มลทินและการกีดกัน
พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Jon May (2024) Stigma and exclusion. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.1043-1067. London: Routlege.
บทนำ
หากกล่าวอย่างง่ายที่สุด
มลทิน (Stigma)
สามารถนิยามได้ว่าเป็นกระบวนการตีตราบุคคลหรือกลุ่มคนด้วยลักษณะอันไม่พึงประสงค์หรือน่าอับอาย
แม้จะเป็นจุดสนใจของนักวิชาการในสาขาสังคมวิทยาและจิตวิทยามาหลายทศวรรษ
แต่แนวคิดนี้กลับได้รับความสนใจจากนักภูมิศาสตร์น้อยกว่าจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้
(อย่างไรก็ตาม โปรดดู Takahashi, 1996, Davidson and
Henderson, 2010, Laurie and Richardson, 2019)
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีองค์ความรู้ชุดใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจปรากฏขึ้น
ซึ่งเป็นการนำเสนอการอุทิศตนทางวิชาการในเชิงภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นต่อการศึกษามลทิน
(Butler et al., 2018, Sisson, 2022,
Slater, 2017, 2018, Tyler and Slater,
2018)
นักภูมิศาสตร์ได้เริ่มสำรวจวิถีทางที่แตกต่างกันซึ่งทำให้สถานที่ต่างๆ
กลายเป็นพื้นที่มลทิน และผู้คนกลายเป็นผู้ที่ ‘"แปดเปื้อน"
โดยพื้นที่พำนักอาศัยของตน’ (Pearce, 2012: 1922, อ้างใน Slater, 2017: 116) โดยอาศัยแนวคิดเรื่อง
‘มลทินแห่งอาณาบริเวณ’ (Territorial stigmatization) ที่พัฒนาขึ้นโดยนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส
โลอิก วาค็องต์ (Loic Wacquant) (2007) สำหรับ สเลเตอร์ (Slater)
นั้น ‘มลทินแห่งอาณาบริเวณ’ หมายถึงรูปแบบหนึ่งของ ‘ความอัปยศเชิงพื้นที่
(Spatial disgrace) ... ที่มีอานุภาพมากเสียจนแยกตัวเป็นอิสระบางส่วนจากมลทินรูปแบบอื่นๆ
โดยส่งผลกระทบที่แท้จริงและเป็นอันตรายในตัวของมันเอง’ (2017: 111)
ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้คนแทบไม่สามารถหางานทำได้เนื่องจากที่อยู่ที่ปรากฏในใบสมัคร
หรือการสร้างความชอบธรรมให้กับการบังคับขับไล่ผู้เช่าออกจาก ‘แฟลตเสื่อมโทรม’ (Sink
estate) ที่มีมลทินซึ่งถูกกำหนดไว้เพื่อการรื้อถอน
สำหรับ
วาค็องต์
มลทินคือกระบวนการทางเศรษฐกิจการเมืองและเป็นวิถีทางหลักในการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมที่ไม่เท่าเทียม
การจัดสรรทรัพยากรใหม่ และการสกัดเอาผลกำไรภายใต้ระบบทุนนิยม (Strobl, 2022) นอกจากนี้ยังเป็นกระบวนการที่รุนแรง
ความรุนแรงนี้ปรากฏชัดในนิรุกติศาสตร์ของคำ
ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากคำในภาษากรีกโบราณที่หมายถึงรอยตำหนิบนผิวหนังที่เกิดจากการแทงหรือการนาบด้วยตราประทับ
แม้ว่าในปัจจุบันมักจะไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ทำให้เกิดบาดแผลทางกายแล้ว
แต่ดังที่ตัวอย่างข้างต้นได้แสดงให้เห็น มลทินแห่งอาณาบริเวณ ‘กระทำความรุนแรงต่อ’
ทั้งผู้คนและสถานที่
การมุ่งเน้นที่ความรุนแรงและการขับไล่นี้ ชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกับการศึกษายุคก่อนหน้าเกี่ยวกับภูมิศาสตร์แห่งการกีดกัน (Geographies of exclusion) ซึ่งนิยามโดย ฟิโล (Philo) (2000: 751) ว่าเป็น ‘กระบวนการทางสังคมและพื้นที่ไปพร้อมกัน’ โดยกลุ่มคนที่มีมลทินจะถูก ‘เนรเทศ’ ไปยัง (และในบางครั้งถูกกักขังไว้ภายในในเวลาต่อมา) พื้นที่ที่มีมลทินในลักษณะเดียวกัน ซึ่งบุกเบิกโดยนักภูมิศาสตร์สังคม เดวิด ซิบลีย์ (David Sibley) (1981, 1995; ดูเพิ่มเติมใน Mohen, 2000, Herbert, 2011, Nagel and Grove, 2021) บทนี้จะนำเสนอวิถีทางต่างๆ ที่แนวคิดเรื่องมลทิน มลทินแห่งอาณาบริเวณ และการกีดกัน ได้ถูกพัฒนาโดยนักภูมิศาสตร์ โดยเริ่มจากการตรวจสอบคำอธิบายคลาสสิกเกี่ยวกับมลทินที่นำเสนอโดยนักสังคมวิทยาชาวแคนาดา เออร์วิง กอฟฟ์แมน (Erving Goffman) และเกี่ยวกับภูมิศาสตร์แห่งการกีดกันโดย เดวิด ซิบลีย์ การอธิบายแนวคิดเหล่านี้โดยอ้างอิงถึงการสร้างมลทินและการกีดกันคนไร้บ้านข้างถนน (Street homeless people) ในเมืองของอังกฤษและอเมริกาเหนือ จากนั้นจะเคลื่อนไปสู่การพิจารณาเศรษฐกิจการเมืองของมลทินแห่งอาณาบริเวณ: โดยตรวจสอบบทบาทของมันในการทำลายที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการสังคมและกระบวนการ ‘การทำลายล้านอาศรม’ (Domicide)
มลทิน (Stigma)
ความคิดร่วมสมัยส่วนใหญ่เกี่ยวกับมลทินสามารถสืบย้อนสายธารทางปัญญาไปได้ถึงผลงานของนักสังคมวิทยาชาวแคนาดา
เออร์วิง กอฟฟ์แมน (Erving
Goffman) และหนังสือที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง Stigma: Notes
on the Management of Spoiled Identity ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1963 สำหรับกอฟฟ์แมน
มลทินอธิบายถึงคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่นำไปสู่การที่บุคคลหรือกลุ่มคนถูกผู้อื่นจัดประเภทว่าเป็นผู้ที่ไม่พึงประสงค์
เนื่องจาก "อัตลักษณ์ที่มัวหมอง" (Spoiled identity) ในทางใดทางหนึ่ง เมื่อถูกระบุเช่นนั้นแล้ว ผู้ที่มีมลทินจะถูกเลือกปฏิบัติ
ลดคุณค่า หรือถูกเหยียดหยาม ส่วนผู้ที่ยอมรับเอา "อัตลักษณ์ที่มัวหมอง"
นั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง (Internalise) มักจะต้องทนทุกข์กับความรู้สึกอับอายและความทุกข์ทรมานทางจิตใจ
กอฟฟ์แมนได้ระบุประเภทของมลทินไว้
3 ประเภท ตามถ้อยคำของเขา ได้แก่:
1. ‘ข้อบกพร่องของอุปนิสัย’ (Flaws of character) (เช่น
‘ความผิดปกติทางจิต, การติดคุก, การเสพติด,
โรคพิสุราเรื้อรัง, รักร่วมเพศ, การว่างงาน, การพยายามฆ่าตัวตาย
และพฤติกรรมทางการเมืองที่รุนแรง’
2. ‘ความอัปลักษณ์ของร่างกาย’ (Abominations of the body)
3. มลทินของกลุ่ม (Group stigma) ที่เกี่ยวข้องกับ ‘เชื้อชาติ’ (Races) ประเทศ และศาสนาที่เฉพาะเจาะจง (เรื่องเดิม: 4)
สิ่งที่สำคัญคือ
กอฟฟ์แมนเข้าใจว่ามลทินเป็นกระบวนการทางความสัมพันธ์และบริบท (Relational and
contextual process) โดยแย้งว่ามลทินดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่าง
‘คุณลักษณะ’ (Attribute) และ ‘ผู้ชม’ (Audience) มากกว่าที่จะอยู่ในคุณลักษณะใดคุณลักษณะหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น สีผิว
กอฟฟ์แมนเป็นผู้นำทางความคิดในกลุ่ม
‘ทฤษฎีการปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์’ (Symbolic interactionism) และความสนใจในเรื่องมลทินของเขาก็สืบเนื่องมาจากความสนใจที่กว้างกว่าในสิ่งที่เขาเรียกว่า
‘ระเบียบแห่งการปฏิสัมพันธ์’ (Interaction order) สำหรับกอฟฟ์แมน
ชีวิตทางสังคมดำเนินไปผ่านการเผชิญหน้า ซึ่งเราสื่อสารระหว่างกันผ่านคำพูด ภาษากาย
และพฤติกรรม
การปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวเคลื่อนไปตามชุดกฎเกณฑ์ที่ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษรและ
‘บทบาท’ (Scripts) ซึ่งเรียนรู้กันตั้งแต่วัยเยาว์
เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิต ‘ปกติ’ จะดำเนินไปในทางที่ค่อนข้างสงบและคาดการณ์ได้
เพื่อรักษา ‘ชีวิตปกติ’ (ซึ่งกอฟฟ์แมนนิยามไว้ เช่น การ ‘มี “คู่สมรสและบุตร” และ
“การใช้เวลาช่วงคริสต์มาสและวันขอบคุณพระเจ้ากับครอบครัว”’ (1963: 7 ใน Misztal, 2001: 317)) กลุ่มคนที่มีมลทินจึงถูกคาดหวังให้พยายาม
‘ปรับตัวให้เข้ากัน’ (Fit in) ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธความแตกต่างของตนเอง
หรือยินยอมให้ได้รับ ‘การช่วยเหลือ’ เพื่อเอาชนะความแตกต่างเหล่านั้น
ส่วนผู้ที่ไม่ยอมหรือไม่สามารถปฏิบัติตามบรรทัดฐานได้ก็จะถูกเหยียดหยาม
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั่วไปต่อผลงานของกอฟฟ์แมนคือ เขาให้ความสนใจน้อยเกินไปต่อวิถีทางที่การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและมลทินถูกโครงสร้างขึ้นโดยความเหลื่อมล้ำทางอำนาจที่กว้างกว่า ตัวอย่างเช่น แม้ว่าเขาจะทำงานที่มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย (Berkeley, California) ในช่วงที่ขบวนการสิทธิพลเมืองกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุดเพื่อมุ่งทำลายการแบ่งแยกสีผิวที่ถูกกฎหมายในอเมริกา แต่เขาไม่เคยยอมรับถึงอำนาจเชิงระบบของความเป็นคนขาว (Whiteness) เลย ทว่าเขากลับระบุในการอภิปรายเรื่องมลทินในฐานะโครงสร้างทางความสัมพันธ์ว่า เช่นเดียวกับที่คนผิวเข้มอาจถูกตีตราโดยคนผิวอ่อน คนผิวอ่อนเองก็อาจถูกตีตราโดยคนผิวเข้มได้เช่นกัน (Tyler, 2020) นอกจากนี้ เขายังไม่ได้ตรวจสอบข้อสันนิษฐานเรื่องชนชั้น เพศสภาพ และบรรทัดฐานแบบรักต่างเพศ (Heteronormative) ที่วางโครงสร้างการสร้างชีวิต ‘ปกติ’ ในสังคมอเมริกาเหนือช่วงทศวรรษ 1960
สรุปย่อ
- งานศึกษาส่วนใหญ่เกี่ยวกับมลทินมักหยิบยกแนวคิดของ เออร์วิง กอฟฟ์แมน มาใช้
- สำหรับกอฟฟ์แมน (1963) มลทินอธิบายถึงคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่นำไปสู่การที่บุคคลหรือกลุ่มคนถูกผู้อื่นจัดประเภทว่าเป็นผู้ที่ไม่พึงประสงค์
เนื่องจาก ‘อัตลักษณ์ที่มัวหมอง’ ในทางใดทางหนึ่ง เมื่อถูกระบุเช่นนั้นแล้ว
ผู้ที่มีมลทินจะถูกเลือกปฏิบัติ ลดคุณค่า หรือถูกเหยียดหยาม
- ข้อวิากษ์วิจารณ์ทั่วไปต่อกอฟฟ์แมนคือ เขาให้ความสนใจน้อยเกินไปต่อวิถีทางที่การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและมลทินถูกโครงสร้างขึ้นโดยความเหลื่อมล้ำทางอำนาจที่กว้างกว่า
การกีดกัน... ในเชิงทฤษฎี (Exclusion ... in theory)
แม้จะมีความสนใจในกระบวนการกีดกัน
(Processes
of exclusion) มากกว่าตัวมลทินโดยตรง
แต่นักภูมิศาสตร์คนแรกที่สำรวจกระบวนการของมลทินและการกีดกันอย่างละเอียดและชัดเจนคือ
เดวิด ซิบลีย์ (David Sibley) ในหนังสือของเขาที่ตีพิมพ์ปี 1981 ชื่อ Outsiders in Urban Society ซิบลีย์ตั้งข้อสังเกตว่า
กลุ่มคนที่มีมลทินมักเข้ายึดครองพื้นที่บริเวณ ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ (Geographical
margins) ของสังคม ผ่านการสืบสวนโลกแห่งการดำรงชีวิต (Life-worlds)
ของชาวอิบซี (Gypsies) กลุ่มนักเดินทาง (Travellers)
และชาวอินูอิตในอเมริกาเหนือ (North American Inuit) เขาได้ตรวจสอบบทบาทที่พรมแดนเชิงพื้นที่ (Spatial boundaries) มีส่วนในการรักษาพรมแดนทางสังคม (Social boundaries) ซิบลีย์ตระหนักว่า เมื่อผู้ที่ถูกพิจารณาว่าเป็นคน "ชายขอบ"
ทางสังคม (Socially marginal) ถูกผลักดันไปสู่
หรือต้องมองหาพื้นที่ชายขอบทางภูมิศาสตร์เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการดูถูกเหยียดหยาม
พื้นที่จึงปรากฏขึ้นในฐานะที่เป็นทั้งการแสดงออกและเป็นเครื่องมือที่ทำให้การปฏิบัติเพื่อการกีดกันนั้นได้รับแรงสนับสนุนและความหมาย
ในหนังสือปี 1995 เรื่อง Geographies of Exclusion ซิบลีย์ได้หันไปใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์เรื่อง
ภาวะพึงรังเกียจ (Abjection) ของ ยูเลีย คริสเตวา (Julia
Kristeva) เพื่อโต้แย้งว่าอัตลักษณ์ของมนุษย์ถูกโครงสร้างขึ้นโดยความต้องการตามสัญชาตญาณที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างผู้ที่ถูกพิจารณาว่าเหมือนกันโดยกว้าง
กับผู้ที่ถูกระบุว่ามีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงหรือเป็น "ผู้อื่น" (Other)
สำหรับคริสเตวา ภาวะพึงรังเกียจ
ซึ่งหมายถึงความรู้สึกขยะแขยงหรือรังเกียจเดียดฉันท์ เริ่มต้นขึ้นเพื่อตอบสนองต่อ
และเป็นแรงขับเคลื่อนที่จำเป็นของช่วงเวลาที่ทารกเริ่มมีประสบการณ์รับรู้ว่าตนเองแยกออกจากมารดาเป็นครั้งแรก
ซึ่งเป็นความตระหนักรู้ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกคลื่นไส้ การหลั่งของอะดรีนาลีน
และความกลัว (Pentony, 1996) คริสเตวากล่าวว่า
"ความทรงจำของการต้องพึ่งพามารดานี้ถูกจารึกไว้อย่างลึกซึ้งภายในชีวิตทางกายและจิตใจของพวกเราแต่ละคน"
(Tyler, 2009: 80) ด้วยเหตุนี้
ความรู้สึกของภาวะพึงรังเกียจเหล่านี้จึงยังคงถูก "แสดงออกมา"
ตลอดช่วงชีวิตของเราใน "พิธีกรรมแห่งการกีดกันทั้งในระดับบุคคลและกลุ่ม"
(หน้า 78) โดยที่ "ภาวะพึงรังเกียจที่เกิดขึ้นตามมา ...
คือการทำซ้ำที่มีเสียงสะท้อนจากเหตุการณ์การปลดปล่อยอารมณ์ในอดีต (Cathartic
event) ซ่อนอยู่ภายใน" (หน้า 80) งานของคริสเตวาแบ่งประเภทของภาวะพึงรังเกียจไว้กว้างๆ
3 ประเภท ได้แก่ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหารบางชนิด
ขยะจากร่างกาย และความแตกต่างทางเพศ (Ayra, 2017) เนื่องจากความรังเกียจต่อขยะจากร่างกาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไปได้ใดๆ ที่มันจะ (กลับ)
เข้าสู่ร่างกายนั้นมีพลังรุนแรงและแพร่หลายมาก กลุ่มคนที่ถูกรับรู้ว่า
"สกปรก" ในทางใดทางหนึ่งจึงเปราะบางต่อการถูกกีดกันเป็นพิเศษ
จากการนำแนวคิดเหล่านี้มาปรับใช้ ซิบลีย์ (1995) จึงแย้งว่ามนุษย์ติดอยู่ในความพยายามตลอดชีวิตที่จะรักษาความแตกต่างและระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างตนเองกับ "ผู้อื่นที่น่ารังเกียจ" (Abject Others) โดยที่การสร้างระยะห่างนี้ทั้งสะท้อนและตอกย้ำความไม่เท่าเทียมของอำนาจระหว่างกลุ่มสังคมที่แตกต่างกัน นักภูมิศาสตร์ได้นำงานของซิบลีย์ไปใช้ในสองแนวทางหลัก คือ การตรวจสอบประสบการณ์ของเหล่า "ผู้อื่นที่น่ารังเกียจ" หลากหลายกลุ่มที่ถูกปฏิเสธเนื่องจากอายุ ความแตกต่างทางกายภาพหรือพุทธิปัญญา เพศ เพศสภาพ อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์หรือศาสนา (Philo, 1997) และบทบาทที่พรมแดนเชิงพื้นที่ใช้ในการรักษาความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนภายนอก (Outsider groups) เหล่านี้กับผู้อื่น
สรุปย่อ
- แนวคิดเรื่องมลทินมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับแนวคิดเรื่องการกีดกัน
- นักภูมิศาสตร์คนแรกที่สำรวจกระบวนการของมลทินและการกีดกันอย่างละเอียดคือ
เดวิด ซิบลีย์
ผู้ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มคนที่มีมลทินมักเข้ายึดครองพื้นที่บริเวณขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของสังคม
- ซิบลีย์ใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์เรื่องภาวะพึงรังเกียจของ ยูเลีย คริสเตวา เพื่อโต้แย้งว่ามนุษย์ติดอยู่ในความพยายามตลอดชีวิตที่จะรักษาความแตกต่างและระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างตนเองกับ "ผู้อื่นที่น่ารังเกียจ"
... และการปฏิบัติ (... and practice)
เป็นไปได้ที่เราจะนึกถึงตัวอย่างจำนวนมากของการ ‘ทำเครื่องหมายพรมแดน’ (Boundary marking) ดังกล่าว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดสองประการ เนื่องจากถูกสร้างขึ้นด้วยก้อนอิฐและหินอย่างเป็นรูปธรรม คือวิธีการที่เรือนจำ (Prisons) (Moran et al., 2018) และสถานพยาบาลจิตเวช (Asylums) (Philo, 1989) ถูกออกแบบมาเพื่อกักขังนักโทษและผู้ป่วยไว้ในระยะที่ปลอดภัยจาก ‘สังคมที่เจริญแล้ว’ (Decent society) (ดูภาพที่ 56.1) โดยที่ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจะถูกแยกตัวออกไปอีกในห้องขังเดี่ยว (Solitary confinement) เพื่อมิให้พฤติกรรมที่ไม่ดีของพวกเขา ‘แพร่เชื้อ’ (Infect) สู่ผู้อื่น (Ogborn, 1995) ส่วนตัวอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไปมากกว่าคือการสร้างมลทินและการกีดกันคนไร้บ้านข้างถนน (ดูในกล่องที่ 56.1)
ภาพที่ 56.1 เรือนจำแดร์ตมัวร์ (HM Dartmoor Prison) ตั้งอยู่ในพื้นที่ทุ่งลุยลาย
(Moorland) ที่ห่างไกล (แดร์ตมัวร์ (Dartmoor)) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่โดดเดี่ยวอย่างมาก
จึงถูกใช้เป็นสถานที่คุมขังผู้กระทำความผิดที่ใช้ความรุนแรงมากที่สุดบางส่วนของอังกฤษ
ที่มา:
เครดิตภาพ: ริช วอล์กเกอร์ (Rich Walker)
|
กล่องที่ 56.1 ภาวะไร้บ้าน (HOMELESSNESS) แม้จะเป็นรูปแบบที่ปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด แต่ภาวะไร้บ้านข้างถนน (Street
homelessness) เป็นเพียงรูปแบบที่รุนแรงที่สุดของภาวะไร้บ้าน
ซึ่งมักถูกสร้างมโนทัศน์ให้เป็น ความต่อเนื่องของความต้องการที่อยู่อาศัย (Continuum
of housing needs) โดยมีขอบเขตตั้งแต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่พักคุณภาพต่ำ
ไม่มีความมั่นคง และ/หรือแออัดยัดเยียดอยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง
ไปจนถึงผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยโดยสิ้นเชิง (Absolute rooflessness) ที่ปลายอีกด้านหนึ่ง นอกจากนี้
มักมีการจำแนกความแตกต่างระหว่างภาวะไร้บ้านรูปแบบต่างๆ ที่ ‘มองเห็นได้’ (Visible)
(ผู้ที่ ‘นอนข้างถนน’ (Sleeping rough) หรืออาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวหรือที่พักอาศัยชั่วคราวที่จัดไว้สำหรับคนไร้บ้าน)
และภาวะไร้บ้าน ‘ที่ซ่อนเร้น’ (Hidden homelessness) ซึ่งหมายถึงผู้ที่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นคนไร้บ้านแต่สถานการณ์ด้านที่อยู่อาศัยของพวกเขาไม่ปรากฏให้เห็นบนท้องถนนหรือในสถิติอย่างเป็นทางการ
(เช่น การบุกรุกเข้าอยู่อาศัยในอาคารร้าง (Squatting) หรือการย้ายที่อยู่ไปมาระหว่างบ้านเพื่อนและญาติ)
ภาวะไร้บ้านอาจถูกมองว่าเป็นสภาวะทางอารมณ์หรือทางจิตวิทยาได้เช่นกัน กล่าวคือ
เป็นการขาดความรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และความมั่นคง
ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของ ‘บ้าน’ (Home) อย่างน้อยก็ในเชิงทฤษฎี
แม้ว่าสำหรับหลายคนจะไม่เป็นเช่นนั้นในทางปฏิบัติก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ
ยังนิยามภาวะไร้บ้าน—รวมถึงสวัสดิการการสนับสนุน
และ/หรือที่พักอาศัยที่คนไร้บ้านอาจมีสิทธิได้รับ—แตกต่างกันไป ในปี 2022
รัฐบาลสหราชอาณาจักรรายงานว่ามีผู้ ‘นอนข้างถนน’ จำนวน 3,069
คนในคืนใดคืนหนึ่งทั่วประเทศอังกฤษ
แม้ว่าตัวเลขนี้เกือบจะเป็นการประเมินที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างแน่นอน
ในทางตรงกันข้าม
หน่วยงานท้องถิ่นของอังกฤษได้เสนอความช่วยเหลือเพื่อป้องกันหรือบรรเทาภาวะไร้บ้านแก่ครัวเรือนจำนวน
278,000 ครัวเรือน ระหว่างเดือนเมษายน 2021 ถึงมีนาคม 2022 (Geraghty, 2023) แม้ว่าจะไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับขนาดของประชากรไร้บ้านที่ซ่อนเร้นในสหราชอาณาจักร
แต่ในปี 2017 คณะกรรมการการเคหะของสภากรุงลอนดอน (London
Assembly’s Housing Committee) ประมาณการว่ามีคนไร้บ้านที่ซ่อนเร้นในลอนดอนมากกว่าคนที่นอนข้างถนนถึง
13 เท่า (LAHC, 2017) หากคนไร้บ้านที่ซ่อนเร้นรวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราว
ไม่มั่นคง หรือที่อยู่อาศัย ‘แบบไม่เป็นทางการ’ (Informal housing) ตัวเลขเหล่านี้จะดูน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับผู้คนหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ในสภาพดังกล่าวในกลุ่มประเทศโลกใต้
(Global South) (Busch-Geertsema et al., 2016) มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ผู้ที่กลายเป็นคนไร้บ้านข้างถนนถูกตีตราด้วยมลทิน
(Takahashi, 1996) ในแง่ที่ว่าโดยปกติแล้วพวกเขาเป็นผู้ว่างงานหรือทำงานต่ำระดับ
คนไร้บ้านจึงมักถูกมองว่าเป็นผู้ที่ไม่สร้างผลผลิต (Unproductive) ในสังคมที่ให้สถานะสิทธิพิเศษต่อการผลิตทางเศรษฐกิจ
คนไร้บ้านจึงได้รับตำแหน่งแห่งที่เพียงแค่บริเวณชายขอบ และในขั้นที่แย่ที่สุด
พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นตัวถ่วงของทรัพยากรส่วนรวม
การที่ดูเหมือนจะขาดการติดต่อกับเพื่อนและครอบครัว
ทำให้คนไร้บ้านอาจถูกรับรู้ว่าเป็นผู้ที่ ‘ขาดพันธะทางสังคม’ (Disaffiliated)
คือดำรงอยู่ภายนอกความสะดวกสบาย (และข้อจำกัด) ของวิถีชีวิต
(และค่านิยม) กระแสหลัก และไม่ว่าจะด้วยนิสัยของพวกเขาเองหรือการตีตราแบบเหมารวม
(Stereotyping) ผู้ที่กลายเป็นคนไร้บ้านมักจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มที่มีมลทินอื่นๆ
เช่น ผู้ติดยาเสพติด ผู้ติดสุราเรื้อรัง และผู้ป่วยทางจิต เป็นต้น
แต่หากใช้แนวคิดที่สำรวจไปข้างต้น
เราสามารถขยายความเกี่ยวกับรากเหง้าของมลทินนี้ในวิถีทางที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์
ตัวอย่างเช่น
เมื่อการหาสถานที่สำหรับอาบน้ำหรือปลดทุกข์ที่ฟรีและเข้าถึงง่ายทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ที่อยู่บนท้องถนนมาเป็นเวลานานอาจเริ่มท้าทายความเข้าใจเชิงบรรทัดฐานเกี่ยวกับสุขอนามัยส่วนบุคคล
ดังที่ ซามิรา คาวาช (Samira Kawash) (1998) ได้โต้แย้งว่า
เมื่อถูกตราหน้าว่าสกปรกหรือเป็นโรคแล้ว
ในเวลาต่อมาคนไร้บ้านอาจถูกระบุว่าเป็นแหล่งกำเนิดของภาวะพึงรังเกียจ (Abjection)
ที่แฝงเร้น คือไม่เพียงแต่เป็นคน ‘โสโครก’ แต่ยังเป็น
‘สิ่งปฏิกูล’ ของสังคม สำหรับกอฟฟ์แมน ไม่ใช่เพียงแค่คนไร้บ้านข้างถนนอาจดู ‘เก้งก้างหรือไม่ได้รับการดูแล’
เท่านั้น แต่พวกเขาได้ทำลายบรรทัดฐานของการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
พวกเขาอาจเดินและพูดจา ‘ผิดแผก’ เช่น
การเคลื่อนที่ไปรอบเมืองอย่างดูเหมือนไร้จุดหมาย และการร้องขอ (อาหารหรือเงิน)
จากผู้สัญจรไปมาโดยที่ไม่ได้ร้องขอและทำให้เกิดความลำบากใจ คนไร้บ้านข้างถนนยังทำลาย ‘ระเบียบแห่งการปฏิสัมพันธ์’ (Interaction
order) และภูมิศาสตร์ที่เป็นรากฐานของมันในวิถีทางอื่นๆ ด้วย เช่น
การนอนราบแทนที่จะเป็นการนั่งบนม้านั่งสาธารณะ และการ ‘ตั้งที่อยู่อาศัย’
แทนที่จะเป็นเพียงการสัญจรผ่านท้องถนน
พวกเขาได้รบกวนความเข้าใจเชิงบรรทัดฐานเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
ที่อำนวยความสะดวกแก่ชีวิตสาธารณะ และด้วยความจำเป็นที่ต้องกิน นอน
และอาบน้ำในที่สาธารณะแทนที่จะเป็นหลังประตูที่ปิดมิดชิด
พวกเขาจึงได้ทำลายแนวคิดที่ฝังรากลึกเกี่ยวกับ พื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว
(Public and private space) รวมถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่แต่ละประเภท
การกระทำดังกล่าวอาจทำให้คนไร้บ้านถูกมองว่าไม่เป็นเพียง ‘ผู้อื่น’ เท่านั้น
แต่ยังเป็นภัยคุกคาม ดังคำกล่าวของกอฟฟ์แมนว่าเป็น ‘ยักษ์ที่อันตราย
ผู้ทำลายล้างโลก’ (1961: 72, อ้างใน Gerrard and
Farugia, 2015: 2223) เมื่อถูกตีตราด้วยมลทินเช่นนี้
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คนไร้บ้านข้างถนนมักถูกกีดกันไม่เพียงแต่ออกจากพื้นที่ส่วนตัว
เช่น ร้านค้าและร้านอาหาร (ซึ่งพวกเขาอาจหาอะไรกินหรือใช้ห้องน้ำได้) แต่ยังรวมถึงพื้นที่เมืองที่มีมูลค่าสูงหรือ
‘พื้นที่ทำเลทอง’ (Prime city spaces) และในปัจจุบัน
หน่วยงานในเมืองต่างๆ ของอเมริกาเหนือได้ใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อ ‘ปกป้อง’
พื้นที่มีมูลค่าสูงจากการมีอยู่ของคนไร้บ้านข้างถนนที่เปรียบเสมือน ‘มลพิษ’ (Polluting)
(ดูในกล่องที่ 56.2) |
|
กล่องที่ 56.2 สคิดโรว์และการกักกันคนไร้บ้าน (SKID ROW AND HOMELESS CONTAINMENT) ในลอสแอนเจลิส (Los Angeles) ธุรกิจจำนวนมากในย่านใจกลางเมืองปกป้องอาคารสถานที่ของตนจากการรุกล้ำของคนไร้บ้านด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอกชน การสอดแนมทางอิเล็กทรอนิกส์ และ ‘สถาปัตยกรรมเชิงป้องกัน’ (Defensive architecture) ทั้งในรูปแบบที่มองเห็นได้ชัดเจนและแบบที่แนบเนียน เช่น แม่กุญแจ รั้ว ขวากหนาม ระบบฉีดน้ำ และที่นั่งแบบ ‘กันคนจรจัด’ (Bum-proof seats) (ภาพที่ 56.2) เพื่อปกป้องแกนกลางของย่านใจกลางเมืองเพิ่มเติม หน่วยงานของเมืองได้ประกาศใช้เทศบัญญัติ ‘คุณภาพชีวิต’ (Quality of life) เฉพาะพื้นที่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อ ‘ปกป้อง’ สาธารณชน (ผู้ที่มีที่อยู่อาศัย) จาก ‘ความเดือดร้อนรำคาญ’ ที่เกิดจากการตั้งค่ายพัก การกิน การนอน หรือการอาบน้ำของคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะทำเลทอง นอกจากนี้ กรมตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) ยังทำการกวาดล้างเป็นประจำเพื่อขับไล่คนไร้บ้านข้างถนนออกจากย่านใจกลางเมืองไปยังย่าน ‘สคิดโรว์’ (Skid Row) ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เทศบัญญัติดังกล่าวถูกบังคับใช้ไม่เข้มงวดนัก (หรืออาจจะบังคับใช้ไม่บ่อยนัก) ด้วยการผสมผสานการกวาดล้างเข้ากับการกักกัน โดยการจำกัดการตั้งที่พักพิงของคนไร้บ้าน โรงทาน โปรแกรมถอนพิษยาเสพติด และศูนย์ให้ความช่วยเหลือไว้ในพื้นที่ประมาณ 50 บล็อกของเมืองที่บริเวณขอบของย่านใจกลางเมือง สคิดโรว์จึงกลายเป็น ‘เขตการกักกัน’ (Containment zone) อย่างไม่เป็นทางการสำหรับคนไร้บ้านในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายงานว่าโรงพยาบาลและตำรวจได้ ‘นำมาทิ้ง’ (Dumping) ทั้งคนไร้บ้าน นักโทษ และผู้ป่วยทางจิตไว้ในย่านนี้เมื่อได้รับการปล่อยตัวหรือจำหน่ายออก อย่างไรก็ตาม สคิดโรว์เองก็ตกเป็นเป้าของการกวาดล้างค่ายพักแรมเป็นระยะ เนื่องจากหน่วยงานบริการสังคมและตำรวจพยายามบังคับให้ผู้คนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและบริการที่เกี่ยวข้อง (Stuart, 2014) แม้ว่าลอสแอนเจลิสจะครองอันดับต้นๆ ของตารางอย่างสม่ำเสมอ แต่การพัฒนาในลักษณะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในลอสแอนเจลิสเท่านั้น โดยในปัจจุบันแนวร่วมแห่งชาติเพื่อคนไร้บ้าน (National Coalition for the Homeless) (n.d.) ได้จัดทำรายชื่อ ‘เมืองที่ใจร้ายที่สุด’ (Meanest cities) ของอเมริกาเป็นประจำทุกปี ภาพที่ 56.2 คำว่า
‘สถาปัตยกรรมเชิงป้องกัน’ ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยนักภูมิศาสตร์ชาวอเมริกัน ไมค์ เดวิส (Mike Davis) เขาใช้คำนี้เพื่ออ้างถึงการใช้เครื่องเรือนสาธารณะ (Street
furniture) รูปแบบใหม่โดยกลุ่มธุรกิจและหน่วยงานของเมืองในลอสแอนเจลิสเพื่อ
‘ป้องกัน’ ย่านใจกลางเมืองจากการรุกล้ำของคนไร้บ้านข้างถนน
แต่ในปัจจุบันเครื่องเรือนดังกล่าวกลายเป็นเรื่องปกติในสหราชอาณาจักรเช่นกัน
(ดูด้านล่าง) สถาปัตยกรรมประเภทนี้มีหลายรูปแบบ ในขณะที่บางรูปแบบอาจเห็นได้ชัดเจน
เช่น ขวากหนามที่ติดตั้งในซุ้มประตูและซอกตึกเพื่อทำให้ไม่สามารถใช้เป็นที่กำบังได้
แต่บางรูปแบบก็แนบเนียนกว่า
สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดอาจจะเป็นการออกแบบที่หลายคนมองว่าเป็นเครื่องเรือนสาธารณะที่สวยงาม
โดยคุณสมบัติ ‘เชิงป้องกัน’
ของมันจะประจักษ์ต่อผู้ที่ต้องการใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นเท่านั้น (เช่น
‘ตัวกั้น’ ที่ทำให้ยากต่อการนอนบนม้านั่งตัวนี้หน้าศาลยุติธรรม (High
Courts of Justice) ในใจกลางลอนดอน) ที่มา: เครดิตภาพ: จอน เมย์ (Jon May) กลยุทธ์เหล่านี้บางส่วนได้ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้ว
สถาปัตยกรรมเชิงป้องกันหรือหากจะกล่าวให้แม่นยำกว่าคือ สถาปัตยกรรม
‘เชิงรุกราน’ (Offensive
architecture) กลายเป็นเรื่องปกติบนท้องถนนในหลายเมืองของสหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักรยังมีเทศบัญญัติ ‘คุณภาพชีวิต’ ในรูปแบบของตนเองด้วย เช่น
คำสั่งคุ้มครองพื้นที่สาธารณะ (Public Spaces Protection Orders หรือ PSPOs) (ซึ่งเริ่มใช้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติพฤติกรรมต่อต้านสังคม
อาชญากรรม และการตำรวจ ปี 2014) ถูกออกแบบมาเพื่อกีดกันกิจกรรมที่
‘สร้างปัญหา’ (เช่น การดื่มสุราบนท้องถนน) และส่งผลให้เป็นการกีดกัน
‘ผู้สร้างปัญหา’ ออกจากสถานที่ที่กำหนด
งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรักษาความสงบและการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่คนไร้บ้านอย่างไม่เป็นธรรม
โดยมีรายงานถึงการขับไล่และย้ายที่อยู่ของคนไร้บ้านข้างถนนออกจากพื้นที่เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
และแม้กระทั่งการล่วงละเมิดทางวาจาและทางกายโดยเจ้าหน้าที่ (Heap et al.,
2022) สิ่งที่สำคัญคือ
งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าคนไร้บ้านทุกคนไม่ได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน
โดยความแตกต่างเหล่านี้แสดงออกมาในรูปแบบของ
ภูมิศาสตร์แห่งมลทินและการกีดกันที่หลากหลาย (Variegated geographies of stigma and exclusion) ตัวอย่างเช่น ดังที่ ทากาฮาชิ (Takahashi) (1996) ได้แสดงให้เห็นว่า
ระดับของมลทินที่คนไร้บ้านได้รับนั้นแตกต่างกันไป (ส่วนหนึ่ง)
ตามระดับความเข้าใจว่าบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่ตนเองประสบอยู่มากน้อยเพียงใด
รวมถึงตามอายุ เพศสภาพ และชาติพันธุ์ ด้วยเหตุนี้ คนไร้บ้านที่อายุน้อยอาจได้รับความเห็นอกเห็นใจ
(จากทั้งสาธารณชนที่มีที่อยู่อาศัยและตำรวจ) มากกว่าคนไร้บ้านที่มีอายุมาก
และงานวิจัยจากลอสแอนเจลิสแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนในการควบคุมดูแลคนไร้บ้านตามเชื้อชาติและชาติพันธุ์
โดยมีสัดส่วนของคนผิวขาวสูงกว่าในกลุ่มคนไร้บ้านในย่านชายหาดที่ร่ำรวยของเมือง
และมีการปรากฏตัวที่สูงเกินสัดส่วน (Over-representation) ของชายและหญิงไร้บ้านผิวสีในย่านสคิดโรว์ สิ่งที่เชื่อมโยงกับการสร้างมลทินทางเชื้อชาติ (Racialisation) คือสิ่งที่ อิโมเจน ไทเลอร์ (Imogen Tyler) เรียกว่า ‘เศรษฐกิจการเมืองของมลทิน’ (Political economy of stigma) (2020: 26) โดยอ้างอิงจากวาค็องต์: นั่นคือบทบาทที่กระบวนการเหล่านี้มีส่วนช่วยในการรับรองการสะสมทุนและกักขังการต่อสู้ทางชนชั้น ในตัวอย่างปัจจุบัน การสร้างมลทินและการกีดกันคนไร้บ้านข้างถนนออกจากพื้นที่ทำเลทองของเมืองในอเมริกาเหนือและยุโรปมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความพยายามของเมืองเหล่านั้นในการสร้างความมั่นใจในการลงทุนในช่วงเวลาแห่ง ‘การแข่งขันระหว่างเมือง’ (Inter-urban competition) ที่รุนแรง เนื่องจากผู้บริหารเมืองตระหนักดีถึงความจำเป็นในการนำเสนอภาพลักษณ์แห่ง ‘ความสำเร็จ’ หากต้องการดึงดูดเงินทุนที่เคลื่อนย้ายได้ง่ายขึ้น พวกเขาก็ย่อมตระหนักเช่นกันว่าไม่มีสิ่งใดที่คุกคามภาพลักษณ์ของเมืองที่รุ่งเรืองและประสบความสำเร็จได้เท่ากับการมีอยู่ของคนไร้บ้านบนท้องถนน เนื่องจากทุนนิยมเน้นย้ำความสามารถในการบริโภคว่าเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จ คนไร้บ้านข้างถนนจึงกลายเป็น ‘ผู้อื่น’ (Other) ที่ทรงพลังซึ่งสมาชิกในสังคมในวงกว้างสามารถใช้เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตนเอง: เป็นการตอกย้ำแก่สาธารณชนว่าพวกเขาเป็นกลุ่ม ‘ผู้ชนะ’ (Winners) ของสังคม และลดความเป็นไปได้ที่ผู้คนจะคัดค้านการควบคุมและการกีดกัน ‘ผู้แพ้’ (Losers) เหล่านี้ แม้ว่า (หรืออาจเป็นเพราะ) พวกเขาจะแอบซ่อนความสงสัยเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินของตนเองในโลกที่ไม่มีความแน่นอนเช่นนี้ก็ตาม ที่น่าสังเกตคือ และในทางตรงกันข้ามกับการสร้างมลทินให้กับพื้นที่และสถานที่บางแห่ง มลทินที่เกี่ยวข้องกับคนไร้บ้านข้างถนนจะติดตัวไปกับบุคคล: เคลื่อนย้ายไปพร้อมกับพวกเขาในขณะที่พวกเขาเดินทางผ่านเมือง และแม้ในท้ายที่สุดจะหาบ้านได้แล้วมลทินนั้นมักจะยังคงหลงเหลืออยู่กับพวกเขาในรูปแบบของบาดแผลทางกายและทางจิตใจที่สามารถสร้างรอยแผลเป็นให้กับผู้ที่เคยใช้ชีวิตบนท้องถนน (Homeless Link, n.d.) อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่า เช่นเดียวกับที่คนไร้บ้านที่แตกต่างกันไม่ได้เผชิญกับมลทินที่เหมือนกัน เราก็ไม่ควรทึกทักว่าการสร้างมลทินต่อคนไร้บ้านจะนำไปสู่การกีดกันเสมอไป ดังที่ เจอร์ราร์ด (Gerrard) และ ฟารูเจีย (Farrugia) ตั้งข้อสังเกตว่า การเผชิญหน้ากับคนไร้บ้านสามารถกระตุ้นให้เกิดการตัดสินว่าบุคคลนั้น ‘โสโครก’ และ/หรือเป็น ‘สิ่งปฏิกูล’ ของสังคม แต่ก็อาจกระตุ้นให้เกิดการตัดสินว่าภาวะไร้บ้านคือ ‘ผลผลิตที่ “โสโครก” ของสังคมทุนนิยม’ และการตัดสินใจว่าจะ ‘เพิกเฉย เมินสายตา ให้เงิน ... ยิ้ม พูดคุย หรือไม่พูดคุย ล้วนพัวพันกับความเข้าใจและประสบการณ์ส่วนบุคคลเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงการตัดสินทางศีลธรรมและการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุและผลกระทบของมัน’ (2015: 2224) การสร้างมลทินและการกีดกันคนไร้บ้านข้างถนนยังคงก่อให้เกิดการตอบโต้ร่วมกันที่ก้าวหน้า (Progressive) หลากหลายรูปแบบ: ตั้งแต่การรื้อถอนสถาปัตยกรรมเชิงป้องกันรูปแบบต่างๆ โดยนักกิจกรรม (ภาพที่ 56.3) ไปจนถึงการจัดหาอาหาร ที่พักพิง และการดูแลประเภทต่างๆ โดยบุคคลและองค์กรที่หลากหลาย การตอบโต้เหล่านี้เป็นจุดเน้นของงานศึกษาโดยนักภูมิศาสตร์เช่นกัน (ดูตัวอย่างใน Cloke et al., 2010) ภาพที่ 56.3 ‘Better than Spikes’ เป็นกลุ่มนักกิจกรรมที่ทำงานเพื่อเปลี่ยน
‘โศกนาฏกรรมของการออกแบบเมืองให้กลายเป็นพื้นที่ที่ต้อนรับผู้คน’ เช่น
ในกรณีนี้คือการนำเบาะมาครอบขวากหนามที่ติดตั้งไว้เพื่อกันคนไร้บ้านข้างถนนในย่านโชอร์ดิตช์
(Shoreditch) ลอนดอน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://betterthanspikes.tumblr.com/ ที่มา: การแทรกแซงโดยกลุ่ม Space, Not Spikes เครดิตภาพ: เอื้อเฟื้อโดย Space, Not Spikes |
- คนไร้บ้านข้างถนนมักถูกตีตราด้วยมลทินอย่างรุนแรงในฐานะ ‘ผู้อื่นที่น่ารังเกียจ’ เนื่องจากการเชื่อมโยงพวกเขากับ ‘ความสกปรก’ และ ‘สิ่งปฏิกูล’ และเนื่องจากพวกเขาทำลายบรรทัดฐานของการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและพรมแดนระหว่างพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว รวมถึงพฤติกรรมที่ ‘เหมาะสม’ ในพื้นที่แต่ละประเภท
- ในเมืองหลายแห่งในอเมริกาเหนือและยุโรป การกีดกันนี้แสดงออกมาในรูปแบบของการขับไล่พวกเขาออกจากพื้นที่เมืองทำเลทอง และ (ในสหรัฐอเมริกา) การกักกันไว้ในย่านสคิดโรว์บริเวณขอบย่านใจกลางเมือง
- การขับไล่นี้บรรลุผลสำเร็จผ่านการควบคุมดูแลของตำรวจที่เข้มงวดขึ้น และการใช้ ‘สถาปัตยกรรมเชิงป้องกัน’ รูปแบบใหม่ รวมถึงตัวบทกฎหมายที่ทำให้คนไร้บ้านทำกิจกรรมที่จำเป็นต่อการอยู่รอดบนท้องถนนได้ยากขึ้น
- เป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงการกีดกันนี้เข้ากับ ‘เศรษฐกิจการเมืองของมลทิน’ โดยผู้บริหารเมืองพยายามกีดกันกลุ่มคนที่ทำลายภาพลักษณ์ของเมืองที่รุ่งเรืองและประสบความสำเร็จซึ่งจำเป็นต่อการดึงดูดเงินทุนหมุนเวียน
- กระบวนการของมลทินและการกีดกันเหล่านี้ถูกกำหนดโดยเพศสภาพและเชื้อชาติ โดยคนไร้บ้านที่แตกต่างกันจะเผชิญกับรูปแบบและระดับของมลทินที่แตกต่างกัน
- การเผชิญหน้ากับภาวะไร้บ้านอาจกระตุ้นให้เกิดความพยายามที่ก้าวหน้ามากขึ้นในการดูแลคนไร้บ้าน
เศรษฐกิจการเมืองของมลทินและมลทินแห่งอาณาบริเวณ (The political economy of stigma and territorial stigmatisation)
แทนที่จะพิจารณาในแง่ของกระบวนการทางจิตวิเคราะห์
หรือระเบียบเชิงสัญลักษณ์และการปฏิสัมพันธ์
งานศึกษาส่วนใหญ่โดยนักภูมิศาสตร์เกี่ยวกับมลทินเมื่อไม่นานมานี้
เริ่มต้นจากความเข้าใจว่ามลทินคือสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นและ "ถูกนำไปใช้งาน"
โดยกลุ่มที่มีอำนาจมากกว่า
เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มตนภายใต้บริบททางเศรษฐกิจการเมืองที่เฉพาะเจาะจง
ตัวอย่างเช่น อิโมเจน ไทเลอร์ (Imogen Tyler) ได้พยายามสร้างทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับมลทินในฐานะ
"รูปแบบของอำนาจ... [ที่]
ทำหน้าที่ลดคุณค่าคนทั้งกลุ่มโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ... เสริมสร้างลำดับชั้นทางสังคมที่มีอยู่ให้แข็งแกร่ง
และสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับการจัดสรรความมั่งคั่งคืนสู่ระดับบน (Redistribution
of wealth upwards)" (2020: 26–27) หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ
"เศรษฐกิจการเมือง" ของมลทินเหล่านี้
คือการสร้างมลทินต่อผู้รับสวัสดิการในอังกฤษยุคมาตรการรัดเข็มขัด (Austerity
Britain)
มาตรการรัดเข็มขัด
(Austerity)
มักถูกนิยามอย่างง่ายว่าเป็นนโยบายงบประมาณที่ลดการใช้จ่ายทางการคลังเพื่อฟื้นฟูการเติบโต
แต่ก็เป็นไปได้ที่จะอ่านมาตรการรัดเข็มขัดในฐานะฉากบังหน้าทางอุดมการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อบดบังความพยายามอย่างต่อเนื่องในการ
"ทำให้รัฐเล็กลง" ภายใต้ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) (บทที่ 52) และในฐานะรูปแบบหนึ่งของ
"การจัดสรรคืนแบบถดถอย" (Regressive redistribution) (Hastings
et al., 2017) ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในช่วงตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา สวัสดิการแยกย่อย 45 ประเภทถูกจำกัดเพดาน
ยกเลิก ระงับ หรือลดจำนวนลง และผู้เรียกร้องสิทธิมากกว่า 3.5
ล้านคน (ซึ่ง 900,000 คนในจำนวนนี้เป็นผู้พิการ) ถูกลงโทษ (Sanctioned)
หลังจากถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎ เช่น การผิดนัดหมาย
หรือการไม่สมัครงานในจำนวนที่มากพอ เมื่อถูกลงโทษแล้ว
บุคคลนั้นอาจถูกระงับสวัสดิการเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 4
สัปดาห์ไปจนถึง 3 ปี (May et al., 2020)
การตัดลดสวัสดิการได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ยั่งยืนที่สุดของมาตรการรัดเข็มขัด
เช่นเดียวกับผลกระทบจากการตัดลดเหล่านี้
โดยที่โดดเด่นที่สุดอาจจะเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของจำนวนธนาคารอาหาร (Food banks) ที่ดำเนินงานในอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 2,500 แห่ง หรือเกือบเป็นสองเท่าของจำนวนร้านอาหารแมคโดนัลด์ (Dawson,
2022) ทว่าในขณะที่ผู้คนหลายล้านคนเห็นรายได้ครัวเรือนของตนถูกตัดลดลง
แต่คนอื่นๆ กลับทำเงินได้มหาศาลจากการเปลี่ยนแปลงเดียวกันนี้ ตัวอย่างเช่น
ตั้งแต่เดือนเมษายน 2010 ถึงเมษายน 2019 กระทรวงแรงงานและบำนาญ (DWP) ได้จ่ายเงินให้แก่บริษัทรับจ้างช่วงรายใหญ่อย่าง
Atos, Capita และ Maximus เป็นเงินเกือบ
2.3 พันล้านปอนด์
เพื่อดำเนินการประเมินการจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อการดำรงชีพที่เป็นอิสระ (Personal
Independence Payment - PIP) และการประเมิน
"ขีดความสามารถในการทำงาน" (Work Capability) ในนามของกระทรวง
(Pring, 2021)
แทนที่จะนำไปสู่ความไม่พอใจในวงกว้างของสาธารณชน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างขึ้นซึ่งพวกมันได้ทำให้รุนแรงขึ้นกลับได้รับความสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอังกฤษจำนวนมาก การที่เป็นเช่นนั้นได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสร้างมลทินต่อผู้รับสวัสดิการที่ประสบความสำเร็จโดยรัฐบาลผสมและรัฐบาลอนุรักษนิยมที่เข้ามาบริหารงานต่อเนื่องกัน นักการเมืองพรรคอนุรักษนิยมได้หยิบยกภาษาเดียวกับที่พบในสื่อฝ่ายขวา (ดูภาพที่ 56.4) และรายการโทรทัศน์อย่าง Shameless และ Benefits Streets มาใช้เป็นประจำ เพื่อนำเสนอภาพผู้รับสวัสดิการว่าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ฟุ่มเฟือย และขี้เกียจ ติดอยู่ในวงจรของ "การพึ่งพา" (Dependency) และ—เป็นการสร้างรอยร้าวระหว่างผู้เรียกร้องสวัสดิการและกลุ่มคนอื่นๆ—ว่าเป็นผู้ที่ "ไม่สมควรได้รับ" (Undeserving) การสนับสนุนจากกลุ่ม "ผู้บากบั่น" (Strivers) ของสังคม ตัวอย่างที่ทรงพลังของวาทกรรมดังกล่าวคือในปี 2014 เมื่อ เอ็ดวินา เคอร์รี (Edwina Currie) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนุรักษนิยมในขณะนั้น ทวีตข้อความว่าเธอ "กังวลมากถึงจำนวนคน... ที่ใช้ธนาคารอาหาร... [ผู้ซึ่ง]... ไม่เคยเรียนรู้ที่จะทำอาหาร... ไม่เคยเรียนรู้ที่จะจัดการชีวิต และในวินาทีที่มีเงินเหลือติดตัวนิดหน่อย [ก็] วิ่งไปสักเพิ่มอีกรอย" (May et al., 2020; สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของวาทกรรมสร้างมลทินและผลกระทบของมัน โปรดดู Bolton et al., 2022)
ภาพที่ 56.4 นับตั้งแต่เริ่มมาตรการรัดเข็มขัดในปี 2010
หัวข้อข่าวลักษณะนี้ได้กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น
เมื่อสื่อฝ่ายขวาและนักการเมืองพยายามสร้างฐานเสียงสำหรับการตัดลดงบประมาณสวัสดิการโดยการสร้างภาพลักษณ์ให้ผู้รับสวัสดิการเป็นปีศาจ
(Demonising) อิโมเจน ไทเลอร์ (2020) ได้เรียกกระบวนการนี้ว่าเป็น
"การใช้มลทินเป็นอาวุธ" (Weaponisation of stigma)
ที่มา:
เครดิตภาพ: Mirrorpix
|
กล่องที่ 56.3 การผลิตซ้ำวาทกรรม ‘แฟลตเสื่อมโทรม’ (THE PRODUCTION OF ‘SINK ESTATES’) คำว่า
‘แฟลตเสื่อมโทรม’ (Sink estate) เริ่มเข้าสู่บทสนทนาทั่วไปในสังคมเมื่อ โทนี แบลร์ (Tony Blair) นำมาใช้ในสุนทรพจน์ครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี
ขณะลงพื้นที่เยี่ยมเยียนโครงการที่อยู่อาศัยเอลส์บรี (Aylesbury Estate) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของลอนดอนในเดือนพฤษภาคม 1997
จากจุดนั้น สเลเตอร์ (Slater) (2018) ได้ติดตามการนำคำนี้ไปใช้และเผยแพร่ในกลุ่มนักวิจารณ์ฝ่ายขวา
สถาบันคลังสมอง และนักการเมืองจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดสองทศวรรษถัดมา
ตัวอย่างเช่นในปี 2013 คำนี้ปรากฏขึ้นอีกครั้งในรายงานชื่อ
Create Streets ซึ่งตีพิมพ์โดยสถาบันคลังสมองของพรรคอนุรักษนิยมที่ชื่อ
พอลลิซี เอ็กซ์เชนจ์ (Policy Exchange) ในบทที่ชื่อว่า
‘ที่อยู่อาศัยแบบหลายชั้นสร้างวงจรแห่งความเสื่อมโทรม’
รายงานฉบับนี้ได้เจาะจงไปที่โครงการที่อยู่อาศัยเอลส์บรีอีกครั้งในฐานะตัวอย่างคลาสสิกของ
‘แฟลตเสื่อมโทรม’
และตำหนิโครงการนี้รวมถึงโครงการอาคารสูงทั่วไปว่าทำให้ผู้อยู่อาศัย ‘เศร้าขึ้น
เลวลง และโดดเดี่ยวมากขึ้น’ (อ้างใน Slater, 2018: 13) รายงานอีกฉบับของ
พอลลิซี เอ็กซ์เชนจ์ ที่ตีพิมพ์ในปี 2015 ได้ก้าวไปไกลกว่านั้น โดยสรุปว่า
‘แม้ว่าแผนฟื้นฟูโครงการที่อยู่อาศัย...
จะเสนอโอกาสในการปรับปรุงโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการสังคม...
แต่ในกรณีที่... โครงการนั้นเกินกว่าจะฟื้นฟูได้
รัฐบาลต้องมุ่งมั่นที่จะรื้อถอนและแทนที่มัน’ เนื่องจากสิ่งที่ผู้เขียนอ้างถึงรายงาน
Create Streets ว่าเป็น
‘หลักฐานที่แน่ชัดว่าอาคารชุดทรงสูงและการอยู่อาศัยในอาคารหลายชั้นนำไปสู่อัตราอาชญากรรมที่สูงขึ้น
ชุมชนที่อ่อนแอลง รวมถึงผลลัพธ์ด้านสุขภาพและการศึกษาที่แย่ลงสำหรับผู้อยู่อาศัย’
(The Estate We’re In, อ้างใน Slater, 2018: 14) แม้ว่าการกวาดล้างพื้นที่บางส่วนของโครงการเอลส์บรีจะเริ่มขึ้นไปแล้ว
แต่ในเดือนเดียวกับที่รายงานฉบับนี้ตีพิมพ์ (มกราคม 2016) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ
เดวิด คาเมรอน (David Cameron) ได้ประกาศการรื้อถอน
‘แฟลตเสื่อมโทรมที่แย่ที่สุด’ ของอังกฤษอีก 100
แห่งในเวลาต่อมา (Slater, 2018) เช่นเดียวกับการตัดลดงบประมาณภายใต้มาตรการรัดเข็มขัดที่เกิดขึ้นได้จากการสร้างมลทินต่อผู้รับสวัสดิการ
สเลเตอร์แสดงให้เห็นว่าผู้เช่าที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการสังคมถูกทำให้มีมลทินในลักษณะเดียวกัน
เนื่องจากพวกเขาถูกมองว่า ‘แปดเปื้อน’ โดยสถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่
เมื่อภาพลักษณ์นี้ถูกสถาปนาขึ้น การรื้อถอนโครงการเหล่านี้
(ซึ่งคำนวณว่านำไปสู่การขับไล่ผู้เช่าของสภาเมืองในลอนดอนเพียงแห่งเดียวมากถึง 135,658 ราย
ระหว่างปี 1997 ถึง 2014) (Lees, 2014) จึงสามารถถูกนำเสนอได้ว่าไม่เพียงแต่มีความสมเหตุสมผลเท่านั้นแต่ยังเป็นสิ่งที่ยุติธรรมด้วย:
เป็นหนทางเดียวที่จะทั้ง ‘ช่วย’
ผู้เช่าเหล่านี้และเพื่อปกป้องชุมชนเพื่อนบ้านจากการแปดเปื้อน จากการติดตามความวิตกกังวลที่เกิดจากการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การข่มขู่ว่าจะมีการรื้อถอนมานานหลายปี และความทุกข์ระทมที่ตามมาจากการล่มสลายและการขับไล่ชุมชนเหล่านี้ เมล โนวิกกี (Mel Nowicki) ได้โต้แย้งว่าการรื้อถอนโครงการที่อยู่อาศัยดังกล่าวถือเป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘การทำลายล้านอาศรม’ (Domicide) นั่นคือการทำลายล้างบ้านของผู้อื่นอย่างจงใจ ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกสูญเสีย ความโกรธ และความสิ้นหวังอย่างรุนแรง (Nowicki, 2017; ดูเพิ่มเติมใน Elliot-Cooper et al., 2020) และเพื่อให้สอดคล้องกับความเข้าใจที่ว่ามลทินแห่งอาณาบริเวณทำงานภายใต้และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจการเมืองที่เฉพาะเจาะจง การรื้อถอนโครงการเหล่านี้ยังสามารถอ่านได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘การสะสมทุนโดยการยึดครอง’ (Accumulation by dispossession) (Harvey, 2004, ดูในกล่องที่ 56.4) |
- คนไร้บ้านข้างถนนมักถูกสร้างมลทินในฐานะ "ผู้อื่นที่น่ารังเกียจ" (Abject Others) เนื่องจากพวกเขาทำลายระเบียบทางสังคมและพรมแดนระหว่างพื้นที่รัฐและเอกชน
- ในอเมริกาเหนือและยุโรป การกีดกันนี้มักแสดงออกมาในรูปของการกวาดล้างพื้นที่ทำเลทองและกักกันคนไร้บ้านไว้ในย่านเฉพาะ (Skid Row)
- เศรษฐกิจการเมืองของมลทิน: ผู้บริหารเมืองใช้มลทินเพื่อขจัดกลุ่มคนที่ขัดต่อภาพลักษณ์ความสำเร็จของเมือง เพื่อดึงดูดการลงทุน
- มลทินแห่งอาณาบริเวณ: ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการรื้อถอนที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการสังคม (Social housing) นำไปสู่สภาวะ "การทำลายล้านอาศรม" (Domicide) และการสะสมทุนผ่านการยึดครองพื้นที่
|
กล่องที่ 56.4 การรื้อถอนโครงการที่อยู่อาศัยเฮย์เกต (DEMOLITION OF THE HEYGATE ESTATE) ในปี 2013 โครงการที่อยู่อาศัยเฮย์เกต (Heygate Estate) (ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับโครงการที่อยู่อาศัยเอลส์บรี) ถูกขายโดยสภาเขตเซาท์วาร์ก (Southwark Council) ให้แก่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สัญชาติออสเตรเลีย เลนด์ ลีส (Lend Lease) ในราคา 50 ล้านปอนด์ ก่อนที่การพัฒนาใหม่จะเริ่มขึ้น สภาเขตได้ใช้เงินจำนวน 44 ล้านปอนด์จากเงินจำนวนนั้นในการโยกย้ายผู้อยู่อาศัยออกจากโครงการ เพื่อเตรียมพื้นที่ว่างให้แก่บริษัท เลนด์ ลีส ภายหลังการพัฒนาใหม่ พื้นที่ดังกล่าวมีความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยสูงขึ้น (จากเดิม 1,212 หน่วย เป็น 1,300 หน่วย) และถูกประเมินมูลค่าไว้ที่ 3.4 พันล้านปอนด์ แต่ในขณะที่ห้องพักเดิมจำนวน 1,020 หน่วย จากทั้งหมด 1,212 หน่วย เคยเป็นแฟลตสวัสดิการของสภาเมืองสำหรับเช่า หลังการพัฒนาใหม่กลับมีเพียง 10% ของหน่วยที่พักทั้งหมดที่ถูกจัดสรรไว้เป็นที่อยู่อาศัย "ราคาที่จ่ายได้" (Affordable housing) ส่วนที่เหลือถูกนำออกสู่ตลาดในฐานะบ้านเช่าระดับหรูและบ้านสำหรับเจ้าของพักอาศัยเอง (BBC News, 2013, Flynn 2016: 279–280) สิ่งที่สำคัญคือ ดังที่ มารา เฟอร์เรรี (Mara Ferreri) ได้โต้แย้งว่า ‘การยึดครองพื้นที่เฮย์เกตเริ่มต้นขึ้น เช่นเดียวกับที่อยู่อาศัยรายได้น้อยอื่นๆ ... ผ่านการเชื่อมโยงทางวาทกรรมเข้ากับความล้มเหลวทางสังคมและความเสื่อมโทรมของเมือง’ ... [คำอธิบายเกี่ยวกับโครงการก่อนการขายพรรณนาว่ามันเป็น] ‘“พื้นที่อื้อฉาว” (The Independent, 29 มีนาคม 2010), “แฟลตเสื่อมโทรมที่เลื่องชื่อ” (Evening Standard, 8 กรกฎาคม 2010) และ “ถังขยะมนุษย์” (The Telegraph, 18 กันยายน 2010) ในช่วงเวลาที่สภาเมืองลงนามในข้อตกลงการฟื้นฟูเมือง ... กับบริษัท เลนด์ ลีส ... โครงการนี้ถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่ว่างเปล่าและชำรุดทรุดโทรม ซึ่งช่วยสนับสนุนข้อโต้แย้งเรื่อง “ความเหมาะสมในการถูกกำจัด” (Disposability) ของมันได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น’ (2020: 1011–1012) |
- งานศึกษาล่าสุดโดยนักภูมิศาสตร์เข้าใจว่า มลทินคือรูปแบบหนึ่งของอำนาจที่ถูกนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีอำนาจ เพื่อตอกย้ำลำดับชั้นทางสังคม และเอื้อให้เกิดการสะสมทุนรวมถึงการจัดสรรความมั่งคั่งคืนสู่ระดับบน
- ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ วิถีทางที่นักการเมืองฝ่ายขวาสร้างมลทินต่อผู้รับสวัสดิการเพื่อสร้างความชอบธรรมในการตัดลดงบประมาณสวัสดิการในช่วงมาตรการรัดเข็มขัด ในขณะที่บริษัทเอกชนได้รับผลกำไรจากสัญญาจ้างใหม่ในการดำเนินการประเมินสิทธิสวัสดิการ
- วาทกรรมเรื่อง ‘แฟลตเสื่อมโทรม’ นำไปสู่การที่ผู้เช่าที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการสังคมถูกสร้างมลทินในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากพวกเขาถูกสร้างภาพลักษณ์ว่า ‘แปดเปื้อน’ โดยสถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่
- การสร้างมลทินต่อโครงการที่อยู่อาศัยเหล่านี้ได้สร้างความชอบธรรมให้กับการรื้อถอน การขับไล่ผู้เช่า และการแทนที่ด้วยที่อยู่อาศัยของเอกชน ซึ่งนำไปสู่กำไรมหาศาลสำหรับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอกชน
สรุปท้ายบท
บทนี้ได้ติดตามวิถีทางที่แตกต่างกันหลายประการซึ่งนักภูมิศาสตร์ได้นำแนวคิดเรื่องมลทินและการกีดกันมาปรับใช้
ซึ่งรวมถึงแนวคิดเรื่องมลทินของ เออร์วิง กอฟฟ์แมน ในฐานะอัตลักษณ์ที่
"มัวหมอง" ของผู้ที่ทำลายระเบียบแห่งการปฏิสัมพันธ์ และคำอธิบายของ
ยูเลีย คริสเตวา เกี่ยวกับภาวะพึงรังเกียจและบทบาทของมันในการกีดกัน
"ผู้อื่นที่น่ารังเกียจ"
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความเชื่อมโยงระหว่างสองแนวคิดนี้ นั่นคือ
การสร้างมลทินต่อบุคคลหรือกลุ่มคนนำไปสู่การกีดกันทางกายภาพออกจากพื้นที่และสถานที่ที่มีมูลค่าสูง
(หรือในกรณีของ "แฟลตเสื่อมโทรม" คือพื้นที่ที่อาจมีมูลค่าสูงในอนาคต)
การทำความเข้าใจมลทินในฐานะรูปแบบหนึ่งของ
"ความรุนแรงเชิงการจัดประเภทจากเบื้องบน" (Classificatory
violence ‘from above’) ซึ่งลดทอนคุณค่าของทั้งผู้คน สถานที่
และชุมชน (Tyler, 2020: 27) จึงอาจเป็นประโยชน์มากที่สุด
ความเข้าใจดังกล่าวช่วยดึงความสนใจไปสู่ "หน้าที่"
ที่มลทินและการกีดกันกระทำเพื่อช่วยรักษาลำดับชั้นทางสังคม จัดสรรทรัพยากรใหม่
และรับรองการสกัดเอาผลกำไรอย่างต่อเนื่องภายใต้ระบบทุนนิยม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น