หน้าเว็บ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 26

มโนทัศน์แห่งวัตถุภาวะ (Materialities)

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Joseph Pierce(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.


บทนำ

การจะทำความเข้าใจ "มโนทัศน์แห่งวัตถุภาวะ" (Materialities) ในฐานะที่เป็นกระแสความเคลื่อนไหวภายในสาขาภูมิศาสตร์มนุษย์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสืบย้อนไปถึงพัฒนาการของการวางรากฐานทางทฤษฎี ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างโลกทางกายภาพและประสบการณ์ของมนุษย์ในทางภูมิศาสตร์ นักภูมิศาสตร์มนุษย์ทำการศึกษาประสบการณ์ส่วนบุคคล เรื่องเล่าและตำนานที่มีร่วมกัน ตลอดจนสถาบันทางสังคม การเมือง และการสำแดงออกทางวัตถุ เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการที่มนุษย์ร่วมกันรังสรรค์และมอบความหมายให้แก่พื้นที่ (Places) และภูมิทัศน์ (Landscapes)

แม้ว่าโครงการทางทฤษฎีเรื่องวัตถุภาวะในทางภูมิศาสตร์จะส่งผลกระทบกว้างไกลไปกว่าเพียงการศึกษาด้านวัฒนธรรม แต่กระแสดังกล่าวได้ก่อตัวขึ้นเพื่อตอบโต้ต่อสิ่งที่เรียกว่า "จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม" (The Cultural Turn) ในช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 1990 ซึ่งเป็นยุคที่นักภูมิศาสตร์มนุษย์บางกลุ่มพยายามขับเน้นความสำคัญของผัสสะ (Affect) และประสบการณ์ กระบวนการในบทนี้จะฉายภาพให้เห็นถึงปฏิกิริยาตอบโต้ต่าง ๆ ต่อความพยายามเหล่านั้น จนนำไปสู่ทฤษฎีร่วมสมัยว่าด้วยวัตถุภาวะในที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่าง "สิ่งที่เป็นนามธรรม" และ "วัตถุธาตุ" สามารถพิจารณาได้จากความเชื่อมโยงระหว่างศรัทธาทางศาสนา สถาปัตยกรรมศักดิ์สิทธิ์ และสัณฐานวิทยาของเมือง (Urban Morphology) ชุมชนทางศาสนาแต่ละแห่งล้วนมีความเชื่อที่แตกต่างกันเกี่ยวกับโลกวิญญาณและตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ในโลกนั้น ความเชื่ออันฝังรากลึกเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมทางกายและบริบททางกายภาพของการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ความเชื่อดังกล่าวก็ถูกหล่อหลอมโดยปัจจัยทางกายภาพเหล่านั้นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ศาสนาจำนวนมากบัญญัติให้ศาสนิกชนหันหน้าไปทางทิศทางที่เฉพาะเจาะจงขณะสวดภาวนา อาทิ ชาวมุสลิมจะหันไปทางนครเมกกะ ชาวเยิวหันไปทางกรุงเยรูซาเล็ม และคริสต์ชนในยุคแรกเริ่มจะหันไปทางทิศตะวันออกอันเป็นทิศของดวงตะวันรุ่ง

ทิศทางในการสวดภาวนาที่ถูกกำหนดโดยหลักเทววิทยานี้เองที่เป็นตัวกำหนดรูปแบบของศาสนสถาน เนื่องจากผู้ศรัทธาย่อมปรารถนาจะสร้างศาสนสถานที่เอื้อต่อการจัดวางตำแหน่งที่ว่างให้ศาสนิกชนสามารถหันไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนในชุมชนศาสนาที่มิได้มีการระบุทิศทางการสวดภาวนาไว้อย่างเจาะจง สถาปัตยกรรมทางศาสนามักจะมีอิสระในการตอบสนองต่อภูมิทัศน์ท้องถิ่นมากกว่า เช่น การเน้นทัศนียภาพที่งดงามเมื่อมองจากภายในวิหาร หรือการตั้งอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นเพื่อให้ชุมชนโดยรอบมองเห็นได้อย่างชัดเจน

การตัดสินใจเกี่ยวกับที่ตั้งและการวางทิศทางในเชิงพื้นที่เหล่านี้ ในทางกลับกัน ย่อมส่งผลสะท้อนกลับไปสู่การหล่อหลอมความเชื่อของผู้ศรัทธาอย่างเป็นพลวัต ตัวอย่างเช่น การที่โบสถ์คริสต์ในประวัติศาสตร์หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ย่อมเป็นการเน้นย้ำประสบการณ์ทางความรู้สึกจากการเฝ้ามองดวงอาทิตย์ขึ้นหรืออาทิตย์อัสดงในพิธีกรรมประจำวันและประจำสัปดาห์โดยไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งที่ตั้งและการวางทิศทางของศาสนสถานยังส่งผลต่อโครงสร้างของเมืองที่เติบโตขึ้นรายรอบ โดยเป็นตัวกำหนดรูปแบบถนนและทิศทางการสัญจรในท้องถิ่นทั่วทุกมุมโลก (ดังปรากฏในภาพที่ 26.1) ด้วยเหตุนี้ ความเชื่ออันเป็นนามธรรมเกี่ยวกับวิธีการแสดงออกถึงศรัทธาที่เหมาะสมที่สุด จึงสามารถส่งผลกระทบอย่างเป็นระบบและยืนยงต่อสภาพแวดล้อมที่สรรสร้างขึ้นในทางโลก (Secular Built Environment) ในระดับมหภาค ความเชื่อทั้งหลายจึงปรากฏเป็นรูปธรรม (Reified) อยู่ในภูมิทัศน์วัฒนธรรม

ภาพที่ 26.1 กลุ่มอาคารมัสยิด อัล-หะรอม (Grand Mosque) ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการกำหนดผังเมืองโดยรวม

ที่มา: Photo credit: UPI/Alamy

วัฒนธรรมทางศาสนาคือ "ผัสสะ" (Affective) ที่นิยามโดยประสบการณ์ร่วมของมนุษย์ หรือแท้จริงแล้วคือ "วัตถุ" (Material) ที่สะท้อนผ่านสิ่งของ (ที่บางครั้งมีความยิ่งใหญ่ตระการตา) ซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นและเคารพบูชา? สำหรับนักภูมิศาสตร์มนุษย์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน คำตอบคือ "เป็นทั้งสองประการ" วัฒนธรรมทางศาสนาคือการผสมผสานระหว่างบรรทัดฐานและความเชื่อที่มีร่วมกันภายในชุมชนทุกระดับ โดยมีอัตลักษณ์ผ่านการสื่อความหมายและคุณค่าร่วมที่เกิดจากการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน ทว่าวัฒนธรรมมิได้เป็นเพียงสิ่งที่เลือนรางหรือเป็นแค่เรื่องของประสบการณ์เท่านั้น และมิได้เป็นเพียงผลรวมของสิ่งที่จินตนาการ เชื่อ หรือเข้าใจเพียงอย่างเดียว ดังตัวอย่างข้างต้น วัฒนธรรมทางศาสนายังสำแดงตัวผ่านผลิตผลทางวัตถุที่เกิดจากการปฏิบัติร่วมกันด้วย ซึ่งเราสามารถพบเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันนี้ได้ในปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์มนุษย์อันหลากหลาย

อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีบางช่วงเวลาที่ความสนใจร่วมกันของนักภูมิศาสตร์มนุษย์อาจเอนเอียงไปทางโลกทางวัตถุอย่างเข้มข้น หรือในบางครั้งอาจเทไปทางโลกแห่งประสบการณ์และจินตนาการอันไม่เที่ยงแท้ ทิศทางการวิจัยมักถูกกำหนดโดยเหตุการณ์ปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือผลงานวิชาการที่น่าสนใจซึ่งกระตุ้นให้เพื่อนร่วมวิชาชีพร่วมกันขยายผล บทนี้จะพามารู้จักกับการรับและส่งอิทธิพลดังกล่าว โดยเริ่มจากสิ่งที่เรียกว่า "จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม" และกระบวนการที่การวิเคราะห์ด้วย "มโนทัศน์แห่งวัตถุภาวะ" ปรากฏขึ้นในสาขาวิชานี้

จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและขีดจำกัดของวัตถุธาตุ (The cultural turn and the limits of the material)

ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 นักวิชาการบางกลุ่มได้ประกาศถึงการอุบัติขึ้นของ "จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม" (Cultural Turn) ในทางภูมิศาสตร์ โดยเรียกร้องให้มีการให้ความสำคัญกับผัสสะ (Affect) ประสบการณ์ (Experience) และอารมณ์ความรู้สึก (Emotion) มากยิ่งขึ้น พร้อมกับการลดทอนความสำคัญ (ซึ่งบางครั้งเป็นไปโดยนัย) ต่อสิ่งที่สามารถวัดค่าหรือหาปริมาณในเชิงเชิงกลได้ (Jackson, 1997; Barnett, 1998) ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมีความเชื่อมโยงกับกระแสความเคลื่อนไหวร่วมสมัยในสังคมศาสตร์วงกว้าง ซึ่งมีรากฐานมาจากทฤษฎีหลังโครงสร้างนิยม (Poststructural Theory) (Valentine, 2001)

เหล่านักวิชาการผู้ผลักดันจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในทางภูมิศาสตร์ ต่างวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดประจักษนิยม (Empiricism) อันเคร่งครัดที่เสนอว่า สิ่งที่มีความสำคัญเพียงประการเดียวคือวัสดุ วัตถุ และกระบวนการที่สามารถสังเกตได้ทางกายภาพเท่านั้น โดยมีข้อวิพากษ์หลักที่ปรากฏเด่นชัดอยู่สองแนวทางด้วยกัน:

แนวทางแรก มีความซับซ้อนน้อยกว่า นั่นคือ: มีปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์หลายประการที่มีความหมายต่อผู้คน แต่ไม่สามารถวัดค่าได้ทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นผัสสะ อัตลักษณ์ หรือความหมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของประสบการณ์มนุษย์ที่ยากจะแสดงออกให้เห็นได้โดยตรงในสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทว่ากลับเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษา แม้บทนี้จะเริ่มต้นด้วยตัวอย่างเรื่องสถาปัตยกรรมทางศาสนา แต่การสร้างความหมาย (Meaning-making) ในฐานะวัตรปฏิบัติเชิงพื้นที่นั้นปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง ดังเช่นเมื่อผู้คนให้ความสำคัญสูงสุดแก่ผู้ที่ทำงานอยู่บนชั้นบนสุดของตึกระฟ้า หรือเมื่อพวกเขายกย่อง ทางหลวงสายรูต 66 (US Route 66) ซึ่งเป็นทางหลวงรุ่นเก่าที่เลิกใช้งานแล้ว ให้กลายเป็น "แก่นแท้ของอเมริกา" (ดังภาพที่ 26.2) หรือแม้แต่การที่ผู้คนไว้วางใจธนาคารแห่งหนึ่งเพียงเพราะอาคารมีเสาหินแบบคลาสสิกขนาดใหญ่โตเกินความจำเป็น พฤติกรรมเหล่านี้คือการมอบความหมายให้แก่สิ่งแวดล้อม มิใช่เป็นเพียงการค้นพบคุณค่าทางกายภาพที่มีอยู่ดั้งเดิมในตัววัตถุเหล่านั้นแต่อย่างใด

ภาพที่ 26.2ทางหลวงสายรูต 66 (Route 66): "แก่นแท้" แห่งสหรัฐอเมริกาหรือไม่?

ที่มา: ไมเคิล โรเบิร์ตสัน/อลาไม (Michael Robertson/Alamy) 

แนวทางที่สอง ในการวิพากษ์ประจักษนิยมทางกายภาพแบบหยาบนั้น มีความซับซ้อนกว่า: นั่นคือการชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ "เกณฑ์ในการวัด" เอง แท้จริงแล้วก็เป็นสิ่งที่แปรผันตามบริบท (Contingent) และพัวพันอยู่กับการแสวงหาความหมายของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น การพิจารณาสภาวะ "เป็น" (Alive) หรือ "ตาย" (Dead) ซึ่งผิวเผินดูเหมือนจะแบ่งแยกจากกันได้อย่างชัดเจน ทว่าแพทย์จำนวนมากเมื่อต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนกลับประสบปัญหาในการนิยามสภาวะเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมของสมองหรือการเต้นของหัวใจ ความน่าจะเป็นทางสถิติของการฟื้นคืนชีพ หรืออุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น แต่กระนั้น ก็ยังปรากฏกรณีตัวอย่างที่หลุดจากเกณฑ์ปกติ (Outlier cases) เช่น ผู้ที่ถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิตไปแล้วกลับลุกขึ้นมาหายใจรุ่มร่านในอีกหลายชั่วโมงต่อมา ปัญหาในการวิเคราะห์จึงไม่ใช่การที่บุคคลหนึ่งจัดอยู่ในประเภทใด แต่เป็นความจริงที่ว่า "ประเภท" (Categories) เหล่านั้นถูกสร้างและนิยามขึ้นทางสังคม เพื่อตอบสนองต่อปัญหาทางสังคมหนึ่ง ๆ ในช่วงเวลาส่วนใหญ่และสำหรับคนส่วนมาก การแบ่งออกเป็นสองประเภทนั้นเพียงพอแล้ว ทว่าในบางครั้ง สองประเภทดังกล่าวกลับถูกเผยให้เห็นว่าไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมความซับซ้อนของโลกแห่งความเป็นจริงได้ทั้งหมด

ประเด็นเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับวัตถุภาวะและภูมิศาสตร์? นักภูมิศาสตร์กลุ่มจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้ขับเน้นข้อวิพากษ์ทั้งสองประการนี้ (ความสำคัญของประสบการณ์ทางผัสสะ และข้อจำกัดเชิงวาทกรรมของการจัดประเภท/การวัดค่า) เพื่อผลักดันให้นักภูมิศาสตร์หันมาศึกษา "ประสบการณ์" พวกเขาเรียกร้องให้มุ่งเน้นที่ตัวบท (Text) การสร้างความหมาย และระบบของความเชื่อ ศรัทธา และบรรทัดฐาน ซึ่งสิ่งนี้เองที่ถูกเรียกว่า "จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม" ในทางภูมิศาสตร์ 

สรุปย่อ

  •       ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม (Cultural Geography) ศึกษาทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรม (Immaterial) อันได้แก่ ความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ของมนุษย์ และสิ่งที่เป็นรูปธรรม (Material) อันได้แก่ วัตถุ อาคาร และภูมิทัศน์ที่รายล้อมเราทุกคน
  •       จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม (The cultural turn) มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เป็นนามธรรม เนื่องจากการขยายตัวของข้อวิพากษ์ต่อผลงานวิชาการที่พิจารณาแต่เพียงแง่มุมทางวัตถุเพียงอย่างเดียว

การคืนสู่คุณค่าแห่งวัตถุภาวะในทางภูมิศาสตร์ (Re-materialising geography)

ในแง่หนึ่ง "จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม" ได้ปลุกฟื้นประวัติศาสตร์อันยาวนานของ ภูมิศาสตร์แนวปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenological Geography) ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 (Tuan, 1977; Thrift, 2007; Cresswell, 2012) ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นักภูมิศาสตร์บางกลุ่มกลับรู้สึกอึดอัดต่อทิศทางดังกล่าวของบทสนทนาทางวิชาการ แม้ว่าผัสสะและประสบการณ์จะเป็นหัวข้อสำคัญสำหรับการสืบเสาะทางภูมิศาสตร์ แต่ก็น่ากังวลว่าแนวทางการศึกษานี้จะทำให้ศาสตร์ทางภูมิศาสตร์หันเหออกจากจุดแข็งดั้งเดิมของวินัยวิจัย นั่นคือการมุ่งเน้นไปที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ

นักวิชาการกลุ่มนี้เกรงว่า การฝักใฝ่ทางทฤษฎีที่มุ่งเน้นแต่เพียงสิ่งที่ไม่อาจสังเกตได้อย่าง "เคร่งครัด" จะเป็นการจำกัดอำนาจในการอธิบายของภูมิศาสตร์มนุษย์ และลดทอนความสำคัญของศาสตร์นี้ในเวทีวิชาการระดับสากล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขากลัวว่าภูมิศาสตร์จะสูญเสียพลังอำนาจไปหากละเลยการพิจารณาถึง "โลกแห่งความเป็นจริง"

นอกเหนือจากข้อโต้แย้งในเชิงปฏิเสธข้างต้นแล้ว ฟิโล (Philo, 2000: 33) ยังได้ระบุว่า "ในการเร่งรีบเพื่อเชิดชูพื้นที่ [เชิงนามธรรม] เหล่านี้ในการศึกษาภูมิศาสตร์มนุษย์ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือเรากลับให้ความสนใจน้อยลงต่อ 'สสาร' (วัตถุธาตุ) ประเภทที่มีความ 'เป็นสิ่งของ' (Thingy) สามารถปะทะสัมผัสได้ และดำรงอยู่อย่างมั่นคงในโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่นักภูมิศาสตร์ในยุคก่อนมีความคุ้นเคยมากกว่า" ฟิโลและนักภูมิศาสตร์ท่านอื่น ๆ (Jackson, 2000; Lees, 2002) ต่างยืนกรานว่าโลกทางวัตถุนั้นมีความสำคัญยิ่ง แม้ว่าประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมจะสำคัญเพียงใด แต่นักวิชาการเหล่านี้ย้ำชัดว่า "ฐานรากทางกายภาพ" และ "ร่องรอย" ของประสบการณ์มนุษย์คือสิ่งวิกฤตที่นักภูมิศาสตร์มนุษย์ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

การ "คืนสู่คุณค่าแห่งวัตถุภาวะ" (Re-materialisation) ในครั้งนี้ มิใช่การเรียกร้องให้หวนกลับไปสู่ศาสตร์แห่งพื้นที่ที่ไร้ซึ่งทฤษฎีรองรับ (Atheoretical Spatial Science) หากแต่เป็นการเรียกร้องให้เกิดความเข้าใจที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้นต่อโลกทางวัตถุ ในแง่นี้ "จุดเปลี่ยนสู่คุณค่าแห่งวัตถุ" (Material Turn) จึงเปรียบเสมือนเรื่องราวของลูกตุ้มที่แกว่งสลับไปมาระหว่างแนวทางการศึกษาที่เน้นประสบการณ์และแนวทางการศึกษาที่เน้นวัตถุธาตุในทางภูมิศาสตร์มนุษย์

ตัวอย่างเช่น ไกกา (Kaika, 2006) ได้พิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง "ความหมาย" และ "วัตถุ" ในอภิมหาโครงการวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมอย่างการสร้างเขื่อน หรือ เจฟฟรีย์ (Jeffrey, 2019) ที่สืบค้นร่องรอยวัตถุภาวะของห้องพิจารณาคดีในฐานะพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างวัตรปฏิบัติแห่งความยุติธรรมในรูปแบบเฉพาะ กล่าวโดยสรุปคือ นักวิชาการที่ยึดถือแนวทางวัตถุภาวะมักให้ความสนใจว่า "ความหมาย" นั้นถูกบรรจุและผนึกฝังลงไปใน "กายภาพ" ได้อย่างไร

พหุภาวะของ "วัตถุภาวะ" (A plurality of ‘materialities’)

กระนั้น ชื่อบทนี้กลับมิใช่ "ภูมิศาสตร์วัตถุ" (Material Geography) ในรูปเอกพจน์ แต่คือ "วัตถุภาวะ" (Materialities) ในรูปพหูพจน์ ซึ่งความหลากหลายของนิยามด้านวัตถุในทางภูมิศาสตร์นี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา ลอริเมอร์ (Lorimer, 2013: 32) แย้งว่าความแตกต่างระหว่างการเน้นย้ำ "วัตถุภาวะ" ในรูปเอกพจน์และพหูพจน์นั้นมิใช่เรื่องเล็กน้อย โดยเขาได้ระบุว่า: "ประเด็นสำคัญเมื่อมีการใช้คำว่า 'Materialities' (ในรูปพหูพจน์) คือเรื่องของอำนาจทางภูมิศาสตร์ในการบรรยายธรรมชาติของโลกแห่งการดำรงอยู่" การขับเน้นความเป็นพหูพจน์นี้คือการประกาศว่ามีวิธีการ "เป็นวัตถุ" ที่แตกต่างกันหลากหลายรูปแบบ และย่อมส่งผลกระทบทางสังคมและการเมืองหากเราละเลยความแตกต่างระหว่างโหมดต่าง ๆ เหล่านี้

พิจารณาตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่า "เมืองอัจฉริยะ" (Smart City) ซึ่งมี "ระดับ" ของวัตถุที่แตกต่างกันและมีความสำคัญยิ่ง ได้แก่: คุณสมบัติทางกายภาพของโครงสร้างพื้นฐานการสอดแนมแบบดิจิทัลที่กำลังถูกขยายตัวออกไป; คุณสมบัติทางการสัมผัสของพื้นผิวทางเท้าที่เอื้อหรือขัดขวางการสัญจร; ความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) ของสิ่งก่อสร้างต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ; ตลอดจนความสามารถในการฟื้นตัวของสิ่งก่อสร้างเดียวกันนั้นต่อหายนะทางเศรษฐกิจหรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผ่านการปฏิวัติทางการเมือง เหล่านักวิชาการผู้สนับสนุนแนวทาง "พหุวัตถุภาวะ" แย้งว่าสิ่งเหล่านี้คือโหมดของวัตถุภาวะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกให้ความสำคัญกับวัตถุภาวะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมักเป็นการตัดสินใจที่จงใจและแฝงไว้ด้วยนัยทางการเมืองที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านการสัญจรของย่านที่อยู่อาศัย (Townships) รอบนครโจฮันเนสเบิร์กในแอฟริกาใต้ ถูกออกแบบมาอย่างจงใจเพื่อเอื้อต่อการควบคุมทางทหารในช่วงยุคการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ย่านที่อยู่อาศัยและพื้นที่จัดสรรถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน (แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกตัดขาดออกจากกัน) โดยใช้ปราการธรรมชาติ พื้นที่กันชน (Buffer zones) และจุดบีบการจราจร (Traffic choke points) เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมประชากรที่ไม่ใช่คนผิวขาว (Lemon, 1991) เช่นเดียวกับกรณีที่มีชื่อเสียงอย่างการปรับปรุงผังเมืองปารีสในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1800 ที่มีการสร้างถนนบูลวาร์ด (Boulevards) สายใหม่ที่กว้างขวางทั่วเมือง ออกแบบโดยโอสมาน (Haussmann) เพื่อจุดประสงค์ประการหนึ่งคือการเคลื่อนกำลังพลทหารเพื่อตอบโต้ความไม่สงบในเมือง (Harvey, 2005) ประวัติศาสตร์อันยาวนานของการสอดแนมและการควบคุมในสภาพแวดล้อมเมืองนี้คือ "วัตถุ" อย่างแท้จริง มันคือชุดของคุณค่าที่ถูก "อบหลอม" ลงไปในสิ่งแวดล้อมสรรสร้าง ซึ่งทำหน้าที่หล่อหลอมประสบการณ์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเมือง วัตถุภาวะจากการแผ่ขยายอำนาจของโอสมานผ่านถนนบูลวาร์ดในปารีสจึงมีลักษณะร่วมกับย่านที่อยู่อาศัยในยุคแบ่งแยกสีผิวอย่างมาก แม้จะมีสุนทรียภาพที่ต่างกันก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม วัตถุภาวะที่เกิดขึ้นใหม่จากการสอดแนมในเมืองอัจฉริยะกลับมีลักษณะที่แตกต่างออกไป แม้ว่าเครือข่ายไมโครโฟน กล้องวงจรปิด (CCTV) เซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิและความใกล้ชิด ที่ถูกฝังลงในเนื้อผ้าของพื้นที่สาธารณะและส่วนตัวอาจสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง (ดังภาพที่ 26.3) ทว่าการใช้เซนเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมอย่างแพร่หลายอาจปรับเปลี่ยนมโนทัศน์หลักเรื่องความเป็นส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ที่เคยเป็นของสาธารณะ (หรือแม้แต่ของส่วนบุคคล) แต่มีลักษณะนิรนามในทางปฏิบัติ เช่น ถนนและม้านั่งในสวนสาธารณะ จะถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการระบุตัวตนและการติดตาม เป็นไปได้ว่าในเมืองอัจฉริยะ ความเป็นส่วนตัวอาจกลายเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ได้เพียงในพื้นที่ครัวเรือนเท่านั้น แม้สำหรับผู้ที่การกระทำในที่สาธารณะไม่ได้อยู่ในความสนใจของสังคมเลยก็ตาม

ภาพ 26.3 กล้องวงจรปิด (CCTV) ในสิงคโปร์

ที่มา: คาร์เป เดียม/อลาไม (Carpe Diem/Alamy)

วัตถุภาวะของการแผ่ขยายอำนาจในเมืองเชิงประวัติศาสตร์อย่างปารีส แสดงบทบาทในระดับของการควบคุมมวลชน (Mass control) โดยเป็นการจำกัดและกำหนดทิศทางของฝูงชนแต่ไม่ได้สนใจในตัวปัจเจกบุคคล ทว่าวัตถุภาวะของเมืองอัจฉริยะกลับเฝ้าสังเกตทั้งฝูงชนและปัจเจกบุคคลไปพร้อมกัน มันหล่อหลอมพฤติกรรมในระดับที่ละเอียดอ่อนและใกล้ชิดกว่ามาก ระดับของวัตถุภาวะในเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งสองรูปแบบนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางผัสสะของเมืองในทางที่ต่างกัน ในโจฮันเนสเบิร์ก โครงสร้างพื้นฐานของการสัญจรถูกออกแบบมาเพื่อบ่อนทำลายความเชื่อมโยงและความไม่หยุดนิ่งของเมือง ซึ่งส่งผลสะท้อนออกมาในรูปแบบของซอยตัน (Cul-de-sacs) ในชานเมืองแถบอเมริกาเหนือและชุมชนปิด (Gated communities) ที่ถูกออกแบบมาอย่างชัดแจ้งเพื่อกีดกันประชากรที่มีรายได้น้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ในเชิงพื้นที่ (Massey and Denton, 1998)

แม้จะมีความเกี่ยวข้องเชิงมโนทัศน์กับการทำให้มองเห็นได้และการควบคุมในเมือง แต่วัตถุภาวะของเมืองอัจฉริยะได้ขัดขวางแนวคิดดั้งเดิมเรื่องการนิรนามในเมือง (Urban anonymity) และธรรมชาติของความสัมพันธ์ทางสังคมในพื้นที่ถนนอันหนาแน่น เมื่อย้อนกลับไปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักวิชาการด้านเมืองสังเกตเห็นว่าเมืองคือพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรมในโหมดที่แตกต่างออกไปมาก โดยที่ชีวิตประจำวันของผู้คนดำเนินไปในที่สาธารณะแต่ปราศจากการสังเกตการณ์อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านสู่การสังเกตการณ์โดยอัลกอริทึมอย่างเป็นระบบนั้น ในบางแง่มุมจึงเปรียบเสมือนการหวนคืนสู่พลวัตทางวัฒนธรรมแบบสังคมเมืองขนาดเล็ก (Small-town) ภายใต้มโนทัศน์แบบเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นการทำลาย "ภาวะที่มองไม่เห็น" ของเมือง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นไปในทางดีหรือร้ายก็ตาม

เช่นเดียวกับกรณีของการสวดภาวนาที่ปรากฏในช่วงต้นของบทนี้ การตัดสินใจเกี่ยวกับการออกแบบเมืองเชิงวัตถุ เทคโนโลยี และการควบคุมทางสังคมเหล่านี้ล้วนส่งผลต่ออาณาบริเวณทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน ในยุคแบ่งแยกสีผิวของแอฟริกาใต้ ความเชื่อเรื่องการเหยียดเชื้อชาติเกี่ยวกับการแยกกลุ่มชาติพันธุ์ "โดยธรรมชาติ" ถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยการแบ่งแยกอันลึกซึ้งที่ถูกสลักลงบนภูมิทัศน์ ในขณะที่ในภูมิทัศน์ "อัจฉริยะ" ที่อุบัติขึ้นพร้อมการเฝ้าสังเกตแบบเงียบ ๆ (Passive observation) อย่างแพร่หลาย ความเชื่อที่ว่าการกระทำประเภทใดควรถูกเก็บไว้เป็นส่วนตัวหรือเป็นความลับอย่างเคร่งครัดนั้นมีแนวโน้มที่จะวิวัฒน์ตามไปด้วย ค่านิยมร่วมของชุมชนที่เกิดขึ้นจากการพำนักอยู่ในสภาพแวดล้อมทางวัตถุที่ต่างกันย่อมตอบสนองต่อข้อจำกัดทางกายภาพและสังคมเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในกรณีของแอฟริกาใต้ การแบ่งแยกอย่างรุนแรงระหว่างชุมชนในระดับเมืองส่งผลให้เกิดการลดทอนความสำคัญของสวนสาธารณะ และเกิดความคาดหวังเชิงบรรทัดฐานที่ต้องการการแบ่งแยกพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัวอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ในระดับบ้านพักส่วนบุคคล รั้วไฟฟ้าและกำแพงที่ประดับด้วยลวดหนามได้กลายเป็นวิถีปกติที่คาดหวังได้ในการล้อมรอบสนามหญ้าของชนชั้นกลางในย่านที่อยู่อาศัยของคนผิวขาวในอดีตของโจฮันเนสเบิร์ก (Jürgens and Gnad, 2002)

ผู้สนับสนุน "จุดเปลี่ยนสู่พหุวัตถุภาวะ" (Materialities turn) มองโลกทางวัตถุผ่านเลนส์แบบพหุนิยม สำหรับนักวิชาการเหล่านี้ วัตถุภาวะมิใช่ข้ออ้างในการลดทอนความสำคัญของผัสสะหรือประสบการณ์ให้กลายเป็นเรื่องรอง ในแง่หนึ่ง งานวิชาการด้านวัตถุภาวะในช่วงหลังพยายามสังเคราะห์ "ความเป็นสิ่งของ" (Thing-ness) ในทางภูมิศาสตร์เข้ากับข้อวิพากษ์ของจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม (Lorimer, 2013) ความเป็นพหุพจน์ที่ลอริเมอร์ขับเน้นนั้นมิใช่เพียงในเชิงภววิทยา (Ontological - การที่มี "สิ่ง" ทางวัตถุหรือพื้นที่ที่ต่างชนิดกัน) แต่ยังรวมถึงในเชิงญาณวิทยา (Epistemological) ด้วย โดยเขามองว่าเรามองเห็นโหมดหรือระดับของวัตถุที่ต่างกันจากมุมมองที่ต่างกัน การเมืองหรือเป้าประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงย่อมขับเน้นวิธีการ "เป็นวัตถุ" ที่เฉพาะรูปแบบ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมุมมองของมนุษย์และโลกทางกายภาพจึงเป็นความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทน (Reciprocal) หรืออาจเป็นแบบวิภาษวิธี (Dialectical) ต่อกันนั่นเอง (Kaika, 2006; Bumpus, 2011)

สรุปย่อ

  •       สืบเนื่องจากจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม นักภูมิศาสตร์ปรารถนาที่จะ "คืนสู่คุณค่าแห่งวัตถุภาวะ" (Re-materialise) ในงานวิจัยด้านวัฒนธรรมของตน โดยการขับเน้นความสำคัญของโลกทางวัตถุ
  •       ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความหลากหลายของงานวิจัย (Plurality) ที่ทำการสำรวจองค์ประกอบและแง่มุมต่าง ๆ ของวัตถุ
  •       ท้ายที่สุด การศึกษาต่าง ๆ ได้หันมาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง "วัตถุ" (Material) และ "นามธรรม" (Immaterial) แทนที่จะมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว

สรุปท้ายบท

หากการเรียกร้องให้มีการศึกษา "วัตถุภาวะ" (Materiality) คือการปรับเข็มทิศเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในอดีต การเคลื่อนไปสู่แนวคิด "พหุวัตถุภาวะ" (Materialities) ย่อมเป็นการขยายขอบเขตทัศนะภายใต้ร่มเงาของวัตถุภาวะอย่างชัดแจ้ง ความสำเร็จของโครงการทางวิชาการนี้สังเกตได้จากการที่นักวิชาการจำนวนมาก แม้มิได้พุ่งเป้าไปที่เรื่องวัตถุภาวะโดยตรง แต่กลับให้ความสำคัญกับคำถามว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง "การสร้างความหมาย" และ "วัตถุธาตุ" การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างระดับของวัตถุ ความหมาย และการเมือง ได้กลายเป็นแกนกลางที่ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นภายในสาขาวิชานี้

ตัวอย่างเช่น นักวิชาการในสาย ภูมิศาสตร์คนผิวดำ (Black Geographies) ได้สืบค้นอย่างชัดเจนว่าวัฒนธรรมของคนผิวดำอุบัติขึ้นในความสัมพันธ์กับภูมิทัศน์ทางวัตถุอย่างไร (McKittrick and Woods, 2007; Ogundiran and Saunders, 2014; Bledsoe et al., 2017) ในขณะที่นักภูมิศาสตร์ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ ญาณวิทยาของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง (Indigenous Epistemologies) ได้ร่วมอภิปรายถึง "พหุวัตถุภาวะทางเลือก" ที่แตกต่างไปจากวัตถุภาวะกระแสหลักภายใต้ความทันสมัยแบบอาณานิคม (Larsen, 2016; Radcliffe, 2018) นักวิชาการในสาขาย่อยเหล่านี้ขับเน้นว่าประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีร่วมกันนำไปสู่ทั้งการสร้างความหมายที่โดดเด่นภายในภูมิทัศน์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่จำเพาะตัว

อาทิ นักภูมิศาสตร์คนผิวดำตั้งข้อสังเกตว่า การสร้างความหมายคือกลยุทธ์แห่งการขัดขืน (Resistance) สำหรับชุมชนที่ปราศจากอำนาจในการหล่อหลอมภูมิทัศน์ทางกายภาพโดยตรง (Allen et al., 2019) ในทางตรงกันข้าม นักภูมิศาสตร์ที่มุ่งเน้นความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองมักชี้ให้เห็นว่า โลกทางวัตถุสามารถมี "อำนาจเชิงกระทำการ" (Agentic Power) มากกว่าที่เคยเชื่อกันในแนวทางภูมิศาสตร์แบบอาณานิคมดั้งเดิม โดยเป็นการเปลี่ยนกรอบคิดให้การกระทำและการสร้างความหมายของมนุษย์เป็นการ "ตอบสนอง" ต่อ "การกระทำ" ของภูมิทัศน์ทางกายภาพมากยิ่งขึ้น (Gordillo, 2021)

แม้ว่าในบทนี้จะมุ่งเน้นไปที่การฉายภาพวาระเรื่องพหุวัตถุภาวะภายในเมือง แต่นักภูมิศาสตร์ได้นำเลนส์นี้ไปประยุกต์ใช้กับหัวข้อที่หลากหลายอย่างยิ่ง ผู้ที่ศึกษาเรื่อง "สถานที่" (Place) และ "การสร้างสถานที่" (Place-making) ต่างหันมาใช้มุมมองแบบพหุนิยมต่อระดับของวัตถุภาวะ โดยยืนกรานว่าสิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับวัตถุคือ "ความหมายที่แตกต่างกัน" ซึ่งกลุ่มประชากรที่แตกต่างกันเป็นผู้รังสรรค์ขึ้น (Martin and Pierce, 2023) ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในหัวข้อเรื่องความเป็นชาติ (Merriman and Jones, 2017), มิติทางเมือง (Latham and McCormack, 2004), ภูมิภาคทางทะเล (Steinberg, 2013), ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์และหลังมนุษยนิยม (Whatmore, 2006), การแสดงละคร (Rogers, 2017) ไปจนถึงเศรษฐกิจพลังงาน (Forget and Bos, 2022) ล้วนถูกวางกรอบผ่านเลนส์ของพหุวัตถุภาวะทั้งสิ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ทางผัสสะและวัตถุในทางภูมิศาสตร์มนุษย์จึงได้รับการพิจารณาอย่างชัดแจ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ในงานวิชาการทางภูมิศาสตร์

การพิจารณาว่าพหุวัตถุภาวะคือ "ระดับ" (Registers), "วัตรปฏิบัติ" (Practices) หรือ "ทัศนะ" (Perspectives) มากกว่าที่จะมองว่าเป็นเพียงวัตถุทางกายภาพชนิดต่าง ๆ กันนั้น ช่วยเน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานขององค์ความรู้ชุดนี้ สิ่งทางกายภาพนั้นมีความสำคัญ ทว่าความสำคัญนั้นดำรงอยู่ในความสัมพันธ์กับกระบวนการเฝ้าสังเกตและการสร้างความหมายที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นักวิชาการด้านพหุวัตถุภาวะให้ความสำคัญทั้งกับตัววัตถุและกระบวนการทางสังคม-วัฒนธรรมที่ผลิตสร้างความหมาย และในการดำเนินการดังกล่าว พวกเขาได้ดึงความสนใจให้เราเห็นว่า "โลกทางวัตถุ" แท้จริงแล้วก็คือ "โลกแห่งการตีความ" ด้วยเช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น