็นธรรมชาติ" (Naturalness) ของสิ่งเหล่านั้นออกไป ซึ่งความเป็นธรรมชาตินี้เองคือแหล่งที่มาของอำนาจที่สำคัญประการหนึ่ง
และเพื่อเผยให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง (Reconfiguration) ของสิ่งเหล่านั้นสืบต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น