พัฒนา ราชวงศ์ สุดารัตน์ สุขอยู่ และกรกช หิริรัตน์
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Luke Drake (2024) Participatory cartographies for social change.In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.1262-1277. London: Routlege.
บทนำ
แผนที่นั้นมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนและโลกที่อยู่รอบตัวเรา
แต่คำถามสำคัญคือ เรื่องราวเหล่านี้เป็นของใคร? และใครเป็นผู้เล่าเรื่อง?
นี่คือประเด็นสำคัญสำหรับการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วม (Participatory
Cartography) เนื่องจากแผนที่อาจลวงตาเราด้วยความเรียบง่าย:
แผนที่ที่ดีอาจใช้เวลาเพียงวินาทีเดียวในการทำความเข้าใจ
แต่กลับใช้เวลานานมากในการสร้างสรรค์; แผนที่โลกที่ดูเหมือนเป็นกลางและไม่มีพิษมีภัยซึ่งติดอยู่ในห้องเรียนประถมศึกษาทั่วโลกนั้น
แท้จริงแล้วเป็นผลผลิตและเป็นหัวใจสำคัญของจักรวรรดินิยมยุโรป (European
Imperialism) แผนที่ชุดใหม่ปรากฏขึ้นเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป
แผนที่บางฉบับดูเหมือนจะช่วยยืนยันความเชื่อที่ยึดถือกันมาอย่างยาวนาน
ขณะที่แผนที่ฉบับอื่นๆ กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่เคยถูกกดทับไว้เป็นเวลานาน
แผนที่ศาสตร์ (Cartography) คือทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการสร้างแผนที่
ซึ่งการตัดสินใจว่าจะนำสิ่งใดมารวมไว้หรือตัดออกไปจากแผนที่นั้น
ล้วนผูกพันอยู่กับลำดับชั้นของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (Power Relations) ส่วนการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมนั้น
คือทฤษฎีและแนวปฏิบัติที่นำความรู้แขนงต่างๆ มาใช้ในการสร้างแผนที่
และพิจารณาความสัมพันธ์เชิงอำนาจเหล่านี้อย่างตั้งใจในกระบวนการผลิตแผนที่
ผู้คนทั่วโลกสร้างแผนที่มานานนับพันปี
และการสร้างแผนที่เชิงสร้างสรรค์ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน แต่แท้จริงแล้ว
"แผนที่" คืออะไร? นักภูมิศาสตร์มักเริ่มต้นด้วยการพิจารณาว่าแผนที่เป็นวิธีการหนึ่งในการแบ่งปันความรู้เชิงพื้นที่
(Spatial Knowledge) ในแง่นี้
การสื่อสารผ่านคำพูดและเรื่องเล่าจากปากต่อปากเกี่ยวกับจุดสังเกต เส้นทาง
และอาณาเขต จึงอาจถือเป็นแนวปฏิบัติสากลของมนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
แน่นอนว่าเรามองว่าแผนที่บนฐานเว็บในสมาร์ทโฟนนั้นแพร่หลายไปทั่วสังคม
แต่ลองคิดดูสักนิด—กี่ครั้งแล้วที่คุณเพียงแค่บอกทางไปยังร้านค้าแก่ผู้ขับรถ
หรือบอกทางเดินข้ามวิทยาเขต? แม้ว่าแผนที่จะอยู่ในรูปแบบที่เป็นทางการ
เช่น แผนที่ดิจิทัลหรือแผนที่กระดาษ
การสื่อสารด้วยวาจาก็ยังคงถูกนำมาใช้บ่อยครั้งเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ปรากฏบนแผนที่
คุณอาจเคยมีประสบการณ์ในการดูแผนที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัย
หรือแผนที่เส้นทางขนส่งสาธารณะที่ติดไว้ตามสถานีรถไฟหรือป้ายรถเมล์
เพื่อช่วยเพื่อนทำความเข้าใจว่าเส้นสีต่างๆ หมายถึงอะไร "ที่นี่"
อยู่ตรงไหน และจะไปถึง "ที่นั่น" ได้อย่างไร
หากเราพิจารณาแผนที่ในลักษณะนั้น
แผนที่จึงไม่ได้ดำรงอยู่โดดเดี่ยว
แต่เป็นส่วนขยายของการสื่อสารรูปแบบอื่นเกี่ยวกับปริภูมิและสถานที่
แผนที่เชื่อมโยงปัจเจกบุคคล ชุมชน สถาบัน และรัฐเข้าด้วยกันในหลากหลายมิติ
ในฐานะรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร แผนที่ถือเป็นวาทกรรม (Discourse) ประเภทหนึ่ง เคียงคู่ไปกับตัวบทงานเขียน ประวัติศาสตร์บอกเล่า
บทเพลงและบทสวด รวมถึงภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscapes) (ดูบทที่ 6 ว่าด้วยการ "อ่าน" ภูมิทัศน์)
และตามที่นักภูมิศาสตร์มนุษย์หลายคนได้ชี้ให้เห็น
วาทกรรมนั้นผูกพันกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ซับซ้อน
ทั้งหมดนี้คือการช่วยให้คุณเริ่มคิดถึงแผนที่ในฐานะที่ไม่ใช่แค่ "คำนาม"
แต่ยังเป็น "คำกริยา" การทำแผนที่ (Mapping) ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทำขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของชุดแนวปฏิบัติทางวาทกรรมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันในรูปแบบที่มักจะไม่เท่าเทียมกัน
ยกตัวอย่างเช่น แผนที่การเดินเรือ (Navigational Charts) ที่พัฒนาโดยชาวพื้นเมืองหมู่เกาะมาร์แชลล์ (Indigenous Marshall Islanders) (ภาพที่67.1) แผนที่เหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสอนและสื่อสารความรู้ทางสมุทรศาสตร์ที่ซับซ้อนเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างเกาะ กระแสน้ำ และคลื่น โดยถูกผลิตขึ้นอย่างยั่งยืนด้วยวัสดุในท้องถิ่น เช่น เปลือกหอยและไม้ แผนที่เหล่านี้บางส่วนเรียกว่า meddo และ rebbelib ในภาษามาจัล (Kajin Majel) ซึ่งแสดงตำแหน่งของเกาะต่างๆ แต่แผนที่อีกประเภทที่เรียกว่า mattang จะแสดงภาพแนวคิดเรื่องการเลี้ยวเบน การหักเห และการสะท้อนของคลื่น ซึ่งช่วยให้นักเดินเรือชาวมาร์แชลล์สามารถค้นหาเกาะต่างๆ ในระยะทางที่กว้างไกลได้ ที่สำคัญคือ แผนที่ mattang เหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นการเป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ของตำแหน่งที่ตั้ง และไม่ได้สื่อสารกระบวนการทางสมุทรศาสตร์ในฐานะแผนที่เดี่ยวๆ แต่ดำรงอยู่ควบคู่ไปกับการส่งต่อความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันจึงจะเข้าใจได้ แผนที่เหล่านี้ยังดำรงอยู่ในเชิงสัมพันธ์กับแนวปฏิบัติเชิงพื้นที่ของการล่องเรือในมหาสมุทร การใช้แผนที่เหล่านี้ลดน้อยลงในช่วงการยึดครองของอาณานิคมเยอรมันและญี่ปุ่น เนื่องจากการสั่งห้ามการล่องเรือแบบดั้งเดิมโดยอ้างเรื่องความปลอดภัยและเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทการค้าของอาณานิคม เมื่อไม่มีการล่องเรือ แผนที่ก็เลิกใช้ไป การทำแผนที่ในกรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงการประกอบตัวแผนที่ขึ้นมา แต่ยังรวมถึงแนวปฏิบัติเชิงพื้นที่ของการล่องเรือด้วย ความรู้เรื่องการล่องเรือและความรู้เรื่องการทำแผนที่นั้นพึ่งพาอาศัยกัน การบังคับใช้ข้อจำกัดด้านการเคลื่อนที่ได้ทำให้แนวปฏิบัติในการทำแผนที่เหล่านี้สลายตัวไป จนกระทั่งมีการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในหลายทศวรรษต่อมา ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าแผนที่เป็นส่วนขยายของชุดแนวปฏิบัติทางการสื่อสารและความรู้ และตั้งอยู่ท่ามกลางการต่อสู้แย่งชิงอำนาจและวาทกรรม การล่าอาณานิคมในหมู่เกาะมาร์แชลล์ขึ้นอยู่กับการกดทับแนวปฏิบัติเชิงพื้นที่และความรู้เชิงพื้นที่ของชาวพื้นเมืองเหล่านั้นในส่วนหนึ่ง
ภาพที่ 67.1 แผนที่การเดินเรือหมู่เกาะมาร์แชลล์
(ไม่ระบุวันที่)
ที่มา:
เอื้อเฟื้อโดยห้องสมุดมหาวิทยาลัย California State University,
Northridge เตรียมภาพโดย David Deis
แม้ว่าการแบ่งปันความรู้เชิงพื้นที่จะเป็นสิ่งสากล แต่แผนที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดอาจเป็นฉบับที่แสดงให้เห็นว่าการทำแผนที่ถูกเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอำนาจรัฐ (State Power) หนึ่งในแผนที่โลกยุคแรกๆ ("โลก" ในที่นี้สัมพันธ์กับสิ่งที่ยุโรปและตะวันออกใกล้รู้จัก) ถูกสร้างขึ้นโดยนักแผนที่ชาวแอฟริกาเหนือชื่อ มูฮัมหมัด อัล-อิดรีซี (Muhammad al-Idrisi) ในปี ค.ศ. 1154 ซึ่งได้รับมอบหมายจากกษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 แห่งซิซิลี (King Roger II) (ภาพที่67.2) ส่วนแผนที่ Mappa Mundi (ความหมายตามตัวอักษรคือ แผนที่โลกในภาษาอิตาลี) ถูกผลิตขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของผู้นำระบอบเทวาธิปไตยในยุโรป โดยแสดงภาพกรุงเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลางของโลก
ภาพที่ 67.2 หนึ่งในแผนที่ที่สร้างโดย
มูฮัมหมัด อัล-อิดรีซี ในปี ค.ศ. 1154 สำหรับแผนที่เล่มที่รู้จักกันในชื่อ Tabula
Rogeriana
ที่มา: Wikimedia Commons
การมองแผนที่ในฐานะส่วนหนึ่งของวาทกรรม อำนาจ และความรู้นั้นมีความสำคัญ เพราะจะช่วยสร้างมุมมองเชิงวิพากษ์ (Critical Perspective) ต่อสาขาวิชาแผนที่ศาสตร์ ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบและการผลิตแผนที่ ปัจจุบันการทำแผนที่ในระดับวิชาชีพจำเป็นต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น เส้นโครงแผนที่ (Map Projections), ทฤษฎีสี และที่เพิ่มขึ้นอย่างมากคือความรู้ด้านการจัดการฐานข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems - GIS) มาตรฐานดังกล่าวนั้นเป็นผลจากการอุบัติขึ้นของแผนที่ศาสตร์ประเภทหนึ่งจากยุโรปตะวันตกในช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา—ซึ่งเป็นศาสตร์ที่การฝึกฝนเฉพาะทางมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวแทนพื้นผิวโลกสามมิติบนแผนที่สองมิติอย่างแม่นยำ (ดูบทที่ 66) แผนที่ศาสตร์ประเภทนี้ แทนที่จะพอใจกับตำแหน่งสัมพัทธ์ กลับหันไปพึ่งพาการควบคุมความบิดเบี้ยวที่เกิดขึ้นอย่างแม่นยำเมื่อมีการถ่ายทอดพื้นผิวโลก 3 มิติลงบนแผนที่ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า เส้นโครงแผนที่ ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักแผนที่เพื่อลดความบิดเบี้ยวของรูปร่างประเทศและทวีป พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ระยะทาง และทิศทาง เทคนิคแผนที่ศาสตร์ที่เป็นทางการซึ่งถูกสอนและใช้งานในปัจจุบันนั้นพัฒนาขึ้นเป็นส่วนใหญ่ผ่านการล่าอาณานิคม และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวปฏิบัติการทำแผนที่แบบต่อต้านอาณานิคม (Anti-colonial) และถอนรากอาณานิคม (Decolonial) ก็ได้ปรากฏขึ้น แผนที่เส้นโครงแบบเมอร์เคเตอร์ (Mercator projection) ที่มีเส้นเมริเดียนแรก (Prime Meridian) กำหนดให้สหราชอาณาจักรอยู่กึ่งกลางแผนที่ อาจเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของมรดกจากลัทธิจักรวรรดินิยมในงานแผนที่ศาสตร์ ปัจจุบันพบเห็นได้ในห้องเรียนทั่วโลก เกอร์ฮาร์ดัส เมอร์เคเตอร์ (Gerardus Mercator) พัฒนาเส้นโครงนี้ในปี ค.ศ. 1569 เพื่อช่วยในการเดินเรือ และส่งผลต่อการแพร่กระจายของอาณานิคมยุโรป แม้ในปัจจุบัน เส้นโครงนี้ยังเป็นพื้นฐานของเส้นโครงแบบ Web Mercator ที่ใช้ในแผนที่บนเว็บเกือบทั้งหมด เช่น Google Maps นี่ไม่ได้หมายความว่าแผนที่ดังกล่าวจงใจรับใช้ลัทธิจักรวรรดินิยมในปัจจุบัน แต่หมายถึงมรดกนี้ได้ฝังรากอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันในหลายด้าน การทำแผนที่แบบต่อต้านอาณานิคมและการถอนรากอาณานิคมพยายามที่จะนำเสนอและตีความโลกในแนวทางที่ล้มล้างมรดกจักรวรรดินิยมนั้น และคืนศูนย์กลางให้แก่แนวปฏิบัติของชาวพื้นเมือง ตัวอย่างรวมถึงการทวงคืนชื่อสถานที่ของชาวพื้นเมือง การเน้นความสัมพันธ์ระหว่างชาวพื้นเมืองกับสิ่งแวดล้อม และการจินตนาการกระบวนการทำแผนที่ใหม่ทั้งหมด (Rose-Redwood et al., 2020) ขณะที่ความพยายามบางส่วนปฏิเสธแนวปฏิบัติการทำแผนที่ที่สืบทอดมาจากลัทธิอาณานิคมของผู้ตั้งถิ่นฐาน (Settler Colonialism) แต่อีกส่วนหนึ่งก็นำเทคนิคทางแผนที่ศาสตร์มาปรับใช้เพื่อต่อต้านแนวปฏิบัติแบบอาณานิคมใหม่ (Neocolonial practices) (Bryan and Wood, 2015) ความจำเป็นในการคิด วางแผน และสร้างแผนที่ในรูปแบบใหม่ที่เผยให้เห็นความรู้ทางภูมิศาสตร์ที่อาจถูกมองข้ามหรือถูกลบเลือนไปนั้น เป็นส่วนหนึ่งของชุดแนวปฏิบัติที่เรียกว่า การสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วม
สรุปย่อ
- แผนที่ถูกฝังอยู่ในกระบวนการทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ แม้นักแผนที่จะมุ่งมั่นนำเสนอพื้นผิวโลกและลักษณะเด่นต่างๆ อย่างแม่นยำ แต่การตัดสินใจว่าจะนำสิ่งใดลงในแผนที่นั้นถูกชี้นำโดยอิทธิพลทั้งที่ตั้งใจและโดยนัย
- แผนที่ประเภทต่างๆ และเทคนิคทางแผนที่ศาสตร์มีการรุ่งเรืองและเสื่อมถอยตามบริบททางสังคม
- การสร้างแผนที่แบบถอนรากอาณานิคมและการต่อต้านอาณานิคมกำลังถูกนำมาใช้เพื่อตอบโต้ต่อประวัติศาสตร์แผนที่ศาสตร์ในยุคจักรวรรดินิยม
การสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมคืออะไร?
หากกล่าวอย่างง่ายที่สุด การสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมหมายถึงการรวมวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Research Methods) เข้ากับแผนที่ศาสตร์ที่เป็นทางการ ซึ่งรวมถึงหลากหลายวิธีที่ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนและการศึกษาอย่างเป็นทางการด้านแผนที่ศาสตร์ได้ร่วมกันสร้างแผนที่กับผู้ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนมา ในทางปฏิบัติ ผู้เข้าร่วมและนักแผนที่นั้นครอบคลุมขอบเขตที่กว้างขวาง ผู้เข้าร่วมอาจเป็นกลุ่มชุมชน เจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชน พนักงานในบริษัท หรือนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ส่วนนักแผนที่อาจเป็นคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย แต่ก็อาจเป็นเจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชน หรือแม้แต่สมาชิกของกลุ่มชุมชนที่มีการฝึกฝนด้านการทำแผนที่ สรุปสั้นๆ คือไม่มีเกณฑ์กำหนดชุดเดียวที่ตายตัว
ผู้คนเข้ามีส่วนร่วมในโครงการแผนที่แบบมีส่วนร่วมด้วยเหตุผลหลายประการ องค์กรพัฒนาเอกชนอาจต้องการสร้างแผนที่ความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม แต่เจ้าหน้าที่ไม่มีงบประมาณในการซื้อซอฟต์แวร์ GIS หรือไม่มีการฝึกฝนในการใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าว กลุ่มชุมชนอาจต้องการแสดงภาพตำแหน่งของจุดข้ามถนนที่ไม่ปลอดภัยสำหรับคนเดินเท้าในย่านที่พักอาศัยเพื่อส่งไปยังตัวแทนรัฐบาลท้องถิ่น แต่ขาดเครื่องมือและการฝึกฝนที่จะทำให้แผนที่นั้นดู "เป็นทางการ" นักวิจัยที่ทำงานอาสาสมัครในหน่วยงานการกุศลอาจเล็งเห็นโอกาสในการทำแผนที่พื้นที่ให้บริการขององค์กรเพื่อค้นหาวิธีปรับปรุงการเข้าถึงชุมชนและการส่งมอบบริการ ประเด็นร่วมประการหนึ่งคือ โครงการเหล่านี้มุ่งหวังที่จะนำเสนอความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับสถานที่และชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยากผ่านแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data Sources)
บริบท: GIS แบบมีส่วนร่วมในทศวรรษ 1980 และ 1990
แม้ว่ามนุษย์จะสร้างแผนที่ของตนเองมาตั้งแต่สมัยโบราณ
แต่การทำแผนที่แบบมีส่วนร่วมในฐานะสาขาวิชาทางวิชาการเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน
บริบททางประวัติศาสตร์ของมันคือการรุ่งเรืองของคอมพิวเตอร์ในทศวรรษ 1980
และการอุบัติขึ้นของ GIS
ในเวลานั้น
นักภูมิศาสตร์เริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาของการถกเถียงอันยาวนานเกี่ยวกับบทบาทของ GIS
ภายในสาขาวิชาภูมิศาสตร์ ในขณะที่หลายคนที่สนับสนุน GIS ต่างยกย่องข้อดีของมัน—ความสามารถในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้รวดเร็วกว่าการวิเคราะห์แผนที่แบบแอนะล็อก
(Analogue) อย่างมาก—แต่นักภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อกังวลสำคัญหลายประการ
ความเป็นส่วนตัวและการสอดแนมเชิงภูมิพื้นที่ (Geo-surveillance) เป็นข้อวิพากษ์ส่วนหนึ่งต่อ GIS (ดูบทที่ 66);
นอกจากนี้
ยังมีคำถามที่ว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้าถึงชุมชนที่ถูกเบียดขับ (Marginalised
Communities) ได้หรือไม่ ในเวลานั้น สถาบันขนาดใหญ่ เช่น
หน่วยงานรัฐบาล บริษัท และมหาวิทยาลัย
มักจะเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีกำลังซื้อคอมพิวเตอร์และมีพื้นที่สำหรับจัดวางเครื่อง
(ในสมัยนั้น คอมพิวเตอร์ที่สามารถวิเคราะห์ GIS ได้มีขนาดค่อนข้างใหญ่)
หากตัวเทคโนโลยีเองมีลักษณะของความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างมหาศาล
แล้วผลกระทบทางสังคมจะมีลักษณะอย่างไร? เป็นเวลาไม่กี่ปีที่นักภูมิศาสตร์บางคนคิดว่า
GIS และภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์นั้นไม่สามารถเข้ากันได้
ข้อกังวลเหล่านี้ได้รับการอธิบายอย่างละเอียดในหนังสือเรื่อง Ground Truth:
The Social Implications of Geographic Information Systems บรรณาธิการโดย
จอห์น พิกเกิลส์ (John Pickles) ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1995
ความพยายามในการเปิดการทำแผนที่สู่แนวคิดใหม่ๆ เริ่มปรากฏขึ้นในทศวรรษ 1990 สิ่งพิมพ์หนึ่งที่ได้รับความสนใจคือ Weiner et al. (1995) ซึ่งรวบรวมความรู้ของชาวแอฟริกาใต้ผิวดำเกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศและประสบการณ์ในยุคการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) เข้ากับชุดข้อมูลดินของรัฐ สิ่งนี้เผยให้เห็นวิธีที่ความรู้ท้องถิ่นสามารถให้ข้อมูลและยืนยันเคียงคู่ไปกับชุดข้อมูลของรัฐบาล การทำแผนที่แบบมีส่วนร่วมยังสามารถพึ่งพาข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยหรือจากผู้เข้าร่วมในชุมชนทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตาม นักภูมิศาสตร์ ซาราห์ เอลวูด (Sarah Elwood, 2006) ได้ชี้ให้เห็นอย่างรอบคอบว่า การมีส่วนร่วมไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มแผนที่เข้าไปในโครงการชุมชน หรือการเพิ่มชุมชนเข้าไปในโครงการแผนที่ จริยธรรม ความเสมอภาค และการกระจายภาระและผลประโยชน์ต้องได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เหตุผลส่วนหนึ่งรวมถึงความเสี่ยงของการมีส่วนร่วมแบบพอเป็นพิธี (Token participation) เช่น การขอให้ชุมชนมีส่วนร่วมโดยไม่นำข้อมูลนำเสนอของพวกเขาไปใช้ในการตัดสินใจหรือการผลักภาระงานไปยังชุมชนในขณะที่ตักตวงผลประโยชน์จากงานของพวกเขา
ทำไมต้องสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วม?
มีหลายเหตุผลที่โครงการหนึ่งอาจใช้เทคนิคการทำแผนที่แบบมีส่วนร่วม
มันสามารถเป็นวิธีสำหรับสมาชิกในชุมชนในการสร้างและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างกันและต่อสถานที่
การทำงานร่วมกันเพื่อวางแผน เก็บข้อมูล วิเคราะห์
และรายงานผลการค้นพบเป็นกระบวนการทางสังคม
และการรวมตัวกันรอบแผนที่ถูกกระทำเพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลก
(ดูตัวอย่างเรื่องการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมของการประมงในบทที่ 65)
การใช้งานอื่นๆ รวมถึงการเพิ่มพูนข้อมูล
โดยเฉพาะในแง่ของความรู้ท้องถิ่นที่ไม่มีอยู่ในชุดข้อมูลทุติยภูมิหรือไม่เหมาะสมกับโครงสร้างข้อมูลเหล่านั้น
ข้อมูลที่รัฐจัดหาให้มักเป็นข้อมูลเชิงปริมาณและเป็นจุดข้อมูลที่ไม่ต่อเนื่อง (Discrete data
points) ซึ่งมีมาตรฐานเดียวกันในหลายสถานที่และภูมิภาค
ส่วนความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับสถานที่อาจเป็นเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพก็ได้
แต่มันอาจไม่เข้ากับชุดข้อมูลประเภทนั้นได้ดีนัก
เพราะมักจะได้มาจากการลงพื้นที่อย่างเข้มข้น การทำงานภาคสนาม
และปฏิสัมพันธ์กับผู้คน สุดท้าย ผลลัพธ์ของการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมอาจนำไปสู่การปฏิบัติและได้รับความเชื่อถือจากองค์กรชุมชน
ความรู้ที่มาจากชุมชนเกี่ยวกับชุมชนเองอาจมีความน่าเชื่อถือมากกว่ารายงานที่สร้างโดยข้าราชการที่อยู่ห่างไกลออกไป
มีการใช้เทคโนโลยีในการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมอย่างไร?
ด้วยการขยายตัวของเทคโนโลยี
GIS,
เครื่องมือภูมิสารสนเทศบนเว็บ
รวมถึงเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต
ความเป็นไปได้ว่าใครบ้างที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการประเภทนี้
และความสามารถในการสนับสนุนข้อมูลจึงทวีคูณขึ้นอย่างมหาศาล (ดูบทที่ 66)
อย่างไรก็ตาม บางครั้งเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่ควรเลือกใช้คือสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด
กระดาษและดินสอ
การทำแผนที่แบบมีส่วนร่วมที่แพร่หลายที่สุดอาจทำผ่านการรวมตัวกันแบบเผชิญหน้าของกลุ่มคนรอบแผนที่ที่พิมพ์บนกระดาษ
หรือแบบจำลองทางกายภาพสามมิติ นี่อาจเป็นภาพจำที่เชื่อมโยงมากที่สุดกับการพัฒนาเชิงระหว่างประเทศ
(International Development) ในโลกซีกใต้ (Global
South) หรือกลุ่มประเทศเสียงส่วนใหญ่ของโลก (Majority World)
เพื่อเป็นช่องทางในการดึงดูดชุมชนที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสาร
แต่มันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริบทเหล่านั้น แผนที่ในใจ (Mental Maps) ถูกสร้างขึ้นโดยนักศึกษาภูมิศาสตร์มนุษย์ทั่วโลก
ระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเคลื่อนที่ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของแผนที่ศาสตร์ และวิธีการแบบมีส่วนร่วมก็หันมาใช้สิ่งเหล่านี้มากขึ้นเช่นกัน เว็บไซต์อย่าง Google Maps, OpenStreetMap หรือ ArcGIS Online นำเสนอทางเลือกต่างๆ ในการสร้างแผนที่ฐาน (Basemaps) แบบกำหนดเอง การวางตำแหน่งจุดที่น่าสนใจหรือลักษณะเด่นอื่นๆ ลงบนแผนที่ฐานที่ทำไว้ล่วงหน้า หรือใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเก็บข้อมูล ซอฟต์แวร์เดสก์ท็อป เช่น Quantum GIS (QGIS) หรือ ArcGIS ช่วยในการจัดการ ประมวลผล และวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ตามด้วยการแสดงผลข้อมูลในรูปแบบแผนที่ (Map visualisation) อุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และหน่วยระบบดาวเทียมนำทางโลก (Global Navigation Satellite Systems - GNSS) แบบพกพา พร้อมด้วยคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป สามารถช่วยให้กลุ่มทำงานร่วมกันในพื้นที่ภาคสนาม ข้ามพื้นที่หลายแห่ง และในสถานที่ที่ผู้เข้าร่วมเข้าถึงได้
สรุปย่อ
- GIS
แบบมีส่วนร่วมอุบัติขึ้นจากการถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมของ GIS
- มีเหตุผลและการใช้งานที่หลากหลายสำหรับการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วม
- เทคโนโลยีสามารถนำมาใช้ได้ในหลายรูปแบบสำหรับโครงการประเภทนี้
การเก็บรวบรวมและการทำแผนที่ข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชน
ผมได้มีส่วนร่วมในโครงการทำแผนที่ชุมชนมาเป็นเวลาหลายปีร่วมกับองค์กรชุมชนในประเทศวานูอาตู
(Vanuatu)
ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก (ดู Drake et al., 2022) สมาคมชุมชนฮังโก ฮังโก (Hango Hango Community Association) ก่อตั้งขึ้นโดยชาวเกาะแอมเบ (Ambae Islanders) จากจังหวัดทางตอนเหนือของประเทศที่ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงพอร์ตวิลา
(Port Vila) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเอฟาเต (Efate Island)
บริเวณส่วนกลางของหมู่เกาะ
แม้ว่าญาติพี่น้องของพวกเขาจะอาศัยอยู่ใกล้ชิดกันในหมู่บ้านเดียวกันบนเกาะบ้านเกิด
แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงกลับกระจัดกระจายอยู่ตามย่านต่างๆ
คณะกรรมการบริหารของชุมชนต้องการดำเนินการการประเมินวิถีชีวิต (Livelihood
Assessment) เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่าสมาชิกในชุมชนตอบสนองความต้องการในครัวเรือนประจำวันและมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์ชุมชนในเมืองหลวงอย่างไร
กิจกรรมต่างๆ รวมถึงการทำแผนที่ตำแหน่งที่ตั้งครัวเรือนของสมาชิกชุมชน
และการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านตัวอย่างเพื่อถ่ายภาพและบันทึกคุณลักษณะเกี่ยวกับเกษตรกรรมในเมือง
(Urban Agriculture) และความหลากหลายทางชีวภาพเชิงเกษตร (Agrobiodiversity)
ของอาหารที่ปลูกในบ้าน กิจกรรมการทำแผนที่เหล่านี้ได้รับการเสริมด้วยการสัมภาษณ์เกี่ยวกับกิจกรรมวิถีชีวิต
เช่น การทำงาน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน และการเข้าถึงอาหาร
ประธานสมาคมชุมชนเป็นผู้เลือกครัวเรือนสำหรับกลุ่มตัวอย่าง และผมได้เข้าร่วมเก็บข้อมูลพร้อมกับสมาชิกเยาวชนบางส่วน ซึ่งรวมถึงการกำหนดจุดบริเวณหลังบ้านด้วยเครื่องรับ GNSS ที่รองรับบลูทูธ ซึ่งส่งข้อมูลตำแหน่งไปยังแอปพลิเคชัน ArcGIS Collector ภาพถ่ายที่ระบุพิกัดภูมิศาสตร์ (Geo-tagged photos) ถูกถ่ายและแนบไปกับชั้นข้อมูล GIS ในแอปพลิเคชัน ภาพถ่ายเหล่านี้ช่วยให้เราประหยัดเวลาในระหว่างการทำงานภาคสนาม โดยสามารถกลับมาดูภาพในภายหลังเพื่อประเมินเชิงปริมาณว่ามีบ้านกี่หลังที่มีพื้นที่ใกล้เคียงสำหรับปลูกพืชอาหาร และมีการปลูกพืชชนิดใดบ้าง กิจกรรมการทำแผนที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2017, 2018 และอีกครั้งในปี ค.ศ. 2023 (ภาพที่67.3) กิจกรรมเหล่านี้ให้ข้อมูลระยะยาว (Longitudinal Data) แก่ชุมชน ตลอดจนข้อมูลการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นที่สำคัญภายหลังการอพยพจากการปะทุของภูเขาไฟบนเกาะแอมเบในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งทำให้เกิดการอพยพชั่วคราวมายังพอร์ตวิลา และหลังจากพายุไซโคลนเขตร้อนสองลูกที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2023 ซึ่งสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและสวนหลังบ้าน (ภาพที่67.4)
ภาพที่ 67.3 สมาชิกทีมสำรวจของสมาคมชุมชนฮังโก
ฮังโก รวมถึงนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากมหาวิทยาลัย University of the South Pacific
ใช้แอปพลิเคชันมือถือ ArcGIS Field Maps เพื่อบันทึกข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเชิงเกษตรและข้อมูลผลกระทบจากภัยพิบัติเกี่ยวกับครัวเรือนสมาชิก
หลังจากพายุไซโคลนเขตร้อนสองลูกส่งผลกระทบต่อเมืองพอร์ตวิลา ประเทศวานูอาตู
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2023
ที่มา: เครดิตภาพ: Luke Drake
ภาพที่ 67.4 สมาชิกสมาคมชุมชนฮังโก
ฮังโก ใช้กล้องมัลติสเปกตรัม (Multispectral Camera) และระบบระบุตำแหน่งบนโลกที่รองรับบลูทูธ
เพื่อตรวจสอบผลกระทบจากภัยพิบัติที่มีต่อสวนอาหารใกล้เมืองพอร์ตวิลา
ประเทศวานูอาตู การถ่ายภาพทางอากาศด้วยเสา (Pole aerial photography) เป็นทางเลือกในกรณีที่ไม่สามารถใช้ UAV หรือโดรนได้ และเป็นวิธีที่ดีในการสร้างส่วนร่วมกับสมาชิกชุมชน
ที่มา: เครดิตภาพ: Luke Drake
ในแง่ของหลักการที่อธิบายไว้ด้านล่าง
โครงการนี้พัฒนาขึ้นเป็นส่วนใหญ่ผ่านความสัมพันธ์ที่ผมรักษาไว้เป็นเวลาหลายปีกับสมาชิกในชุมชนหลายคน
แม้ว่าความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของผมกับสมาคมจะค่อนข้างใหม่
แต่ความสัมพันธ์ของผมกับสมาชิกบางคนและญาติของพวกเขาดำเนินมานานหลายปี
ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจที่ทำให้โครงการเกิดขึ้นได้ การต่างตอบแทน (Reciprocity) และความเชี่ยวชาญร่วม (Shared Expertise) เป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ในแง่ของการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการสุ่มตัวอย่าง
คำถามที่ใช้ และข้อมูลที่เก็บรวบรวม ผมได้ให้คำแนะนำ แต่พันธมิตรในชุมชนมีสิทธิ์ขาดทั้งในเบื้องต้นและขั้นสุดท้ายว่าจะเก็บข้อมูลใดและจะไปเยี่ยมชมสถานที่ใด
หลังจากทำแผนที่และสัมภาษณ์เสร็จสิ้น
ผมได้นำเสนอผลการค้นพบในการประชุมชุมชนด้วยภาษาบิสลามา (Bislama) และเขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษ
โดยพิมพ์หลายฉบับเพื่อแจกจ่ายให้กับกรรมการบริหารของสมาคมพร้อมกับสำนดาดิจิทัล
ความเชี่ยวชาญร่วมเพิ่มเติมยังมาจากสมาชิกบางคนในชุมชนที่เคยศึกษาวิชา GIS ที่มหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ ซึ่งสามารถทำงานกับข้อมูลแผนที่บางส่วนได้
โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถัดมา
ในช่วงหลายปีหลังจากการทำแผนที่ครั้งแรก เราได้ปรับปรุงแผนที่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็ได้ทำแผนที่ฐานเว็บ (Web-based map) ของครัวเรือนทั้งหมดที่เป็นสมาชิกสมาคมชุมชนฮังโก ฮังโก จนเสร็จสมบูรณ์ คณะกรรมการบริหารชุมชนได้ใช้แผนที่นี้ในปี ค.ศ. 2022 ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เมื่อมาตรการล็อกดาวน์กระตุ้นให้สมาคมเริ่มดำเนินการบรรเทาทุกข์ในชุมชน ความโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญโดยตลอด ความรู้ของชุมชนนี้ถูกจัดการโดยชุมชน ไม่ใช่ทรัพย์สินของผม ดังนั้น ลิงก์เว็บและสื่อดิจิทัลจากโครงการทำแผนที่ของเราจึงยังคงมีให้ชุมชนเข้าถึง ใช้งาน แก้ไข และผลิตซ้ำได้
เราจัดการเรื่องความเชี่ยวชาญร่วมในแง่ของเทคโนโลยีอย่างไร? สำหรับส่วนของผม ผมได้ใช้ทรัพยากรของสถาบันจากมหาวิทยาลัย ซึ่งจัดหาเครื่องมือต่างๆ เช่น การสมัครสมาชิก ArcGIS Online, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป และเครื่องรับ GNSS แบบพกพาที่รองรับบลูทูธ ทรัพยากรเหล่านี้เป็นสิ่งที่องค์กรชุมชนจำนวนมากเข้าไม่ถึง (และจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป) อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบในรูปแบบของงานจ้างเหมาหรือการให้คำปรึกษาที่ผมทำงานเพียงลำพังแล้วนำผลลัพธ์มามอบให้แก่พันธมิตร ในทางตรงกันข้าม เราทำงานร่วมกัน โดยผมให้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและอุปกรณ์เทคโนโลยี ส่วนพันธมิตรในชุมชนเป็นผู้ออกแบบการวิจัยและใช้ประสบการณ์ด้าน GIS นี่คือสิ่งที่ทำให้มันเป็นกระบวนการแบบมีส่วนร่วม
สรุปย่อ
- โครงการที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างนักวิจัยในมหาวิทยาลัยและสมาชิกชุมชนพื้นเมือง อาศัยการตัดสินใจร่วมกันในหลายขั้นตอนของกระบวนการทางแผนที่ศาสตร์
- ความเชี่ยวชาญของพันธมิตรแต่ละฝ่ายได้รับการยอมรับและให้คุณค่าในกระบวนการแบบมีส่วนร่วม
- การตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีแบ่งปันทรัพยากรถูกกระทำร่วมกัน
- ข้อมูลและแผนที่จากโครงการเหล่านี้ถูกแบ่งปันกันระหว่างนักวิจัยและสมาชิกชุมชน
อะไรคือหลักการสำคัญของการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วม?
มีหลายวิธีในการทำงานประเภทนี้
ทั้งในแง่ของประเภทของผู้เข้าร่วม ระดับของการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วม
และเทคโนโลยีที่ใช้ อย่างไรก็ตาม
มีประเด็นร่วมบางประการที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายบริบท
การเคารพและความเชี่ยวชาญร่วม:
นักภูมิศาสตร์ในโครงการแบบมีส่วนร่วมจำเป็นต้องเคารพผู้เข้าร่วมในชุมชนในฐานะที่เท่าเทียมกัน
นักภูมิศาสตร์ควรยอมรับในความเชี่ยวชาญที่ผู้เข้าร่วมนำมาสู่โครงการ
และยอมรับว่านักภูมิศาสตร์เองก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกเรื่อง พวกเขา
(คนในชุมชน) คือผู้เชี่ยวชาญในชีวิตของตนเอง ในย่านที่พักอาศัย
และในชุมชนของพวกเขาในแบบที่คนนอกอาจไม่มีวันเข้าใจ การฝึกฝนอย่างเป็นทางการในด้าน
GIS
และแผนที่ศาสตร์ถือเป็นส่วนสนับสนุนที่ดี
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจเหนือผู้เข้าร่วม นี่อาจเป็นกฎข้อแรก อย่าปฏิบัติกับผู้เข้าร่วมในชุมชนราวกับว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ
แนวปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกเต็มไปด้วยรูปแบบของความรุนแรง บางครั้งทำให้ผู้คนตกอยู่ในอันตรายทางกายภาพ
หรือแม้แต่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต; ในบางครั้ง
การวิจัยแบบมีส่วนร่วมเป็นเพียงกลอุบายเพื่ออ้างใช้กฎหมายและนโยบายที่เป็นอันตราย
ภายใต้ข้ออ้างว่าสมาชิกชุมชนยอมรับผลลัพธ์นั้นแล้ว
กลยุทธ์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จคือการหาบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้อุปถัมภ์หรือผู้ประสานงาน
(Liaison) คนซึ่งอาจเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของนักศึกษาภูมิศาสตร์หรือนักภูมิศาสตร์วิชาชีพ
และยังเป็นสมาชิกที่ได้รับความไว้วางใจในชุมชนของผู้เข้าร่วม
บุคคลนั้นสามารถช่วยนักวิจัยสร้างความคุ้นเคย (Rapport) กับผู้เข้าร่วมได้
ความโปร่งใสและการต่างตอบแทน:
เมื่อทำงานร่วมกับกลุ่มชุมชนเพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับโครงการวิจัยทางภูมิศาสตร์
เจตนาและเป้าหมายของนักวิจัยควรชัดเจนต่อผู้เข้าร่วม
และไม่ควรคาดหวังให้พวกเขามีส่วนร่วมเพียงเพื่อช่วยให้นักวิจัยบรรลุเป้าหมายของตนเอง
นักวิจัยกำลังพยายามทำตามข้อกำหนดสำหรับวิทยานิพนธ์หรือโครงการในรายวิชาใช่หรือไม่? เรื่องนี้มักจะเป็นที่ยอมรับได้สำหรับกลุ่มชุมชนส่วนใหญ่ พวกเขารู้ว่านักศึกษามีหน้าที่ต้องทำหรือมีปริญญาที่ต้องทำให้สำเร็จ
นักวิจัยควร ตามความคาดหวัง มีความสนใจอย่างแท้จริงในเป้าหมายและวิถีชีวิตของผู้เข้าร่วมด้วย
แต่ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่าคุณทำงานนี้จากความเห็นแก่ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์โดยไม่มีสิ่งใดตอบแทน
ความไว้วางใจเป็นพื้นฐานในโครงการแบบมีส่วนร่วม
และส่วนหนึ่งของการสร้างความไว้วางใจคือการทำให้ชัดเจนว่าคุณกำลังทำอะไรและทำไปเพื่ออะไร
ในทำนองเดียวกัน
การต่างตอบแทนเป็นสิ่งสำคัญเพราะการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมอาจเป็นงานที่ต้องใช้พละกำลังมากสำหรับผู้เข้าร่วม
หากนักวิจัยใช้การมีส่วนร่วมเพียงเพื่อเป็นวิธีได้มาซึ่งข้อมูลเพื่อทำโครงการของตนเองให้เสร็จ
นั่นไม่ใช่การมีส่วนร่วมแต่คือการกดขี่ข่มเหง ในการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วม
วัตถุประสงค์ที่สำคัญเท่าเทียมกันคือการสร้างผลผลิตที่ผู้เข้าร่วมสามารถเป็นเจ้าของและใช้งานได้เช่นกัน
ตัวอย่างบางประการรวมถึง: รายงานเกี่ยวกับโครงการที่เขียนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
ไม่ใช้ศัพท์วิชาการ เพื่อให้พวกเขานำไปแจกจ่ายตามต้องการ; ชุดแผนที่ที่กลุ่มชุมชนสามารถใช้ได้อย่างอิสระตามใจชอบ; การจัดเวิร์กชอปในชุมชนเกี่ยวกับวิธีใช้เครื่องมือทำแผนที่แบบพกพา
การสร้างความตระหนักในประเด็นความเป็นส่วนตัวเชิงพื้นที่ (Geo-privacy) หรือวิธีใช้ซอฟต์แวร์ Open-source GIS; การช่วยกลุ่มสมัครขอรับทุนโดยการค้นหาโอกาสทางแหล่งทุนหรือช่วยตรวจทานข้อเสนอโครงการของพวกเขา
การสกัดข้อมูลจากกลุ่มชุมชนโดยไม่มีการต่างตอบแทนอาจเป็นไปตามรูปแบบของการลดทอนอำนาจ
(Disempowerment) และการแสวงหาผลประโยชน์ที่หลายชุมชนเคยประสบมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การใช้เวลาในการรับฟัง:
โครงการแบบมีส่วนร่วมไม่สามารถดำเนินไปตามตารางเวลาของนักวิจัยมืออาชีพได้
เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้เข้าร่วมมักจะพยายามทำงานในโครงการนี้ในเวลาว่าง
หลายแง่มุมในชีวิตของพวกเขาอาจมีความสำคัญมากกว่า
นักวิจัยต้องรับฟังข้อกังวลและสิ่งที่พวกเขาได้รับประสบการณ์
พร้อมกับให้ความสนใจว่ากลุ่มต้องการให้โครงการดำเนินต่อไปอย่างไร
ผู้เข้าร่วมอยากมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้นแม้ว่าจะทำให้โครงการใช้เวลานานขึ้นหรือไม่
หรือพวกเขาสนใจที่จะให้คุณรับภาระงานและการตัดสินใจบางอย่างเพื่อให้พวกเขาสามารถบรรลุผลสำเร็จของโครงการได้เร็วขึ้น? ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัวในเรื่องนี้ เพราะมันขึ้นอยู่กับข้อกังวลและวัตถุประสงค์ของผู้เข้าร่วมเสมอ
การคิดเชิงร่วมมือ:
การมีส่วนร่วมเป็นทั้งแนวคิดและแนวปฏิบัติที่ต้องอาศัยการสะท้อนคิดเชิงวิพากษ์ (Critical
reflection) การสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมบ่งบอกถึงการเปิดกว้าง (Inclusivity)
และความรู้ร่วมกัน มากกว่าที่จะเป็นอาณาเขตส่วนตัวของผู้เชี่ยวชาญ
เราสามารถ (และควร) ตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
ใครได้รับผลประโยชน์จากการเข้าไปเกี่ยวข้องในโครงการที่ถูกตราหน้าว่า
"มีส่วนร่วม"? ใครเป็นคนตัดสินใจเรียกโครงการทำแผนที่ว่าเป็นการมีส่วนร่วม?
ใครเป็นคนกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ? มีใครแบกรับภาระมากกว่าคนอื่นในการทำงานหรือไม่?
ประโยชน์ของโครงการแบบมีส่วนร่วมคืออะไร
และประโยชน์เหล่านั้นถูกกระจายออกไปอย่างไร? ผู้จัดการโครงการเพียงต้องการสื่อภาพลักษณ์ของการเปิดกว้างเพื่อรับการสนับสนุนทางการเมืองหรือทางการเงินใช่หรือไม่?
การมีส่วนร่วมหมายถึงการตัดสินใจในขั้นตอนใดก็ได้ของการทำแผนที่ ดังนี้:
- การตัดสินใจเรื่องวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายของแผนที่
- การเก็บรวบรวมข้อมูล
- การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล
- การตัดสินใจว่าจะนำลักษณะเด่น (Features) ใดลงในแผนที่
- การเลือกการออกแบบภาพและระบบสัญลักษณ์ (Symbology) สำหรับลักษณะเด่นเหล่านั้น
- การเลือกที่จะใส่ชื่อกำกับ (Label) ลักษณะเด่นใด
- การตัดสินใจเลือกใช้คำอธิบายสัญลักษณ์ (Legend) และการตัดสินใจว่าจะแสดงลักษณะเด่นใดในคำอธิบายสัญลักษณ์
- ใครเป็น "เจ้าของ" แผนที่
และใครสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการเผยแพร่ (หรือการระงับจากการเผยแพร่ต่อสาธารณะ)?
- แม้ว่าจะมีวิธีที่หลากหลายในการมีส่วนร่วมกับแผนที่ศาสตร์แบบมีส่วนร่วม แต่แนวทางบางประการได้ชัดเจนขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา
- การเคารพในความเชี่ยวชาญร่วมครอบคลุมทั้งนักวิจัยมืออาชีพและพันธมิตรในชุมชน
- เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักภูมิศาสตร์ที่จะต้องมีความโปร่งใสในเป้าหมายเมื่อสื่อสารเกี่ยวกับโครงการ เพื่อให้พันธมิตรในชุมชนสร้างความไว้วางใจว่าโครงการนั้นมีความเสมอภาค การต่างตอบแทน การสร้างความสัมพันธ์ และการรับฟังก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
- การมีส่วนร่วมสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการทางแผนที่ศาสตร์ ตั้งแต่การวางแผนการวิจัยไปจนถึงการผลิตและการเผยแพร่แผนที่
สรุปท้ายบท
บทนี้เริ่มต้นด้วยการสำรวจต้นกำเนิดบางประการของการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมและเหตุผลที่มันถูกพัฒนาขึ้น
จากนั้นได้ยกตัวอย่างของโครงการแบบมีส่วนร่วมและอธิบายแนวทางบางประการสำหรับการเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำแผนที่ประเภทนี้
ประเด็นสำคัญรวมถึงความสำคัญของการร่วมมือและการรับฟัง
ทิศทางต่อไปของการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมคืออะไร? นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยพลวัตสำหรับงานประเภทนี้
สถาบัน ชุมชน และปัจเจกบุคคลกำลังสำรวจหาวิธีการใช้เทคนิคแบบดั้งเดิม (Conventional
techniques) เพื่อทำในสิ่งที่ไม่ธรรมดา (Unconventional
things) และวิธีการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับการทำแผนที่ไปสู่สิ่งใหม่โดยสิ้นเชิง
เทคโนโลยีช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์รูปแบบใหม่ๆ ทั้งในระยะไกลและแบบเผชิญหน้า
เทคโนโลยีใหม่ๆ จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาและการถกเถียง
แต่จะนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ในแนวทางที่เน้นความร่วมมือและมีความเสมอภาคมากขึ้นได้อย่างไร?
ทิศทางในอนาคตอาจชี้ไปที่การตัดสินใจว่าเมื่อใดที่เหมาะสมจะใช้เทคโนโลยีแบบจดทะเบียน
(Proprietary) หรือแบบโอเพนซอร์ส (Open-source) การรุ่งเรืองของยานยนต์ไร้คนขับ (UAV) หรืออากาศยานที่ควบคุมจากระยะไกลเพื่อการถ่ายภาพทางอากาศ
ได้ช่วยฟื้นฟูการถกเถียงที่มีมาอย่างยาวนานในด้าน Critical GIS เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและลัทธิจักรวรรดินิยม
รวมถึงการที่จะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วมได้อย่างไร
สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมมีหลายประเภท
และมีหลายวิธีในการเข้าสู่โลกของการสร้างแผนที่แบบมีส่วนร่วม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น