ผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึก
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Ben Anderson(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.
บทนำ
ฉากทัศน์ที่หนึ่ง: ‘Make America Great Again’
ในการชุมนุมทางการเมืองของ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ มักปรากฏการกล่าวคำขวัญซ้ำ ๆ ว่า “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) ท่ามกลางการสุนทรพจน์ที่ดูเหมือนจะวกวนและไร้ระเบียบ ซึ่งผสมผสานระหว่างอารมณ์ขันและความก้าวร้าว ทรัมป์ได้หยิบยื่นรูปแบบแห่งความหวังให้แก่กลุ่มผู้ฟังซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวผิวขาว นั่นคือความหวังในอนาคตที่จะหวนคืนสู่ภาพอดีตอันรุ่งเรืองที่ทึกทักเอาว่าอเมริกาเคย “ยิ่งใหญ่” เป็นความหวังที่ระคนไปด้วยความขุ่นเคืองอันเต็มไปด้วยโทสะต่อกลุ่มผู้อพยพ “กลุ่มชนชั้นนำ” และกลุ่มต่าง ๆ ที่ถูกสร้างภาพให้เป็นศัตรูของ “ประชาชน” สำหรับผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุม (ภาพที่ 24.1) ความรู้สึกจากการเปล่งเสียงตะโกนและเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชนนั้นเป็นอย่างไร? และเมื่อคลิปการชุมนุมรวมถึงสุนทรพจน์ของทรัมป์ถูกส่งต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ที่พบเห็นจะรู้สึกอย่างไรเฉยเมย โกรธแค้น หัวเราะเยาะ หรือขัดเคืองใจ?
ภาพที่
24.1: ผู้สนับสนุนทรัมป์ชูป้ายในการชุมนุม
Source: Photo credit: El Sun/Pixabay
ฉากทัศน์ที่สอง: การก่อกำเนิดของพลังงาน
กลุ่มผู้ประท้วงเคลื่อนขบวนก่อนจะนั่งลงปิดล้อมถนนในเมืองแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักร
พวกเขาถือป้ายประกาศเตือนถึงการสูญพันธุ์ที่ใกล้เข้ามาและเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจพูดความจริง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความขัดขืน ความสิ้นหวัง และความปิติยินดี
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกใหม่แห่งการเคลื่อนไหวทางสภาพภูมิอากาศและเชื่อมโยงกับกลุ่ม
“Extinction
Rebellion” (ภาพที่ 24.2)
พวกเขาดำรงอยู่ในห้วงเวลาปัจจุบันที่เต็มไปด้วยบทสนทนาเรื่องภาวะฉุกเฉินและวิกฤตการณ์
ในขณะที่ภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มปรากฏชัด และผลกระทบเริ่มส่งผลอย่างไม่เท่าเทียมกันทั่วโลก
ความเร่งด่วนและความรู้สึกว่าเวลากำลังจะหมดลงได้ขับเคลื่อนเหล่าผู้ประท้วงให้ทำการหยุดยั้งการสัญจรปกติซึ่งเป็นองค์ประกอบของวิถีชีวิตเมือง
ผู้สัญจรผ่านไปมาและผู้ขับขี่รถยนต์ต่างตอบโต้ในรูปแบบที่หลากหลาย
ทั้งการสนับสนุนที่ตัดผ่านความเมินเฉยเพียงชั่วครู่
ความรำคาญใจและความหงุดหงิดจากการที่จังหวะชีวิตประจำวันถูกขัดจังหวะ
ตลอดจนความโกรธแค้นและความอดทน
ภาพที่ 24.2:
การประท้วงของกลุ่ม Extinction
Rebellion, ตุลาคม 2022, ลอนดอน สหราชอาณาจักร
Source: Photo credit: Guy Bell/Alamy
ฉากทัศน์ที่ที่สาม: การก่อตัวของความเบื่อหน่าย
ท่านกำลังนั่งและพยายามตั้งใจฟังการบรรยายของนักศึกษาปีหนึ่งในรายวิชาบังคับ
ความสนใจเริ่มลดน้อยถอยลง
ผู้บรรยายพยายามดึงความสนใจของท่านในขณะที่ท่านนั่งเรียงแถวอยู่ในห้องบรรยายแบบขั้นบันไดพร้อมกับนักศึกษาคนอื่น
ๆ บางคนกำลังจดบันทึกในแล็ปท็อป บางคนไม่ ท่านเริ่มตัดขาดจากการรับรู้
สิ่งที่คล้ายกับความเบื่อหน่ายดูเหมือนจะแผ่ซ่านไปทั่วห้อง
เป็นภาวะที่ชีวิตหยุดนิ่งและช้าลง
ซึ่งขัดจังหวะความคาดหวังที่ต้องแสดงความสนใจอยู่ตลอดเวลา (ภาพที่ 24.3)
ท่านมองไปรอบห้องด้วยความวอกแวก ใจลอย และก่อนที่จะทันรู้ตัว ท่านก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เลื่อนหน้าจอเพื่อหลบหนีจากความเบื่อหน่ายนั้น ในบางขณะ
ความสนใจของท่านก็กลับคืนมาเมื่อถูกกระตุ้นด้วยถ้อยคำหรือรูปภาพบางอย่าง
ความหวังที่ปนเปกับความโกรธแค้นในงานชุมนุม
พลังงานของการประท้วงท่ามกลางภัยคุกคามจากการสูญพันธุ์
ความเบื่อหน่ายในห้องบรรยาย:
บทนี้จะอภิปรายว่าเหตุใดนักภูมิศาสตร์จึงควรพิจารณาประสบการณ์เหล่านี้และประสบการณ์อื่น
ๆ โดยการแนะนำงานเขียนทางภูมิศาสตร์ในหัวข้อ “ผัสสารมณ์” (Affect) และ “อารมณ์ความรู้สึก” (Emotion)
แน่นอนว่า
“อารมณ์ความรู้สึก” เป็นคำในชีวิตประจำวันที่ท่านคุ้นเคยดี ในทางตรงกันข้าม คำว่า
“ผัสสารมณ์” (Affect)
มักเป็นคำใหม่สำหรับท่านและไม่ใช่คำศัพท์ทั่วไปที่ใช้กันปกติ
แม้ว่าเราจะพิจารณาคำนิยามอย่างละเอียดในภายหลัง
แต่ในเบื้องต้นเราสามารถทำความเข้าใจ “ผัสสารมณ์” และ “อารมณ์ความรู้สึก” ได้ง่าย
ๆ ว่า ทั้งสองสิ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางของเราต่อประสบการณ์ของชีวิตตามที่มันดำเนินไป
เราสามารถเห็นภาพเหตุการณ์นี้ได้จากตัวอย่างการประท้วง
สิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นร่วมกันในการประท้วงคือ “ผัสสารมณ์ของการมีส่วนร่วม” (Affect
of participation) และอารมณ์ความรู้สึกที่ติดตามมา เช่น
ความตื่นเต้น ความหวั่นใจ ความโกรธแค้น และอื่น ๆ พื้นที่ชั่วคราวของการประท้วง
(ซึ่งในฉากทัศน์ข้างต้นคือถนนในเมือง)
ส่วนหนึ่งถูกสร้างขึ้นผ่านผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกร่วมกันเหล่านั้น
ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนขบวนและการนั่งประท้วง
จุดเริ่มต้นของงานศึกษาด้านผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกในระยะหลังคือ
ทั้งสองสิ่งมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเข้มข้นสูงเช่นการประท้วงเท่านั้น
หากแต่พื้นที่ใด ๆ และพื้นที่ทั้งหมดล้วนเป็นพื้นที่แห่งผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึก
ไม่มีภูมิศาสตร์ใดที่ปราศจากผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึก
จากการเล็งเห็นถึงประเด็นนี้
งานศึกษาในวงกว้างจึงได้พัฒนาขึ้นในสิ่งที่ ไพล์ (Pile, 2010)
เรียกว่า “ภูมิศาสตร์ผัสสารมณ์” (Affectual Geographies) และ
“ภูมิศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก” (Emotional Geographies) เช่นเดียวกับสาขาวิชาอื่น
ๆ ในสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
ภูมิศาสตร์มนุษย์ได้ประจักษ์ถึงการเปลี่ยนผ่านสู่กระแส “อารมณ์” หรือ “ผัสสารมณ์”
(Affective turn)
เนื้อหาในส่วนแรกจะแนะนำและสรุปวิธีการต่าง ๆ ที่มีการใช้คำว่า “ผัสสารมณ์” และ “อารมณ์ความรู้สึก” ในภูมิศาสตร์มนุษย์ร่วมสมัย แม้จะไม่มีนิยามที่ตายตัวสำหรับทั้งสองคำ แต่ก็มีจุดร่วมบางประการในทฤษฎีต่าง ๆ ส่วนที่สองจะพิจารณา “พื้นที่แห่งผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึก” ในรูปแบบต่าง ๆ ที่งานวิจัยให้ความสำคัญ เพื่อขยายความหลักการเบื้องต้นที่ว่า การทำความเข้าใจผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิศาสตร์มนุษย์ และในส่วนสรุป ข้าพเจ้าจะสะท้อนภาพประเด็นบางประการที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยบนฐานของผัสสารมณ์หรืออารมณ์ความรู้สึก
ภาพที่
24.3: นักศึกษาในห้องบรรยาย
Source: Photo credit: Yan Krukau/Pexels
การทำความเข้าใจ "ผัสสารมณ์" และ "อารมณ์ความรู้สึก"
คำว่า
“ผัสสารมณ์” (Affect)
และ “อารมณ์ความรู้สึก” (Emotion) ถูกนักภูมิศาสตร์นำมาใช้เพื่อพรรณนาปรากฏการณ์ที่หลากหลายและแตกต่างกันอย่างยิ่ง
ตั้งแต่สภาวะอารมณ์พื้นหลัง เช่น ความซึมเศร้า, ห้วงขณะที่จดจ่ออย่างรุนแรง
เช่น ความปิติยินดี, การตอบสนองทางสัญชาตญาณอย่างฉับพลัน
เช่น ความอับอายหรือความเกลียดชัง, บรรยากาศร่วมของความหวังหรือความตื่นตระหนก,
การปะทุของความใคร่, การอุทิศตนเพื่อความรักชั่วชีวิต,
ความรู้สึกเบื่อหน่ายที่แวบผ่านเข้ามา, สภาวะอารมณ์ทางสังคม
เช่น ความกังวลหรือความกลัว, ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของระบบประสาทในร่างกาย
เช่น ความรู้สึกถึงการมีชีวิต จิตวิญญาณที่ไหวระริก
หรือสภาวะร่างกายที่ไร้ความรู้สึก... และอื่น ๆ อีกมากมาย
เฉพาะในขอบเขตของภูมิศาสตร์มนุษย์เพียงอย่างเดียว มีงานวิจัยที่หลากหลายอย่างน่าอัศจรรย์ในด้าน “ภูมิศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก” และ “ภูมิศาสตร์ผัสสารมณ์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธนาคารอาหาร (Strong, 2021), อาวุธ (Ruppert, 2022), งานในระบบเศรษฐกิจแบบรับจ้างชั่วคราวหรือ Gig Economy (Bissell, 2022), ความสัมพันธ์ต่อภูมิทัศน์ (Wylie, 2009), รูปแบบใหม่ของการทำงาน (Cockayne, 2016), ชาติพันธุ์และการเหยียดเชื้อชาติ (Lim, 2010), โรคอ้วน (Evans, 2009), มาตรการรัดเข็มขัด (Raynor, 2017), พื้นที่ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและสตรีนิยม (Bettocchi, 2022), การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Boyd et al., 2023), ภูมิศาสตร์ของคนข้ามเพศ (Brice, 2020) รวมถึงสัตว์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (Greenhough and Roe, 2011) นี่เป็นเพียงส่วนน้อยที่ยกตัวอย่างขึ้นมาเท่านั้น
นิยามและความแตกต่างเชิงมโนทัศน์
หลักการสำคัญที่ขับเคลื่อนงานเหล่านี้คือทัศนะที่เรียบง่ายว่า “ทุกภูมิศาสตร์คือภูมิศาสตร์แห่งผัสสารมณ์หรืออารมณ์ความรู้สึก” แม้ว่าครั้งหนึ่งอารมณ์ความรู้สึกจะเคยถูกลดทอนความสำคัญหรือถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยในทางภูมิศาสตร์ (Bondi et al., 2005) แต่ในปัจจุบัน การให้ความสำคัญกับผัสสารมณ์หรืออารมณ์ความรู้สึกไม่ใช่เรื่องที่น่าโต้แย้งอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การใช้คำสองคำนี้อาจสร้างความสับสน เนื่องจากไม่มีข้อตกลงร่วมกันที่ตายตัว และตัวประสบการณ์เองก็ยากที่จะนิยามได้อย่างครบถ้วน แต่เราสามารถจำแนกการใช้งานหลัก ๆ ได้ดังนี้
1. อารมณ์ความรู้สึก (Emotion)
การใช้คำว่า
“อารมณ์ความรู้สึก”
ในภูมิศาสตร์มนุษย์ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากงานด้านภูมิศาสตร์มนุษยนิยม
โดยเฉพาะภูมิศาสตร์สตรีนิยม (Rose, 1993) ซึ่งมุ่งเน้นว่านักภูมิศาสตร์ควรมีปฏิสัมพันธ์กับมิติด้านอารมณ์ของชีวิต
โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
นิยาม:
อารมณ์ความรู้สึกมักถูกถือว่าเป็น “ความรู้สึกที่ถูกแสดงออกมา” (Expressed
feeling) ของบุคคล
ความสัมพันธ์:
อารมณ์ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่ตัดขาดจากภายนอก แต่เป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้น “ใน โดย
และผ่าน” ความสัมพันธ์ (Bondi,
2005)
การท้าทายคติเดิม:
ภูมิศาสตร์สตรีนิยมได้วิพากษ์วิจารณ์การแบ่งแยกแบบชายเป็นใหญ่ที่มองว่า “เหตุผล”
เป็นเรื่องของบุรุษและ “อารมณ์” เป็นเรื่องของสตรี
โดยแสดงให้เห็นว่าอารมณ์เชื่อมโยงเราเข้ากับผู้คน สิ่งของ
หรือสถานที่ที่อยู่เหนือตัวเราออกไป เช่น การศึกษาเรื่องมาตรการรัดเข็มขัดที่ส่งผลผ่านอารมณ์ความกังวลและการสูญเสียในระดับความสัมพันธ์ใกล้ชิด
2. ผัสสารมณ์ (Affect)
คำว่า
“ผัสสารมณ์”
แตกต่างออกไปเนื่องจากไม่ใช่คำศัพท์ทั่วไปที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน
การใช้งานส่วนใหญ่เกิดจากการนำ ทฤษฎีอวิภัชนัย (Non-representational theory) เข้ามาในภูมิศาสตร์มนุษย์ (Thrift, 2008)
นิยาม:
ผัสสารมณ์ใช้พรรณนาถึง “ศักยภาพของร่างกายในการส่งผลกระทบและถูกส่งผลกระทบ” (Capacities to
affect and be affected)
จุดเน้น:
เน้นที่ว่าร่างกาย “ทำอะไรได้บ้าง” (ศักยภาพ) มากกว่าที่ว่าร่างกาย “คืออะไร”
(คุณสมบัติ)
ภาวะกึ่งสำนึก:
มักอ้างถึงประสบการณ์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับของการคิดวิเคราะห์อย่างจงใจ (Sub-threshold
of conscious reflection) เช่น ความรู้สึกดื่มด่ำ (Immersion)
ขณะเล่นวิดีโอเกม
ซึ่งเป็นพื้นหลังที่ทำให้กิจกรรมดำเนินไปได้โดยไม่ต้องหยุดคิด
บรรยากาศและโครงสร้างแห่งความรู้สึก
(Atmospheres
and Structures of Feeling)
ในช่วงหลัง
เส้นแบ่งระหว่างผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกเริ่มพร่าเลือนลง
เมื่อมีการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ร่วมกันในระดับกลุ่ม
บรรยากาศ (Atmosphere): นักภูมิศาสตร์พยายามศึกษาความรู้สึกของพื้นที่ เช่น ห้องที่ “อบอุ่น”,
อาคารที่ “ปลุกใจ” หรือสถานที่ที่ “โรแมนติก”
บรรยากาศเหล่านี้มีความคลุมเครือเหมือนมวลอากาศที่แผ่ซ่านไปทั่วพื้นที่โดยไม่สามารถระบุจุดที่ตั้งที่แน่นอนได้
(McCormack, 2018)
โครงสร้างแห่งความรู้สึก
(Structures
of Feeling): ใช้เพื่อจับลักษณะอารมณ์เฉพาะตัวของสังคมหรือวัฒนธรรมในช่วงเวลาหนึ่ง
เช่น สภาวะ “ความไม่มั่นคง” (Precarity) ในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมสมัยใหม่
การยึดติดที่โหดร้าย (Cruel Optimism): เบอร์แลนต์ (Berlant, 2011) อธิบายถึงความสัมพันธ์ที่สิ่งที่เราปรารถนากลับกลายเป็นอุปสรรคต่อความเจริญรุ่งเรืองของเราเอง เช่น การยึดติดกับความหวังเรื่องหน้าที่การงานหรือครอบครัวท่ามกลางวิกฤตโครงสร้าง
สรุปย่อ
ทุกภูมิศาสตร์ล้วนเป็นภูมิศาสตร์แห่งผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึก ทั้งสองสิ่งนี้มีความสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อการจัดระเบียบ การพำนักอาศัย และการใช้ชีวิตในพื้นที่ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์ของการเหยียดเชื้อชาติที่แยกไม่ออกจากความเกลียดชังหรือความกังวล หรือวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ผูกติดอยู่กับความเร่งด่วนและความเฉยเมย
พื้นที่แห่งผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึก
ความเบื่อหน่าย ความกลัว ความปิติยินดี รวมถึงผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ มิใช่ประสบการณ์ที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลาหรือไร้พรมแดนทางภูมิศาสตร์ แม้เราจะรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบพื้นที่ อารมณ์และผัสสารมณ์ถูกหล่อหลอมและอุบัติขึ้นผ่าน “ภูมิศาสตร์เฉพาะถิ่น” โดยมีรากฐานสำคัญว่าสิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้น “ใน โดย และผ่าน” ความสัมพันธ์เสมอ (รวมถึงความสัมพันธ์ที่แตกหัก ถูกขัดจังหวะ หรือสูญหายไป)
1. พื้นที่แห่งการเผชิญหน้าและปฏิสัมพันธ์ (Spaces of Encounter and
Interaction)
งานวิจัยด้านผัสสารมณ์มักเริ่มต้นด้วยการพินิจพิเคราะห์ว่า
ความรู้สึกหนึ่ง ๆ อุบัติขึ้นได้อย่างไรผ่านการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้คน
หรือระหว่างบุคคลกับสถานที่:
มิติพหุวัฒนธรรม:
งานของ สวอนตัน (Swanton,
2010) ในเมืองอุตสาหกรรมเก่าทางตอนเหนือของอังกฤษ
แสดงให้เห็นว่าความระแวงหรือความกลัวก่อตัวขึ้นในจังหวะชีวิตอันแสนธรรมดา เช่น
ในร้านกาแฟ หรือผับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ระดับโลกอย่างการแจ้งเตือนภัยก่อการร้าย
ปฏิสัมพันธ์ปกติจะถูกฉาบด้วยผัสสารมณ์ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะชายชาวมุสลิมที่กลายเป็นเป้าสายตาแห่งความระแวงจากชาวผิวขาว
ความไม่มั่นคงร่วม:
เวต และคณะ (Waite
et al., 2014) ชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยที่เกิดขึ้นร่วมกันในเมือง
สามารถเป็นทั้งสิ่งที่เชื่อมโยงและแบ่งแยกผู้คน
โดยเฉพาะระหว่างผู้ลี้ภัยและผู้อยู่อาศัยเดิม
นำไปสู่ความเกลียดชังและการเหยียดเชื้อชาติที่เข้มข้นขึ้น
วัตถุและตัวตน:
การเผชิญหน้ามิได้จำกัดอยู่เพียงระหว่างมนุษย์ แต่รวมถึงวัตถุ (เช่น
ของเล่นที่สร้างโลกผัสสารมณ์ในวัยเด็ก) หรือแม้แต่ “ความว่างเปล่า” เช่น
การโหยหาและการไว้ทุกข์ต่อผู้ที่จากไป (Maddrell, 2020)
2. ภูมิศาสตร์ข้ามถิ่นและการเชื่อมโยง (Translocal Geographies)
ข้อวิพากษ์หนึ่งต่อภูมิศาสตร์ผัสสารมณ์คือการมุ่งเน้นเพียงปฏิสัมพันธ์ขนาดเล็ก
(Small-scale)
งานศึกษายุคใหม่จึงขยายขอบเขตไปสู่ภูมิศาสตร์การเชื่อมโยงที่กว้างไกลกว่านั้น:
เหตุการณ์ที่อยู่ห่างไกลแต่ส่งผลใกล้ชิด:
เหตุการณ์ก่อการร้ายในนิวยอร์กอาจกำหนดทิศทางอารมณ์ของการเผชิญหน้าในเมืองเล็ก ๆ
อย่างคีธลีย์ (Keighley)
ได้
ความวิตกกังวลแห่งอธิปไตย
(Sovereign
Anxiety): ในเมียนมา การเข้ามาของโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt
and Road Initiative) ของจีน
ผ่านโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนและท่อส่งน้ำมัน
ได้สร้างความรู้สึกไม่มั่นคงต่อสถานะทางการเมืองของชุมชน
ซึ่งเป็นผลจากภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกในระดับท้องถิ่น
สรุปมิติ:
ภูมิศาสตร์แห่งผัสสารมณ์จึงมีลักษณะ “เหนือบุคคล” (Transpersonal) และ
“ข้ามถิ่น” (Translocal) คือขยายขอบเขตเกินกว่าตัวบุคคลหรือสถานที่หนึ่ง
ๆ เสมอ
3. การจัดการและอำนาจผ่านผัสสารมณ์ (Power and the Modulation of
Affect)
พื้นที่เฉพาะเจาะจงมักถูกออกแบบมาเพื่อ
“ตระเตรียม” และ “บ่มเพาะ” ผัสสารมณ์ (Prime and cook affect) เพื่อเป้าหมายบางประการ
บรรยากาศในการจัดระเบียบ:
ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19
สนามบินสิงคโปร์มีการสร้างบรรยากาศเชิงบวกเพื่อจูงใจให้ผู้คนยอมรับการใช้ระบบอัตโนมัติ
(Lin, 2022)
ภูมิศาสตร์การค้า:
ห้างสรรพสินค้าถูกออกแบบทั้งแสงสว่าง การจัดวางตู้โชว์ และดนตรี เพื่อสร้าง
“บรรยากาศทางอารมณ์” (Atmospherics)
ที่กระตุ้นการบริโภคในระดับจิตใต้สำนึก
กลไกของรัฐ: การใช้วิทยาศาสตร์เชิงพื้นที่ด้านอารมณ์เพื่อส่งเสริม “ความสุข” ในนโยบายสาธารณะ หรือการใช้ภาษาแห่งการ “เสียสละ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่มาตรการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ (Austerity) ล้วนเป็นการใช้อำนาจผ่านการปรับเปลี่ยนผัสสารมณ์ของประชาชน
สรุปย่อ
การศึกษาสถานที่แห่งผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึก
มิใช่เพียงการกล่าวถึงความรู้สึกส่วนบุคคล
แต่คือการพรรณนาวิถีชีวิตตามที่มันดำเนินไปอย่างละเอียดอ่อน
โดยเชื่อมโยงประสบการณ์เหล่านั้นเข้ากับแรงผลักดันและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ
การเมือง และสังคมที่หล่อหลอมชีวิตเรา
สรุปท้ายบท
การทำความเข้าใจพื้นที่แห่งผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งจำเป็น
หากภูมิศาสตร์มนุษย์มุ่งหวังที่จะเข้าใจวิถีชีวิตปุถุชนตามที่ดำเนินอยู่จริง
และวิธีที่ชีวิตเหล่านั้นเชื่อมโยงกับกระบวนการที่กว้างขวางกว่า ด้วยเหตุนี้
มโนทัศน์ดังกล่าวจึงได้เปิดทิศทางใหม่และลุ่มลึกสำหรับการคิดและการวิจัย
โดยเฉพาะการมุ่งเน้นว่าชีวิตอุบัติขึ้นอย่างไรในการเผชิญหน้าและปฏิสัมพันธ์เฉพาะถิ่น
ตลอดจนการพินิจผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกสามัญที่แฝงอยู่ในกระบวนการทางสังคม-พื้นที่ขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นนามธรรม
จุดเริ่มต้นสำหรับงานศึกษาร่วมสมัยจึงไม่ใช่เพียงการกล่าวว่าผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกมีความสำคัญต่อนักภูมิศาสตร์ทุกคนเท่านั้น
แต่สิ่งเหล่านี้ยังเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการอธิบายว่า
ประสบการณ์ถูกจัดระเบียบอย่างไร
และเหตุใดพื้นที่เฉพาะแห่งหนึ่งจึงให้ความรู้สึกที่จำเพาะเจาะจงเช่นนั้น
ความท้าทายเชิงระเบียบวิธีวิจัยและการนำเสนอ
การวิจัยและทำความเข้าใจวิถีแห่งอารมณ์และผัสสารมณ์นำมาซึ่งความท้าทายเชิงระเบียบวิธีวิจัยที่สำคัญต่อภูมิศาสตร์มนุษย์
เนื่องด้วยเราจะศึกษาสิ่งที่เป็นอนิจจังและไม่จีรัง (ephemeral) อย่างความรู้สึกในการร่วมประท้วงหรือความเบื่อหน่ายได้อย่างไร? และหากเป้าหมายคือการวิเคราะห์และนำเสนอประสบการณ์นั้น เราจะทำได้อย่างไร?
เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาฉากทัศน์แห่งความหวัง-ความเกลียดชัง
การมีส่วนร่วม และความเบื่อหน่ายในช่วงต้นของบทนี้
การร้อยเรียงถ้อยคำของข้าพเจ้าสามารถปลุกเร้าประสบการณ์เหล่านั้นให้แจ่มชัดขึ้นมาได้หรือไม่?
หากคำตอบคือไม่
บางทีความล้มเหลวเช่นนั้นอาจเป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ติดตัวเสมอในความพยายามใด ๆ
ที่จะนำเสนอภาพชีวิตด้านผัสสารมณ์หรืออารมณ์ความรู้สึก
เพื่อตอบสนองต่อปัญหาในการวิจัยและการนำเสนอนี้
นักภูมิศาสตร์บางส่วนได้ปรับเปลี่ยนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เช่น การสัมภาษณ์
โดยใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดการสะท้อนคิดถึงผัสสารมณ์เบื้องหลังและประสบการณ์ทางอารมณ์
บ่อยครั้งที่การสัมภาษณ์ถูกทำให้ "เข้มข้นขึ้น" ด้วยการเสริมข้อมูลอื่น
ๆ นอกเหนือจากคำพูด เช่น รูปภาพ
เพื่อช่วยให้ผู้มีส่วนร่วมในงานวิจัยสามารถปรับจูนเข้าสู่โลกแห่งอารมณ์หรือผัสสารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น
(Dowling
et al., 2017)
ขณะเดียวกัน
นักภูมิศาสตร์คนอื่น ๆ ได้ทดลองใช้วิธีการที่หยิบยืมมาจาก ศิลปะสร้างสรรค์
และขยายขอบเขตของสิ่งที่จะนับเป็น "ข้อมูล" หรือ
"วัสดุในการวิจัย" ซึ่งรวมถึงการละคร การวาดภาพ และกวีนิพนธ์ (Hawkins, 2020)
ตลอดจนความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในศักยภาพของ
"เรื่องเล่าและการเล่าเรื่อง" (storytelling) วิธีการสร้างสรรค์เหล่านี้มุ่งหมายที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในวิถีแห่งผัสสารมณ์
สร้างการเผชิญหน้า และปลุกเร้าผัสสารมณ์หรืออารมณ์ความรู้สึกที่เฉพาะเจาะจงออกมา (Boyd
and Edwardes, 2019)
อย่างไรก็ตาม ภารกิจของการวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์ต่อผัสสารมณ์หรืออารมณ์ความรู้สึกควรเป็นการปลุกเร้าประสบการณ์เพียงอย่างเดียวหรือไม่? หรือว่างานทางภูมิศาสตร์ควรจะตั้งเป้าไปที่การอธิบายเงื่อนไขของวิถีชีวิตด้านผัสสารมณ์ หรือวิพากษ์วิธีการที่อารมณ์สามัญถูกจัดโครงสร้างขึ้น (Ahmed, 2004)? บางทีงานวิจัยบนฐานของผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกควรดำเนินรอยตามและเรียนรู้จากภูมิศาสตร์แบบมีส่วนร่วม (participatory geographies) เพื่อทำงานร่วมกับผู้คนในการร่วมกันสร้างสรรค์องค์ความรู้ (co-produce knowledge) (Barron, 2021)
ปัจฉิมบท
คำถามที่ว่าเราจะวิจัยผัสสารมณ์และอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างไรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
เนื่องด้วยข้อเสนอหลักของบทนี้ที่ว่า: พื้นที่ใด ๆ และพื้นที่ทั้งหมด
นับตั้งแต่ระดับที่ใกล้ชิดที่สุดไปจนถึงระดับโลก ล้วนแต่เป็น
“ภูมิศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก” และ “ภูมิศาสตร์ผัสสารมณ์” อยู่ก่อนแล้วเสมอ
ไม่มีภูมิศาสตร์ใดที่ปราศจากผัสสารมณ์หรืออารมณ์ความรู้สึก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น