หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 14

การทำความเข้าใจภูมิศาสตร์พื้นที่ (Knowing area geographies)

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Paul Simpson(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.


บทนำ ขอบข่ายของภูมิศาสตร์พื้นที่ (Area Geographies)

หนึ่งในพันธกิจหลักของภูมิศาสตร์คือการสืบเสาะความผันแปรและการสร้างความแตกต่างทางพื้นที่ (Spatial variation and differentiation) เนื่องจากภูมิทัศน์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมมิได้มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในเชิงภูมิศาสตร์ และหนึ่งในการสร้างความแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดคือความแตกต่างระหว่างความเป็นเมือง (Urban) และความเป็นชนบท (Rural) ในขณะที่ความเป็นเมืองมีลักษณะเด่นคือการรวมตัวกันทางพื้นที่ (Spatial agglomerations) ของกิจกรรมนอกภาคเกษตรกรรม แต่ความเป็นชนบทโดยจารีตแล้วจะถูกนิยามด้วยความหนาแน่นของการใช้ประโยชน์ที่ดินในระดับต่ำ การผลิตภาคเกษตรกรรม และบ่อยครั้งมักเป็นระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพที่มิได้อิงกับกลไกตลาด ในขณะเดียวกัน เราอาศัยอยู่ในโลกที่มีลักษณะเป็นโมเสกของภูมิภาค (Regions) ซึ่งถูกคั่นส่วนด้วยขอบเขต (Boundaries) โดยขอบเขตบางประเภทมีการเข้ารหัสทางกฎหมายหรือทางบริหารจัดการ ซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีเกณฑ์ที่แน่ชัด ในขณะที่ขอบเขตอื่น ๆ ดังเช่นในกรณีของภูมิภาคทางวัฒนธรรม (Cultural regions) ภูมิภาคชีวภาพ (Bioregions) และภูมิภาคทางภาษา (Language regions) (ดูบทที่ 21) มีพื้นฐานมาจากวิถีการรับรู้และขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการลากเส้นขอบเขตว่ากำหนดอย่างไร ซึ่งอาจทำให้เกิดการซ้อนทับ การเกยกัน และการตัดกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างภูมิภาคที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ในขณะที่นโยบายการพัฒนาของรัฐอาจถูกกำหนดขึ้นโดยอิงจากภูมิภาคข้ามท้องถิ่นขนาดใหญ่ (Massive translocal regions) เช่น อ่าวซานฟรานซิสโก (Bay Area) ในสหรัฐอเมริกา และเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) ในประเทศจีน (รูปที่ 14.1) แต่สำหรับปุถุชนทั่วไป ภูมิภาคที่ทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยวในเชิงหน้าที่ (Functional anchor) ของชีวิตประจำวันอาจมีขนาดค่อนข้างเล็กและอยู่ในระดับท้องถิ่น โดยครอบคลุมเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น

รูปที่ 14.1 แผนที่โครงการเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) ที่เชื่อมโยงระหว่างฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่

ที่มา: วิกิมีเดียคอมมอนส์ (Wikimedia Commons)

 

รูปที่ 14.2 หมู่บ้านเหวินชุน (Wencun Village) ในมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ณ จุดเชื่อมประสานระหว่างการฟื้นฟูชนบทและการย้ายถิ่นเชิงวิถีชีวิตจากเมือง

ที่มา: เครดิตภาพ: เหยียนเหิง ลู่ (Yanheng Lu)

โดยรวมแล้ว ความสนใจของภูมิศาสตร์มนุษย์ที่มีต่อภูมิศาสตร์เมือง ชนบท และภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงประเพณีทางภูมิศาสตร์ที่หยั่งรากลึก ซึ่งให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์หน่วยทางพื้นที่ (Spatial units) ที่เฉพาะเจาะจง การศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ "เซลล์" (Cells) เฉพาะเจาะจงเหล่านี้ และการเปรียบเทียบกับหน่วยอื่น ๆ ช่วยให้นักภูมิศาสตร์สามารถเผยให้เห็นความหลากหลายของโลกภูมิภาคที่แตกต่างและมีชีวิตชีวา (Differentiated and lived regional worlds) รวมถึงสำรวจว่าความแตกต่างทางพื้นที่ส่งผลต่อ "ความรู้สึกต่อสถานที่" (Sense of place) ในบริบทพื้นที่นั้น ๆ อย่างไร กล่าวคือ เป็นการรวมตัวกันของสภาวะเชิงโครงสร้างและเชิงสถาบัน การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส ประสบการณ์ที่ผ่านการมีตัวตน (Embodied experiences) และแนวปฏิบัติที่เป็นกิจวัตร ตัวอย่างเช่น การอาศัยอยู่ในนิวยอร์กมีความแตกต่างในเชิงปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenologically) จากการอาศัยอยู่ในลอนดอนหรือปักกิ่ง ในขณะที่วิถีชีวิตในเมืองก็มีความแตกต่างจากวิถีชีวิตในชนบท ในบทนำของส่วนที่ว่าด้วยภูมิศาสตร์พื้นที่นี้ เราได้นำเสนอสาขาวิชาย่อยสามสาขาของภูมิศาสตร์มนุษย์ที่สะท้อนถึงประเพณีนี้อย่างชัดเจนที่สุด ได้แก่ ภูมิศาสตร์เมือง (Urban geography) ภูมิศาสตร์ชนบท (Rural geography) และภูมิศาสตร์ภูมิภาค (Regional geography) โดยจะมีการสรุปนิยามและบทนำเบื้องต้นของแต่ละสาขาไว้ดังต่อไปนี้

ประการแรก ภูมิศาสตร์เมืองสามารถนิยามได้อย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นการสืบเสาะกระบวนการทางสังคมและพื้นที่ (Sociospatial processes) ที่ส่งผลต่อการสร้างและการสร้างใหม่ของเมือง สก็อตต์ และสตอร์เปอร์ (Scott and Storper, 2015) และโจนัส และคณะ (Jonas et al., 2015) มองว่าเมืองคือผลิตผลของกระบวนการกลายเป็นเมือง (Urbanisation) ซึ่งหมายถึงการรวมตัวกันทางพื้นที่ของกิจกรรมนอกภาคเกษตรกรรม การเพิ่มขึ้นของความหนาแน่นของประชากรและการใช้ประโยชน์ที่ดิน และความต่างพันธุ์ทางสังคม (Social heterogeneity) ของผู้คน รวมถึงความไม่รู้จักมักคุ้นโดยทั่วไปท่ามกลางผู้อยู่อาศัยในเมือง ซึ่งตรงข้ามกับสายสัมพันธ์ทางสังคมและเครือญาติที่แน่นแฟ้นในพื้นที่ชนบท หากกล่าวในรายละเอียดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสัมผัสถึงความเป็นเมืองผ่านการเข้าถึงผลิตผลทางการเกษตรในรูปแบบสินค้า (Commodified access) ระบบการผลิตแบบทุนนิยมและแรงงานรับจ้าง การแลกเปลี่ยนและการบริโภคที่อิงกับตลาด การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้น (Built environment) และการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงเมืองเข้ากับเครือข่ายข้ามท้องถิ่น ซึ่งส่งเสริมอิทธิพลของเมืองในระดับโลก (Jonas et al., 2015) เพื่อทำการถอดรหัสภูมิทัศน์และกระบวนการดังกล่าว โจนัส และคณะ (Jonas et al., 2015) สนับสนุนการใช้แนวทางทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน โดยวิเคราะห์กระบวนการทางสังคมของเมืองผ่านการวิเคราะห์พื้นที่ (Space) สถานที่ (Place) และมาตราส่วน (Scale) ตลอดจน "ความเชื่อมโยงและความคล้ายคลึงกันข้ามภูมิภาคหรือภูมิทัศน์" (หน้า 6) แนวทางนี้ช่วยให้เราสามารถสำรวจปรากฏการณ์ทางสังคมและพื้นที่ในวงกว้าง อาทิ (i) ปัจจัยเชิงสถาบันและเชิงโครงสร้างในมาตราส่วนต่าง ๆ ที่หล่อหลอมการเปลี่ยนแปลงของเมือง ตั้งแต่กระบวนการระดับโลกไปจนถึงการดำเนินการระดับรากหญ้าในระดับย่าน (ii) กระบวนการทางเศรษฐศาสตร์การเมือง และการเป็นพันธมิตรที่แปรเปลี่ยนได้ระหว่างรัฐ สังคม และทุน ที่ส่งผลต่อการผลิตพื้นที่เมืองและรูปแบบของเมือง (iii) สวัสดิการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในเมือง เช่น ที่อยู่อาศัย การศึกษา และการดูแลทางการแพทย์ ตลอดจนภูมิศาสตร์สังคมที่แปรผันตามมา รวมถึงการกระจุกตัวทางพื้นที่ ความเป็นเอกพันธุ์ การแบ่งแยกพื้นที่ และการปรากฏขึ้นของชุมชนปิด (Gated communities) และพื้นที่เอกเทศ (Enclaves) และ (iv) ประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของการอาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งมิได้หมายถึงเพียงรสนิยม ความหมาย และอัตลักษณ์ที่ผู้คนมอบให้แก่พื้นที่เมืองและวิถีชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีการที่ตัวตนและอัตวิสัย (Subjectivities) ของพวกเขาถูกปกครองและจัดการโดยผู้มีอำนาจ ผ่านการนำเสนอวิสัยทัศน์และโครงการพัฒนาต่าง ๆ (Hall and Barrett, 2015, Jonas et al., 2015)

ประการที่สอง ส่วนภูมิศาสตร์พื้นที่ (Area Geographies) ได้นำเสนอบทบาทคู่ขนานของภูมิศาสตร์เมือง นั่นคือ ภูมิศาสตร์ชนบท (Rural geography) ในเบื้องต้น ภูมิศาสตร์ชนบทมุ่งเน้นการศึกษาในสิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามกับเมืองอย่างชัดเจน ได้แก่ พื้นที่ชนบทที่มีประชากรจำนวนน้อยกว่า ความหนาแน่นของการใช้ประโยชน์ที่ดินในระดับต่ำ และในทางวัฒนธรรมมีลักษณะเป็นชุมชนแบบ "อินทรีย์" (Organic) และมีความเกาะเกี่ยวกันมากกว่า (Woods, 2005) คุณลักษณะทั้งหมดนี้มักจะปลุกเร้าจินตนาการถึงความเป็นชนบท (Rurality) ว่าเป็นสิ่งที่ไร้กาลเวลา สงบเงียบ และสวยงามราวกับภาพฝัน (Idyllic) (Williams, 1973) อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง พื้นที่ชนบทมักมีความพลวัตและความผันผวนไม่น้อยไปกว่าพื้นที่เมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่ชุมชนชนบทจำนวนมากถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการไหลเวียนและความเชื่อมโยงระดับโลก นำไปสู่การก่อตัวของ "ชนบทโลก" (Global countryside) (ดู Woods, 2007) พื้นที่ชนบทหาได้ถูกจำกัดอยู่เพียงความหยุดนิ่งและความเงียบสงบ แต่กลับเป็นพื้นที่แถวหน้าของการปะทะกันระหว่างพลังทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม

หลักฐานเชิงประจักษ์ในประเด็นนี้ปรากฏให้เห็นอย่างแพร่หลายในบริบทชนบทที่แตกต่างกัน เช่น การทำให้การผลิตภาคเกษตรกรรมกลายเป็นสินค้าและเป็นโลกาภิวัตน์ วงจรความรุ่งเรืองและตกต่ำที่สัมพันธ์กับการผลิตพืชเศรษฐกิจและการสกัดทรัพยากรธรรมชาติ การย้ายฐานโอกาสในการจ้างงานไปยังภูมิภาคชนบทอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการขนส่งและโทรคมนาคม การผงาดขึ้นของ "ชนบทเชิงบริโภค" (Consumption countryside) พร้อมกับการเกิดกระฎุมพีภิวัฒน์ในพื้นที่ชนบท (Rural gentrification) ที่เข้มข้นขึ้น (รูปที่ 14.2) การฟื้นตัวของพื้นที่ชนบทในฐานะศูนย์กลางของการสร้างชุมชนผ่านโครงการริเริ่มด้านศิลปะและวัฒนธรรม และการรื้อฟื้นการบริโภคอาหารท้องถิ่นและอาหารออร์แกนิกเพื่อย่นระยะห่วงโซ่อาหารและทวงคืนความรับผิดชอบต่อสังคมในระบบเศรษฐกิจชนบท (Woods, 2005, Yarwood, 2023)

ตลอดประวัติศาสตร์ของภูมิศาสตร์เมืองและภูมิศาสตร์ชนบท เส้นแบ่งทางภววิทยา (Ontological boundaries) ระหว่างเมืองและชนบทได้ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ และเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้วิเคราะห์ทั้งสองขอบข่ายการศึกษานี้อย่างเป็นเอกภาพ เนื่องจากมีกิจกรรมทางชนบทที่กระบวนการกลายเป็นเมืองต้องพึ่งพา และในทางกลับกัน กิจกรรมทางเมืองก็แทรกซึมเข้าสู่ชนบทอยู่บ่อยครั้ง ท่ามกลางการกระตุ้นทางทฤษฎีในลักษณะนี้ มีทั้งแนวคิด "ความต่อเนื่องระหว่างชนบทและเมือง" (Rural-urban continuum) อันโด่งดังของ พาล (Pahl, 1966) และดุษฎีนิพนธ์เรื่อง "เดซาโกตา" (Desakota) ของ แมคกี (McGee, 1991) ซึ่งอ้างถึงความผสมผสาน (Hybridity) ของหน้าที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างเมืองและชนบท ความพยายามที่ร่วมสมัยกว่านั้นหมุนรอบแนวคิด "กระบวนการกลายเป็นเมืองทั่วทั้งดาวเคราะห์" (Planetary urbanisation) (Brenner and Schmid, 2015) ซึ่งมิได้มองความเป็นเมืองในฐานะหน่วยพื้นที่ทางอาณาเขตหรือประเภทของการตั้งถิ่นฐาน แต่เป็นกระบวนการที่แพร่กระจายและอุบัติขึ้นตลอดเวลาโดยไม่มีพื้นที่ใดที่ไม่เป็นเมือง (Non-urban outside)

ดังนั้น "กระบวนการกลายเป็นเมืองแบบกระจุกตัว" (Concentrated urbanisation) ซึ่งตามจารีตประเพณีเป็นจุดเน้นของภูมิศาสตร์เมือง จึงถูกสร้างขึ้นร่วมกับ "กระบวนการกลายเป็นเมืองแบบขยายตัว" (Extended urbanisation) ซึ่งในกระบวนการนี้ "สถานที่ อาณาเขต และภูมิทัศน์ ซึ่งมักตั้งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางประชากรที่หนาแน่น" (Brenner and Schmid, 2015: 167) จะถูกดึงเข้ามาเพื่อรองรับพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคมของเมือง กระบวนการกลายเป็นเมืองจึงถูกนำมาพิจารณาใหม่ในฐานะกระบวนการที่แตกต่างและไม่เท่าเทียม (Uneven, differential process) ซึ่งปรากฏออกมาเป็นโครงสร้างทางสังคมและพื้นที่ (Sociospatial configurations) ที่แตกต่างกันไปตามกาลเทศะ โดยพึ่งพากลุ่มก้อนของ "ภูมิทัศน์เชิงปฏิบัติการ" (Operational landscapes) ที่หลากหลาย ซึ่งการสร้างขึ้นนั้นมีลักษณะที่กระจายตัวและมีหลายมิติ แน่นอนว่าดุษฎีนิพนธ์เรื่องกระบวนการกลายเป็นเมืองทั่วทั้งดาวเคราะห์ยังคงมีข้อโต้แย้ง ในด้านหนึ่ง แนวคิดนี้ดูเหมือนจะปฏิบัติกับกระบวนการกลายเป็นเมืองราวกับว่าเป็นกระบวนการที่เป็นเนื้อเดียวกัน และไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ากระบวนการเมืองใดที่กำลังถูกทำให้เป็นระดับดาวเคราะห์ในการปฏิวัติเมืองระดับโลกนี้ ในอีกด้านหนึ่ง การลดทอนพื้นที่ชนบทให้เป็นเพียงภูมิทัศน์เชิงปฏิบัติการของความเป็นเมือง ทำให้มองข้ามการฟื้นฟูและการเฉลิมฉลองอัตลักษณ์และวิถีชีวิตชนบททั่วโลกท่ามกลางการขยายตัวของพรมแดนเมือง อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ว่าการกล่าวถึงการแบ่งแยกเมือง-ชนบทที่ตายตัวนั้นเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว เป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างจริงจัง ซึ่งเราจะกลับมาสำรวจอีกครั้งในส่วนถัดไปของบทนี้

เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิศาสตร์เมืองและภูมิศาสตร์ชนบทแล้ว ภูมิศาสตร์ภูมิภาค (Regional geography) เป็นสิ่งที่นิยามได้ยากกว่า ภารกิจนี้ทำได้ยากยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาว่าทั้งการศึกษาภูมิภาคและพื้นที่ (Regional and areal studies) มีความเกี่ยวข้องมาอย่างยาวนานกับโครงการจักรวรรดินิยมตะวันตกในการจัดทำสารบัญและควบคุม "ผู้อื่น" (The ‘other’) (Sidaway et al., 2016) อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่ง งานวิจัยทางภูมิศาสตร์ทั้งหมดที่ศึกษาหน่วยทางอาณาเขตเฉพาะเจาะจงสามารถมองได้ว่าเป็นภูมิศาสตร์ภูมิภาค ตั้งแต่พื้นที่ท้องถิ่นไปจนถึงระเบียงเศรษฐกิจข้ามชาติ เช่น "นิคมอุตสาหกรรมนครเบเซโต" (BE-SETO ecumenopolis) ที่ทอดยาวผ่านเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Qian et al., 2021) ดังนั้น ในระดับทั่วไป ภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงสามารถกำหนดรูปแบบได้อย่างตรงไปตรงมาในฐานะการพรรณนาเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิภาคหนึ่งๆ ตัวอย่างเช่น ภูมิศาสตร์ภูมิภาคของจีนอาจหมายถึงการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะทางธรรมชาติ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของจีน โดยคำนึงถึงความคล้ายคลึงและความแตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

ในระดับที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นอีกด้านหนึ่ง ภูมิศาสตร์ภูมิภาค และสาขาที่ใกล้ชิดอย่าง "ภูมิภาคศึกษา" (Regional studies) มักจะเชื่อมโยงกับความสนใจทางทฤษฎีในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่มองว่าภูมิภาค ซึ่งมักจะก้าวข้ามเส้นแบ่งเมือง-ชนบท เป็นหน่วยเชิงหน้าที่ (Functional unit) และเป็นวัตถุประสงค์ของการวางแผนและนโยบายเศรษฐกิจแบบองค์รวมในระดับต่ำกว่าระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ในสายงานนี้ คำถามหลักคือจะบรรลุการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคได้อย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันจากภูมิภาคอื่น คำถามนี้ได้รับการตอบผ่านสายธารทฤษฎีการพัฒนาภูมิภาคที่มีประวัติยาวนาน ตั้งแต่ความสนใจเรื่องความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute advantages) และความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative advantages) ของภูมิภาค (Adam Smith และ David Ricardo) ไปจนถึงข้อสมมติว่าทุกภูมิภาคจะผ่านวิถีแห่งการเข้าสู่ความทันสมัยที่เป็นสากลซึ่งแบ่งออกเป็นลำดับขั้น และจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคในที่สุด (Jeffrey Williamson และ Walt Rostow) ไปจนถึงการยืนยันว่าการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นขึ้นอยู่กับ "ขั้วความเจริญ" (Growth poles) จำนวนน้อยที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของเหตุปัจจัยสะสม (Cumulative causation) มากกว่าการลู่เข้าหาเชิงพื้นที่ (Spatial convergence) ซึ่งได้กระตุ้นความกังวลของเหล่านักวิชาการเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางพื้นที่และความไม่เท่าเทียมในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยังคงดำรงอยู่

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และด้วยการอุบัติขึ้นของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิศาสตร์ภูมิภาคได้ตั้งคำถามกับการพัฒนาภูมิภาคในฐานะส่วนหนึ่งของการประสานงานและการวางแผนเศรษฐกิจภายใต้กรอบของรัฐชาติ ในทางตรงกันข้าม การพัฒนาภูมิภาคได้ถูกปรับขนาด (Scaled) ทั้งในระดับที่ใหญ่ขึ้นและเล็กลง ในระดับโลก ทรัพยากรทางเศรษฐกิจและความรู้มีความคล่องตัวสูงขึ้น (Footloose) ในขณะที่ภูมิภาคจำเป็นต้องสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เฉียบคมเพื่อดึงดูดและจัดการทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายได้เหล่านี้ ในระดับภูมิภาค นักวิชาการจำนวนมากที่ได้รับอิทธิพลจากสถาบันนิยม (Institutionalism) และวิวัฒนาการนิยม (Evolutionism) ในทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึง "ทฤษฎีการค้าแนวใหม่" (New Trade Theory) ของ พอล ครุกแมน (Paul Krugman) เริ่มให้ความสนใจใน "ผลกระทบภายนอกเชิงบวก" (Positive externalities) ที่เกิดจากความต้องพึ่งพากันทั้งที่มีการซื้อขายและไม่มีการซื้อขาย (Traded and untraded dependencies) (Storper, 1995) ท่ามกลางกลุ่มบริษัทและตัวแสดงที่กระจุกตัวอยู่ในบริบทภูมิภาคเฉพาะ และสถาบันที่มีชีวิตชีวาของการเรียนรู้ในท้องถิ่นและการผลิตความรู้ที่อิงจากการปฏิสัมพันธ์ที่มีความยึดติดกับพื้นที่ (Territorially sticky interactions) และ "บรรยากาศแห่งความคึกคัก" (Buzz) (Storper and Venables, 2004) โดยสรุป ด้วยการลดบทบาทลงของรัฐชาติ (Hollowing-out of the nation-state) ภูมิภาคจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นหน่วยพื้นที่ที่ถูกขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจนพร้อมด้วยทรัพยากรที่ตายตัวอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างเชิงความสัมพันธ์ (Relational construct) ณ จุดเชื่อมประสานของกระบวนการระดับโลกและสถาบันทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจในท้องถิ่น (Jessop, 2000; ดูบทที่ 20 ประกอบ)


การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในภูมิศาสตร์พื้นที่ (Paradigmatic shifts in area geographies)

สาขาวิชาย่อยทั้งสามสาขา ได้แก่ ภูมิศาสตร์เมือง ภูมิศาสตร์ชนบท และภูมิศาสตร์ภูมิภาค ต่างเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการสถาปนาอย่างมั่นคงในภูมิศาสตร์มนุษย์ และเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะแจกแจงขอบเขตของทัศนียภาพทางทฤษฎีได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้น ส่วนนี้จึงขอนำเสนอเพียงโครงร่างของการปรับเปลี่ยนทิศทางทางทฤษฎีและการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigmatic shifts) ที่สำคัญที่สุดบางประการ ซึ่งได้ส่งผลต่อการวางรากฐานใหม่ให้กับสาขาวิชาเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะช่วยชี้ให้เห็นถึงเหตุผลเบื้องหลังการคัดเลือกและการจัดลำดับบทต่าง ๆ ในส่วนภูมิศาสตร์พื้นที่นี้ด้วย

สำหรับ ภูมิศาสตร์เมือง (Urban geography) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เกิดความเคลื่อนไหวที่ทรงพลังและก่อให้เกิดการสั่นคลอนอย่างสูง โดยได้ตั้งคำถามอย่างรุนแรงต่อข้อเท็จจริงที่ว่า แบบจำลองทางทฤษฎีตามขนบนิยมในภูมิศาสตร์เมืองและเมืองศึกษา (Urban studies) ส่วนใหญ่นั้นมีพื้นฐานมาจากบริบทของเมืองในโลกตะวันตกเป็นหลัก เมื่อเมืองในโลกที่มิใช่ตะวันตกถูกนำเข้ามาอยู่ในขอบข่ายของการศึกษาเมือง เมืองเหล่านี้มักถูกประเมินโดยอิงจากตำแหน่งบนแถบสเปกตรัมของ "ความทันสมัย-ประเพณีนิยม" (Modern-tradition) หรือ "การพัฒนา-ความด้อยพัฒนา" (Development-underdevelopment) เป็นต้น (Robinson, 2004, 2006) หรือถูกประเมินจากความสอดคล้องหรือความแตกต่างจากกระบวนทัศน์เมืองของตะวันตก (McFarlane, 2010) ประสบการณ์เมืองในตะวันตก เช่น การที่เมืองชิคาโกเป็นตัวแทนของยุคอุตสาหกรรม และการที่เมืองลอสแอนเจลิสเป็นตัวบ่งชี้ถึงการอุบัติขึ้นของความเป็นเมืองหลังสมัยใหม่ (Postmodern urbanism) ได้ถูกเข้ารหัสให้เป็นต้นแบบ (Archetypical) หรือแม่แบบ (Prototypic) ซึ่งเมืองในโลกที่มิใช่ตะวันตก (รวมถึงนักวิชาการ) ถูกคาดหมายว่าจะต้องลู่เข้าหาในท้ายที่สุด โดยมักผ่านการเลียนแบบโมเดลและนโยบายการพัฒนา (Brenner, 2003) ส่งผลให้ศักยภาพในการสำรวจความโดดเด่น การสร้างสรรค์ และความฉลาดปราชญ์เปรื่องของประสบการณ์เมืองในบริบทที่แตกต่างกันถูกตัดตอนลง (Robinson, 2006) ในบริบทนี้ นักทฤษฎีเมืองจึงได้ออกมาเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการทำงานเชิงเปรียบเทียบในภูมิศาสตร์เมือง/เมืองศึกษาที่แท้จริงยิ่งขึ้น จุดเริ่มต้นของวาระนี้คือการมองว่าทุกเมืองในโลกเป็นแหล่งกำเนิดของความรู้เรื่องเมือง และดังที่โรบินสันได้กล่าวไว้อย่างกระชับในหนังสือ Ordinary Cities (2006) ว่า ทุกเมืองล้วนเป็น "พื้นที่ที่มีความพลวัตและหลากหลาย แม้จะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สำหรับชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจ" (หน้า 1) แนวคิดเรื่องความเป็นเมืองเชิงเปรียบเทียบ (Comparative urbanism) ให้ความสำคัญในด้านหนึ่งกับมุมมองที่เกิดจากการเปรียบเทียบระหว่างบริบทเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหรือดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้ และในอีกด้านหนึ่งคือความพยายามที่จะทำให้การสร้างทฤษฎีเมืองมีลักษณะที่กระจายตัว (Decentred) และเป็นพหุภาพ (Pluralised) ซึ่งสามารถเริ่มต้นจากที่ใดก็ได้ (McFarlane, 2010, Robinson, 2011, 2016a) วัตถุประสงค์สูงสุดคือการส่งเสริม "การทำให้ความรู้เรื่องเมืองเป็นเรื่องส่วนถิ่น" (Provincialisation of urban knowledge) และการสร้างระบบนิเวศทางญาณวิทยา (Epistemological ecosystem) ซึ่งความหลากหลายของทฤษฎีเมืองที่แต่ละทฤษฎีเหมาะสมกับบริบทเมืองเฉพาะอย่างหนึ่งแต่ไม่เหมาะกับอีกอย่างหนึ่งนั้น ได้รับการยอมรับอย่างเพียงพอ (Leitner and Sheppard, 2016)

แม้ว่าสิ่งนี้จะมิได้หมายถึงการละทิ้งชุดมโนทัศน์หลักที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อสร้างการวิเคราะห์เมืองไปเสียทั้งหมด แต่มันหมายความว่ามโนทัศน์เหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการทบทวน ปรับปรุงให้สมบูรณ์ และปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็น "เสียงประสานของความหมายที่ตั้งอยู่บนตำแหน่งแห่งที่ที่แตกต่างกัน" (Qian and Lu, 2019: 694) ควบคู่ไปกับความพยายามอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในการสร้างมโนทัศน์และทฤษฎีใหม่ ๆ (Robinson, 2016a, 2016b) ในขณะเดียวกัน ทัศนะเชิงเปรียบเทียบยังหลีกเลี่ยงการมองเมืองเฉพาะแห่งว่าเป็นเพียง "ตัวแปร" (Variants) ของกระบวนการที่ใหญ่กว่า เช่น โลกาภิวัตน์หรือเสรีนิยมใหม่ แต่มองว่าเป็น "การสร้างเขตแดนทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง" (Social, economic, and political territorialisations) ที่หยั่งรากในบริบทท้องถิ่น ทว่ายังคงพัวพันอยู่กับการเชื่อมโยงและการไหลเวียนข้ามท้องถิ่น (Robinson et al., 2022) สิ่งนี้ชักนำให้เราเข้าสู่การเปรียบเทียบเชิงความสัมพันธ์ (Relational comparison) (Cook and Ward, 2012) หรือสิ่งที่โรบินสัน (2016a) เรียกว่า กลยุทธ์การเปรียบเทียบเชิง "พันธุกรรม" (Genetic comparative tactics) เพื่อติดตามความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เมือง และสืบเสาะว่าการไหลเวียนของนโยบาย ความรู้ ทรัพยากร อำนาจทางการเมือง และอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ของเมืองที่หลากหลายได้อย่างไร ในอีกทางหนึ่ง การศึกษาเปรียบเทียบสามารถกำหนดรูปแบบในลักษณะ "เชิงสร้างสรรค์" (Generative) เช่น การเปรียบเทียบระหว่างกรณีศึกษาที่มีคุณลักษณะร่วมกัน และเผยให้เห็นว่ากรณีเหล่านั้นมาจากกลุ่มของกระบวนการเชิงบริบทที่แตกต่างกันอย่างไร และในการทำเช่นนั้นจะช่วยพัฒนามโนทัศน์และทฤษฎีใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับบริบทเมืองที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น (Robinson, 2016a)

ข้อถกเถียงที่คล้ายคลึงกันนี้พบได้ใน ภูมิศาสตร์ชนบท (Rural geography) ซึ่งเป็นสาขาวิชาย่อยที่ต่อสู้ระหว่างมโนทัศน์เรื่องชนบทในเชิงหน้าที่ (Functional concept) และแนวทางที่สร้างมโนทัศน์เรื่องชนบทจากมุมมองของการเป็นตัวแทนทางวัฒนธรรม (Cultural representations) อัตลักษณ์ และประสบการณ์ที่ผ่านการใช้ชีวิต (Cloke, 2006) แนวทางแรกตั้งอยู่บนพื้นฐานของนิยามเรื่องชนบทที่ค่อนข้างตายตัวและชัดเจน เพื่อระบุระดับที่พื้นที่เฉพาะสามารถถูกจัดหมวดหมู่ว่าเป็นชนบทได้ ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดของแนวทางนี้คือกรอบการทำงาน "ดัชนีความเป็นชนบท" (Index of rurality) ที่พัฒนาโดยโคลก (1977) ด้วยแนวทางนี้ นักวิจัยจะใช้ตัวชี้วัดผสมผสานที่เกี่ยวข้องกับประชากร สิ่งอำนวยความสะดวกในครัวเรือน โครงสร้างการจ้างงาน รูปแบบการเดินทางไปกลับ และระยะห่างจากศูนย์กลางเมือง เพื่อคำนวณระดับความเป็นชนบทที่แตกต่างกันของสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งจะตกอยู่ในหนึ่งในห้าหมวดหมู่ ได้แก่ ชนบทขั้นสูงสุด (Extreme rural) ชนบทระดับกลาง (Intermediate rural) พื้นที่กึ่งชนบท (Intermediate non-rural) พื้นที่กึ่งเมือง (Extreme non-rural) และเมือง (Urban)

ในทางตรงกันข้าม ผู้สนับสนุนแนวทางที่สองแย้งว่า การวางกรอบความเป็นชนบทไว้ภายใต้ดัชนีเชิงวัตถุวิสัยนั้นเสี่ยงต่อการเกิดปฏิฐานนิยม (Positivism) และละเลยความหมายและคุณค่าทางสังคม-วัฒนธรรมที่ผู้คนมอบให้แก่พื้นที่ชนบท รวมถึงวิธีที่แตกต่างกันซึ่งผู้คนใช้ในการสัมผัสประสบการณ์ในชนบท (Cloke, 1997, 2006, Woods, 2005) การก้าวข้ามมุมมองเชิงหน้าที่และเชิงอาณาเขตของชนบท ยังช่วยให้เราเห็นความสำคัญของกระบวนการทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มิใช่ระดับท้องถิ่น (Non-local) ซึ่งเข้ามาแทรกแซงในการผลิตความเป็นชนบท โดยมีตัวกลางคือการเปลี่ยนแปลงในด้านความหมาย อัตลักษณ์ และประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น กระฎุมพีภิวัฒน์ในพื้นที่ชนบท (Rural gentrification) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นของชนชั้นกลางในเมืองไปยังพื้นที่ชนบทเพื่อแสวงหาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงการแปลความหมายไปมาระหว่างทุนทางเศรษฐกิจและทุนสัญลักษณ์ และตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่อง "ชนบทในอุดมคติ" (Idyllic rural) ซึ่งมิได้เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ตามธรรมชาติอย่างเป็นกลาง แต่ถูก "สร้างขึ้น เจรจาต่อรอง และสัมผัสประสบการณ์" (Bounce, 2005, Cloke, 2006: 21) ทว่า การสร้างภาพชนบทในอุดมคติทางสังคม-วัฒนธรรมให้เป็นสถานที่ที่ "ปราศจากปัญหา" ก็มี "ด้านมืด" เช่นกัน ความยากจน การเหยียดเชื้อชาติ การไร้ที่อยู่อาศัย ความรุนแรงในครอบครัว และความหิวโหย ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ถูกปฏิเสธอย่างจริงจัง หรือถูกทำให้ "พ้นสายตาและพ้นจากความคิด" (Out of sight and out of mind) ในพื้นที่ชนบทหลายแห่งในสหราชอาณาจักร (Cloke, 2006) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ลักษณะทางประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ชนบท กำลังทำลายภาพลักษณ์เหมารวม (Stereotype) ของชนบทที่คับแคบ เป็นเนื้อเดียวกัน และมีความอนุรักษนิยมทางการเมือง (Woods, 2018) เมื่อไม่นานมานี้ การให้ความสำคัญกับความหมายทางวัฒนธรรมและการเป็นตัวแทนผ่านตัวบทของความเป็นชนบท ได้รับการเติมเต็มด้วยความสนใจในบทบาทของอารมณ์ความรู้สึก (Affects) การมีตัวตน (Embodiments) วัตถุทางกายภาพ และสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ (Non-human organisms) ในการประกอบสร้างความเป็นชนบท ซึ่งยิ่งตอกย้ำความสำคัญของแนวปฏิบัติและประสบการณ์ในการสร้างมโนทัศน์เรื่องชนบท (Halfacree, 2006) ภายใต้บริบทนี้ นักวิชาการยังได้พัฒนาความเข้าใจเชิงความสัมพันธ์ของพื้นที่ชนบทเพื่อวิเคราะห์วิธีที่มิติด้านการเป็นตัวแทน ด้านวัตถุ และด้านการใช้ชีวิตของชนบทถูกถักทอเข้าด้วยกัน และถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบที่ผสมผสานและแตกต่างกัน (ดู Heley and Jones, 2012)

อย่างไรก็ดี การอภิปรายเหล่านี้มิได้นำเสนอว่านิยามเชิงหน้าที่ของชนบทนั้นล้าสมัยและไม่มีความสำคัญอีกต่อไป แม้จะมีกระบวนการทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ผลิตและผลิตซ้ำความเป็นชนบทในมาตราส่วนข้ามท้องถิ่นหรือระดับโลก แต่ก็ยังคงมีหน่วยอาณาเขตที่ถูกรับรู้ว่ามีความเป็นชนบทมากกว่าที่อื่น ๆ อีกทั้งอัตลักษณ์และความหมายที่เกี่ยวข้องกับชนบทก็มิได้เป็นเพียงสิ่งที่ล่องลอยอย่างอิสระในระดับวาทกรรมและอุดมการณ์ แต่ยังมีส่วนที่ยึดโยงอยู่กับตัวชี้วัดทางวัตถุ เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดิน โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และรูปแบบทางสถาปัตยกรรม คำถามจึงอยู่ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงของชนบทได้ทำให้ขอบข่ายที่คับแคบของโลกชนบทซึ่งถูกกำหนดโดยนิยามเชิงหน้าที่นั้นกลายเป็นประเด็นปัญหา (Problematise) อย่างต่อเนื่องได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องแบ่งแยกเมืองและชนบท ประการหนึ่ง การเปลี่ยนรูปของชนบทเผยให้เห็นวิธีที่หลากหลายซึ่งพื้นที่ชนบทกลายเป็นส่วนสำคัญของวาระ "กระบวนการกลายเป็นเมืองทั่วทั้งดาวเคราะห์": ชนบทไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เยียวยาความเจ็บป่วยทางวัฒนธรรมและความแปลกแยกที่มีรากฐานมาจากกระบวนการกลายเป็นเมือง (เช่น ขบวนการการย้ายถิ่นกลับสู่ชนบทของกลุ่มกระฎุมพีภิวัฒน์ชนบทที่แสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณในพื้นที่ชนบท) แต่ยังกำลังกลายเป็นพรมแดนใหม่ของการลงทุนและทุนจากเมืองด้วย นอกจากการทำให้ชนบทกลายเป็นเมือง (Urbanisation of the rural) แล้ว การทำให้เมืองกลายเป็นชนบท (Ruralisation of the urban) ก็มีความเด่นชัดไม่แพ้กัน (Gillen et al., 2022) ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่บ้านรอบนอกเมือง (Peri-urban villages) หลายแห่งในปัจจุบันถูกกลืนกินโดยการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบเมือง และดำรงอยู่ในช่องว่าง (Interstices) ของการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ พื้นที่เหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นฐานทางเลือกสำหรับวิถีชีวิตและการยังชีพสำหรับผู้คนที่สัญจรไปมาในรอยต่อระหว่างเมืองและชนบท (Kusno, 2019) แต่ยังสะท้อนถึงความผูกพันอย่างต่อเนื่องของผู้คนต่อวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และความสัมพันธ์ทางชุมชนที่ถูกเรียกว่าเป็น "ชนบท" ในแง่นี้ ชนบทจึงเข้ามาขัดขวางความบริสุทธิ์ทางภววิทยาของความเป็นเมืองอย่างที่เราเคยรู้จักได้อย่างทรงพลัง

แม้ว่าภูมิศาสตร์เมืองและภูมิศาสตร์ชนบทจะมุ่งตอบคำถามทางทฤษฎีและข้อห่วงกังวลเชิงประจักษ์ที่แตกต่างกัน แต่การสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับ มุมมองเชิงความสัมพันธ์ (Relational perspective) และ ทัศนะแบบสรรค์สร้างนิยม (Constructionist view) ต่ออาณาเขตและประเภทของการตั้งถิ่นฐานนั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับภูมิศาสตร์ภูมิภาคได้ โดยประการแรกเน้นย้ำว่าท้องถิ่นใด ๆ ล้วนถูกผลิตขึ้น ณ จุดเชื่อมประสานระหว่างกระบวนการในท้องถิ่นและโครงข่ายความเชื่อมโยงข้ามท้องถิ่น ในขณะที่ประการหลังยืนยันว่าคุณสมบัติทางภววิทยาของสถานที่มีได้คงที่ แต่ถูกกำหนดสภาวะ (Overdetermined) โดยพลังทางวาทกรรม เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่มั่งคั่ง ในภูมิศาสตร์ภูมิภาค การปรับเปลี่ยนเข้าสู่กระบวนทัศน์นี้ถูกสรุปไว้ด้วยคำว่า "ภูมิภาคนิยมใหม่" (New regionalism) (ดูบทที่ 20) มโนทัศน์นี้ถูกใช้โดยนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่เพื่อศึกษาการเสื่อมถอยของรัฐชาติในฐานะผู้กำกับดูแลหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจ และการค้นพบภูมิภาคอีกครั้งในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจโลกที่มีการแข่งขันสูง โดยรวมแล้ว ภูมิภาคนิยมใหม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในการปรับเปลี่ยนทิศทางทางทฤษฎีสองประการ

ในด้านหนึ่ง อัตลักษณ์ทางภูมิภาค (Regional identity) ไม่ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้าหรือเป็นสิ่งดั้งเดิม (A priori and primordial existence) อีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างทางสังคม (Social construct) ที่เกิดจากแนวปฏิบัติและวาทกรรมเฉพาะที่ทำให้ภูมิภาคหนึ่ง ๆ มีความเข้าใจได้และมีความหมาย การผลิตวาทกรรมหลักเกี่ยวกับอัตลักษณ์ภูมิภาคนั้นฝังตัวอยู่ใน "เครือข่ายของกระบวนการทางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ รวมถึงการแบ่งงานกันทำที่กว้างขวางกว่า" (Paasi, 2002: 804) และตอบสนองต่อผลประโยชน์และความสัมพันธ์เชิงอำนาจเฉพาะอย่าง ดังนั้น นักวิชาการต้องก้าวข้าม "วัตถุวิสัย" ของภูมิภาค และพิจารณาภูมิภาคในฐานะองค์ประกอบเชิงสถาบัน (Institutionalised entities) ที่เป็นผลมาจาก "การต่อสู้ดิ้นรนเหนือความหมาย" ที่ยึดโยงอยู่กับหน่วยอาณาเขตเฉพาะ (ibid: 805) ธรรมชาติของการสร้างภูมิภาค (Regionalisation) ที่ถูกทำให้เบี่ยงเบนด้วยวาทกรรมและเต็มไปด้วยการโต้แย้งนี้ ปรากฏให้เห็นตัวอย่างเช่น การแพร่หลายของ ภูมิภาคข้ามพรมแดน (Cross-border regions) ในฐานะยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่หน่วยงานรัฐหลายแห่งนำมาใช้ (Perkmann and Sum, 2002) ภูมิภาคข้ามพรมแดนหมายถึงรูปแบบเฉพาะของการร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ประสานกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของพรมแดนรัฐ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่มีการกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียม และด้วยเหตุนี้จึงเป็นการบุกเบิกพรมแดนใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่ความได้เปรียบสัมพัทธ์และทรัพยากรที่มีอยู่ของแต่ละฝั่งพรมแดนดูเหมือนจะเป็นวัตถุวิสัยและเป็นสิ่งที่ให้มา (ตัวอย่างเช่น ในสามเหลี่ยมเศรษฐกิจสิงคโปร์-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย (Singapore-Malaysia-Indonesia Growth Triangle) สิงคโปร์มีความมั่งคั่งด้านทุนและความรู้ ในขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียมีอุปทานที่ดินและแรงงานจำนวนมาก; ดู Sparke et al., 2004) แต่ในความเป็นจริง จำเป็นต้องมีการลงทุนในการสร้างทางวาทกรรมและแนวปฏิบัติเชิงนโยบายที่ซับซ้อน เพื่อจัดสรรประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและความสัมพันธ์ทางสังคมที่ต่างพันธุ์กันให้กลายเป็นวิสัยทัศน์ที่เป็นหนึ่งเดียวของอนาคตภูมิภาค เพื่อสร้างจินตภาพใหม่ให้ภูมิภาคเป็นหน่วยที่มีความสอดคล้องภายในสำหรับการดำเนินยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น บริเวณชายแดนจีน-เมียนมา รัฐบาลจีนมีความกระตือรือร้นในการดำเนินนโยบายบูรณาการทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนกับเมียนมา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ รัฐบาลจีนได้โฆษณาชวนเชื่อวาทกรรมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ยาวนานระหว่างชาวจีนและชาวเมียนมา ในขณะที่ทำให้ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นอันยาวนานกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น รวมถึงการที่จีนเคยสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการย้ายฐานกิจกรรมการผลิตจากพื้นที่ตอนในของจีนไปยังเมืองชายแดนอย่างรุ่ยลี่ (Ruili) เพื่อเติมเต็มวิสัยทัศน์ที่มองว่าเมียนมาและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่กำลังเติบโตสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของจีน (Qian and Tang, 2019)

ในอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจได้ถูก ปรับมาตราส่วน (Rescaled) จากระดับรัฐชาติมาสู่ระดับภูมิภาค การพัฒนาภูมิภาคจึงขึ้นอยู่กับ "สัมพัทธภาพของมาตราส่วน" (Relativisation of scale) มากขึ้น (Jessop, 2002) ด้วยการลุ่มลึกของโลกาภิวัตน์ รัฐชาติได้สูญเสียความสามารถในการจัดการวางแผนและประสานงานทางเศรษฐกิจภายในขอบเขตของตนไปทีละน้อย และต้องยอมสละสถานะที่เหนือกว่าในการกำหนดความสอดคล้องเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ (Jessop, 2000) ในขณะเดียวกัน "ความเป็นอาณาเขตของโลกาภิวัตน์นำไปสู่การที่ทุน ผู้คน สถาบัน และเทคโนโลยี ถูกกระตุ้นและผลักดันอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นผ่านการรวมตัวทางภูมิศาสตร์ในท้องถิ่นและการกระจุกตัวทางพื้นที่" (MacLeod, 2001: 804–805) แท้จริงแล้ว ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการรวมตัวทางพื้นที่ในภูมิภาค "ขั้วความเจริญ" (Growth pole) จำนวนน้อย ได้ตอกย้ำคำถามที่ว่าควรจะบ่มเพาะภูมิภาคเหล่านี้ที่ไหนและอย่างไร ในฐานะองค์ประกอบหลักของยุทธศาสตร์การสะสมทุนของรัฐ  สิ่งที่เจสซอป (Jessop, 1990) เรียกว่า ความสามารถในการคัดเลือกเชิงกลยุทธ์ของรัฐ (Strategic selectivity of the state) ควบคู่ไปกับแนวโน้มนี้ หน้าที่และขีดความสามารถของรัฐยังถูกจัดระเบียบและปรับมาตราส่วนใหม่ ภารกิจในการส่งเสริมความยืดหยุ่น ความสามารถในการแข่งขัน และบรรยากาศทางธุรกิจที่เอื้ออำนวย ส่วนใหญ่ถูกส่งต่อให้กับรัฐบาลท้องถิ่นในหลายประเทศ เลนส์สำคัญในการมองการปรับโครงสร้างนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างสถาบันและขีดความสามารถในการธรรมาภิบาลในมาตราส่วนของรัฐบาลท้องถิ่น แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและการเมืองในท้องถิ่นจะยังคงถูกหล่อหลอมโดยผลประโยชน์และลำดับความสำคัญของรัฐระดับชาติก็ตาม

ในภาพรวมที่กว้างขึ้น งานวิจัยล่าสุดได้พยายามสะท้อนว่าภูมิภาคคืออะไรและความเกี่ยวข้องของภูมิภาคต่อชีวิตทางวัฒนธรรม สังคม และการเมือง ในขณะที่กำลังสร้างทฤษฎีเรื่องการสร้างภูมิภาคทางสังคม สามารถแยกแยะได้ระหว่างมุมมองจากบนลงล่าง (Top-down) เช่น การสร้างอัตลักษณ์ภูมิภาคเพื่อการดำเนินยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ และมุมมองจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) ประการหลังอ้างถึงวิธีที่พื้นที่ภูมิภาคถูกใช้ชีวิตและสัมผัสประสบการณ์ โดยทำหน้าที่เป็นโครงร่างการจัดการวิถีชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ทางสังคม ภูมิภาคเหล่านี้ เช่น โซเมีย (Zomia) และพื้นที่ภูเขาสูงในเอเชียใต้ มีพื้นฐานมาจากความรู้ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ (Indigenous cultural knowledge) และก้าวข้ามขอบเขตเชิงสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นพรมแดนภายในหรือระหว่างประเทศ (บทที่ 21) ในอีกทางหนึ่ง เรื่องเล่าของ เจมส์ ไรดิ้ง (James Riding, 2018) เกี่ยวกับขบวนการเพลนัม (Plenum Movement) ซึ่งเป็นการทดลองที่รุนแรงในด้านการเมืองนอกสถาบันและประชาธิปไตยแนวราบในบอสเนียหลังความขัดแย้ง ยังช่วยแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการทบทวนข้อสมมติของภูมิศาสตร์ภูมิภาค:

การเขียนงานทางภูมิศาสตร์ทางเลือกเกี่ยวกับขบวนการทางสังคมและการเมืองที่กำลังอุบัติขึ้นนั้นเป็นไปได้ ซึ่งพิจารณาถึงภูมิภาคและกระบวนการรวมถึงอารมณ์ความรู้สึกในชีวิตประจำวัน และแนวปฏิบัติที่ผ่านการมีตัวตนของนักกิจกรรมพลเมืองในภูมิทัศน์ของภูมิภาค ผ่านทางภูมิศาสตร์ภูมิทัศน์ภูมิภาคทางเลือกนี้ การต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยได้ถูกวางไว้อย่างเป็นรูปธรรมในภูมิภาคที่มันอุบัติขึ้น และการแตกหักของพื้นที่อย่างรุนแรงได้ถูกนำเสนอขึ้นในพื้นที่จริง


สรุปท้ายบท

  • ภูมิศาสตร์เมือง อยู่ภายใต้อิทธิพลของความเป็นเมืองเชิงเปรียบเทียบ (Comparative urbanism)
  • ภูมิศาสตร์ชนบท มีความแกว่งตัวระหว่างมโนทัศน์เชิงหน้าที่ของชนบทและแนวทางเชิงความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่สร้างมโนทัศน์ว่าชนบทเป็นผลิตผลของกระบวนการด้านการเป็นตัวแทน ด้านวัตถุ และด้านการใช้ชีวิต ที่ผสมผสานกันในรูปแบบที่หลากหลายและแตกต่างกัน
  • ภูมิศาสตร์ภูมิภาค ใช้ประโยชน์จากมุมมองเชิงความสัมพันธ์และเชิงสรรค์สร้างนิยม เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการด้านการเป็นตัวแทนและด้านมาตราส่วนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างภูมิภาค เมื่อเทียบกับความจำเป็นในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

การมีส่วนร่วมกับภูมิศาสตร์พื้นที่: การเดินทางเข้าสู่เนื้อหา

โดยภาพรวมแล้ว ทั้ง 7 บทในส่วนภูมิศาสตร์พื้นที่ (Area Geographies) นี้ ได้นำเสนอโครงร่างทั่วไปของพัฒนาการทางทฤษฎีและมโนทัศน์ที่สำคัญในภูมิศาสตร์เมือง ภูมิศาสตร์ชนบท และภูมิศาสตร์ภูมิภาค ดังที่ปรากฏในบทคู่ขนานทั้ง 3 คู่ ได้แก่ ทฤษฎีเมืองและเมืองเชิงเปรียบเทียบ, ความเป็นชนบทและความเป็นชนบทเชิงเปรียบเทียบ, ภูมิภาคและภูมิภาคที่มีชีวิต จะเห็นได้ว่าทัศนะเชิงเปรียบเทียบ รวมถึงความกระตือรือร้นในการทำให้ความรู้เป็นเรื่องส่วนถิ่น (Provincialise) และการถอนรากถอนโคนอิทธิพลทางปัญญา (Decolonise) ของการผลิตความรู้ที่ครอบงำโดยตะวันตกนั้น ได้สอดแทรกอยู่ตลอดทั้งส่วนนี้

ในบทที่ 15 ว่าด้วยทฤษฎีเมือง เรแกน คอค (Regan Koch) ได้ติดตามวิถีทางปัญญาของพัฒนาการทางทฤษฎีในภูมิศาสตร์เมืองอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่ทฤษฎีสำนักชิคาโก (Chicago School) ว่าด้วยเมืองอุตสาหกรรม ไปจนถึงการวิพากษ์แบบนีโอมาร์กซิสต์ (Neo-Marxist) ต่อระบบทุนนิยมและความไม่ยุติธรรมทางสังคมในเมือง สู่กระบวนทัศน์การวิจัยใหม่ ๆ เช่น เมืองระดับโลก (Global cities) และการมุ่งเน้นที่ประสบการณ์ชีวิต วัฒนธรรม และความแตกต่าง และท้ายที่สุดคือความตื่นตัวเกี่ยวกับความเป็นเมืองเชิงเปรียบเทียบ (Comparative urbanism) ความเป็นเมืองระดับโลก (Global urbanism) และเมืองในโลกทางใต้ (Southern cities) อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ทฤษฎีเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีลักษณะเป็น "ตะวันตก" โดยเนื้อแท้ และมีพื้นฐานมาจากวิวัฒนาการของประสบการณ์เมืองในโลกตะวันตก

อันที่จริง ในบทที่ 16 ของ เบน เดอรัดเดอร์ (Ben Derudder) ว่าด้วยเมืองระดับโลกและเครือข่ายเมืองระดับโลก ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความโดดเด่นของงานวิจัยเรื่องกลุ่มเมืองระดับโลกและเมืองโลก (Global and World Cities - GaWC) ในเมืองศึกษาร่วมสมัย ซึ่งอย่างไรก็ดี งานวิจัยเหล่านี้อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าเป็นโครงการที่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลของตะวันตก ทว่าคุณค่าทางทฤษฎีของโครงการนี้ รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่ามันได้ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของการวิเคราะห์เมืองจำนวนมากนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงตรรกะทางพื้นที่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ได้กล่าวไปข้างต้น เมื่อกระแสและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมีความเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้น สาขาของบริษัทที่ทำหน้าที่ควบคุมกระแสเหล่านั้นมักจะไปกระจุกตัวอยู่ในเมืองที่ได้รับเลือกจำนวนหนึ่ง ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางและโหนด (Nodes) หลักในเครือข่ายเศรษฐกิจโลก

ข้อเสนอหลัก (Thesis) นี้เผชิญกับความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการประดิษฐานแบบจำลองการพัฒนาเมืองแบบเชิงเป้าหมาย (Teleological model) เพียงหนึ่งเดียว และนัยที่ว่าทุกเมืองควรดิ้นรนไปสู่สถานะเมืองระดับโลกเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ดังที่เดอรัดเดอร์ได้สะท้อนไว้ในบทของเขาว่า นักวิจัย GaWC ตระหนักดีถึงการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว แทนที่จะละทิ้งแนวทางทางทฤษฎีเฉพาะเจาะจงใด ๆ คอคได้ชี้ให้เห็นในบทของเขาว่า การพิจารณาความหลากหลายของแนวทางและมโนทัศน์อย่างจริงจังนั้นให้ผลผลิตที่มากกว่า โดยยอมรับว่าทุกทฤษฎีล้วนเป็น "ทฤษฎีส่วนย่อย" (Minor theories) ที่อธิบายกระบวนการเมืองในบางแง่มุมแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ ส่วนนี้จึงรวมบทที่เน้นเรื่องความเป็นเมืองเชิงเปรียบเทียบโดยเฉพาะ ในบทที่ 17 เจนนิเฟอร์ โรบินสัน (Jennifer Robinson) เสนอว่าการเปรียบเทียบสามารถพัฒนาได้โดยการติดตามการไหลเวียนระหว่างเมือง  ไม่ว่าจะเป็นแนวปฏิบัติทางการเงิน ทรัพยากรทางวัตถุ หรือนโยบายที่เคลื่อนที่ได้ ในอีกทางหนึ่ง เราสามารถเริ่มจากปรากฏการณ์ที่เปรียบเทียบกันได้ซึ่งตั้งอยู่ในบริบทที่แตกต่างกัน หรือกรณีศึกษาที่แตกต่างกันซึ่งมุ่งตอบคำถามทางทฤษฎีที่คล้ายกัน เพื่อเผยให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยเชิงบริบทและพื้นที่อย่างไร และกลไกเชิงสาเหตุเดียวกันทำงานผ่านกระบวนการและแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างไร

สามบทข้างต้นว่าด้วยภูมิศาสตร์เมือง ตามมาด้วยสองบทว่าด้วยภูมิศาสตร์ชนบท ในบทที่ 18 ของ เมเนลาออส กาตซิออส (Menelaos Gkartzios) ว่าด้วยความเป็นชนบท ได้ชี้ให้เห็นถึงความกำกวมและความยากลำบากในการนิยามความเป็นชนบทในเชิงหน้าที่ และไม่น่าแปลกใจที่เหล่านักวิชาการจะหันไปใช้แนวทางที่มุ่งเน้นไปที่การเป็นตัวแทน วาทกรรม และประสบการณ์ชีวิต โดยมีคำถามเรื่องอำนาจและการอ้างสิทธิ์ในความเป็นชนบทที่แตกต่างกันเป็นพื้นฐานของการถกเถียงส่วนใหญ่ การละทิ้งนิยามความเป็นชนบทที่ตายตัวยังเปิดพื้นที่ให้กับการสร้างมโนทัศน์เรื่องชนบทในเชิงความสัมพันธ์ (Relational terms) ตัวอย่างเช่น ผ่านเลนส์ของการเคลื่อนที่ (Mobility) และความเชื่อมโยงนอกพื้นที่ (Extra-local connections) ท้ายที่สุดแล้ว นิยามของความเป็นชนบทมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเมืองเรื่องภาษา (Politics of language) เนื่องจากคำศัพท์ที่ใช้อธิบายประสบการณ์และสถานที่เป็นชนบทนั้นมีความหลากหลายตามภาษา บริบท และกลุ่มสังคมที่แตกต่างกัน

เพื่อตอบสนองต่อสิ่งนี้ ส่วนนี้จึงจงใจรวมบทที่ 19 ว่าด้วย "ความเป็นชนบทเชิงเปรียบเทียบ" (Comparative ruralities) ซึ่งการศึกษาชนบทเชิงเปรียบเทียบนั้นยังไม่ได้รับการสถาปนาอย่างมั่นคงเท่ากับภาคส่วนของเมือง ถึงกระนั้น บทของ หลี่ ยวี่รุ่ย (Li Yurui) ได้ชี้ให้เห็นถึงชุดประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญของชุมชนชนบทในโลกทางใต้ (Global South) หรือโลกส่วนใหญ่ (Majority World) แต่อาจไม่โดดเด่นเท่าในวาทกรรมทางวิชาการของตะวันตก เช่น ความสามารถในการอยู่รอดของการผลิตภาคเกษตรกรรมโดยเกษตรกรรายย่อย, การบูรณาการพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลและยากจนเข้าสู่เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่, ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ตามมา และผลกระทบทางการเมืองจากการปรับโครงสร้างแบบเสรีนิยมใหม่

ส่วนนี้จบลงด้วยสองบทว่าด้วยภูมิภาค ในบทที่ 20 ของ เอนริโก กัวลินี (Enrico Gualini) นำเสนอรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับการผงาดขึ้นของภูมิภาคนิยมใหม่ (New regionalism) ในระบบเศรษฐกิจโลกยุคหลังฟอร์ด (Post-Fordist) และความท้าทายที่มีต่อหลักการดั้งเดิมของการธรรมาภิบาลทางอาณาเขตที่อิงตามบทบาทนำของรัฐชาติและขอบเขตภูมิภาคที่ถูกขีดเส้นแบ่งในทางบริหาร อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มองค์ความรู้ของภูมิภาคนิยมใหม่จะแสดงทัศนะเรื่องธรรมชาติของภูมิภาคที่ถูกสร้างขึ้นทางสังคมอย่างชัดเจน แต่การประยุกต์ใช้ข้อเสนอหลักนี้กับงานวิจัยเชิงประจักษ์กลับมีความเอนเอียงไปยังการทดลองเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเป็นหลัก

ด้วยเหตุนี้ งานเหล่านี้จึงมักปกปิด "ความรู้สึกถึงภูมิภาคที่มีชีวิตและเชิงบริบท" (Situated and lived sense of region) ที่ผู้คนในหลายบริบทและวัฒนธรรมต่างยึดถือ ตรรกะในการจัดระเบียบของภูมิภาคเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นระบบการยังชีพและองค์ความรู้ด้านจักรวาลวิทยาของกลุ่มชาติพันธุ์ (Indigenous system of livelihoods and cosmological knowledge) ในทำนองเดียวกัน แอนดรูว์ แมคเกรเกอร์ (Andrew McGregor) ได้ชี้แนวทางวาระการวิจัยเกี่ยวกับ "ภูมิภาคที่มีชีวิต" (Lived region) ซึ่งเป็นคำที่อ้างถึงภูมิภาคที่ "อุบัติขึ้นจากแนวปฏิบัติ ความเชื่อ ประสบการณ์ ระบบนิเวศ และความสัมพันธ์ของผู้คนในสถานที่ต่าง ๆ" (ดูบทที่ 21) ในทางตรงกันข้ามกับภูมิภาคโลก (World regions) ที่ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิภาคทางบริหาร (Administrative regions) ที่มีขอบเขตซึ่งถูกทำให้เป็นสถาบันโดยรัฐ ภูมิภาคที่มีชีวิตสะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ผู้คนมอบให้แก่หน่วยอาณาเขต และ/หรือความสัมพันธ์ที่หลากหลายมิติของพวกเขากับสภาพแวดล้อมทางชีวภาพและกายภาพ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น