หน้าเว็บ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 23

จินตกรรมภูมิศาสตร์ (Imaginative geographies)

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Ning An(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.


บทนำ

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของภูมิศาสตร์ในฐานะสาขาวิชาหนึ่ง นักภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่ได้กล่าวถึงโลกทางกายภาพ (Material world) และใช้ความเป็นวัตถุของโลก (Materiality of the world) เป็นแนวทางหลักในเส้นทางวิชาการหรือเพื่อการตีความสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการถกเถียงทางภูมิศาสตร์จะจำกัดอยู่เพียงแค่โลกทางกายภาพ และละเลยต่อโลกเสมือน (Virtual), โลกในนิยาย (Fictional) และโลกแห่งจินตนาการ (Imaginary worlds) ในความเป็นจริงแล้ว นักภูมิศาสตร์มนุษย์ (Human geographers) จำนวนหนึ่งได้แสดงความสนใจในการสังเกตและศึกษาภาพลักษณ์ของสถานที่และอวกาศ (Images of places and spaces) ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย และดำรงอยู่ภายในจิตใจของเราเป็นหลัก อาทิเช่น ความถวิลหา (Nostalgia) ต่อสถานที่เฉพาะเจาะจงที่ถูกกระตุ้นโดยภาพถ่ายเก่า (เช่น Datta, 2008) แผนผังโดยสังเขปของเมืองที่เราเก็บไว้ในใจ (เช่น Zhu et al., 2011) หรือเรื่องแต่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical relations) ระหว่างรัฐในภาพยนตร์ (เช่น การพรรณนาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภาพยนตร์ต่อต้านการก่อการร้ายหลังเหตุการณ์ 9/11 โปรดดู Carter and Dodds, 2011) ภาพลักษณ์ของสถานที่และอวกาศในเรื่องราวทางภูมิศาสตร์ขนาดสั้น (Geographic vignettes) เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับโลกทางกายภาพเสมอไป หากแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเราในการทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ วัตถุประสงค์ของบทนี้คือการแนะนำสาขาที่สำคัญในภูมิศาสตร์มนุษย์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับเรื่องราวเหล่านี้ นั่นคือ จินตกรรมภูมิศาสตร์ (Imaginative geographies) รวมถึงประเด็นการถกเถียงหลักที่สาขานี้ได้นำเสนอ

บทนี้ประกอบด้วยเนื้อหาหลัก 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง อธิบายถึงนิยามของจินตกรรมภูมิศาสตร์และความสำคัญที่มีต่อภูมิศาสตร์มนุษย์ รวมถึงการแนะนำโดยสังเขปเกี่ยวกับคำจำกัดความของจินตกรรมภูมิศาสตร์และการประยุกต์ใช้มโนทัศน์ (Concept) นี้ในทางภูมิศาสตร์มนุษย์ ส่วนที่สอง อธิบายถึงจินตกรรมภูมิศาสตร์ในหลายมาตราส่วน (Multiple scales) รวมถึงการปรากฏให้เห็นในรูปแบบต่างๆ ในหน่วยพื้นที่ (Territorial units) ที่แตกต่างกัน เช่น ภูมิภาค ประเทศ เมือง และชุมชน และส่วนที่สาม กล่าวถึงคุณลักษณะทางการเมืองของจินตกรรมภูมิศาสตร์ โดยเน้นย้ำว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์คือกระบวนการหรือผลผลิตของการสร้างความรู้ (Knowledge production) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของอำนาจ (Power) ในปริมณฑลแห่งชีวิตประจำวันได้อย่างมีนัยสำคัญ ตามด้วยบทสรุปโดยสังเขป

จินตกรรมภูมิศาสตร์และความสำคัญ (Imaginative geographies and why they matter)

ในประวัติศาสตร์แห่งสาขาวิชาภูมิศาสตร์ คำว่า จินตกรรมภูมิศาสตร์ (Imaginative geographies) ได้ปรากฏขึ้นในฐานะมโนทัศน์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิวัติทั้งในทางภววิทยา (Ontology) และญาณวิทยา (Epistemology) หากพิจารณาจากขนบทางวิชาการดั้งเดิม ภูมิศาสตร์มักถูกมองว่าเป็นวิชาพื้นฐานที่ใช้อธิบายระบบพื้นผิวโลก และวัตถุที่ถูกอธิบายมักจะเป็นชุดของความจริงทางภูมิศาสตร์ที่เป็นภววิสัย (Objective geographical realities) เช่น ที่ตั้ง ลักษณะภูมิประเทศ หรือทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม นักภูมิศาสตร์มนุษย์เริ่มตระหนักมากขึ้นว่า เมื่อเราจำเป็นต้องอธิบายความหมายของอวกาศหรือสถานที่ (Space/place) ให้แก่ผู้อื่น เราอาจต้องอาศัยเครื่องมือหรือสื่อกลางบางอย่าง เช่น ลูกโลก แผนที่ หนังสือ บันทึกการเดินทาง นิตยสาร รูปภาพ โทรทัศน์ หรือภาพถ่าย (Barnes and Duncan, 1992) ในกระบวนการนี้ อัตวิสัย (Subjectivity) ของมนุษย์อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเข้าใจในความหมายทางพื้นที่ จากมุมมองนี้ ความหมายของอวกาศหรือสถานที่จึงมีความเป็นไปได้ที่จะถูก "เขียนขึ้น" (Graph-ed) ผ่านมุมมองส่วนบุคคล ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถเชื่อได้ว่าวัตถุแห่งการศึกษาทางภูมิศาสตร์ไม่ใช่เพียงความจริงทางภูมิศาสตร์ที่รอคอยการค้นพบเพียงอย่างเดียว

จากการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางภววิทยาและญาณวิทยาข้างต้น บทนี้จึงนิยามคำว่า จินตกรรมภูมิศาสตร์ ว่าเป็นกระบวนการทางจิต (Mental process) ซึ่งข้อมูลของสถานที่หรืออวกาศ ทั้งที่รู้จักหรือไม่รู้จัก ทั้งที่เคยไปเยือนหรือไม่เคยไปเยือน ถูกนำมา (re)ประมวลผลใหม่เพื่อก่อร่างสร้างภาพลักษณ์และจินตนาการใหม่ขึ้นมา มโนทัศน์นี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในการอภิปรายเรื่องหลังอาณานิคม (Postcolonialism) ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม (Cultural geography) ภูมิศาสตร์ในชีวิตประจำวัน (Everyday geography) รวมถึงสาขาอื่นๆ ทั้งในและนอกสาขาวิชาภูมิศาสตร์

จากนิยามดังกล่าว เราจะเห็นได้ว่าแก่นแท้ของจินตกรรมภูมิศาสตร์คือการสำรวจว่าอวกาศหรือสถานถูกให้ความหมายผ่านชุดของวิธีการเชิงอัตวิสัยได้อย่างไร ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอัตวิสัยในที่นี้หมายถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่มประชากร ตัวอย่างเช่น ผู้คนเกิดในภูมิภาคที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเขตเมืองหรือชนบท คฤหาสน์หรือย่านสลัม อีกทั้งผู้คนยังได้รับประสบการณ์ในบรรยากาศทางวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมทางศาสนาที่แตกต่างกัน ยึดถือจุดยืนทางอุดมการณ์ที่ต่างกัน รวมถึงมีระดับการศึกษาและประเภทของการศึกษาที่ได้รับไม่เหมือนกัน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกำหนดวิธีการที่แตกต่างกันในการมีประสบการณ์และทำความเข้าใจโลก ความเป็นเอกลักษณ์นี้เองที่ทำให้จินตกรรมภูมิศาสตร์เป็นกระบวนการของการสร้างสรรค์ทางสังคม (Social construction) ที่มีความเป็นอัตวิสัยสูง

ในแง่ของเส้นทางที่แตกต่างกันซึ่งความหมายของอวกาศหรือสถานที่ถูกสร้างขึ้นทางสังคม จินตกรรมภูมิศาสตร์สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภท: ประเภทแรกคือ จินตกรรมภูมิศาสตร์ของผู้สร้าง (Imaginative geographies of authors) และประเภทที่สองคือ จินตกรรมภูมิศาสตร์ของผู้รับสาร (Imaginative geographies of audiences) ประการแรก เมื่อผู้คนประมวลข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่หรืออวกาศในฐานะผู้สร้าง อัตวิสัยของพวกเขาจะมีผลต่อการจัดการข้อมูลและการเล่าเรื่อง ตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อประสบการณ์ส่วนบุคคลหรืออัตลักษณ์ของบุคคลส่งผลต่อวิธีที่เขาหรือเธอเขียนเกี่ยวกับสถานที่ เช่น ในยุคต้นของสงครามเย็น (Cold War) จอร์จ เคนแนน (George Kennan) กับงานเขียนเชิงประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เกี่ยวกับสหภาพโซเวียตของเขา เช่น "โทรเลขสายยาว" (Long Telegram) ความยาว 8,000 คำ และบทความเรื่อง "Mr. X" ในวารสาร Foreign Affairs ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อสหภาพโซเวียต (Ó Tuathail and Agnew, 1992) ประสบการณ์ส่วนตัวของเคนแนนในฐานะนักการทูตในสหภาพโซเวียต ตลอดจนจุดยืนทางการเมืองของเขาเอง ได้ช่วยก่อร่างสร้างจินตนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้างเกี่ยวกับสหภาพโซเวียต (Ó Tuathail and Agnew, 1992) ประการที่สอง เมื่อผู้คนพยายามตีความข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และอวกาศในฐานะผู้รับสาร อัตวิสัยของพวกเขาก็จะหล่อหลอมความเข้าใจต่อสถานที่และอวกาศเหล่านั้นด้วยเช่นกัน พื้นเพที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นระบบความรู้และบริบททางสังคมวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น ชาติ ภาษา ชนชั้น การเมือง ศาสนา และวิถีชีวิต ล้วนเป็นตัวกำหนดว่าข้อมูลเป้าหมายจะช่วยให้พวกเขาเล่าสร้างการรับรู้ต่อสถานที่และอวกาศได้อย่างไร มากกว่าที่จะเป็นการไหลของข้อมูลในแนวเส้นตรงจากผู้สร้างมาสู่พวกเขา ตัวอย่างที่ชัดเจนในที่นี้คืองานศึกษาของ วูน (Woon, 2014) เกี่ยวกับวิธีที่ชาวฟิลิปปินส์มองการพรรณนาถึงเกาะมินดาเนา (Mindanao) ในหนังสือพิมพ์ทางการ ซึ่งเขาสรุปว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์ของผู้อ่านเกี่ยวกับสถานที่เฉพาะ (เช่น เกาะมินดาเนา) ผ่านการอ่านนั้น ยังคงเชื่อมโยงอย่างซับซ้อนกับตำแหน่งแห่งที่ (Positionalities) และประสบการณ์ส่วนบุคคลของพวกเขา

เมื่อพิจารณาถึงวิธีการที่จินตนาการเกี่ยวกับสถานที่และอวกาศพัฒนาขึ้นภายในจินตกรรมภูมิศาสตร์ นักภูมิศาสตร์มนุษย์ตระหนักว่าจินตนาการดังกล่าวไม่ใช่เพียงกระบวนการทางจิตวิทยาที่เป็นปัจเจกบุคคลล้วนๆ และไม่ใช่ภาพลวงตาที่มองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้ซึ่งตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ตามวิธีการที่แตกต่างกันซึ่งจินตนาการเกี่ยวกับอวกาศหรือสถานที่ถูกสร้างขึ้นทางสังคม นักภูมิศาสตร์มนุษย์ได้ระบุสองหนทางที่จินตกรรมภูมิศาสตร์มักจะถูกสร้างขึ้น ได้แก่ (1) การเป็นตัวแทน (Representation) และ (2) การปฏิบัติผ่านเรือนร่าง (Embodied practice) ตามรากศัพท์ของคำแสดงให้เห็นว่า การเป็นตัวแทนคือประเภทหนึ่งของการปฏิบัติและรูปแบบทางวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถใช้ระบบสัญลักษณ์และระบบความหมาย เช่น ภาษา ข้อความ รูปภาพ วรรณกรรม หรือศิลปะ เพื่อตีความ พรรณนา และ "นำเสนอซ้ำ" (re-represent) โลกที่อยู่รอบตัวพวกเขาให้ผู้อื่นได้รับรู้ (Hall, 1997) ในที่นี้ การเป็นตัวแทนพึ่งพาความหมายที่ใช้ร่วมกันในการสื่อสารอย่างสูง โดยมักผ่านระบบความหมายแบบสามัญสำนึก เช่น สื่อมวลชนหรือวัฒนธรรมประชานิยม ซึ่งสัญลักษณ์จะแพร่กระจายความหมายของอวกาศหรือสถานที่บางแห่งในกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นการหล่อหลอมการรับรู้ต่อพื้นที่เหล่านั้น ช่องทางการสื่อสารที่แตกต่างกันตามประวัติศาสตร์ส่งผลต่อการส่งผ่านความหมายที่แตกต่างกันด้วย ก่อนการมาถึงของอินเทอร์เน็ต โทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์มีอิทธิพลมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ด้วยการเติบโตของอินเทอร์เน็ตในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ผลกระทบของโซเชียลมีเดียที่นำโดยเฟซบุ๊ก (Facebook) และทวิตเตอร์ (Twitter) ก็โดดเด่นมากขึ้น ในแง่นี้ การอภิปรายถึงการก่อตัวของจินตกรรมภูมิศาสตร์ในแง่ของความแตกต่างภายในระบบการเป็นตัวแทนที่หลากหลายจึงมีความสำคัญยิ่ง

นอกเหนือจากการเป็นตัวแทนแล้ว การปฏิบัติผ่านเรือนร่าง (Embodied practices) ของผู้คนยังมีอิทธิพลต่อการสร้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับสถานที่และอวกาศเช่นกัน เราอาจเลือกใช้สัญลักษณ์เพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมของสถานที่และผู้คน รวมถึงสิ่งที่พวกเขาสวมใส่ หรือวิธีการกินและการเข้าสังคม อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์เหล่านี้อาจไม่ได้สร้างความประทับใจที่รุนแรงเท่ากับประสบการณ์ผ่านเรือนร่าง (Embodied experience) ซึ่งหมายความว่าการปฏิบัติผ่านเรือนร่างของมนุษย์อาจประกอบขึ้นเป็นวิธีการส่งผ่านวัฒนธรรมที่มีประสิทธิภาพและเข้าใจได้ง่ายกว่า (Intuitive) ตัวอย่างที่ชัดเจนคืองานศึกษาของ อัน และคณะ (An et al., 2023a) เกี่ยวกับจินตกรรมภูมิศาสตร์ของชาวซิมบับเวที่มีต่อประเทศจีน จากการศึกษานี้ พวกเขาพบว่าโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ไม่ได้มีบทบาทนำในการสร้างอุดมการณ์ทางสังคมเหมือนที่เป็นมาในช่วงปลายศตวรรษที่แล้วในซิมบับเวอีกต่อไป ในขณะที่การปรากฏตัวที่เพิ่มขึ้นของผู้อพยพชาวจีนรวมถึงการปฏิบัติผ่านเรือนร่างของพวกเขาในพื้นที่นี้ กลับมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการปรับเปลี่ยนจินตกรรมภูมิศาสตร์ต่อประเทศจีน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกว่านั้น งานศึกษาของ อัน และคณะ (2023a) พบว่า Love in Africa ซึ่งเป็นเครือข่ายการกุศลของสตรีชาวจีนในซิมบับเว มีบทบาทสำคัญในการรักษาจินตกรรมภูมิศาสตร์เกี่ยวกับประเทศจีนในพื้นที่นี้ (รูปที่ 23.1) ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การปฏิบัติผ่านเรือนร่างของผู้คนเคยถูกจำกัดด้วยความสามารถในการเคลื่อนที่ (Mobility) อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนที่ของมนุษย์ได้รับการพัฒนาอย่างมากไปพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ผ่านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการขนส่ง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เคลื่อนที่และมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในระดับโลกมากขึ้น ส่งผลให้ผู้คนมีโอกาสมากขึ้นในการใช้การปฏิบัติผ่านเรือนร่างเหล่านี้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการ (re)สร้างภาพลักษณ์ของอวกาศและสถานที่บางแห่งขึ้นมาใหม่

รูปที่ 23.1 สมาชิกของกลุ่ม Love in Africa กำลังเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนประถมศึกษาฮอสซานา (Hossana Primary School) ประเทศซิมบับเว

ที่มา: เครดิตภาพ: หนิง อัน (Ning An)

สรุปย่อ

  •       จินตกรรมภูมิศาสตร์ หมายถึง กระบวนการทางจิตที่ข้อมูลของสถานที่และอวกาศ ทั้งที่รู้จักหรือไม่รู้จัก ทั้งที่เคยไปเยือนหรือไม่เคยไปเยือน ถูกนำมา (re)ประมวลผลใหม่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ขึ้นมา
  •       จินตกรรมภูมิศาสตร์ เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสรรค์ทางสังคมที่มีความเป็นอัตวิสัยสูง โดยที่อัตวิสัยของทั้ง "ผู้สร้าง" (Authors) และ "ผู้รับสาร" (Audiences) ส่งผลกระทบต่อการรับรู้เชิงพื้นที่ของพวกเขา
  •       จินตกรรมภูมิศาสตร์ ไม่ใช่กระบวนการทางจิตวิทยาของปัจเจกบุคคลแบบง่ายๆ และไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ซึ่งขัดแย้งกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่จินตกรรมภูมิศาสตร์พึ่งพาโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้จินตกรรมนั้นบรรลุผลสำเร็จผ่านสัญลักษณ์และการปฏิบัติทางสังคม

จินตกรรมภูมิศาสตร์ในหลายมาตราส่วน (Imaginative geographies at multiple scales)

จินตกรรมภูมิศาสตร์ได้รับการประยุกต์ใช้ในขอบข่ายที่กว้างขวางของภูมิศาสตร์มนุษย์ และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางทฤษฎีและมโนทัศน์เพื่อคิดทบทวนหัวข้อการวิจัยที่เหล่านักภูมิศาสตร์ให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างเช่น นักภูมิศาสตร์การเมือง (Political geographers) ได้อภิปรายเกี่ยวกับจินตนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัฐ นักภูมิศาสตร์เมือง (Urban geographers) ได้สำรวจภาพลักษณ์ของเมืองหรือการรับรู้ของชุมชน นักภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม (Social and cultural geographers) ได้วิจัยเกี่ยวกับการสร้างวัฒนธรรมของสถานที่ และนักภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว (Tourism geographers) ได้มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวผ่านชุดภาพลักษณ์ ด้วยเหตุนี้ จินตกรรมภูมิศาสตร์จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสาขาวิชาซับย่อยใดหนึ่งในภูมิศาสตร์มนุษย์ แต่เป็นแนวทางทางทฤษฎีและมโนทัศน์ที่มีการแบ่งปันร่วมกันในทุกสาขาย่อยของภูมิศาสตร์มนุษย์ รวมถึงสังคมศาสตร์สาขาอื่นที่กว้างไกลออกไป การประยุกต์ใช้ที่แพร่หลายนี้สะท้อนให้เห็นผ่านวิธีการที่จินตกรรมภูมิศาสตร์สามารถนำไปใช้กับหน่วยพื้นที่ (Territorial units) ต่างๆ ในหลายมาตราส่วน

ประการแรก ในมาตราส่วนโลกหรือมาตราส่วนระหว่างประเทศ จินตกรรมภูมิศาสตร์เป็นหนทางที่มีประสิทธิภาพในการสร้างหรือตีความจินตนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัฐ ตัวอย่างคลาสสิกของแนวทางการวิจัยนี้สามารถเห็นได้จากวิธีการที่ประชากรชาวจีนพัฒนาการรับรู้เชิงพื้นที่เกี่ยวกับประเทศในทวีปแอฟริกา ในสังคมจีน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์จริงในการใช้ชีวิต การทำงาน หรือการเดินทางในหรือไปยังแอฟริกา ดังนั้น หลายคนจึงพึ่งพาบันทึกการเดินทาง (Travelogues) เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศในแอฟริกา แม้ในยุคอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน บทบาทของบันทึกการเดินทางก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หม่าเฟิงวอ (Mafengwo - https://www.mafengwo.cn) ในฐานะเว็บบอร์ดท่องเที่ยวออนไลน์ภาษาจีนที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนานในการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เขียน อ่าน และแบ่งปันบันทึกการเดินทางกับคนทั่วโลก จากการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse analysis) ของบันทึกการเดินทางเกี่ยวกับประเทศในแอฟริกาเกือบ 3,000 ฉบับบนเว็บไซต์หม่าเฟิงวอ อัน และคณะ (An et al., 2023b) พบว่าบันทึกเหล่านี้พรรณนาภาพลักษณ์ของประเทศในแอฟริกาในลักษณะที่ทำให้ดูแปลกถิ่น (Exotic) ล้าหลัง ป่าเถื่อน เป็นพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนจากความช่วยเหลือของจีน และเต็มไปด้วยลักษณะทางวัฒนธรรมแบบตะวันตก ภาพทัศน์ของประเทศในแอฟริกานี้มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดบูรพคดีนิยม (Orientalism) ของ ซาอิด (Said, 1978) แม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ภาพลักษณ์ที่ชาวจีนมีต่อแอฟริกานี้ได้รวมเอาการพรรณนาเชิงบูรพคดีนิยมบางประการไว้ด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของจีน แอฟริกาถูกอธิบายว่าแปลกถิ่นและล้าหลัง และความป่าเถื่อนของแอฟริกาถูกนำมาเปรียบต่างกับความทันสมัยของจีน จึงเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้นระหว่างจีนและแอฟริกา อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์นี้ยังอธิบายถึงความพัวพันอันซับซ้อนที่ดำรงอยู่ระหว่างประเทศในแอฟริกาและประเทศตะวันตก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์ถูกฝังตัวและสร้างขึ้นผ่านรูปแบบทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ซับซ้อนได้อย่างไร

รูปที่ 23.2 แสดงตัวอย่างของจินตกรรมภูมิศาสตร์ในมาตราส่วนภูมิศาสตร์ขนาดเล็ก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวได้หล่อหลอมทะเลสาบลู่กู (Lugu Lake) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพทางธรรมชาติที่สวยงามและมีวัฒนธรรม (การแต่งงาน) ของชนกลุ่มน้อยที่โดดเด่น ให้กลายเป็นสถานที่ที่โรแมนติก ทะเลสาบลู่กูตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างมณฑลเสฉวนและมณฑลยูนนานในประเทศจีน มีทัศนียภาพทางธรรมชาติที่งดงาม โดยมีเกาะเล็กๆ อยู่ใจกลางทะเลสาบซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยเรือแคนู จากใจกลางทะเลสาบ ผู้คนจะเห็นน้ำที่ใสราวมณีล้อมรอบด้วยพรรณไม้น้ำ หาดทราย หรือต้นแอสเพน ณ มุมตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบมีคาบสมุทรธรรมชาติที่ดูราวกับกำลังโอบอุ้มอัญมณีเม็ดนี้ไว้ สิ่งที่ดึงดูดใจยิ่งกว่าทัศนียภาพทางธรรมชาติคือผู้คนแห่งทะเลสาบลู่กูและขนบธรรมเนียมของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทะเลสาบลู่กูเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ในจีน (หรืออาจจะในโลก) ที่ยังคงรักษาโครงสร้างสังคมแบบมาตุสิทธิ (Matrilineal social structure) ตามระบบเครือญาติ ซึ่งหมายความว่าตระกูลจะสืบทอดผ่านสายเลือดของสตรี โครงสร้างสังคมและธรรมเนียมการแต่งงานที่เปี่ยมเอกลักษณ์นี้ได้คลุมม่านแห่งความลึกลับลงบนทะเลสาบลู่กูที่งดงามอยู่แล้ว เมื่อทะเลสาบลู่กูกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของการท่องเที่ยว วัฒนธรรม (ธรรมเนียมการแต่งงาน) ท้องถิ่นจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับทั้งนักพัฒนาการท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นในการสร้างภาพลักษณ์ของสถานที่ รูปที่ 23.2 แสดงภาพชายหนุ่มชาวมัวโซ (Mosuo) กำลังแสดงธรรมเนียมการแต่งงานท้องถิ่น ซึ่งบอกเล่าแก่นักท่องเที่ยวว่าชายชาวมัวโซตกหลุมรักและสร้างครอบครัวอย่างไรในสังคมที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ งานศึกษาของ เฉียน และคณะ (Qian et al., 2012) ได้อภิปรายว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของทะเลสาบลู่กูได้ปรับเปลี่ยนการพบปะกันระหว่างนักท่องเที่ยวที่เข้ามาและคนท้องถิ่นในบริบทของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างไร ข้อโต้แย้งหลักของพวกเขาคือ การพบปะที่พัวพันกับเรื่องเพศสภาวะ (Gendered encounters) ระหว่างคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ถูกกำหนดโดยจินตกรรมภูมิศาสตร์ที่ทำให้การปฏิบัติทางเพศของชาวมัวโซกลายเป็นเรื่องลึกลับและโรแมนติก อย่างไรก็ตาม การพบปะกันในการท่องเที่ยวระหว่างผู้มาเยือนและคนท้องถิ่นยังรองรับการเจรจาต่อรองใหม่ (Renegotiation) ของความสัมพันธ์ทางสังคมและอัตลักษณ์ที่ซับซ้อนด้วย

รูปที่ 23.2 ชายชาวมัวโซ (ชนกลุ่มน้อยท้องถิ่น) แสดงธรรมเนียมการแต่งงานท้องถิ่นให้นักท่องเที่ยวชม ณ ทะเลสาบลู่กู พื้นที่ชายแดนระหว่างมณฑลเสฉวนและยูนนาน ประเทศจีน

ที่มา: เครดิตภาพ: หนิง อัน (Ning An)

รูปที่ 23.3 แสดงภาพถนนสายหนึ่งในเมืองกวางโจว (Guangzhou) ประเทศจีน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพ่อค้านับพันจากประเทศในแอฟริกา (ส่วนใหญ่มาจากไนจีเรีย มาลี กินี แคเมอรูน เบนิน ไลบีเรีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก) ด้วยเหตุนี้ ชุมชนนี้จึงถูกเรียกว่า "ช็อกโกแลตซิตี้" (Chocolate City) และกวางโจวถูกมองว่าเป็นเมืองหลวงของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กวางโจวเป็นเมืองพาณิชย์มาอย่างยาวนานซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่การค้าโลก ในเมืองนี้สามารถพบเห็นตลาดขายส่งได้ทุกที่ อุตสาหกรรมการจัดนิทรรศการมีความก้าวหน้าสูง และสามารถหาหรือผลิตสินค้าชนิดใดก็ได้ ปัจจัยเหล่านี้มอบโอกาสอันดีเยี่ยมให้แก่พ่อค้าทั่วโลกในการพัฒนาธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่มาจากประเทศกำลังพัฒนา เสี่ยวเป่ย (Xiaobei) เป็นถนนย่านการค้าที่เป็นตัวอย่างชัดเจนในกวางโจว ซึ่งเรียงรายไปด้วยตลาดขายส่งหลายแห่งและตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกภายในเมือง ค่าเช่าบนถนนเสี่ยวเป่ยค่อนข้างถูก ซึ่งดึงดูดพ่อค้าและผู้ประกอบการระดับโลก โดยเฉพาะจากประเทศในแอฟริกา การเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์และการปฏิบัติทางสังคมที่มาพร้อมกับการรวมกลุ่มกันในลักษณะนี้ เช่น เครื่องแต่งกายเฉพาะ ภาษา และแม้แต่นิสัยการกิน ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของถนนสายนี้ให้เป็นชุมชนชาติพันธุ์หรือ "ช็อกโกแลตซิตี้" อย่างรวดเร็ว (Li et al., 2012) เมื่อประชากรกลุ่มนี้และความสนใจจากสื่อเพิ่มมากขึ้น กวางโจวจึงถูกจินตนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นเมืองที่โอบรับความหลากหลาย (Inclusive city) และมีลักษณะแบบสากลนิยม (Cosmopolitan) จินตนาการต่อชุมชนและเมืองประเภทนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป ในช่วงแรกเนื่องจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความขัดแย้ง จินตนาการของเมืองนี้มาพร้อมกับมลทิน (Stigma) โดยเสี่ยวเป่ยถูกจินตนาการโดยพลเมืองและผู้มาเยือนว่าเป็นสถานที่ที่อันตราย จินตกรรมภูมิศาสตร์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความขัดแย้งที่จับต้องได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยการเข้ามาจัดการของเทศบาลนคร รวมถึงพลังของรัฐและระหว่างรัฐ จินตกรรมภูมิศาสตร์เหล่านี้จึงเริ่มเข้าสู่การเจรจาต่อรองใหม่

รูปที่ 23.3 ถนนเสี่ยวเป่ย ถนนสายหนึ่งในเมืองกวางโจว ประเทศจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ช็อกโกแลตซิตี้"

ที่มา: เครดิตภาพ: หนิง อัน (Ning An)

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือทางทฤษฎีและมโนทัศน์ที่ครอบคลุมหลายมาตราส่วนและข้ามมาตราส่วน ซึ่งได้รับความสนใจในสาขาย่อยมากมายของภูมิศาสตร์มนุษย์และศาสตร์อื่นๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ภูมิศาสตร์การเมือง ภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว ภูมิศาสตร์เมือง และภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม

สรุปย่อ

  • ภายในและภายนอกขอบเขตของภูมิศาสตร์มนุษย์ สาขาย่อยที่หลากหลายให้ความสนใจในจินตกรรมภูมิศาสตร์ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ภูมิศาสตร์การเมือง ภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว ภูมิศาสตร์เมือง และภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม
  • จินตกรรมภูมิศาสตร์เข้าไปมีบทบาทในหน่วยพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลายในมาตราส่วนที่แตกต่างกัน
  • ตัวแสดงที่เกี่ยวข้องในจินตกรรมภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่นั้น มีความไม่เท่าเทียมกันในแง่ของการเข้าถึงข้อมูล การดำเนินการ และการแพร่กระจาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความพัวพันของจินตกรรมภูมิศาสตร์กับพลวัตทางอำนาจ (Power dynamics)

คุณลักษณะทางการเมืองของจินตกรรมภูมิศาสตร์ (The political nature of imaginative geographies)

จินตกรรมภูมิศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์มนุษย์และคุณลักษณะของการพัวพันทางอำนาจ (Power entanglements) แม้ว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์เหล่านั้นจะเน้นย้ำถึงบทบาทของอัตวิสัยของมนุษย์ในกระบวนการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ แต่เห็นได้ชัดว่าปัจเจกบุคคลที่จัดการข้อมูลเชิงพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้มีความสามารถในการควบคุมการเข้าถึง การดำเนินการ และการแพร่กระจายของข้อมูลอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น เมื่อเราทำความเข้าใจจินตกรรมภูมิศาสตร์ เราจึงไม่ควรให้ความสำคัญเพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์ของพื้นที่ขึ้นมาอย่างไรเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางอำนาจ (Power relationships) ที่อยู่เบื้องหลังการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ไม่เท่าเทียมกันด้วย ข้ออ้างนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดทางปรัชญาของ ฟูโกต์ (Foucault, 1980) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แยกไม่ขาดระหว่างอำนาจและความรู้ (Power and knowledge) ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถกล่าวได้ว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์ในฐานะเครื่องมือของการสร้างความรู้ เป็นผลผลิตมาจากความสัมพันธ์ทางอำนาจ คุณลักษณะทางการเมืองของจินตกรรมภูมิศาสตร์สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านการประยุกต์ใช้และความแพร่หลายในภูมิศาสตร์หลังอาณานิคม (Postcolonial geographies)

จินตกรรมภูมิศาสตร์ในภูมิศาสตร์หลังอาณานิคม (Imaginative geographies in postcolonial geography)

ต้นกำเนิดของมโนทัศน์จินตกรรมภูมิศาสตร์นั้นถูกฝังตัวอยู่ในการสังเกตการณ์แบบหลังอาณานิคมโดยเนื้อแท้ แนวคิดนี้ถูกเสนอครั้งแรกโดย ซาอิด (Said, 1978) ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาคือ บูรพคดีนิยม (Orientalism) ซึ่งเขาได้เปิดเผยให้เห็นถึงวาทกรรมที่มีวิถีคิดแบบยุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric discourse) ผ่านงานวรรณกรรม ภาพเขียน บันทึกการเดินทาง และภาพถ่ายจากประเทศในแถบตะวันออก (โดยเฉพาะในแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง) ซึ่งถูกวาดภาพในประเทศตะวันตกว่ามีความล้าหลัง ป่าเถื่อน และไม่พัฒนา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เปรียบต่างกันระหว่าง "ผู้อื่น" (Other) กับภาพลักษณ์ของตนเองในตะวันตกที่ก้าวหน้า มีอารยธรรม และพัฒนาแล้ว สำหรับซาอิด ประเทศที่ถูกเรียกว่าตะวันออก หรือประเทศในโลกที่สามนั้น มีความแตกต่างทางภูมิศาสตร์จากโลกตะวันตกอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม สำหรับเขาแล้ว คำว่า "ตะวันออก" (Oriental) ไม่ได้หมายถึงเพียงตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ แต่มีนัยทางการเมืองและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

สำหรับซาอิด ระบบวาทกรรมที่มีวิถีคิดแบบยุโรปเป็นศูนย์กลางได้สร้างภาพลักษณ์ของประเทศตะวันออกให้เป็นส่วนหนึ่งของจินตกรรมภูมิศาสตร์ ซึ่งงานศึกษาจำนวนมากในเวลาต่อมาได้เน้นย้ำว่าเป็นยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมและวาทกรรมแบบหลังอาณานิคมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาและสร้างความชอบธรรมให้แก่ผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของตะวันตกในตะวันออก แนวทางนี้สามารถวิพากษ์ได้ผ่านวาทกรรมทั่วไปของการสร้างความเป็นอื่น (Othering) ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้คำว่า "ความทันสมัย" (Modernity) "การพัฒนา" (Development) และ "ประชาธิปไตย" (Democracy) รูปแบบการใช้ชีวิตแบบใดที่ถือว่า "ทันสมัย"? เหตุใดประเทศตะวันออกจึงต้องมีวิถีชีวิตแบบ "ทันสมัย"? เป้าหมายของการ "พัฒนา" ในภูมิภาคหรือประเทศหนึ่งๆ คืออะไร? เหตุใดประเทศตะวันออกต้องดำเนินตามแบบจำลอง "การพัฒนา" ที่ใช้ในประเทศตะวันตก? ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยสามารถนิยามได้อย่างไร? และเหตุใดประเทศตะวันออกจึงจำเป็นต้องเลือกใช้ระบบการเมืองเช่นนั้น แม้จะต้องแลกมาด้วยสงครามก็ตาม?

ซาอิดถือเป็นบุคคลสำคัญในการศึกษาหลังอาณานิคมและเป็นต้นแบบสำหรับการศึกษาจินตกรรมภูมิศาสตร์ วัตถุประสงค์หลักในการวิเคราะห์ของเขาคืองานวรรณกรรม และพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เขาให้ความสำคัญคือประเทศที่ถูกเรียกว่าตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถานที่ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือที่เขาเคยอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตาม ในงานศึกษาต่อมา นักภูมิศาสตร์มนุษย์และนักวิชาการสหวิทยาการอื่นๆ พบว่าระบบวาทกรรมที่ตอกย้ำจินตกรรมภูมิศาสตร์หลังอาณานิคมที่มีวิถีคิดแบบยุโรปเป็นศูนย์กลางมีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งไปไกลกว่าขอบเขตที่ซาอิดเคยศึกษาไว้ สื่อทางวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมบางประเภทได้เข้ามามีบทบาทในจินตกรรมเหล่านี้ด้วย เช่น โทรทัศน์ ภาพยนตร์ การ์ตูน และดนตรี นอกจากนี้ เช่นเดียวกับซาอิด การศึกษาในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการจัดทำแผนผังของจินตกรรมภูมิศาสตร์เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงหลังอาณานิคมได้ขยายขอบเขตไปไกลกว่าแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง โดยนักวิชาการเหล่านี้ได้มุ่งความสนใจไปที่ประเทศในเอเชียและกลุ่มประเทศที่ถูกทำให้เป็นคนชายขอบในระดับโลกและถูกทำให้กลายเป็นศัตรูของตะวันตก

ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อมโยงระหว่างความรู้และอำนาจที่เกี่ยวข้องในจินตกรรมภูมิศาสตร์เหล่านี้ยังเริ่มมีความซ่อนเร้นมากขึ้น ความเชื่อมโยงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาความสัมพันธ์หลังอาณานิคมเท่านั้น แต่ยังพัวพันกับความพยายามทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางการผลิต หรือเป้าหมายในการเลือกตั้ง ตัวอย่างคลาสสิกของการขยายตัวของจินตกรรมภูมิศาสตร์หลังอาณานิคมนี้คือความนิยมในตัวละครจีนสมมติฟู แมนจู (Fu Manchu)และผลกระทบทางสังคมที่ลึกซึ้งของตัวละครนี้ที่มีต่อจินตนาการทางภูมิศาสตร์ของสังคมตะวันตกต่อประเทศจีน (Mawdsley, 2008) ตัวละครนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในวรรณกรรมอังกฤษโดยมีลักษณะของราชวงศ์ชิงของจีน มีรูปลักษณ์ที่น่ารังเกียจ มีจิตใจที่ดำมืด และหมกมุ่นอยู่กับการทำกิจกรรมก่อการร้ายเพื่อสร้างอิทธิพลทางการเมือง ต่อมาภาพลักษณ์นี้ได้ปรากฏในวัฒนธรรมประชานิยมตะวันตกมากมาย รวมถึงภาพยนตร์ของมาร์เวล (Marvel) อย่าง Iron Man 3 และ Shang-Chi และกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับผู้คนในสังคมตะวันตกในการสร้างภาพลักษณ์ต่อประเทศจีน เมื่อทรัมป์ (Trump) ครองอำนาจในสหรัฐอเมริกา การมุ่งเน้นนโยบายชาตินิยมของเขาได้นำไปสู่การที่สังคมโดยรวมใช้จินตกรรมภูมิศาสตร์เหล่านี้เพื่อก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate crimes) ต่อชาวเอเชีย ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์มีคุณลักษณะทางการเมืองโดยธรรมชาติ การสร้างความรู้เกี่ยวกับสถานที่และอวกาศมักเกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงและมีนัยสำคัญ

การเมืองของจินตกรรมภูมิศาสตร์ในขอบข่ายการวิจัยอื่น (The politics of imaginative geographies in other areas of research)

เนื้อหาก่อนหน้านี้เน้นย้ำว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์ปรากฏให้เห็นในรูปแบบที่หลากหลายในมาตราส่วนภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ธรรมชาติที่หลากหลายและครอบคลุมหลายมาตราส่วนของจินตกรรมภูมิศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะทางการเมืองของมันไม่ได้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์หลังอาณานิคมเสมอไป แต่ยังปรากฏในการเปิดเผยความสัมพันธ์ทางอำนาจที่หล่อหลอมอัตวิสัยของการผลิตความรู้ทางภูมิศาสตร์ด้วย กรณีของทะเลสาบลู่กูแสดงให้เห็นว่าการ (re)สร้างจินตกรรมภูมิศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องกับอัตวิสัยจำนวนมากที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนเกิดการพัวพันกัน (Qian et al., 2012) ในด้านหนึ่ง ตัวแสดงในการพัฒนาการท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อการอุบัติขึ้นของภาพลักษณ์ทะเลสาบลู่กูในฐานะสถานที่แห่งเสรีภาพทางเพศและความโรแมนติก เนื่องจากภาพลักษณ์นี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นและเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน ชาวมัวโซในท้องถิ่นยืนยันว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์ที่โรแมนติกของนักท่องเที่ยวที่มีต่อทะเลสาบลู่กูนั้นไม่เคารพต่อวัฒนธรรมชาติพันธุ์ของพวกเขา ดังนั้นจึงเกิดการปะทะกันระหว่างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า จินตกรรมภูมิศาสตร์เป็นตัวแทนของการเมืองแบบฟูโกต์โดยเนื้อแท้ ไม่ว่าตัวแสดงที่ถูกจินตนาการจะเปลี่ยนไปอย่างไร ตั้งอยู่ ณ แห่งหนใดบนแผนที่ หรือสื่อที่บรรจุจินตกรรมภูมิศาสตร์จะซับซ้อนเพียงใด กระบวนการผลิตความรู้ย่อมไม่อาจแยกออกจากความซับซ้อนของความสัมพันธ์ทางอำนาจได้เสมอ

สรุปย่อ

  •       จินตกรรมภูมิศาสตร์ มีคุณลักษณะทางการเมืองโดยธรรมชาติ และเกี่ยวข้องกับความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจและการผลิตความรู้ตามแนวคิดของฟูโกต์
  •       มโนทัศน์จินตกรรมภูมิศาสตร์ ถูกฝังตัวอยู่ในการสังเกตการณ์แบบหลังอาณานิคมโดยเนื้อแท้ ซึ่งระบบวาทกรรมที่มีวิถีคิดแบบยุโรปเป็นศูนย์กลางพยายามที่จะสถาปนาวาทกรรมแบบทวิลักษณ์ (Binary discourse) ที่ตั้งอยู่บนการสร้างความเป็นอื่น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศตะวันโอกว่าล้าหลัง ป่าเถื่อน และไร้อารยธรรม เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของตะวันตก

สรุปท้ายบท

นักภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการอภิปรายเกี่ยวกับโลกทางกายภาพ บทนี้จึงได้นำเสนอข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจินตกรรมภูมิศาสตร์ (Imaginative geographies) ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มนักภูมิศาสตร์มนุษย์จำนวนมากให้ความสนใจ โดยนิยามแล้ว คำว่า "จินตกรรมภูมิศาสตร์" หมายถึงกระบวนการทางจิตวิทยาที่ข้อมูลของสถานที่และอวกาศ ทั้งที่รู้จักหรือไม่รู้จัก ทั้งที่เคยไปเยือนหรือไม่เคยไปเยือน ถูกนำมา (re)ประมวลผลใหม่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ผู้คนมีต่อสถานที่เหล่านั้น การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์นี้มักถูกสร้างขึ้นทางสังคมผ่านการเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic representations) หรือการปฏิบัติทางสังคม (Social practices) หากพิจารณาจากเส้นทางที่หลากหลายซึ่งความหมายของอวกาศหรือสถานที่ถูกสร้างขึ้นทางสังคม จินตกรรมภูมิศาสตร์สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท ได้แก่ จินตกรรมภูมิศาสตร์ของผู้สร้าง (Imaginative geographies of authors) และจินตกรรมภูมิศาสตร์ของผู้รับสาร (Imaginative geographies of audiences)

จากการประยุกต์ใช้มโนทัศน์นี้ในสาขาวิชาภูมิศาสตร์ จะเห็นได้ว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์ส่งอิทธิพลต่อภูมิศาสตร์ในวงกว้างและปรากฏให้เห็นในหลายมาตราส่วน ตั้งแต่การสังเกตการณ์ในมาตราส่วนมหภาคไปจนถึงจุลภาค ครอบคลุมตั้งแต่ภูมิศาสตร์การเมือง ภูมิศาสตร์เมือง ภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม ไปจนถึงภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากจินตกรรมภูมิศาสตร์เน้นย้ำถึงอัตวิสัยในการผลิตและแพร่กระจายความรู้เชิงพื้นที่ มโนทัศน์นี้และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดเผยคุณลักษณะทางการเมืองของจินตกรรมดังกล่าว ตัวอย่างเช่น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ (Situatedness) ของจินตกรรมในการสังเกตการณ์แบบหลังอาณานิคม ในแง่นี้ แม้ว่าจินตกรรมภูมิศาสตร์จะดูเหมือนมุ่งเน้นไปที่โลกเสมือน โลกในนิยาย โลกแห่งจิต และโลกที่จับต้องไม่ได้เมื่อสังเกตวัตถุแห่งการศึกษา แต่จินตกรรมเหล่านี้ก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราเข้าใจสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เราอาศัยอยู่ เนื่องจากมีการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในขอบเขตของภูมิศาสตร์มนุษย์และคุณลักษณะที่ถูกทำให้เป็นเรื่องทางการเมือง

จากมุมมองเหล่านี้ จินตกรรมภูมิศาสตร์จึงถือได้ว่าเป็นความคิดที่เป็นตัวแทนของภูมิศาสตร์แนวมานุษยนิยม (Humanistic geography) ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักวิชาการรุ่นใหม่หรือนักศึกษาในสาขาวิชาภูมิศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ ในการทำความเข้าใจว่าอวกาศและสถานที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่นั้น ถูกให้ความหมายทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมอย่างไร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น