หน้าเว็บ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 31

เงินตราและการเงิน

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Sarah Hall(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.

บทนำ

ระบบการเงินระหว่างประเทศ (International financial system) ทวีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของครัวเรือน องค์กรธุรกิจ และรัฐชาติ ตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ (High street banks) และสถาบันการเงินเพื่อการเคหะ (Building societies) ที่เสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และบัญชีเงินออม ต่างต้องพึ่งพาการดำเนินงานของเหล่านักการเงินในศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (International financial centres) เช่น ลอนดอน (London) และนิวยอร์ก (New York) เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ ในส่วนขององค์กรธุรกิจที่ดำเนินงานในภาคส่วนที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากตึกระฟ้าอันระยิบระยับของย่านคานารี วอร์ฟ (Canary Wharf) และวอลล์สตรีท (Wall Street) เช่น ภาคการผลิตและภาคการผลิตอาหาร ต่างก็ถูกเชื่อมโยงเข้ากับระบบการเงินระหว่างประเทศ เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการบรรลุเป้าหมายทางการเงินตามความคาดหวังของผู้ถือหุ้น และต้องพึ่งพาตลาดการเงินโลกเพื่อเข้าถึงทุน (Capital) ที่จำเป็นสำหรับการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ ประการสุดท้าย ในระบบเศรษฐกิจตะวันตกที่ก้าวหน้าหลายแห่ง ภาคการธนาคาร การบัญชี และตลาดการเงิน ซึ่งรวมเรียกว่าอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน (Financial services industry) ได้สร้างคุณูปการอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในระดับชาติ แนวโน้มนี้ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่งในสหราชอาณาจักร (UK) โดยในปี 2021 มีการจ้างงานในภาคบริการทางการเงินมากกว่า 1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 3 ของตำแหน่งงานทั้งหมด (Commons Library, 2022a)

นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ (Economic geographers) ร่วมกับนักสังคมศาสตร์สาขาอื่น เรียกกระบวนการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของปัจเจกบุคคล ครัวเรือน และองค์กรธุรกิจ ต้องพึ่งพาระบบการเงินระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นนี้ว่า "ภาวะการกลายเป็นภาคการเงิน" (Financialisation) ในช่วงทศวรรษ 2000 กระบวนการนี้ดำเนินไปโดยไม่ได้รับความสนใจมากนักจากนักวิชาการ นักการเมือง และสื่อมวลชน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงที่มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และครัวเรือนต่างมีมาตรฐานความเป็นอยู่และอำนาจซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเข้าถึงสินเชื่อราคาถูกที่ทำได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ เมอร์วิน คิง (Mervyn King) ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ เรียกว่า "ทศวรรษแห่งความรุ่งโรจน์" หรือ NICE decade (มาจาก no inflation, constant expansion – ภาวะเงินเฟ้อต่ำและการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง) ของทศวรรษ 2000 ได้สิ้นสุดลงด้วย "วิกฤตการณ์ทางการเงินโลก" (Global financial crisis) ซึ่งย้อนกลับไปในช่วงปลายฤดูร้อนปี 2008 วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้บริษัททางการเงินหลายแห่งที่มีบทบาทสำคัญในการเกื้อหนุนกระบวนการกลายเป็นภาคการเงินต้องล้มละลายลง ที่โดดเด่นคือธนาคารเพื่อการลงทุน เลแมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) และการเข้าอุ้มชูทางการเงิน (Bailing out) แก่บริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่ง รวมถึงบริษัทประกันภัยข้ามชาติ เอไอจี (AIG) เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครัวเรือนทั่วไป องค์กรธุรกิจ และเศรษฐกิจระดับชาติ กับระบบการเงินระหว่างประเทศ กลายเป็นจุดสนใจของแวดวงการเมือง สื่อมวลชน และวิชาการ

ภายหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินดังกล่าวทันที ดูเหมือนว่าอำนาจของการเงินในการกำหนดทิศทางของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจอาจลดน้อยลง แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น การเงินได้กลับมาสร้างอิทธิพลอีกครั้งในหลายรูปแบบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของการเงินอย่างมีนัยสำคัญผ่านบริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ ฟินเทค (Fintech) บริษัทเหล่านี้ รวมถึงบริษัทผู้ให้สินเชื่อในรูปแบบ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" (Buy now pay later) อย่าง คลาร์นา (Klarna) ตลอดจนธนาคารดิจิทัลยุคใหม่ เช่น มอนโซ (Monzo) ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินระหว่างประเทศมากขึ้น และในการดำเนินการดังกล่าว พวกเขาได้ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาของระบบ (Lai and Samers, 2021) นอกจากนี้ การเงินยังเข้าไปมีส่วนพัวพันกับการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change)

พัฒนาการเหล่านี้เผยให้เห็นถึงความสำคัญของการคิดเชิงภูมิศาสตร์ (Thinking geographically) ต่อประเด็นภาวะการกลายเป็นภาคการเงิน เงินตรา และการเงินในภาพรวม ในบทนี้ ข้าพเจ้าจะแสดงให้เห็นว่างานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของเงินตราและการเงิน เผยให้เห็นว่าภูมิศาสตร์มีความสำคัญอย่างไรต่อทั้งการดำเนินงานของระบบการเงินระหว่างประเทศ แนวปฏิบัติทางเศรษฐกิจของเราเอง และความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าการทำความเข้าใจมิติทางวัฒนธรรมและสังคมของเงินตราและการเงิน เป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการเปิดเผยว่าภูมิศาสตร์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร และส่งผลกระทบที่ไม่เท่าเทียมกันต่อชีวิตทางเศรษฐกิจในแต่ละวันอย่างไร

การจัดวางพื้นที่และระยะห่างของระบบการเงินระหว่างประเทศ

แม้ว่าเงินตราและการเงินจะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก แต่นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ (Economic geographers) เพิ่งเริ่มให้ความสนใจกับเงินตราในฐานะประเด็นการวิจัยหลักอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา การตรวจสอบรายละเอียดของ เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey) เกี่ยวกับบทบาทของเงินตราและการเงินในการกำหนดสภาพแวดล้อมของเมืองผ่านกลยุทธ์การลงทุน ถือเป็นหนึ่งในคุณูปการที่สำคัญที่สุดต่องานวิจัยยุคแรกเริ่มเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของเงินตราและการเงิน (Harvey, 1982) งานชิ้นนี้ได้วางรากฐานสำหรับการอุบัติขึ้นของสาขาย่อยในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่มุ่งเน้นด้านเงินตราและการเงิน ซึ่งมีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญที่สุดตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา งานวิจัยในช่วงเวลานี้ยังคงรับเอาแนวทางเชิงวิพากษ์ต่อตรรกะ (และอคตรรกะ) ของระบบการเงินระหว่างประเทศที่ริเริ่มโดยฮาร์วีย์มาใช้ ตัวอย่างเช่น การดำเนินตามความสนใจในวงกว้างของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจต่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับมหภาค (Macro-scale socio-economic transformation) ที่เกี่ยวข้องกับการเร่งตัวของกระบวนการโลกาภิวัตน์ งานวิจัยจึงมุ่งเน้นไปที่ภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-politics) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปของระบบการเงินระหว่างประเทศ งานชิ้นนี้ตรวจสอบว่ากฎระเบียบทางการเงินที่มีลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันอย่างไร เพื่อสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศที่มีฐานที่มั่นอยู่ในกลุ่มศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศจำนวนไม่มาก (โดยเฉพาะลอนดอนและนิวยอร์ก) และศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่ง (Offshore financial centres) ซึ่งมีสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่ดึงดูดบริษัททางการเงิน (Martin, 1999)

จากการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญอย่างต่อเนื่องของพื้นที่จำนวนค่อนข้างน้อยภายในระบบการเงินระหว่างประเทศ งานวิจัยนี้จึงปฏิเสธข้ออ้างที่ว่าการบูรณาการที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของตลาดการเงิน ซึ่งขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการลดกฎระเบียบ (Deregulation) จะนำไปสู่จุดจบของภูมิศาสตร์ในฐานะปัจจัยกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของกิจกรรมบริการทางการเงิน ตัวอย่างเช่น โอไบรอัน (O’Brien, 1991) ในวิทยานิพนธ์เรื่อง "จุดจบของภูมิศาสตร์" (End of geography) แย้งว่าการใช้เทคโนโลยีและรูปแบบการสื่อสารเสมือนจริงที่มากขึ้น จะหมายถึงบริษัททางการเงินไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ร่วมกันภายในย่านการเงินอีกต่อไปเพื่อดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามงานทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับเงินตราและการเงิน หน้าข่าวธุรกิจในหนังสือพิมพ์และข่าวการเงินทางโทรทัศน์และวิทยุต่างแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กิจกรรมบริการทางการเงินยังคงกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น

การรวมกลุ่ม (Clustering) ของกิจกรรมบริการทางการเงินนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริการทางการเงินของลอนดอนเริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1700 เป็นต้นมา เพื่อสนับสนุนการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจจักรวรรดิของอังกฤษ (Cain and Hopkins, 1986) อย่างไรก็ตาม การรวมกลุ่มของกิจกรรมบริการทางการเงินได้ทวีความเข้มข้นขึ้นตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ ทำให้เกิดลำดับขั้น (Hierarchy) ที่ชัดเจนของศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (ดูตารางที่ 31.1) ความสำคัญสัมพัทธ์ของศูนย์กลางทางการเงินที่แตกต่างกันสามารถอธิบายได้ส่วนหนึ่งจากขอบเขตทางภูมิศาสตร์ (Geographical reach) ของตลาดที่พวกเขาให้บริการ (Beaverstock et al., 1999) ณ จุดสูงสุดของลำดับขั้นคือ ลอนดอนและนิวยอร์ก (ดูรูปที่ 31.1) เมืองระดับอัลฟ่า (Alpha world cities) เหล่านี้ให้บริการทางการเงินที่ครบวงจรแก่ลูกค้าทั่วโลก (รวมถึงวานิชธนกิจ การประกันภัย การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินในตลาดหลักทรัพย์ และบริการใหม่ ๆ เช่น บริการที่เกี่ยวข้องกับการเงินอิสลาม) รองลงมาจากศูนย์กลางทั้งสองนี้คือศูนย์กลางระดับรอง หรือระดับเบต้า (Beta centres) เช่น ฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่ให้บริการตลาดในระดับภูมิภาค ถัดลงมาคือศูนย์กลางระดับอนุภูมิภาค หรือระดับแกมม่า (Gamma centres) เช่น ชิคาโกและซูริก ที่ให้บริการเฉพาะทางมากขึ้นทั้งในด้านภูมิศาสตร์และด้านโครงสร้างองค์กร อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ลอนดอนและนิวยอร์กได้ครองลำดับขั้นนี้มาเป็นเวลาอย่างน้อย 50 ปี ศูนย์กลางขนาดเล็กจำนวนหนึ่งก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์และฮ่องกงได้พัฒนาจากศูนย์กลางระดับภูมิภาคสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่เป็นที่ยอมรับด้วยตนเอง ในขณะเดียวกัน นอกจากสองแห่งนี้แล้ว เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และเซินเจิ้น ก็ติดอันดับใน 10 อันดับแรกของศูนย์กลางทางการเงินในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระบบการเงินระหว่างประเทศ

ตารางที่ 1 การจัดอันดับศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ 20 อันดับแรก



ที่มา: Adapted from Z/Yen (2022)

รูปที่ 31.1 ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) บนถนนวอลล์สตรีท (Wall Street)

ที่มา: เครดิตภาพ: Pacifica/Alamy

นอกเหนือจากขนาดของตลาดที่แต่ละศูนย์กลางทางการเงินให้บริการแล้ว ภูมิศาสตร์ยังมีส่วนสำคัญในการอธิบายการครอบงำของกลุ่มคลัสเตอร์ทางการเงินจำนวนไม่มากในมิติอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น การที่ลอนดอน (London) และนิวยอร์ก (New York) ยังคงครองอำนาจนำอย่างต่อเนื่องนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางการค้าในภาพรวม เนื่องจากปัจจัยนี้ช่วยให้เมืองทั้งสองมีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือเมืองอื่น ๆ ในขณะที่ระบบการเงินระหว่างประเทศพัฒนายิ่งขึ้น นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ตั้งในเขตเวลา (Time zones) ที่แตกต่างกันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัททางการเงินสามารถทำการค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากมีสำนักงานตั้งอยู่ทั้งในลอนดอนและนิวยอร์ก ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมชาติของงานบริการทางการเงินเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดการกระจุกตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดการเงินในเมืองเฉพาะเจาะจง โดยมีผลประโยชน์จากการรวมกลุ่ม (Agglomeration benefits) 3 ประการที่สำคัญอย่างยิ่งในแง่นี้

ประการแรก คลัสเตอร์ทางการเงินช่วยเอื้อให้เกิดตลาดการเงินที่มีสภาพคล่อง (Liquid financial markets) หมายความว่าตลาดการเงินที่มีอยู่เดิมจะดึงดูดผู้ซื้อและผู้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพวกเขามีโอกาสสูงสุดที่จะพบลูกค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ของตนเองที่นั่น ประการที่สอง การรวมกลุ่มของบริษัททางการเงินภายในศูนย์กลางทางการเงินก่อให้เกิด "ความคึกคัก" (Buzz) ระหว่างเหล่านักการเงิน (Bathelt et al., 2004) ความคึกคักนี้ถูกสร้างขึ้นบนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างบุคคลและระหว่างองค์กร ซึ่งช่วยส่งเสริมกระบวนการนวัตกรรมและการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เพราะนักการเงินสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของคู่แข่งได้ ประการที่สาม เมื่อศูนย์กลางทางการเงินมีความมั่นคงแล้ว พื้นที่นั้นจะดึงดูดแรงงานทักษะสูง (Highly skilled labour force) ที่จำเป็นต่อการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาเฉพาะราย (Bespoke financial products) อย่างต่อเนื่อง

ความสนใจในธรรมชาติของงานบริการทางการเงิน และบทบาทของงานนี้ในการกำหนดภูมิศาสตร์ของระบบการเงินระหว่างประเทศ เป็นจุดเน้นของงานวิจัยจำนวนมากโดยนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา งานชิ้นนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการขยาย "ชุดเครื่องมือทางทฤษฎี" (Theoretical toolkit) ที่นักภูมิศาสตร์ผู้สนใจด้านเงินตราและการเงินใช้ นอกเหนือไปจากความสนใจเดิมที่มุ่งเน้นเพียงภูมิรัฐศาสตร์ของการเงิน แต่งานวิจัยยุคหลังนี้กลับตรวจสอบว่ามิติทางสังคมและวัฒนธรรมของเงินตราและการเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการอธิบายการครอบงำอย่างต่อเนื่องของศูนย์กลางทางการเงินเพียงไม่กี่แห่งได้อย่างไร การมุ่งเน้นไปที่เหล่านักการเงินที่ทำงานภายในศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความเข้าใจในกิจกรรมของพวกเขาจะช่วยยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ที่ไม่เท่าเทียม (Uneven geography) ของระบบการเงินระหว่างประเทศในภาพรวม

งานศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การกระทำที่เป็นกิจวัตร ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการของนักการเงินแต่ละราย ซึ่งรวมถึงการศึกษาแนวปฏิบัติในการทำงานประจำวัน และการสร้างเครือข่ายนอกเวลางานในพื้นที่ทางสังคม เช่น บาร์และร้านอาหารภายในศูนย์กลางทางการเงิน ห้องรับรองในผู้โดยสารขาออกของสนามบิน และสโมสรของชาวต่างชาติ (Expatriate clubs) ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะความเป็นสากลของอาชีพด้านการเงิน (ดูตัวอย่างที่ Beaverstock, 2002) ในการดำเนินการดังกล่าว ได้มีการพัฒนาคำอธิบายที่ซับซ้อนเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับลักษณะการ "เน้นข้อมูลข่าวสาร" (Information-rich nature) ของบริการทางการเงิน ซึ่งมีความสำคัญยิ่งในการกำหนดความสำคัญอย่างต่อเนื่องของศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศเพียงไม่กี่แห่ง

สามแง่มุมของงานวิจัยนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล: งานวิจัยเผยให้เห็นว่าการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในและระหว่างศูนย์กลางทางการเงินมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อนักการเงินในการผลิตและหมุนเวียนความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินและความต้องการของลูกค้า (Clark and O’Connor, 1997) ความสำคัญของเครือข่ายเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเดินทางระหว่างศูนย์กลางทางการเงินบ่อยครั้ง ทั้งเพื่อการประชุมเฉพาะกิจหรือการส่งตัวไปปฏิบัติงานในระยะยาว เนื่องจากบริษัททางการเงินพยายามเผยแพร่ความรู้ขององค์กร (Corporate knowledges) ระหว่างศูนย์กลางทางการเงินต่าง ๆ

ความรู้ผ่านร่างกายและอารมณ์: งานวิจัยตรวจสอบว่างานบริการทางการเงินยังเกี่ยวข้องกับชุดความรู้ที่แสดงออกผ่านทางร่างกายและอารมณ์ (Embodied and emotive knowledges) ในแง่นี้ ปัจเจกบุคคลจะเข้าถึงเครือข่ายส่วนตัวที่สำคัญต่องานประจำวันได้ผ่านการแต่งกายและการวางตัวในลักษณะที่คล้ายคลึงกับเพื่อนร่วมวิชาชีพ เพื่อสร้างความไว้วางใจที่จำเป็นต่อการพัฒนาเครือข่ายดังกล่าว (Thrift, 1994) นอกจากนี้ แมคโดเวลล์ (McDowell, 1997) ยังแสดงให้เห็นว่าการแสดงออกทางร่างกายเหล่านี้มีมิติทางเพศสภาวะ (Gendered) โดยผู้หญิงที่ทำงานในบริการทางการเงินมักต้องปรับบุคลิกภาพและการวางตัวให้คล้ายกับเพื่อนร่วมงานชาย เพื่อให้ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในตลาดแรงงานการเงินระดับแนวหน้า

การฝึกอบรมและทุนทางสังคม: แม้ว่าภูมิหลังทางการศึกษาจะได้รับการบันทึกว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเข้าถึงเครือข่ายเหล่านี้ แต่งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการฝึกอบรมและการศึกษาอย่างต่อเนื่องภายในสถานที่ทำงานทางการเงิน เช่น โครงการฝึกอบรมบัณฑิตใหม่ในธนาคารเพื่อการลงทุน และการศึกษาระดับปริญญา MBA จากโรงเรียนธุรกิจชั้นนำ ก็เป็นกิจกรรมสำคัญที่บุคคลใช้เรียนรู้วิธีการวางตัวแบบนักการเงินระหว่างประเทศ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายส่วนตัวภายในศูนย์กลางทางการเงิน ซึ่งสำคัญต่อความสำเร็จในอาชีพของตนเอง

สรุปย่อ

  •       แม้จะมีกระบวนการนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการปฏิรูปกฎระเบียบ แต่การเงินโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศเพียงไม่กี่แห่ง
  •       มีลำดับขั้นที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (Dynamic hierarchy) ของศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญสัมพัทธ์ในฐานะจุดสั่งการและควบคุม (Command and control points) ภายในระบบการเงินโลก
  •       ลำดับขั้นนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติของการเงินเอง ตัวอย่างเช่น ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของซานฟรานซิสโก (San Francisco) สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างบริษัทเทคโนโลยีและบริการทางการเงิน
  •       ในการอธิบายความสำคัญอย่างต่อเนื่องของศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ งานวิจัยจำเป็นต้องพิจารณาว่าเงินตราและการเงินเป็นทั้งแนวปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรม พอ ๆ กับที่เป็นชุดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง

ภูมิศาสตร์ของชีวิตประจำวันในภาวการณ์กลายเป็นภาคการเงิน

ภูมิศาสตร์ของระบบการเงินระหว่างประเทศและความสำคัญอย่างต่อเนื่องของศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศภายในระบบดังกล่าว ไม่ได้มีความสำคัญเพียงต่อแนวปฏิบัติในการทำงานของกลุ่มชนชั้นนำทางการเงินเท่านั้น แต่ชีวิตประจำวันของเราเองก็ถูกเชื่อมโยงเข้ากับระบบการเงินนี้มากขึ้นผ่านการบริโภคผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และในจุดนี้เองที่ภูมิศาสตร์เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในแง่นี้ นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจมีความสนใจในการวิจัยด้านการเงินเพื่อรายย่อย (Retail finance) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง อันหมายถึงบริการทางการเงินที่เสนอแก่ครัวเรือนผ่านธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเพื่อการเคหะ และผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต แท้จริงแล้ว งานวิจัยยุคแรกเริ่มเกี่ยวกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage finance) ภาวะมูลค่าหนี้สูงกว่าราคาทรัพย์สิน (Negative equity – หมายถึงเจ้าของบ้านที่เป็นหนี้ผู้ให้สินเชื่อจำนองมากกว่ามูลค่าปัจจุบันของบ้าน) และการกีดกันทางการเงิน (Financial exclusion) ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับการพัฒนาสาขาย่อยของงานทางภูมิศาสตร์ด้านเงินตราและการเงินในช่วงทศวรรษ 1990 (Leyshon, 1995)

ประเด็นการวิจัยเหล่านี้ได้กลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 2010 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการที่การเงินส่วนบุคคลกลายเป็นหัวใจสำคัญของ "วิกฤตการณ์ทางการเงินโลก" ในปี 2008 อีกครั้งที่ประเด็นเรื่องสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก เนื่องจากความไม่สามารถในการชำระหนี้จำนองของผู้กู้กลุ่มซับไพรม์ (Sub-prime หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง) ในบางพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยวิกฤตที่จุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์ เมื่อผู้ให้กู้จำนองต้องตอบโต้ต่อข้อเท็จจริงที่ว่าเงินกู้ที่พวกเขาปล่อยไปอาจไม่ได้รับชำระคืน ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลังวิกฤตการณ์ การเงินส่วนบุคคลได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อผลการดำเนินงานของกองทุนบำเหน็จบำนาญ และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังคงถูกจำกัดอย่างเข้มงวดเนื่องจากผู้ให้กู้พยายามลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด ความสนใจในการเงินส่วนบุคคลและการเงินเพื่อรายย่อยในช่วงหลังนี้ได้ปรับเอาโหมดการวิเคราะห์ที่มีความอ่อนไหวต่อมิติทางสังคมและวัฒนธรรมมาใช้มากขึ้นเมื่อเทียบกับงานยุคก่อน โดยมุ่งเน้นไปที่คำถามเรื่องการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial inclusion) การกีดกันทางการเงิน และภูมิศาสตร์ที่ไม่เท่าเทียมของปรากฏการณ์เหล่านี้

การกีดกันทางการเงิน หมายถึง "กระบวนการที่ปัจเจกบุคคลและครัวเรือนเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงบริการทางการเงิน" (Leyshon et al., 2008: 447) มีสองกระบวนการที่ขยายขอบเขตของการกีดกันทางการเงินในช่วงทศวรรษ 2000 ประการแรก การปฏิรูปเพื่อลดการกำกับดูแล (De-regulatory reforms) ในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมก้าวหน้า ได้อนุญาตให้บริษัททางการเงินพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่สะท้อนถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ปัจเจกบุคคลและครัวเรือน (มากกว่ารัฐ) จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความมั่นคงทางการเงินในอนาคตของตนเองมากขึ้น กระบวนการนี้เห็นได้ชัดอย่างยิ่งในการจัดหาบำเหน็จบำนาญ เนื่องจากปัจเจกบุคคลถูกผูกติดกับระบบการเงินระหว่างประเทศผ่านการลดลงของการจัดหาบำเหน็จบำนาญแบบกำหนดผลประโยชน์แน่นอน (Defined benefit pension) ที่ปัจเจกบุคคลเคยได้รับการรับรองระดับรายได้หลังเกษียณ ในทางตรงกันข้าม ปัจเจกบุคคลกลับต้องพึ่งพาการเป็นผู้จัดการรายได้หลังเกษียณเชิงรุกผ่านการใช้การลงทุนที่หลากหลายในตลาดการเงินระหว่างประเทศ (Clark, 2003) ด้วยวิธีนี้ ปัจเจกบุคคลจึงถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคทางการเงินที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งจะบริหารจัดการและรับความเสี่ยงเพื่อดูแลอนาคตทางการเงินของตนเองผ่านการศึกษาที่เหมาะสมจากแผนส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial literacy schemes) (Langley 2008) อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักพุ่งเป้าไปที่กลุ่มบุคคลที่สร้างกำไรได้สูงสุด ดังนั้นบุคคลอื่น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงความรู้ทางการเงินได้ จึงถูกทำให้กลายเป็นคนชายขอบจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ ประการที่สอง นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับระบบการเงินระหว่างประเทศผ่านกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation) ได้นำไปสู่การพัฒนาช่องทางใหม่ๆ สำหรับบริการทางการเงินที่ใช้รูปแบบการสื่อสารเสมือนจริงมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านกิจกรรมอย่างธนาคารทางอินเทอร์เน็ต (Leyshon and Pollard, 2000)

ผลลัพธ์สองประการจากการทวีความรุนแรงของกระบวนการกีดกันทางการเงินเหล่านี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งทั้งคู่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์โดยเนื้อแท้ ประการแรก งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าการมุ่งเน้นที่กลุ่มลูกค้าทางการเงินที่ทำกำไรได้เพิ่มขึ้น ได้ก่อให้เกิดภูมิศาสตร์ที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างมากของการถอนบริการทางการเงิน สิ่งนี้ปรากฏชัดเจนที่สุดในแง่ของการปิดสาขาธนาคารและสถาบันการเงินเพื่อการเคหะ ซึ่งส่งผลให้จำนวนสาขาในสหราชอาณาจักรหดตัวลงประมาณสองในสามระหว่างปี 1986 ถึง 2021 (Commons Library, 2022b) การปิดสาขาเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี และถูกเร่งให้เร็วขึ้นโดยโรคระบาด แต่นักภูมิศาสตร์ได้มีบทบาทสำคัญในการสาธิตให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่และสถานที่ต่อกระบวนการดังกล่าว ในแง่นี้ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพของสาขาธนาคารและสถาบันการเงินเพื่อการเคหะได้รับการกำหนดแนวคิดให้เป็นโครงข่าย (Network) ซึ่งสามารถวัดขอบเขตและความหนาแน่นได้ทั้งตามภูมิภาค และที่สำคัญกว่านั้นคือตามเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการใช้วิธีการหลังนี้ Leyshon et al. (2008) ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการถอนบริการที่เกิดขึ้นอย่างไม่สมส่วนในเขตพื้นที่ที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในสหราชอาณาจักร การมุ่งเน้นที่ภูมิศาสตร์ของกระบวนการกีดกันทางการเงินนี้ได้รับการพัฒนาต่อไปผ่านการระบุรูปแบบต่างๆ ของ "นิเวศวิทยาการเงินเพื่อรายย่อย" (Retail financial ecologies) (Leyshon et al., 2004) คำอุปมานี้ถูกใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติในการทำงานของผู้ให้บริการทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการประเมินผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า "จากระยะไกล" ด้วยเทคนิคการจัดลำดับคะแนนเครดิต (Credit scoring) มีส่วนร่วมในการสร้างภูมิทัศน์ทางการเงิน (Financial landscapes) แนวทางนี้ได้ระบุประเภทนิเวศวิทยาในอุดมคติที่ตัดกันสองแบบ: แบบแรกคือ นิเวศวิทยาแบบชนชั้นกลาง ซึ่งลูกค้าที่มีความรู้ทางการเงินสูงใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายเพื่อเข้าถึงบริการทางการเงิน จึงรักษาสถานะเครือข่ายสาขาทางกายภาพและเสมือนของธนาคารที่เข้มแข็งไว้ได้ และแบบที่สองคือ นิเวศวิทยาแบบ "ซากตกค้าง" (Relic ecologies) ซึ่งกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมต้องทนรับทั้งการล่มสลายของการจัดหาการเงินกระแสหลักเนื่องจากขาดความสามารถในการทำกำไร และในขณะเดียวกันก็ต้องตกอยู่ภายใต้รูปแบบการจัดหาเงินตราที่ขูดรีดมากกว่า เช่น สินเชื่อที่เสนอโดยผู้ให้กู้แบบเคาะประตูบ้าน สิ่งนี้ปรากฏให้เห็นในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นผ่านอัตราการปิดสาขาที่สูงกว่าในย่านที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่า (ดูรูปที่ 31.2)

รูปที่ 31.2สาขาที่ปิดตัวลงของธนาคารซานตานเดร์ (Santander) ในลอนดอน สหราชอาณาจักร

ที่มา: เครดิตภาพ: Troika/Alamy

ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ ตัวบุคคลทางการเงินที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม และการจัดหาบริการทางการเงินเพื่อรายย่อย ยังได้รับการตรวจสอบผ่านงานวิจัยที่พิจารณาการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อจำนองกลุ่มซับไพรม์ (Aalbers, 2005, 2008) งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทการเงินทั่วไปเข้าถึงสินเชื่อผ่านธนาคารพาณิชย์ภายในระบบการเงินระหว่างประเทศอย่างไรเพื่อเพิ่มการปล่อยกู้ในช่วงทศวรรษ 2000 อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงสินเชื่อดังกล่าวนั้นมีความไม่เท่าเทียมอย่างมาก โดย "ชาติพันธุ์" (Race) และ "ชนชั้น" (Class) ทำหน้าที่เป็นปัจจัยสำคัญเมื่อผู้ให้กู้ตัดสินใจว่าลูกค้าที่มีศักยภาพรายใดควรค่าแก่การได้รับสินเชื่อ และเงื่อนไขของเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยนั้นจะเอื้ออำนวย (หรือไม่) เพียงใด นอกเหนือจากการเปิดเผยวิธีต่างๆ ที่ปัจเจกบุคคลและครัวเรือนได้รับผลกระทบจากผลพวงของวิกฤตการณ์ทางการเงินแล้ว งานชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเงินระดับชนชั้นนำและระบบการเงิน "ในชีวิตประจำวัน" ที่ถูกส่งเสริมผ่านกระบวนการกลายเป็นภาคการเงิน

นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจยังพยายามทำความเข้าใจมากขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงในบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นนั้นมีภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของตนเองอย่างไร งานชิ้นนี้เน้นไปที่ภาคส่วนฟินเทค (Fintech) ซึ่งเป็นหมวดหมู่กว้างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบของการชำระเงิน การธนาคาร และการประกันภัย สามารถนิยามได้ว่าเป็นการดำเนินงาน " ณ จุดตัดของภาคการเงินและภาคเทคโนโลยี ที่ซึ่งบริษัทสตาร์ทอัพที่เน้นเทคโนโลยีและผู้เข้าสู่ตลาดรายใหม่กำลังสร้างแพลตฟอร์ม ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ นอกเหนือจากที่อุตสาหกรรมการเงินแบบดั้งเดิมมีให้ในปัจจุบัน [ซึ่งกำลัง] เปลี่ยนแปลงวิธีการที่ธุรกิจและผู้บริโภคชำระเงิน ให้ยืม ยืมเงิน และลงทุน" (Lai and Samers, 2021: 720) งานในสาขาภูมิศาสตร์เศรษฐกิจได้สำรวจภูมิศาสตร์ของบริษัทฟินเทคใหม่ๆ ธรรมชาติของเงินตราที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคริปโต (Crypto) หรือสกุลเงินออนไลน์ และการกำกับดูแลฟินเทค เป็นที่ชัดเจนว่าภาคส่วนฟินเทคกำลังเริ่มกำหนดทิศทางของภาคบริการทางการเงินกระแสหลัก เช่น ผ่านการที่เมืองที่มีคลัสเตอร์ฟินเทคขนาดใหญ่ขยับอันดับสูงขึ้นในการจัดอันดับศูนย์กลางทางการเงิน ดังที่แสดงในตารางที่ 31.1 เมื่อภาคส่วนนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับภาคการเงินกระแสหลักอย่างใกล้ชิดมากขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นพื้นที่งานวิจัยที่สำคัญในอนาคตสำหรับนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ

สรุปย่อ

  •       ครัวเรือนแต่ละครัวเรือนถูกผูกติดกับระบบการเงินระหว่างประเทศมากขึ้นผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุน โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและกองทุนบำเหน็จบำนาญ
  •        กระบวนการนี้เรียกว่า "ภาวะการกลายเป็นภาคการเงิน" (Financialisation) แต่นำไปสู่การกีดกันทางการเงิน เนื่องจากกลุ่มคนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้
  •       การกีดกันทางการเงินส่งผลกระทบอย่างไม่สมส่วนต่อกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยและกลุ่มที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ สิ่งนี้ปรากฏชัดเจนเป็นพิเศษภายหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกที่เริ่มขึ้นในปี 2008
  •       นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจกำลังศึกษารูปแบบใหม่ของการเงินที่มีเทคโนโลยีเป็นสื่อกลางมากขึ้น โดยเฉพาะฟินเทค (Fintech)

สรุปท้ายบท

งานวิจัยทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่มุ่งเน้นทั้งระบบการเงินระหว่างประเทศและภูมิศาสตร์การเงินในชีวิตประจำวันของครัวเรือน ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ถูกกำหนดให้เป็นประเด็นการวิจัยหลักสำหรับนักภูมิศาสตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แม้ว่าการอุบัติขึ้นของรูปแบบการสื่อสารเสมือนจริง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการลดการกำกับดูแล อาจดูเหมือนนำไปสู่การลดทอนความสำคัญของพื้นที่และสถานที่ที่มีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แต่งานวิจัยที่นำเสนอในบทนี้ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การกำหนดแนวคิดเรื่องเงินตราและการเงินเชิงภูมิศาสตร์ (Conceptualising money and finance geographically) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจกระบวนการผลิตและผลลัพธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันของทั้งระบบการเงินระหว่างประเทศและความเชื่อมโยงที่มีต่อเศรษฐกิจภาคครัวเรือน เพื่อที่จะทำความเข้าใจภูมิศาสตร์เหล่านี้อย่างถ่องแท้ งานวิจัยล่าสุดได้เผยให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาว่าการเงินเป็นแนวปฏิบัติทางวัฒนธรรมและสังคม พอๆ กับที่เป็นชุดของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณค่าของแนวทางนี้อยู่ที่การบันทึกให้เห็นว่ากิจกรรมของกลุ่มชนชั้นนำทางการเงินที่ทำงานอยู่ในศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศเพียงไม่กี่แห่ง เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ปัจเจกบุคคลและครัวเรือนต้องพึ่งพาสูงขึ้นเพื่ออนาคตทางการเงินของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนบำเหน็จบำนาญและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ได้อภิปรายไว้ข้างต้นเกี่ยวกับกระบวนการกลายเป็นภาคการเงินและพัฒนาการใหม่ๆ เช่น ฟินเทค (Fintech) ยังคงมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะส่วน เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ดำเนินการในพื้นที่ที่เป็นหัวใจหลักของระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก การเลือกพื้นที่วิจัยในลักษณะนี้มีความสำคัญเพราะหมายความว่า คำอธิบายเกี่ยวกับเงินตราและการเงินที่ถูกสร้างขึ้นนั้นก็มีความเฉพาะส่วนเช่นกัน ความเฉพาะส่วนนี้ปรากฏชัดเจนที่สุดจากผลพวงของสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกปี 2008 ซึ่งแท้จริงแล้วมีการเผชิญกับประสบการณ์ที่ค่อนข้างแตกต่างกันออกไปในพื้นที่นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่งานวิจัยเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของเงินตราและการเงินในอนาคตจะต้องขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของตนเอง เพื่อพัฒนาคำอธิบายเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ทางการเงินในระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging economies) ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ภายใต้วาระการวิจัยที่กำลังอุบัติขึ้นนี้ กรณีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มประเทศบริคส์ (BRIC - บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้เป็นที่ตั้งของทั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น สิงคโปร์ (Singapore) และเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) ตลอดจนเป็นตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินในชีวิตประจำวัน การทำความเข้าใจภูมิศาสตร์ของเงินตราและการเงินที่กำลังอุบัติขึ้นเหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจต้องการที่จะทำความเข้าใจภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและไม่เท่าเทียมของการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อปัจเจกบุคคลและครัวเรือนสืบต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น