หน้าเว็บ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 38

นวัตกรรมเพื่อพหุจักรวาล (Innovation for the pluriverse)

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Suliasi Vunibola and Steven Ratuva(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.

 

บทนำ

ในโลกนี้มีระบบนวัตกรรมที่แตกต่างกันหลากหลายรูปแบบ แม้ว่าระบบนวัตกรรมแบบทุนนิยมตะวันตก (Western capitalist innovation systems) จะกลายเป็นรูปแบบหลักที่มีอิทธิพลเหนือกว่าก็ตาม นวัตกรรมแบบทุนนิยมให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการนำเสนอแนวทางการออกแบบดิจิทัลขั้นสูงรวมถึงโซลูชันทางวิศวกรรมที่แปลกใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในระดับโลก บ่อยครั้งที่นวัตกรรมเหล่านี้มุ่งตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่งอย่างมหาศาลระหว่างประเทศในกลุ่มโลกเหนือ (Global North) และโลกใต้ (Global South) ในขณะที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีภายในตลาดอาจสร้างผลกำไรให้แก่คนบางกลุ่ม แต่สิ่งนี้ไม่ได้ช่วยแก้ไขความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจโลก และไม่ได้ช่วยยกระดับสวัสดิภาพมวลรวมของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส (Marginalised groups) เต่อย่างใด (Dahms, 1995) คำถามเกี่ยวกับการกระจายผลประโยชน์จากนวัตกรรมและผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม กลายเป็นความท้าทายหลักในปัจจุบัน การเพิ่มขึ้นของความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) และประเด็นทางสังคมเชิงลบอื่น ๆ ได้กระตุ้นให้เกิดการทบทวนแนวทางทางเลือกในการสร้างกรอบแนวคิดและการนำนวัตกรรมไปใช้ ดังนั้น แทนที่จะรับใช้ผลประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่และกลุ่มคนส่วนที่ร่ำรวยที่สุดในสังคม สิ่งสำคัญคือการขบคิดว่านวัตกรรมจะสามารถจัดการกับวิถีชีวิตและความสามารถของมนุษย์ในการอยู่รอด สนับสนุนการฟื้นตัว (Resilience) และสร้างกลไกการปรับตัว (Adaptation mechanisms) ต่อปัญหาระดับโลกได้อย่างไร ดังเช่นในกรณีของวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศ ท่ามกลางระบบนวัตกรรมทางเลือกเหล่านี้ วิถีแห่งการรู้และวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของชนพื้นเมือง (Indigenous ways of knowing and living) ถือเป็นส่วนสำคัญยิ่ง

ชุมชนชนพื้นเมืองทั่วโลกได้ใช้นวัตกรรมรูปแบบทางเลือกมาอย่างยาวนานเพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพของตนเอง ทว่าในยามเกิดวิกฤตการณ์ระดับโลก เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 (COVID-19) และการพังทลายของระบบเศรษฐกิจในโลกตะวันตกส่วนใหญ่ ผู้คนในโลกใต้ได้หันกลับมาพึ่งพาระบบนวัตกรรมทางเลือกและนวัตกรรมของชนพื้นเมืองมากขึ้นเพื่อประคับประคองการดำรงชีพ (Ratuva, 2021) นวัตกรรมของชนพื้นเมืองมีลักษณะเฉพาะที่เป็นฐานทรัพยากรท้องถิ่น (Place-based) และมุ่งเน้นไปที่บทบาทการกระทำของมนุษย์ (Human agencies) ในขณะที่นวัตกรรมแบบตะวันตกส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อการสะสมทุน (Capital accumulation) และพลวัตแห่งอำนาจ (Power dynamics) ในการพยายามส่งอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนทั่วโลก นวัตกรรมของชนพื้นเมืองจึงเป็นแนวทางในการแสดงออกถึงการต่อสู้ทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ เกษตรกรรายย่อย และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ในการปกป้องดินแดน (Territories) และวิถีแห่งการเป็นอยู่ทั้งหมดของพวกเขาจากการรุกรานของนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยึดถือเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง (Technocentric innovation and development) (Escobar, 2018)

บทนี้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมโนทัศน์ใหม่ดังกล่าว โดยการสำรวจทางเลือกอื่นนอกเหนือจากนวัตกรรมแบบทุนนิยมและนวัตกรรมที่ยึดเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง ทางเลือกเหล่านี้สามารถต่อยอดแนวปฏิบัติทางการพัฒนาเศรษฐกิจและโลกทัศน์ (Worldviews) ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านของระบบและการปฏิรูปทางสังคม-นิเวศวิทยา (Socio-ecological transformation) ได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนกลุ่มผู้ที่แสดงความเห็นต่างต่อแนวคิดเรื่องระเบียบโลกเดี่ยว (One world order) และวิธีคิดเรื่องนวัตกรรมแบบผูกขาดเพียงหนึ่งเดียว บทนี้ครอบคลุมถึงวิสัยทัศน์ใหม่ทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดจากแนวปฏิบัติเชิงพื้นที่ (Place-based practices) (Gibson-Graham, 2008) รวมถึงความเชื่อมโยงของชนพื้นเมือง (Indigenous connections) (Diprose et al., 2017) โดยให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับมโนทัศน์เรื่อง "พหุจักรวาล" (Pluriverse) ซึ่งเป็นการตอบโต้แนวคิดเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจแบบสากลนิยมที่เป็นกระแสหลักเพียงหนึ่งเดียว (Kothari et al., 2019) ในทางตรงกันข้าม แนวทางแบบพหุจักรวาลจะช่วยสร้างความลึกและความกว้างให้แก่การวิจัย การสนทนา และวาระการดำเนินงานสำหรับนักกิจกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการ ด้วยโลกทัศน์และแนวปฏิบัติที่หลากหลายซึ่งเชื่อมโยงกับการแสวงหาโลกที่เปี่ยมด้วยความฉลาดทางนิเวศวิทยาและความยุติธรรมทางสังคมร่วมกัน แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างพื้นที่ให้แก่แนวคิดเรื่องนวัตกรรมของชนพื้นเมืองที่มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับพื้นที่

เนื้อหาในบทนี้จะเริ่มจากการนิยามความหมายของนวัตกรรมภายใต้บริบทของทุนนิยม และวิธีที่แนวคิดดังกล่าวส่งผลต่อการรับรู้กระแสหลักเรื่องนวัตกรรมทางเศรษฐกิจในสาขาภูมิศาสตร์มนุษย์ (Human geography) จากนั้นจะทำการแจกแจงข้อกังวลบางประการเกี่ยวกับมโนทัศน์ของนวัตกรรมรูปแบบนั้น ก่อนจะอภิปรายถึงนวัตกรรมของชนพื้นเมืองผ่านกรณีศึกษาฟาร์มเยาวชน นายาราบาเล (Nayarabale Youth Farm) ในประเทศฟิจิ (Fiji) และบทนี้จะปิดท้ายด้วยการอภิปรายว่านวัตกรรมของชนพื้นเมืองจะสามารถมีส่วนช่วยในการเปลี่ยนผ่านระบบ การปฏิรูปทางสังคม-นิเวศวิทยา และความยุติธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างไร

 

การกำหนดกรอบแนวคิดนวัตกรรมแบบตะวันตก (Framing Western innovation)

 

นวัตกรรมได้รับความนิยมในฐานะสาขาวิชาการวิจัยที่แยกเฉพาะออกมาในช่วงทศวรรษ 1960 ตัวอย่างเช่น การจัดตั้งหน่วยวิจัยนโยบายวิทยาศาสตร์ (Science Policy Research Unit หรือ SPRU) ณ มหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ (University of Sussex) ซึ่งศึกษานวัตกรรมในขอบข่ายของ "วิทยาศาสตร์ศึกษา" (Science studies) หรือ "การศึกษานโยบายวิทยาศาสตร์" (Science policy studies) เพียงอย่างเดียว (Fagerberg et al., 2005) ทั้งนี้ Rosenberg และ Frischtak (1984) ระบุว่า นวัตกรรมหมายถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงกระบวนการผลิตใหม่ๆ และฟังก์ชันที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม ผู้อื่นได้จำแนกความแตกต่างระหว่าง "สิ่งประดิษฐ์" (Invention) และ "นวัตกรรม" (Innovation) โดย Diamond (1996) เสนอว่า สิ่งประดิษฐ์คือการเกิดขึ้นครั้งแรกของแนวคิดใหม่ที่มุ่งไปสู่ผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ ในขณะที่นวัตกรรมคือการนำแนวคิดนั้นมาทำให้เกิดผลเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ตัวอย่างเช่น สิ่งประดิษฐ์อาจถูกพัฒนาขึ้นภายในมหาวิทยาลัย ในขณะที่นวัตกรรมจะถูกผลักดันผ่านขอบข่ายทางพาณิชย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนการผลิตแนวคิดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในระดับอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นไปที่ตลาด

นักเศรษฐศาสตร์ โจเซฟ ชุมเพเทอร์ (Joseph Schumpeter) ได้เชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับแนวคิดเรื่อง "การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์" (Creative destruction) ซึ่งเป็นกระบวนการที่หน่วยผลิตใหม่เข้ามาแทนที่หน่วยผลิตที่ล้าสมัย ชุมเพเทอร์ยอมรับว่านวัตกรรมเป็นคุณลักษณะสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และทฤษฎีของเขาได้จำแนกนวัตกรรมออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ (i) กระบวนการผลิตใหม่ (ii) ผลิตภัณฑ์ใหม่ (iii) วัสดุหรือทรัพยากรใหม่ (iv) ตลาดใหม่ และ (v) รูปแบบใหม่ของการจัดองค์กร (Schumpeter, 1934: 66) นอกจากนี้ ชุมเพเทอร์ยังระบุว่า "การแพร่กระจายเชิงพื้นที่ของนวัตกรรม" (Spatial diffusion of innovation) เป็นกุญแจสำคัญ หรือหมายถึงกระบวนการของการรับรู้ การยอมรับ และการดูดซับนวัตกรรมภายในระบบเศรษฐกิจเมื่อเวลาผ่านไป ในทัศนะของเขา มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างการแพร่กระจายและนวัตกรรม หากปราศจากการแพร่กระจาย นวัตกรรมจะยังคงถูกโดดเดี่ยวและไม่สามารถสร้างรากฐานทางพาณิชย์ได้ (Bauer, 1997) ตัวอย่างเช่น การแพร่กระจายของนวัตกรรมคือสิ่งที่ทำให้พลาสติกถูกใช้งานไปทั่วโลก หลังจากที่ Alexander Parkes ได้จดสิทธิบัตรวัสดุนี้ในปี 1862 และต่อมา Leo Baekeland ได้บุกเบิกพลาสติกสังเคราะห์ในระดับการผลิตมวลชน (Mass production) (Science Museum, 2019)

เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey) ได้ชี้ให้เห็นว่า "การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์" ดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องเกิดขึ้นทั้งในมิติของพื้นที่ (Space) และมิติของเวลา (Time) (Harvey, 2001, 2010) และตัวชุมเพเทอร์เองก็ตั้งข้อสังเกตว่า วิวัฒนาการที่ไม่สิ้นสุดของระบบการผลิตผ่านแนวคิดใหม่ๆ ส่งผลให้เกิดการขูดรีดทรัพยากร(Resource exploitation) มากยิ่งขึ้น (Schumpeter, 2003) ซึ่งเป็นผลมาจากการสกัดทรัพยากรในยุคจักรวรรดินิยมและอาณานิคม 

สรุปย่อ

  •       แนวคิดเรื่องนวัตกรรมมีมรดกทางความคิดที่ครอบงำอยู่ในโลกตะวันตก ซึ่งเชื่อมโยงกับการขยายตัวเชิงพาณิชย์และการสะสมทุน
  •       เมื่อไม่นานมานี้ แนวคิดหลักดังกล่าวได้ถูกท้าทายโดยมโนทัศน์เรื่องนวัตกรรมของชนพื้นเมือง ซึ่งเน้นย้ำถึงแนวปฏิบัติเชิงพื้นที่ นำไปสู่การปฏิรูปทางสังคมและนิเวศวิทยา 

นวัตกรรมทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์ (Economic innovation and geography)

 

นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ (Economic geographers) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการแพร่กระจายของนวัตกรรม รวมถึงการรวมกลุ่มกันของนวัตกรรมในตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เฉพาะแห่ง "ย่านนวัตกรรม" (Innovation districts) ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ได้แก่ เส้นทางสาย 128 (Route 128) บริบทรอบเมืองบอสตันในรัฐแมสซาชูเซตส์, ซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย, เซินเจิ้น (Shenzhen) และเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) ในประเทศจีน, การสำรวจของ Space X ในเมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย หรือการปฏิวัติทางเศรษฐกิจ "ปาฏิหาริย์แห่งลุ่มแม่น้ำฮัน" (Miracle on the Han River) ในประเทศเกาหลีใต้ ตัวอย่างทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เฉพาะที่มีบรรทัดฐาน คุณลักษณะที่ชัดเจน และลักษณะเฉพาะตัว (ดูภาพที่ 38.1)

ภาพที่ 38.1 ย่านนวัตกรรมแบบตะวันตกทั่วไป: กูเกิล แคมปัส (Google Campus) เมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย

ที่มา: เครดิตภาพ: Austin McKinley

 

กรณีศึกษา (CASE STUDY) การแพร่กระจายเชิงพื้นที่ของนวัตกรรม (THE GEOGRAPHICAL DIFFUSION OF INNOVATION)

 

Gertler (2007) ระบุว่าการแพร่กระจายเชิงพื้นที่ของนวัตกรรมเกิดขึ้นผ่านเครือข่ายทางธุรกิจที่มั่นคง ซึ่งเอื้อต่อการแบ่งปันความรู้และทักษะ (Gertler, 2003) ระหว่างพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ตัวอย่างเช่น บริษัทวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่ผลิตเครื่องจักรเฉพาะทางและระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรมในประเทศเยอรมนี ซึ่งมีการจ้างงานพนักงานกว่า 300 คน โดยแต่ละระบบการผลิตได้รับการออกแบบตามความต้องการของลูกค้า มีการผลิตและทดสอบระบบการผลิตแบบยืดหยุ่น (Flexible manufacturing systems) ที่เหมือนกันสองระบบก่อนจะถูกแยกชิ้นส่วนและขนส่งไปยังบริษัทสองแห่งเพื่อประกอบใหม่

บริษัทแม่ในเยอรมนีกำลังจัดตั้งบริษัทใหม่สองแห่งภายในเครือข่าย แห่งหนึ่งในเยอรมนีและอีกแห่งในสหรัฐอเมริกาเพื่อตอบสนองตลาดตามพื้นที่ภูมิศาสตร์นั้นๆ วิศวกรระดับต่างๆ เดินทางไปมาระหว่างบริษัททั้งสองแห่ง ข้ามพรมแดนมากมายเพื่อแบ่งปันความรู้ฝังลึก (Tacit knowledge) และทักษะ โดยพนักงานฝั่งอเมริกาต้องเข้าโปรแกรมเรียนภาษาเยอรมันแบบเข้มข้นเป็นเวลา 3 เดือน ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมเป็นเวลา 8 เดือน เพื่ออำนวยความสะดวกในการแพร่กระจายนวัตกรรมและการแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึกสำหรับโรงงานใหม่ทั้งสองแห่ง หลังจากนั้นหนึ่งปี มีการแลกเปลี่ยนวิศวกรระหว่างบริษัทแม่และหน่วยผลิตใหม่ทั้งสองแห่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูลและสร้าง "ชุมชนแห่งแนวปฏิบัติ" (Community of practice) ในด้านวิศวกรรมและการแก้ปัญหาระหว่างโรงงานและในระดับนานาชาติ กระบวนการนี้ดำเนินซ้ำไปจนกระทั่งโรงงานใหม่สามารถดำเนินงานได้เต็มกำลังการผลิตและมีเหตุขัดข้องที่จัดการได้แต่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก (Gertler, 2003) ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการนวัตกรรมถูกผลักดันผ่านการสร้าง "ภูมิภาคแห่งการเรียนรู้ทางอุตสาหกรรม" (Industrial learning regions) เพื่อแพร่กระจายความรู้และทักษะ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เดียวกันได้ในกลุ่มตลาดทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน

นวัตกรรมในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นภายในกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะในโลกเหนือเท่านั้น Acemoglu และ Robinson (2013) ยังอ้างว่าแง่มุมทางพื้นที่และภูมิศาสตร์ของนวัตกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทำหน้าที่ส่งเสริมการแพร่กระจายของผลิตภัณฑ์หรือสินค้าโภคภัณฑ์ให้เข้าถึงตลาดทั่วโลกได้มากขึ้น และพวกเขายังตั้งข้อสังเกตว่านวัตกรรมรูปแบบนี้มักเกิดขึ้นในประเทศแถบโลกเหนือที่มีสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สนับสนุนความมั่งคั่งส่วนบุคคล ตลอดจนจัดหาแหล่งเงินทุนและทรัพยากรสำหรับนวัตกรรมและธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่

Encaoua และคณะ (2013) ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของแรงจูงใจทางการเงินและความเชี่ยวชาญที่สามารถเข้าถึงได้ในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนกระบวนการนวัตกรรม ตั้งแต่แนวคิดเริ่มต้นไปจนถึงการผลิตมวลชนทางอุตสาหกรรมสำหรับตลาด และบทความต่างๆ ในชุดที่รวบรวมโดย Warf (2017) ยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างนวัตกรรมและภูมิศาสตร์ โดยเน้นย้ำว่านวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะจุดประกายและทำงานได้ดีที่สุดภายใต้ระบบเศรษฐกิจเฉพาะ รวมถึงบริบททางสังคมและการเมืองที่เฉพาะเจาะจง เมื่อพิจารณาถึงจุดเน้นของงานชิ้นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ Acemoglu และ Robinson (2013) ระบุว่านวัตกรรมรูปแบบนี้เกิดขึ้นในอเมริกาเหนือมากกว่าประเทศใดๆ ในอเมริกาใต้ เกิดขึ้นในเกาหลีใต้แต่ไม่ใช่ในเกาหลีเหนือ และโดยทั่วไปไม่ถือว่าเกิดขึ้นในแอฟริกาใต้หรือในประเทศส่วนใหญ่ของโลกใต้

ประเด็นนี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญสำหรับนักภูมิศาสตร์มนุษย์ที่กำลังมองหานวัตกรรมประเภทที่ให้ความสำคัญกับ "บทบาทการกระทำของมนุษย์" มากกว่า "ตลาด" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชุมชนจำนวนมากต้องพึ่งพานวัตกรรมในรูปแบบอื่นผ่านการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกันในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์และทุนอาจไม่สามารถเข้าถึงได้หรือมีราคาสูงเกินไป

 

ข้อกังวลต่อนวัตกรรมที่ยึดถือตลาดเป็นศูนย์กลาง (Concerns with market-orientated innovation)

 

นักวิชาการได้ระบุถึงประเด็นปัญหาหลายประการเกี่ยวกับรูปแบบนวัตกรรมที่ยึดถือตลาดเป็นศูนย์กลาง (Market-oriented), ยึดถือเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง (Technocentric) และนวัตกรรมในเชิงทุนนิยม (Capitalistic) ประการแรก นักคิดทางเศรษฐศาสตร์คลาสสิกอย่างชุมเพเทอร์มักมองว่านวัตกรรมคือแกนกลางของการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ในฐานะกระบวนการที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจตลาดโลก ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมี "ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้" (Brouwer, 2000) ที่สำคัญคือ มโนทัศน์เรื่องนวัตกรรมนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจทุนนิยมตะวันตก ซึ่งส่งผลเสียต่อชุมชนในกลุ่มผู้ด้อยอำนาจยุคหลังอาณานิคม (Subaltern post-colonial communities) ในกลุ่มโลกใต้ และก่อให้เกิดคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของนวัตกรรมในการสนับสนุนสวัสดิภาพมวลรวมและความเสมอภาค สำหรับชนพื้นเมืองนั้น สวัสดิภาพไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยเศรษฐกิจตลาด แต่ถูกกำหนดโดย "พื้นที่" (Place) ของพวกเขา และโดยแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิตามประเพณีในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ระบบการปกครองของชนพื้นเมือง การสืบสานทางสังคม-วัฒนธรรม การปันส่วนและการตอบแทนซึ่งกันและกัน (Redistribution and reciprocity) รวมถึงเครือข่ายชุมชน ในสังคมเช่นนี้ นวัตกรรมจะถูกกำกับดูแลโดยระบบความรู้ของชนพื้นเมือง (Indigenous knowledge systems) (Gudeman, 2001) มากกว่ากฎเกณฑ์ของเศรษฐกิจตลาด

ประการที่สอง นักวิชาการจากโลกใต้และนักวิชาการด้านชนพื้นเมืองได้ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจทุนนิยมยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชนพื้นเมือง ตลาดโลกต้องการกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (Private ownership) ในทางตรงกันข้าม ชนพื้นเมืองมีการแบ่งปันทรัพยากรตามจารีตประเพณีเพื่อสนับสนุนสวัสดิภาพร่วมกัน ผู้คนอาจถูกขับไล่ออกจากที่ดิน ทรัพยากร และวิถีแห่งตัวตนในนามของนวัตกรรมผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจ (Kadirov, 2018) นวัตกรรมแบบตะวันตกเน้นย้ำถึงเรื่องเล่าแบบผู้ประกอบการที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน (Disruptive entrepreneurial narrative) โดยมีตัวเอกของเรื่องเป็นบุคคลผู้เป็นวีรบุรุษ เช่น Jeff Bezos หรือ Elon Musk ทว่าผู้ประกอบการและนักนวัตกรรมเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของภูเขาน้ำแข็ง (Tip of the iceberg) การยึดติดอยู่กับบุคคลเหล่านี้เผยให้เห็นเพียงสิ่งที่อยู่เหนือผิวน้ำ และบดบังนวัตกรรมส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในที่แห่งอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าประเด็นที่เกิดจากวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศจะเป็นปัญหาระดับโลก แต่การถกเถียงเรื่องความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ (Climate justice) ชี้ให้เห็นถึงความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ของบางประเทศที่เป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศในกลุ่มโลกเหนือสมัยใหม่ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่ มีสัดส่วนประชากรเพียงร้อยละ 12 ของโลกในปัจจุบัน แต่กลับต้องรับผิดชอบต่อก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกอุ่นขึ้นถึงร้อยละ 50 ของทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วง 170 ปีที่ผ่านมา (Carbon Brief, 2021) การศึกษาแสดงให้เห็นว่าชนพื้นเมืองทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคแปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะได้รับความเสียหายอย่างไม่สมสัดส่วนจากความรุนแรงของสภาพอากาศที่รุนแรงสุดขีด (Extreme weather) (Bryant-Tokalau, 2018) ในขณะที่พื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเหล่านี้ในโลกเหนืออาจเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกและการแพร่กระจายการพัฒนา แต่ผลลัพธ์ที่ทำลายล้างจากระบบของพวกเขาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแนวปฏิบัติด้านนวัตกรรมของเรา เพื่อมุ่งเน้นไปที่การสร้างมโนทัศน์ใหม่ให้สังคมมนุษย์กลายเป็นสังคมที่เกื้อกูลผู้อื่นมากขึ้น

ประการสุดท้าย นักภูมิศาสตร์สตรีนิยม (Feminist geographers) ได้ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อระบบตลาดทางเศรษฐกิจที่เป็นกระแสหลักในฐานะแกนกลางของนวัตกรรม (Waring, 2003, Dombroski et al., 2018) การประเมินเหล่านี้ได้ดึงความสนใจไปที่ความเปราะบางที่เกิดจากรูปแบบการใช้เหตุผลเชิงนามธรรมแบบตะวันตก (รวมถึง "มนุษย์เศรษฐศาสตร์ที่มีเหตุผล" หรือ Rational economic man), นวัตกรรม, การผลิตแบบทุนนิยม, ปัจเจกนิยม และการแยกตนเองออกจากธรรมชาติ (Smith and Wesley, 2017) การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังได้เผยให้เห็นถึงความบอบบางของเศรษฐกิจสมัยใหม่ และผู้นำสตรี นักวิจัย รวมถึงนักกิจกรรมในโลกใต้ได้เรียกร้องให้มีระบบการผลิตทางเลือกแทนที่ทุนนิยมแบบสกัดทรัพยากร (Extractive capitalism) (Tronto, 2017) สิ่งนี้ทำให้นำไปสู่การมองย้อนกลับมาที่นวัตกรรมของชนพื้นเมือง และพิจารณาการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบนวัตกรรมที่เป็นองค์รวมและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมความสามารถในการฟื้นตัวและสวัสดิภาพของชุมชน

สรุปย่อ

  •       นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจมักให้ความสำคัญกับการเกิดขึนของย่านนวัตกรรมแบบตะวันตก และเน้นย้ำถึงความสำคัญของความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ (Geographical proximity) ที่มีต่อการอุบัติขึ้นของชุดความรู้และทักษะเฉพาะด้าน
  •       นักวิชาการด้านชนพื้นเมืองได้ตั้งคำถามเมื่อไม่นานมานี้ต่อข้อสันนิษฐานที่อยู่เบื้องหลังการนิยามความหมายของนวัตกรรมในรูปแบบเฉพาะนี้

การแสวงหาทางเลือกใหม่: นวัตกรรมของชนพื้นเมือง (Searching for alternatives: Indigenous innovation)

 

จากข้อกังวลที่นักวิจัยด้านภูมิศาสตร์มนุษย์ได้ระบุไว้ข้างต้น มีหนทางใดบ้างที่จะกอบกู้แนวคิดเรื่องนวัตกรรมนี้ให้มีข้อบกพร่องน้อยลง? งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้จากกลุ่มโลกใต้โต้แย้งว่า นวัตกรรมของชนพื้นเมืองมีลักษณะที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากนวัตกรรมที่ยึดถือเทคโนโลยีและทุนเป็นศูนย์กลางที่พบในที่อื่นๆ (Vunibola and Scobie, 2022) สำหรับ Howaldt และ Schwarz (2017) กระบวนทัศน์ด้านนวัตกรรมต้องเผชิญกับความท้าทาย 3 ประการ คือ: (i) นวัตกรรมนั้นมุ่งเน้นไปที่ความท้าทายทางสังคมและแสดงออกในเชิงปฏิบัติผ่านนโยบายที่มุ่งเน้นพันธกิจหรือไม่? (ii) นวัตกรรมนั้นสามารถเห็นคุณค่าของนวัตกรรมที่ไม่ใช่ทางเทคโนโลยีซึ่งมุ่งปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติทางสังคมหรือไม่? และ (iii) นวัตกรรมนั้นเปิดโอกาสให้กระบวนการสร้างสรรค์ขยายตัวไปสู่สังคมในวงกว้างหรือไม่? ในการตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว จำเป็นต้องมีทิศทางที่ชัดเจนและแนวทางการแก้ปัญหาจากล่างขึ้นบน (Bottom-up solutions) เช่น นวัตกรรมทางสังคมและนวัตกรรมของชนพื้นเมือง (Howaldt and Kopp, 2012)

ในแนวทางกระแสหลัก นวัตกรรมมักถูกลดทอนเหลือเพียงการที่ปัจเจกบุคคลสร้างสรรค์สิ่งใหม่ภายในระบบเศรษฐกิจกระแสหลักเพื่อหวังผลกำไร ในทางตรงกันข้าม นวัตกรรมของชนพื้นเมืองอาจถือเป็นความพยายามร่วมกันเพื่อมุ่งสู่การพึ่งพาตนเอง (Autonomy) ชนพื้นเมืองเป็นนักนวัตกรรมมาโดยตลอด ทว่าผลประโยชน์ของเจ้าอาณานิคมได้บดบังนวัตกรรมเหล่านี้ไว้ ซึ่งวิทยาศาสตร์และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น การนำเสนอภาพลักษณ์ของชนพื้นเมืองผ่านมุมมองแบบยุโรปศูนย์กลาง (Eurocentric) ว่าเป็นกลุ่มคนที่ล้าหลังและไร้อารยธรรมได้กลายเป็นวาทกรรมหลักนับตั้งแต่การขยายตัวของจักรวรรดินิยมยุโรป (Fry, 2019) สิ่งนี้ยังถูกนำมาใช้กับแนวคิดเรื่อง "นวัตกรรม" โดยเทคโนโลยีที่ผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานนำเสนอมักถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การล่าอาณานิคม และเพื่อลบทับหรือแทนที่นวัตกรรมเดิมในพื้นที่ซึ่งชนพื้นเมืองได้พัฒนาต่อกันมาหลายชั่วอายุคน อย่างดีที่สุด สิ่งนี้สะท้อนถึงการขาดความสามารถอย่างรุนแรงในการรับรู้และเข้าใจนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและผลประโยชน์ของชนพื้นเมือง (Vunibola and Scobie, 2022)

ในทางวิชาการ องค์ประกอบของนวัตกรรมชนพื้นเมืองได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางใน 3 ประเด็น: ประการแรกคือวรรณกรรมสหวิทยาการที่บันทึกนวัตกรรมของชนพื้นเมืองอย่างเป็นระบบ (Alexiuk, 2013, Peredo et al., 2019) ประการที่สองคือการสำรวจแนวคิดที่เชื่อมโยงกับนวัตกรรมของชนพื้นเมือง เช่น การเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงระบบเศรษฐกิจแบบเผ่าและชุมชน (Bargh, 2012, Vunibola and Scheyvens, 2019) และประการที่สามมุ่งเน้นไปที่บทบาทของนวัตกรรมในวงกว้างเพื่อมุ่งสู่ความสามารถในการฟื้นตัวและการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง (Self-determination) (Corntassel, 2012, Finau and Scobie, 2022) ลักษณะที่หลากหลายเหล่านี้ได้เปิดเผยให้เห็นธรรมชาติที่ซับซ้อนของนวัตกรรมชนพื้นเมืองในบริบทอาณานิคม ซึ่งนวัตกรรมอาจไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับการก้าวพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ (Status quo) เสมอไป แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนผลประโยชน์ของชนพื้นเมืองภายใต้และภายในสภาพการณ์นั้นๆ

Vunibola และ Scobie (2022) ยืนยันว่านวัตกรรมของชนพื้นเมืองคือการนำเอาสิ่งที่อยู่ "ชายขอบ" ของนวัตกรรมมาไว้ที่ "ศูนย์กลาง" และให้คุณค่ากับสิ่งที่การผลิตและอุดมการณ์นวัตกรรมแบบทุนนิยมไม่ให้ค่า นอกจากนี้ยังเป็นการปฏิรูปกระบวนการนวัตกรรมเพื่อตอบสนองต่อข้อจำกัดของแบบจำลองการพัฒนาแบบดั้งเดิม โดยเปลี่ยนจากการเข้าถึงแบบปัจเจกและส่วนตัวไปสู่การดำเนินงานร่วมกันและรูปแบบการจัดองค์กรแบบรวมกลุ่ม (Collective forms of organisation) (Vunibola and Scobie, 2022) การปฏิรูปนี้ยังคงต้องใช้ลักษณะเฉพาะของนวัตกรรมทั่วไป เช่น จิตวิญญาณของผู้ประกอบการ ความเป็นผู้นำ และการกล้าเสี่ยง แต่จะถูกชี้นำด้วยความรู้ของชนพื้นเมืองและฝังรากอยู่ภายใต้พันธสัญญาที่กว้างขวางกว่าต่อผู้คนและพื้นที่


กรณีศึกษา (CASE STUDY)

 

ตัวอย่างระบบนวัตกรรมของชนพื้นเมือง (EXEMPLIFYING SYSTEMS OF INDIGENOUS INNOVATION)

ฟาร์มเยาวชนนายาราบาเล (Nayarabale Youth Farm)

กลไกนวัตกรรมนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่นวัตกรรมทางสังคมเชิงพื้นที่ (Place-based social innovation) ควบคู่ไปกับรูปแบบของการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งรวมถึง "โซเลโซเลวากิ" (Solesolevaki) ที่ช่วยสนับสนุนความสามารถในการฟื้นตัวของผู้คน เยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในรูปแบบปกติจะได้เข้าร่วมในโปรแกรมโซเลโซเลวากิ ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือชุมชนและครอบครัว พร้อมทั้งสร้างวิสัยทัศน์และความสามารถในการฟื้นตัวส่วนบุคคล ในช่วงการแพร่ระบาด สมาชิกในเผ่าที่ตกงานได้ย้ายกลับมายังหมู่บ้านนายาราบาเล และได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและผู้คนของพวกเขาอีกครั้ง พวกเขาสามารถอาศัยอยู่กับครอบครัวได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และมีโอกาสที่ดีกว่าในการสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัวผ่านการทำฟาร์มแบบดั้งเดิมในฐานะกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวิถีแห่งความเป็นอยู่

ฟาร์มเยาวชนนายาราบาเลตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ในพื้นที่ห่างไกลของเกาะวานูอาเลวู (Vanua Levu) ประเทศฟิจิ ฟาร์มแห่งนี้ได้รับการนำเสนอผ่านสื่อในฐานะตัวอย่างโครงการฟาร์มมูลค่าล้านดอลลาร์ที่ประสบความสำเร็จโดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาล ความช่วยเหลือทางการเงิน หรือระบบเครื่องจักรกล กิจกรรมส่วนใหญ่ของฟาร์มเป็นแบบดั้งเดิมและตั้งอยู่บนนวัตกรรมของชนพื้นเมือง โดยเฉพาะความรู้ทางการเกษตรของชนพื้นเมือง (Indigenous Agricultural Knowledge หรือ IAK) และการทำงานเป็นกลุ่มกลายเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ ฟาร์มนี้มีการปลูกพืชต่างๆ เช่น คาวา (Kava), เผือก (Taro), กลอย (Yam) และมันสำปะหลัง (Cassava)

 

การมองจากภายในเพื่อสร้างนวัตกรรม (Looking within to innovate)

 

มีข้อกังวลสองประการที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนายาราบาเล ประการแรกคือชาวบ้านถูกดึงดูดเข้าสู่ตัวเมืองและไร่อ้อยในบริเวณใกล้เคียงเพื่อไปเป็นแรงงานในการหาเลี้ยงชีพ ประการที่สองคือความไม่สามารถของสมาชิกบางคนในเผ่าที่จะสมทบทุนหรือสิ่งของใน "อิตาวี" (Itavi - ความรับผิดชอบทางสังคมและวัฒนธรรม) ซึ่งมักอยู่ในรูปของเงิน อาหาร หรือศิลปวัตถุ เช่น ผ้าตาปา (Tapa) และเสื่อ โดย "อิตาวี" ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ: วานูอา (Vanua) – พิธีกรรมและพันธสัญญา เช่น งานศพและการประชุมระดับหัวหน้าเผ่า, โลตู (Lotu) – สำหรับค่าบำรุงศาสนจักรและการรวมตัวที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์ และ โครงการพัฒนาหมู่บ้าน เช่น การสร้างศาลาประชาคมและการสนับสนุนการศึกษา

ด้วยเหตุนี้ สมาชิกชุมชนจึงจัดการประชุมเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจเพื่อเกื้อหนุนเป้าหมายทางสังคมและวัฒนธรรม ในตอนแรกฟาร์มเยาวชนถูกปลูกบนที่ดินของตระกูลย่อย และเป็นวิธีการดึงดูดสมาชิกให้กลับมายังหมู่บ้านและแสวงหา "บูลา เซาตู" (Bula sautu - สวัสดิภาพมวลรวม) สมาชิกของฟาร์มยังทำงานกับพืชที่คุ้นเคยซึ่งบรรพบุรุษเคยปลูก โดยใช้ความรู้ IAK และเครื่องมือแบบดั้งเดิมในการเพาะปลูก แม้ว่าสมาชิกจะสามารถเข้าถึงที่ดินตามจารีตประเพณี แต่พวกเขาก็ไม่สามารถนำที่ดินนั้นไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อระดมทุนสำหรับนวัตกรรมในรูปแบบตะวันตกได้

"โซเลโซเลวากิ" ซึ่งหมายถึงการที่ผู้คนทำงานร่วมกัน เป็นส่วนหนึ่งของระบบการคุ้มครองทางสังคมของชาวอิตาวเก (Itaukei - ชาวฟิจิพื้นเมือง) ที่นายาราบาเลใช้ในการร่วมลงทุนในธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่สำคัญคือที่ดินตามจารีตประเพณีและ "เวย์เวกานี" (Veiwekani - ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ) ในปี 2007 ที่ดินได้รับการแผ้วถาง โดยมีเยาวชนจำนวนหนึ่งคอยดูแลฟาร์มผ่านระบบโซเลโซเลวากิในอีก 3 ปีต่อมา ในปี 2010 พืชผลได้รับการเก็บเกี่ยว และวัสดุปลูกถูกนำมาใช้เพื่อขยายฟาร์ม ในการเก็บเกี่ยวประจำปีทุกครั้ง ฟาร์มเยาวชนจะร่วมสมทบทุนส่วนบุคคลจำนวน 15,000 ดอลลาร์ ให้แก่ วานูอา โบสถ์ และโครงการพัฒนาหมู่บ้าน ดังนั้นสมาชิกในเผ่าจึงได้รับการยกเว้นจากการสมทบทุนในอิตาวี และมีเวลาและทรัพยากรมากขึ้นในการดูแลครอบครัว ในปี 2020 ระหว่างการแพร่ระบาด ฟาร์มเยาวชนได้ใช้เงิน 15 ล้านดอลลาร์ฟิจิจากบัญชีของพวกเขาเพื่อสร้างบ้านใหม่ให้แก่เยาวชนและสร้างศาลาประชาคมเพื่อใช้เป็นศูนย์อพยพยามเกิดภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ

สำหรับนวัตกรรมแบบตะวันตก จุดเน้นจะอยู่ที่การสะสมทุนและการลงทุน แต่นวัตกรรมของชนพื้นเมืองในรูปแบบนี้มองกลับเข้ามาภายในชุมชนเพื่อสนับสนุนความสามารถในการฟื้นตัวและสวัสดิภาพของเผ่าโดยรวม แม้ว่าการทำเช่นนี้จะหมายถึงการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสมัยใหม่ก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว นวัตกรรมของชนพื้นเมืองคือเครื่องมือในการรักษาทรัพยากรในเขตแดนและปกป้องวิถีแห่งการเป็นอยู่แบบดั้งเดิมจากกระแสของการพัฒนาแบบสกัดทรัพยากร (ดูภาพที่ 38.2 และ 38.3)

 

ภาพที่ 38.2 และ 38.3 การสร้างโรงเรือนปลูกพืช (Greenhouse) ที่ฟาร์มเยาวชนนายาราบาเล ประเทศฟิจิ

ที่มา: เครดิตภาพ: Suliasi Vunibola

 

สรุปท้ายบท

 

เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของแนวคิดและแนวปฏิบัติเรื่องนวัตกรรมของชนพื้นเมืองให้อยู่ภายใต้มโนทัศน์เรื่อง "พหุจักรวาล" (Pluriverse) โดยการวางกรอบและรากฐานนวัตกรรมดังกล่าวไว้ในเรื่องเล่าแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Narrative of solidarity) ดังที่บทนี้ได้โต้แย้งไว้ว่า มีความจำเป็นต้องขยายวิธีคิดของเราเกี่ยวกับนวัตกรรมให้ไกลเกินกว่าเพียงการนิยามเชิงตลาด ไปสู่แนวทางที่เน้นการทำงานร่วมกันและยึดโยงกับพื้นที่ (Place-based approaches) มากขึ้น นวัตกรรมลักษณะนี้ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม สังคม-วัฒนธรรม และการเมือง ในขณะที่มุ่งเน้นไปยังความพึ่งพาอาศัยกันขั้นพื้นฐานของสรรพสิ่ง ซึ่งบ่งชี้ถึงวิธีกระทำความเข้าใจนวัตกรรมที่มากกว่าหนึ่งวิธีภายในพหุจักรวาล วิสัยทัศน์ทางเลือกเหล่านี้ยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อทั้งลัทธิชาตินิยมที่รังเกียจคนนอก (Xenophobic nationalism) และลัทธิโลกาภิวัตน์แบบเทคโนแครต (Technocratic globalism) แต่กลับสนับสนุนทฤษฎีและแนวปฏิบัติที่หลากหลายซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ของระบบและแนวทางต่างๆ ในโลกของเรา สิ่งนี้หมายถึงการขยายขอบเขตการวิจัย วาระการดำเนินงาน และการสนทนาระหว่างนักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายในวงกว้างขึ้น จากโลกทัศน์และแนวปฏิบัติแบบพหุนิยมที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาโลกร่วมกันที่มีความยุติธรรมทางสังคม (Demaria and Kothari, 2017) ทั้งนี้ Kothari และคณะ (2019) สนับสนุนความจำเป็นในการรวมเอาแนวทางจากชุมชนชายขอบ ซึ่งรวมถึงชนพื้นเมือง เกษตรกรรายย่อย และชุมชนปศุสัตว์ เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้สามารถนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่สำคัญได้ นวัตกรรมของชนพื้นเมืองสามารถมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญต่อการหลอมรวมระดับโลกของวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติทางเลือก ทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และนิเวศวิทยา

นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจมักมุ่งเน้นการศึกษาไปยังรูปแบบนวัตกรรมที่ครอบงำในโลกเหนือ งานของพวกเขาทำให้นักภูมิศาสตร์คุ้นเคยเป็นอย่างดีกับมโนทัศน์เรื่องย่านนวัตกรรมในเมือง (Urban innovation districts), สวนนวัตกรรมและสวนอุตสาหกรรม (Innovation and industrial parks) และระบบนวัตกรรมระดับภูมิภาค (Regional innovation systems) ซึ่งงานวิจัยเชิงประจักษ์ได้แสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีลักษณะเป็นแบบเทคโนแครต (Technocratic) ยึดถือตลาดเป็นศูนย์กลาง และรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยม งานวิจัยเหล่านั้นได้เปิดเผยถึงพื้นที่และเครือข่ายเฉพาะของนวัตกรรมในโลกเหนือ และแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมตั้งอยู่ ณ ใจกลางของการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลิตภาพ นวัตกรรมในความหมายนี้ได้แพร่กระจายและได้รับความสนใจในโลกใต้เช่นกัน แต่ผลกระทบที่ตามมาดังที่ได้เห็นกันไปแล้วนั้น ได้นำไปสู่ปัญหามากมาย รวมถึงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นและการทำลายล้างสิ่งแวดล้อม

อันที่จริง ปัจจุบันนวัตกรรมได้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกแง่มุมในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อาคารที่อยู่อาศัยและไอโฟน (iPhones) ไปจนถึงคอมพิวเตอร์และรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ที่เรานั่ง อุปกรณ์ที่เราใช้ทำครัว เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ และพื้นที่ที่เราเดินผ่าน ล้วนเป็นผลมาจากแนวปฏิบัติด้านนวัตกรรมที่เฉพาะเจาะจง และผ่านสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ยังคงคิดค้นแนวทางการดำเนินงานเพื่อเปลี่ยนสภาพการณ์ที่มีอยู่ให้กลายเป็นสภาพการณ์ที่พึงปรารถนา นอกจากนี้นวัตกรรมยังกลายเป็นหลักการปฏิบัติสากลที่ดีที่สุด (International best practice maxim) ในโลกที่ความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมีความสำคัญยิ่งในการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของโลก และในกรณีส่วนใหญ่ ประเทศในโลกใต้ได้กลายเป็นผู้รองรับอำนาจจากประเทศคู่ค้าในโลกเหนือ (Ratuva, 2019)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ได้เกิดความสนใจในนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจขับเคลื่อนแนวปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไป และก่อตัวเป็นธุรกิจรวมถึงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจประเภทใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รับรู้และอุบัติขึ้นจากข้อพิจารณาทางสังคมและนิเวศวิทยา โดยมีพื้นฐานมาจากชุมชนชนพื้นเมืองและนวัตกรรมของชนพื้นเมือง

กรณีศึกษาเรื่องฟาร์มเยาวชนนายาราบาเล แสดงให้เห็นว่าชุมชนชนพื้นเมืองมองย้อนกลับมาภายในเพื่อสร้างนวัตกรรมและสร้างโลกเพื่อเผ่าพันธุ์ มากกว่าเพื่อปัจเจกบุคคล การรักษาที่ดินส่วนรวมหรือที่ดินตามจารีตประเพณีเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อมโนทัศน์เรื่องนวัตกรรมนี้ เนื่องจากที่ดินไม่ได้ถูกมองว่าเป็นทรัพย์สิน แต่เป็นส่วนขยายของชีวิต วัฒนธรรม และอุดมการณ์ เนื่องจากวิถีชีวิตของผู้คนถูกจารึกไว้บนผืนดิน กระแสการทำให้ทันสมัย (Modernisation) และความสัมพันธ์เชิงตลาดกำลังคุกคามที่ดินตามจารีตประเพณีและวิถีชีวิตของชนพื้นเมืองทั่วโลก เพื่อรักษาอำนาจในการควบคุมที่ดินและวิถีชีวิตของตนเอง ความรู้ทางการเกษตรของชนพื้นเมือง (IAK) จึงถูกนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจผืนดิน พืชพรรณ ฤดูกาล และระบบเครือญาติ โดยใช้ระบบ "โซเลโซเลวากิ" (Solesolevaki) เพื่อใช้และจัดการที่ดินและพืชผลอย่างยั่งยืน ความยั่งยืนทางนิเวศวิทยาถูกถักทอเข้ากับวิธีคิดแบบนายาราบาเลเนื่องจากความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดกับที่ดินและทางน้ำ ซึ่งช่วยปกป้องการดำรงอยู่ของพืชและปลาที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูล (Totemic plants and fish) นอกจากนี้ ระบบโซเลโซเลวากิยังเป็นทางเลือกแทนแรงงานรับจ้าง โดยที่ผู้คนทำงานร่วมกันในระดับชุมชนโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เพื่อสนับสนุนอนาคตของเผ่า มีการนำรูปแบบเศรษฐกิจที่หลากหลาย (Diverse form of economy) มาใช้ (Gibson-Graham, 2008) ซึ่งรับใช้ชุมชน ไม่ใช่ให้ชุมชนมารับใช้ระบบเศรษฐกิจ ด้วยวิธีนี้ นวัตกรรมรูปแบบทางเลือกจึงช่วยสนับสนุนแนวปฏิบัติทางเลือกทั้งในด้านชีวิตทางเศรษฐกิจ สังคม นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม และเป็นรากฐานให้แก่ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจประเภทใหม่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น