หน้าเว็บ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 32

การบริโภค (Consumption)

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Juliana Mansvelt(2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.102-114. London: Routlege.

บทนำ

ในเดือนมีนาคม ปี 2022 บทความข่าวได้รายงานว่า สตีเฟน แวน เบลิร์ก (Stephen van Blerk) ชาวนิวซีแลนด์วัย 20 ปี สามารถทำเงินได้ถึง 103 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในเวลาเพียง 10 นาที จากการขายผลงานศิลปะดิจิทัลในการประมูลออนไลน์สำหรับโลกไซเบอร์ในจินตนาการของเขาที่ชื่อว่า พิกเซลมอน (Pixelmon) (Church, 2022) เรื่องราวของชาวนิวซีแลนด์ที่อายุน้อยและประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลในระดับสากลนั้นถือเป็นหัวข้อที่คุ้นเคยกันดีในสื่อกระแสหลัก แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของข้าพเจ้าต่อเรื่องราวนี้ไม่ใช่การเล่าเรื่องในลักษณะดังกล่าว หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าโครงการพิกเซลมอนของเขาได้จุดชนวนความโกรธเคืองจากกลุ่มผู้ซื้อ ดูเหมือนว่า แวน เบลิร์ก ได้ทำการขายล่วงหน้าสำหรับ เอ็นเอฟที (NFTs - non-fungible tokens) ของโครงการพิกเซลมอนบนเว็บไซต์ประมูลออนไลน์ และผลงานศิลปะดิจิทัลที่ได้สัญญาไว้นั้นกลับไม่มีคุณภาพตามที่คาดหวัง

เอ็นเอฟทีถือเป็นรูปแบบหนึ่งของสินค้า (Commodity) อันหมายถึง สินค้า ประสบการณ์ หรือบริการที่ถูกซื้อหรือขายในตลาด ซึ่งเอ็นเอฟทีนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวและไม่สามารถทดแทนกันได้ ผู้ซื้อเอ็นเอฟทีจะใช้เงินตราดิจิทัล (Cryptocurrency) เพื่อครอบครองรหัสโครงการดิจิทัลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ การที่ผู้ซื้อชำระเงินเพื่อเป็นเจ้าของรหัสสำหรับศิลปะดิจิทัลโดยอ้างอิงจากรูปแบบที่ได้สัญญาไว้นั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และ แวน เบลิร์ก ก็ได้จัดทำแบบจำลองของสิ่งมีชีวิตดิจิทัลที่เขาพลังนำเสนอขายไว้ก่อนแล้ว พิกเซลมอนที่ถูกขายล่วงหน้าเหล่านี้มีราคาสูงถึง 3 อีเทอเรียม (Etherums) หรือประมาณ 4,800 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อชิ้น แต่ทว่าเหล่าผู้ซื้อกลับต้องผิดหวังกับผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ผู้ซื้อรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อ "ไข่" ที่บรรจุตัวละครของเขาฟักออกมา "มันดูเหมือนสิ่งที่วาดจากโปรแกรม ไมโครซอฟท์ เพนต์ (Microsoft Paint) จริงๆ มันแย่จนน่าขันขนาดที่ใครก็ตามที่มีสติสัมปชัญญะปกติมองดูแล้วคงจะพูดว่า คุณปล่อยงานแบบนั้นออกมาไม่ได้หรอก" (Church, 2022, https://www.1news.co.nz/2022/03/03/comically-bad-nz-made-nft-scheme-pixelmon-sparks-outrage/)

ความคาดหวังที่พังทลายและความโกรธแค้นที่ตามมาของผู้บริโภคเอ็นเอฟทีเหล่านั้น ได้เผยให้เห็นว่าทำไมการบริโภคจึงมีความหมายครอบคลุมมากกว่าเพียงช่วงเวลาแห่งการซื้อหรือการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าเราจะจัดหาพัสดุสินค้าผ่านเว็บไซต์ออนไลน์หรือในร้านค้าในรูปแบบอาคาร (Bricks and Mortar Stores) อารมณ์ความรู้สึก แนวปฏิบัติ และผลกระทบของการบริโภคของเราล้วนส่งผลในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง ในบทนี้ เราจะพิจารณาว่าการบริโภคประกอบด้วยส่วนใดบ้าง และเหตุใดการบริโภคจึงมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางสังคมและเชิงพื้นที่ (Spatial Relationships) ของเรากับผู้คน สิ่งของ และสถานที่ต่างๆ

ท่าทาง ปฏิบัติการ และสถานที่ของการบริโภค (Consumption moments, practices and places)

การบริโภค (Consumption) สามารถนิยามได้ว่าเป็นชุดของความสัมพันธ์ทางสังคม ปฏิบัติการ และวาทกรรม (Discourses) ที่ศูนย์รวมอยู่กับการจัดหา การใช้ และการขจัดทิ้งซึ่งสินค้า (Mansvelt, 2005) ในสังคมร่วมสมัย การบริโภคมักจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับลัทธิบริโภคนิยม (Consumerism) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแสวงหาสินค้าทั้งในระดับปัจเจกและระดับกลุ่มก้อน รวมถึงการแสดงออกทางวัฒนธรรมของการบริโภคที่ปรากฏอยู่ทุกหนแห่งในชีวิตประจำวัน (Miles, 1998) เดวิด อีแวนส์ (David Evans, 2019) ได้ขยายผลงานของนักสังคมวิทยา อลัน วอร์ด (Alan Warde, 2014) โดยเสนอว่ามี "6 ขณะ" (6 moments) ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค (แบ่งเป็น 3A และ 3D)

การจัดหา การถือครองเป็นเจ้าของ และการซาบซึ้งในคุณค่า (Acquisition, appropriation and appreciation)

ตามทัศนะของ อีแวนส์ (2019) การจัดหา (Acquisition) เกี่ยวข้องกับชุดของกระบวนการที่ว่าด้วยการที่ผู้คนได้รับมาซึ่งประสบการณ์ สินค้า และบริการ การจัดหาอาจรวมถึงการซื้อสินค้าในตลาด (ไม่ว่าจะผ่านระบบดิจิทัลหรือแบบต่อหน้า) แต่ยังรวมถึงวิธีอื่นๆ ที่ผู้คนเข้าถึงสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่พวกเขาบริโภค (เช่น ผ่านการให้ของขวัญหรือการส่งต่อ) สำหรับผู้ที่มีเงินเพียงพอในการซื้อสินค้า การจัดหาอาจดูเหมือนเป็นกระบวนการที่ตรงไปตรงมาหรือเป็นเรื่องปกติวิสัย อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงและความสามารถในการจัดหาสิ่งของต่างๆ อาจมีความไม่เท่าเทียมกัน (Uneven) ทางเลือกของสินค้าที่มีให้แก่ปัจเจกบุคคลและครัวเรือนสามารถแตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากกระบวนการทางเครือข่ายทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่ข้ามพหุระดับ (Multiple scales) อุปทานและความพร้อมของสินค้า การเข้าถึงได้ทางส่วนบุคคลหรือทางภูมิศาสตร์ (Geographical accessibility) ความสามารถในการจับจ่าย และการกีดกันทางสังคมหรือทางพื้นที่ (Social or spatial exclusion) ล้วนส่งผลกระทบต่อการจัดหา (ดูตัวอย่างงานของ ซาร่าห์ ฮอลล์ [Sarah Hall, 2019] เกี่ยวกับมาตรการรัดเข็มขัด) การปิดเมือง (Lockdowns) ที่บังคับโดยรัฐบาลในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในหลายส่วนของโลกช่วงปี 2020 และ 2021 ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับโควิดต่อการจัดหา (Chung et al., 2020) กล่องที่ 32.1 อธิบายถึงประสบการณ์ส่วนตัวของข้าพเจ้าในช่วงปิดเมืองในนิวซีแลนด์


กล่อง 32.1 COVID-19: การเปลี่ยนแปลงพื้นที่และประสบการณ์ของการจัดหา

เครือข่ายและกระแสการไหล (Flows) ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ไม่ได้รู้สึกได้เพียงในระดับนานาชาติ ระดับชาติ หรือระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภูมิศาสตร์ส่วนบุคคล (Personal geographies) นิวซีแลนด์เข้าสู่การปิดเมืองครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2020 และครัวเรือนต่างๆ เข้าสู่การแยกตัวอย่างสมบูรณ์ ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณที่ได้ทำงานต่อจากที่บ้าน โดยตระหนักว่าการปิดเมืองส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต (Livelihoods) ทั่วโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่มีสวัสดิการทางสังคมรองรับรายได้ที่สูญหายไป ข้าพเจ้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเป็นหนึ่งในนักช้อปจำนวนมากที่เริ่มซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น (Tymkiw, 2022) มีเพียงธุรกิจที่จำเป็นเท่านั้นที่ยังคงเปิดให้บริการสำหรับการทำธุรกรรมแบบต่อหน้าในนิวซีแลนด์ (โดยหลักคือร้านขายของชำ สถานพยาบาล และสถานีบริการน้ำมัน) ด้วยการรณรงค์จากซูเปอร์มาร์เก็ตให้สำรองช่วงเวลาส่งของออนไลน์ไว้สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ข้าพเจ้าจึงเป็นสมาชิกของครัวเรือนที่ได้รับมอบหมายให้ไปซื้อของที่ร้าน นี่คือข้อความจากบันทึกประจำวันเกี่ยวกับการออกไปร้านซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กครั้งแรก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คุ้นเคยแต่กลับกลายเป็นความแปลกหน้าด้วยผลกระทบของไวรัส:

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม วันที่ 4 ของการปิดเมืองในนิวซีแลนด์ วันนี้มีผู้ติดเชื้อโควิด 65 ราย และเป็นการเสียชีวิตรายแรกของนิวซีแลนด์

ฉันออกไปข้างนอกก่อน 9 โมงเช้าเพื่อไปซื้อนมและผักจากร้านโฟร์สแควร์ (ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก) ในท้องถิ่นที่แชนนอน มันรู้สึกแปลกมากที่ออกจากบ้าน แทบไม่มีรถบนถนน มีลูกค้าอีกคนเดียวในร้าน พนักงานขายอยู่หลังฉากกั้นพลาสติกใส (Perspex) และมีป้ายบนพื้นระบุว่าเราต้องยืนห่างกัน 2 เมตร นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำให้รีบเข้าและออกจากร้านให้เร็วที่สุดและห้ามกักตุนสินค้า การหยิบเฉพาะสิ่งที่จำเป็นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสิ่งที่ฉันซื้อได้ต้องถือด้วยมือเท่านั้นเนื่องจากตะกร้าช้อปปิ้งถูกนำออกไปหมด! ผักและผลไม้ถูกห่อด้วยพลาสติกทั้งหมด ซึ่งดูแปลกมากเมื่อพิจารณาถึงการสั่งห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในนิวซีแลนด์และความพยายามในการลดบรรจุภัณฑ์พลาสติก ฉันหยิบนม 4 ลิตร บรอกโคลี ลูกแพร์ และเนคทารีน ไม่มีกล้วยหรือแอปเปิล ซึ่งเป็นผลไม้ที่เรากินตามปกติ ไม่มีระบบแตะจ่าย (Paywave) ฉันจึงรู้สึกกังวลที่ต้องสัมผัสปุ่มกดบนเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EFTPOS) สิ่งที่ฉันไม่เคยฉุกคิดมาก่อน เมื่อกลับมาที่รถ ฉันใช้เจลล้างมือก่อนสัมผัสกุญแจ เมื่อถึงบ้าน ถุงถูกวางไว้ในโรงรถ ส่วนขวดนมและถุงพลาสติกถูกเช็ดด้วยน้ำยาฟอกขาวเจือจาง แปลกเหลือเกินที่ต้องปฏิบัติต่อสิ่งของในชีวิตประจำวันราวกับเป็นเชื้อโรคร้าย

ข้อความที่ตัดมานี้แสดงให้เห็นว่าขณะของการบริโภคส่งแรงสั่นสะเทือนในชีวิตของเราอย่างไร โดยมีอิทธิพลต่อความรู้สึกต่อตนเอง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และความรู้สึกที่เรามีต่อสถานที่ เมื่อปฏิบัติการในชีวิตประจำวันถูกขัดขวาง โครงสร้าง เครือข่าย กระแสการไหล และกระบวนการที่ทำให้การบริโภคเป็นไปได้ก็จะปรากฏให้เห็นชัดเจน ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจเมื่อเห็นชั้นวางของที่ว่างเปล่า ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจถึงโลกาภิวัตน์ (Globalisation) และความล้มเหลวของโซ่อุปทาน (Supply chains) ที่นำสินค้าเข้าจากต่างประเทศมายังนิวซีแลนด์ ทว่าชั้นวางของที่ว่างเปล่ากลับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันปกติสำหรับผู้คนในประเทศที่มีความไม่สงบทางแพ่ง สงคราม หรือทุพภิกขภัย ข้อจำกัดในการซื้อ การเคลื่อนที่ และการเว้นระยะห่างทางกายภาพ กลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงเสรีภาพสัมพัทธ์ที่ข้าพเจ้ามักจะเชื่อมโยงกับการจัดหา (ดูภาพที่ 32.1) ในช่วงต้นของการแพร่ระบาด ความเข้าใจที่จำกัดเกี่ยวกับการแพร่เชื้อ COVID-19 (เช่น การสัมผัสพื้นผิวเทียบกับละอองลอย) และความกลัวต่อการติดเชื้อทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงสสารนิยมของการสัมผัส (Materiality of touch) ในร้านค้าอย่างยิ่ง การเช็ดทำสะอาดและการใช้เจลล้างมือกลายเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการในการจัดหาของข้าพเจ้า ช่วยเอาชนะความวิตกกังวล และทำให้ข้าพเจ้าสามารถรื้อฟื้นอำนาจกระทำการ (Agency) เหนือสินค้าที่เข้ามาในครัวเรือนของตนเอง

ภาพที่ 32.1 ข้อจำกัดจากโควิดในหลายสถานที่ได้เปลี่ยนวิธีที่ปฏิบัติการบริโภคแสดงออกและถูกสัมผัสรับรู้ เช่น การใช้เจลล้างมือก่อนสัมผัสวัตถุที่ใช้ร่วมกัน (32.1a) ข้อจำกัดในการเว้นระยะห่างทางสังคมกลายเป็นส่วนหนึ่งของความปกติใหม่ในขณะช้อปปิ้ง (32.1b)

ที่มา: ภาพโดย Inge Flinte

อย่างไรก็ตาม การบริโภคเป็นมากกว่าการจัดหา ผู้ที่ทำการตลาดและขายสินค้าต่างกระตือรือร้นที่จะนำเสนอความหมายที่มุ่งหวัง การใช้ ความคาดหวัง ผัสสะ และความรู้สึกแก่ผู้บริโภค มนุษย์ทำสิ่งต่างๆ กับสินค้าและบริการที่พวกเขาซื้อ โดยใส่ความหมายลงไป ใช้งาน และให้คุณค่าแก่มันนอกเหนือไปจากต้นทุนทางเศรษฐกิจ คุณสมบัติของสินค้า บริการ และประสบการณ์ (รวมถึง NFTs ด้วย!) ยังส่งผลกระทบต่อผู้คน มีอิทธิพลต่อประสาทสัมผัส อารมณ์ และพฤติกรรม องค์ประกอบเหล่านี้ของการบริโภคเชื่อมโยงไปถึงกระบวนการของการถือครองเป็นเจ้าของ (Appropriation) และการซาบซึ้งในคุณค่า (Appreciation) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และเชิงสัญลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการ

การถือครองเป็นเจ้าของ (Appropriation) ประกอบด้วยกระบวนการที่สินค้ากลายเป็นสมบัติส่วนตัว และได้รับความหมายและคุณค่าภายนอกพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนสินค้า (Kopytoff, 1986) สินค้าและบริการจะสูญเสียสถานะ "สินค้าเพื่อการค้า" เมื่อเราบูรณาการสิ่งเหล่านั้นเข้ากับชีวิต ปฏิบัติการ และพื้นที่ของเรา การถือครองเป็นเจ้าของอาจเกี่ยวข้องกับการยอมรับหรือปฏิเสธความหมายของสินค้าที่นักการตลาดและผู้ค้าปลีกหยิบยื่นให้เรา การถือครองเป็นเจ้าของเกิดขึ้นผ่านปฏิบัติการที่หลากหลาย เช่น การสวมใส่ การตระเตรียม การประกอบ การใช้จนหมด การจัดแสดง และการแบ่งปัน การกระทำของการถือครองเป็นเจ้าของยังใช้กับสินค้าดิจิทัลด้วย เช่น การใช้หรือการจัดแสดงวัตถุศิลปะดิจิทัลในโลกออนไลน์ หรือการคัดสรรรวบรวมรายการเพลงดิจิทัลที่ชื่นชอบ

การซาบซึ้งในคุณค่า (Appreciation) เป็นส่วนขยายของการถือครองเป็นเจ้าของ ซึ่งส่งเสริมต่อไปถึงวิธีที่เราให้หรือเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งที่เราบริโภค มันเกี่ยวข้องกับวิธีที่ผู้คนได้รับความพึงพอใจหรือความรื่นรมย์จากสินค้า บริการ และประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น การละเมียดละไมกับรสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารขณะรับประทานอาจเป็นประสบการณ์เชิงอารมณ์ความรู้สึกและความสุขที่ได้รับอิทธิพลจากรสนิยมทางวัฒนธรรมในวงกว้าง (Bourdieu, 2010) การกระทำซ้ำของการถือครองเป็นเจ้าและการซาบซึ้งในคุณค่า ยังมีความสำคัญในการผลิตซ้ำทางสังคม (Social reproduction) ของความสัมพันธ์ด้านเพศภาวะ เพศวิถี ชาติพันธุ์ และช่วงวัย ภายในครอบครัว องค์กร และกลุ่มทางสังคม ลองพิจารณาดูว่า กิจวัตรและปฏิบัติการในการรับประทานอาหารอาจหล่อหลอมวัฒนธรรมของครอบครัว รุ่นคน หรือครัวเรือนอย่างไร และในทางกลับกัน สิ่งเหล่านี้ก็ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกับการจัดหา กระบวนการของการถือครองเป็นเจ้าของและการซาบซึ้งในคุณค่าถูกสร้างขึ้นโดยความสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งอื่น ตัวอย่างเช่น การที่บุคคลหนึ่งแสดงความเห็นในเชิงบวกต่อสิ่งของที่คุณจัดหามาอาจช่วยเพิ่มความซาบซึ้งในคุณค่าของคุณต่อสิ่งนั้น สถานที่ก็มีความสำคัญเช่นกัน – ความเพลิดเพลินในอาหารเลิศรสอาจเพิ่มขึ้นผ่านการเข้าสังคมกับผู้อื่นในคาเฟ่หรือร้านอาหาร หรือเนื่องจากบรรยากาศและประสบการณ์ของการได้อยู่ในสถานที่เหล่านั้น

 

การลดค่า การถอนการครอบครอง และการขจัดทิ้ง (Devaluation, divestment and disposal)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ทัศนคติของเราต่อการใช้บริการและสิ่งของที่เราครอบครองอาจเปลี่ยนไป วัตถุแห่งการบริโภคอาจสึกหรอ แตกหัก หรือสูญเสียประโยชน์ใช้สอยและความหมาย ปฏิบัติการ สถานที่ และความสัมพันธ์ที่เคยเชื่อมโยงกับสินค้าอาจถูกทำให้สิ้นสุดลง อีแวนส์ (2019) เสนอว่ามี 3 ขณะที่เกิดขึ้นที่นี่ ได้แก่ การลดค่า การถอนการครอบครอง และการขจัดทิ้ง ขณะเหล่านี้มีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพราะอาจนำไปสู่การเกิดขยะและผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นเพราะการลดค่าและการนำสินค้าและบริการออกจากชีวิตของเราสามารถเป็นตัวกระตุ้นและจุดตัดสำหรับการเข้าสู่กระบวนการบริโภคในรอบใหม่ ทั้งในฐานะมือหนึ่งหรือมือสอง

การลดค่า (Devaluation) คือขั้วตรงข้ามของการซาบซึ้งในคุณค่า ประกอบด้วยกระบวนการที่เราสูญเสียความผูกพัน และ/หรือ ความพึงพอใจที่ได้รับจากสินค้า บริการ และประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าที่เก่าและสึกหรออาจไม่นำมาซึ่งความรื่นรมย์เหมือนที่เคยเป็นมาสำหรับผู้สวมใส่ – มันอาจสูญเสียสถานะและความหมายในฐานะของที่ดูเท่ ทันสมัย หรือสวมใส่สบาย หรือเมื่อสวมใส่แล้ว มันอาจไม่ปลุกเร้าความรู้สึกทางสสาร อารมณ์ หรือสุนทรียภาพเหมือนเช่นในอดีต (ดู กล่อง 32.2)


กล่อง 32.2 การลดค่าและการถอนการครอบครองในแนวปฏิบัติเรื่องเครื่องแต่งกาย

งานศึกษาของ อีลิส สเตนส์ (Elyse Stanes, 2019, 2021) เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ระดับจุลภาค (Microgeographies) ของเครื่องแต่งกาย ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความซับซ้อนของปฏิบัติการการบริโภคที่นอกเหนือไปจากการจัดหา งานวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic research) ของสเตนส์ที่ศึกษาปฏิบัติการด้านเครื่องแต่งกายของชาวออสเตรเลียรุ่นใหม่จำนวน 23 คน เผยให้เห็นวิธีที่ผัสสะแห่งการสัมผัส (Haptic) หรือประสาทสัมผัสและความรู้สึกที่อิงตามการสัมผัสทางสวัสถุ (Material touch) ส่งอิทธิพลต่อการให้ค่าและการลดค่าของเสื้อผ้า การมุ่งเน้นศึกษาเสื้อผ้าเส้นใยโพลีเอสเตอร์ (Polyester) แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติทางสสารของเส้นใยสังเคราะห์ที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้ส่งผลต่อระยะเวลาความคงทน รวมถึงปฏิบัติการที่ตามมาของการลดค่า การถอนการครอบครอง และการขจัดทิ้งในท้ายที่สุด แม้ว่าวัสดุโพลีเอสเตอร์จะมีการหลุดร่วงของเส้นใยพลาสติกผ่านการเกิดขุย (Pilling) และการซักล้าง แต่มันก็มีความทนทานมากกว่าเมื่อเทียบกับผ้าที่ได้จากธรรมชาติซึ่งสึกหรอและขาดง่ายกว่า ความคงทนของเสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ทำให้กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาของสเตนส์พบว่ามีความยากลำบากมากขึ้นในการถอนการครอบครองและขจัดทิ้งเครื่องนุ่งห่มเหล่านี้ และสิ่งของที่ถูกลดค่าแล้วมักจะตกค้างอยู่ในตู้เสื้อผ้าและพื้นที่จัดเก็บ (ดูภาพที่ 32.2) การศึกษาภูมิศาสตร์ระดับจุลภาคในชีวิตประจำวันของการสัมผัสและความรู้สึก ทำให้สเตนส์ได้ฉายภาพให้เห็นถึงการเดินทางของเสื้อผ้าตั้งแต่การจัดหาไปจนถึงการถอนการครอบครองหรือการกลายเป็นขยะ โดยเชื่อมโยงปฏิบัติการส่วนบุคคล เช่น การสวมใส่ การซัก และการกำจัด เข้ากับสสารนิยม (Materiality) ของผ้าโพลีเอสเตอร์ ไปสู่ภูมิศาสตร์ในระดับที่กว้างขึ้น และเข้าสู่วงจรการบริโภคเสื้อผ้า/ผ้ามือสองต่อไป (สำหรับการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงจรเหล่านี้ โปรดดูงานของนักภูมิศาสตร์ แอนดรูว์ บรูคส์ [Andrew Brooks, 2019])

ภาพที่ 32.2 สวมใส่แล้วแต่ยังไม่ "เปื่อยยุ่ย": เครื่องนุ่งห่มโพลีเอสเตอร์ที่ถอนการครอบครองได้ยากและถูก "แช่แข็ง" อยู่ในตู้เสื้อผ้า

ที่มา: ภาพโดย Elyse Stanes

การถอนการครอบครอง (Divestment) มักเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการลดค่า เมื่อสินค้า บริการ และประสบการณ์สูญเสียอรรถประโยชน์และคุณค่าทางสังคมสำหรับผู้ใช้ และสถานะในฐานะสิ่งของที่มีความผูกพันส่วนบุคคลหรือทางสังคมอาจถูกตัดขาด การยุติความผูกพันดังกล่าวอาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน (เช่น การพังของเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้) หรือเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป (เช่น การสูญเสียความผูกพันต่อภาพถ่ายครอบครัวตามกาลเวลาที่ผ่านไปหลายรุ่น) ความรู้สึกตัดขาดเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนกว่าในสินค้าทางสสาร เช่น อาหารเหลือที่ตกค้างอยู่ด้านหลังตู้เย็น หรือรองเท้าคู่หนึ่งที่เคยเป็นคู่โปรดแต่ปัจจุบันแทบไม่ได้สวมใส่ อย่างไรก็ตาม บริการและสินค้าดิจิทัลก็สามารถตกอยู่ภายใต้การลดค่าและการถอนการครอบครองได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ข้าพเจ้ารู้สึกผิดเล็กน้อยเกี่ยวกับแอปพลิเคชันออกกำลังกายออนไลน์แบบชำระเงินที่ไม่ได้เปิดใช้งานเลยบนโทรศัพท์มือถือมาเป็นเวลาสองสามเดือนแล้ว!

การยกเลิกการชำระเงินสำหรับแอปออกกำลังกายและการลบแอปทิ้งจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการขจัดสินค้าชิ้นนี้ออกจากชีวิตของข้าพเจ้า และบ่งบอกถึง "D" ตัวที่สาม นั่นคือ การขจัดทิ้ง (Disposal) เมื่อเรานึกถึงการขจัดทิ้ง เรามักนึกถึงการกลายเป็นขยะ (Wasting) แต่ยังมีช่องทางอื่นๆ อีกมากมายที่สิ่งของต่างๆ สามารถถูกนำออกไปจากชีวิตของเรา การให้ของขวัญต่อ (Re-gifting) การส่งต่อ การรีไซเคิล การซ่อมแซม การทำปุ๋ยหมัก การใช้ซ้ำ และการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอย (Re-purposing) ล้วนเป็นปฏิบัติการที่สามารถเบี่ยงเบนวัสดุออกจากกระแสขยะได้ เฮเทอริงตัน (Hetherington, 2004) แย้งว่าการทำให้เป็นขยะก็คือการกระทำของการ "จัดวางที่ทาง" (Act of placing) โดยที่ขยะยังคงมีความเป็นสสารดำรงอยู่แม้ว่ามันจะถูกเปลี่ยนรูปไปสู่สถานะอื่นก็ตาม (ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของไมโครพลาสติกในทางน้ำเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ดู Woodward et al., 2020)

ขณะต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นกระบวนการบริโภคนั้นไม่จำเป็นต้องแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น การพังทลายอย่างกะทันหันของเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจส่งผลให้กระบวนการลดค่า การเสื่อมราคา และการขจัดทิ้งเกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกัน สินค้าที่ถูกลดค่าและถอนการครอบครองไปแล้วอาจถูกนำกลับมาให้ค่าใหม่และเข้าสู่กระบวนการถือครองเป็นเจ้าของอีกครั้ง เช่น เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วอาจได้รับความซาบซึ้งในคุณค่าในฐานะของสะสมที่ชวนให้ระลึกถึงความหลัง (Nostalgia) หรือถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในบริบทของการทำงานหรือสันทนาการ ดังนั้น การมุ่งเน้นไปที่ขณะเหล่านี้ของการบริโภคจึงช่วยเผยให้เห็นถึงทั้งความซับซ้อนและการเชื่อมโยงกันของปฏิบัติการการบริโภคที่เกิดขึ้นในพื้นที่และข้ามพื้นที่ต่างๆ

สรุปย่อ

  •       การบริโภคคือชุดของความสัมพันธ์ทางสังคม ปฏิบัติการ และวาทกรรม ที่ศูนย์รวมอยู่กับการจัดหา การใช้ และการขจัดทิ้งซึ่งสินค้า การบริโภคถูกขับเคลื่อนและแสดงออกผ่านพื้นที่และปฏิบัติการทั้งในรูปแบบดิจิทัลและทางกายภาพ
  •       มี 6 ขณะที่เป็นรากฐานของกระบวนการบริโภค ได้แก่ การจัดหา (Acquisition), การถือครองเป็นเจ้าของ (Appropriation), การซาบซึ้งในคุณค่า (Appreciation), การลดค่า (Devaluation), การถอนการครอบครอง (Divestment) และการขจัดทิ้ง (Disposal)
  •       การศึกษาขณะเหล่านี้ ปฏิบัติการที่ประกอบขึ้น และสถานที่ที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น จะช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดการบริโภคจึงมีความสำคัญต่อปัจเจกบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อม

การร้อยเรียงเข้าด้วยกัน: เหตุใดความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์จึงมีความสำคัญ (Bringing it all together: why geographical connections matter)

การบริโภค เช่นเดียวกับการผลิต เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สถานที่ที่มีความหมายและการดำรงไว้ซึ่งชีวิตประจำวัน งานวิจัยทางภูมิศาสตร์ได้มุ่งเน้นไปที่รูปแบบเชิงพื้นที่ (Spatial form) ของเครือข่ายและกระแสการไหลของการบริโภค รวมถึงบริบทต่างๆ ที่การบริโภคถูกสร้างขึ้นและแสดงออกทั้งภายในและข้ามพื้นที่ (คุณลักษณะเชิงพื้นที่ หรือ Spatialities) นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปที่คุณลักษณะทางสังคม (Socialities) หรือความสัมพันธ์ทางสังคมที่ศูนย์รวมอยู่กับขณะและปฏิบัติการของการบริโภค (รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยองค์ประกอบที่เป็นมนุษย์และที่ไม่ใช่มนุษย์) จุดเน้นประการที่สามคือการก่อตัวของอัตวิสัย (Subjectivities) อันหมายถึง อัตลักษณ์และตำแหน่งแห่งที่ของประธาน (Subject positions) ตลอดจนผลลัพธ์ทางศีลธรรมและทางสสารที่สืบเนื่องจากการสร้างและการผลิตซ้ำสิ่งเหล่านั้นในสถานที่

คุณลักษณะเชิงพื้นที่ (Spatialities)

งานวิจัยทางภูมิศาสตร์ว่าด้วยการบริโภคส่วนใหญ่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 มุ่งเน้นไปที่พื้นที่ของการบริโภคและวัฒนธรรมบริโภค โดยเริ่มจากห้างสรรพสินค้า สวนสนุก และงานเทศกาล (เช่น Goss, 1999) จากนั้นจึงขยายไปสู่พื้นที่ที่ดูตื่นตาตื่นใจน้อยกว่า เช่น ตลาด ถนนสายหลัก (High streets) บ้าน (เช่น Cox, 2013) และพื้นที่การบริโภคสินค้ามือสอง (เช่น Gregson and Crewe, 2003) การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและระบบเศรษฐกิจแบบแพลตฟอร์ม (Platform economies) ในฐานะแหล่งของการบริโภค ส่งผลให้มีงานวิจัยจำนวนมากขึ้นที่ศึกษาปฏิบัติการของการบริโภคดิจิทัล (Bissell, 2020, Rao, 2020) เหล่านักวิชาการเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า พื้นที่ออนไลน์และพื้นที่ทางกายภาพ รวมถึงปฏิบัติการการบริโภคที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เหล่านั้น มีความพัวพันและเชื่อมโยงกันด้วยกระแสการไหลและเครือข่ายทางการเงิน วัฒนธรรม และการเมือง

การศึกษาการบริโภคเชิงชาติพันธุ์วรรณนาได้เผยให้เห็นความซับซ้อนของปฏิบัติการการบริโภคที่นอกเหนือไปจากการจัดหา และส่วนใหญ่ได้มุ่งเน้นไปที่ปัจเจกบุคคลและครัวเรือนในฐานะผู้บริโภคขั้นสุดท้าย (Lane and Gorman-Murray, 2011) งานวิจัยยุคหลังได้มุ่งเน้นไปที่จุดตัดระหว่าง "บ้าน" กับกระแสการไหล โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายในระดับที่กว้างขึ้น (เช่น Foden et al., 2019 ที่ศึกษาเรื่องการบริโภคในบ้านและความเชื่อมโยงระหว่างปฏิบัติการและนโยบายด้านน้ำ พลังงาน และอาหาร) นักภูมิศาสตร์ได้เน้นย้ำถึงการผลิตของการบริโภค (Production of consumption) อันได้แก่ งาน ทักษะ และความรู้ที่จำเป็นต่อการจัดหา การถือครองเป็นเจ้าของและการซาบซึ้งในคุณค่า การบำรุงรักษา การเก็บรักษา การให้ค่า และการขจัดทิ้งซึ่งสินค้า (Bell, 2019) ตลอดจนวิธีที่อารมณ์และผัสสะ (Affect) ดำเนินไปเพื่อส่งอิทธิพลต่อการบริโภคในสถานที่ งานวิจัยของ มิลเลอร์ (Miller, 2015) ในห้างสรรพสินค้าอาบาสโต (Abasto Shopping Mall) ณ กรุงบัวโนสไอเรส ตัวอย่างเช่น แสดงให้เห็นว่าผู้มาเยือนมีความสัมพันธ์กับห้างสรรพสินค้าแตกต่างกันไปตามความสัมพันธ์ทางผัสสะและอารมณ์ เขายังเน้นย้ำว่าประสบการณ์ของผู้มาเยือนไม่ได้ถูกผลิตขึ้นผ่านปฏิบัติการและขณะของการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมผ่านการใช้อำนาจในรูปแบบอื่นๆ (เช่น การผลิตซ้ำการเหยียดเชื้อชาติและความเป็นบรรทัดฐานทางเพศกระแสหลัก หรือ Hetero-normativity) ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจว่าทำไม ที่ไหน และอย่างไรที่สถานที่แห่งการบริโภคเอื้อให้เกิดปฏิบัติการและประสบการณ์บางอย่าง ในขณะที่จำกัดหรือปิดบังสิ่งอื่นๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน งานวิจัยเกี่ยวกับชีวิตยามค่ำคืนและวัฒนธรรมกลางคืน ตัวอย่างเช่น ได้ตรวจสอบการบริโภคยาเสพติดและแอลกอฮอล์ โดยสังเกตว่าผู้คน สิ่งแวดล้อม และวัตถุ ต่างเป็นหน่วยองค์ประกอบ/ตัวแสดง (Entities/agents) ที่มารวมตัวกันเป็นโครงสร้างองค์ประกอบ (Assemblage) เพื่อส่งอิทธิพลต่อวิธีที่การบริโภคถูกปฏิบัติ ถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ถูกรู้สึก และถูกสัมผัสรับรู้ในสถานที่ (Duff and Moore, 2015, Wilkinson, 2017)

พื้นที่และสถานที่ไม่ได้ถูกผลิตขึ้นผ่านการบริโภคเท่านั้น แต่ยังถูก "บริโภค" ผ่านการผลิตและการผลิตซ้ำทางสังคมด้วย (Goodman et al., 2010) ทรัพยากรอาจถูกใช้จนหมดไป ที่ดิน ทะเล หรืออากาศอาจถูกทำให้กลายเป็นสินค้า และการใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ที่มีอยู่เดิมอาจถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ (เช่น เพื่อสร้างโรงงานใหม่ ที่อยู่อาศัย กิจกรรมนันทนาการ หรือโรงเรียน) ส่งผลให้ความหมายของสถานที่และสินค้าอาจถูกเปลี่ยนแปลงหรือแทนที่ งานวิจัยโดย เกร็กสัน และแครง (Gregson and Crang, 2015) ว่าด้วยเศรษฐกิจขยะ (Waste economies) ได้ขยายขอบเขตงานวิจัยให้กว้างกว่าการบริโภคระดับบุคคลและปฏิบัติการในครัวเรือน เพื่อพิจารณาถึงบริษัท องค์กร รวมถึงการเมืองและกระแสการไหลของเครือข่ายขยะที่ส่งผลกระทบต่อระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับโลก การศึกษาเรื่องโซ่/เครือข่ายสินค้า (Commodity chains/networks) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economies) ได้ช่วยให้นักภูมิศาสตร์มีแนวทางในการทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการบริโภค (ดู กล่อง 32.3)

 

กล่อง 32.3 การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคและการผลิต: โซ่สินค้าและเศรษฐกิจหมุนเวียน

เป็นเวลาหลายปีที่นักภูมิศาสตร์ได้ศึกษา โซ่สินค้า (Commodity chains) ซึ่งประกอบด้วยความเชื่อมโยงระหว่างแง่มุมต่าง ๆ ของการผลิตและการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคขั้นสุดท้าย (ดูภาพที่ 32.3) งานวิชาการในยุคแรก (เช่น Gereffi and Korzeniewicz, 1994) ให้ความสำคัญกับโซ่สินค้าโลกในเชิงเส้น (Linear global commodity chains) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่บทบาทของบริษัทผู้นำ (Lead firms) ในการกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่และระดับมาตราส่วนต่าง ๆ

ภาพที่ 32.3 โซ่สินค้าอย่างง่าย

ที่มา: ภาพโดย Juliana Mansvelt

เมื่อเวลาผ่านไป การอุปมาดังกล่าวได้ถูกขยายขอบเขตออกไปเพื่อสะท้อนถึงการพัฒนาของเครือข่ายการผลิตที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและวิธีการที่มูลค่าของสินค้าถูกสร้างขึ้น งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ขอบข่ายของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องซึ่งบริษัทและคนงานปฏิบัติเพื่อสร้างสรรค์หรือนำผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ขั้นตอนแนวคิดไปจนถึงการใช้งานขั้นสุดท้ายของผู้บริโภค ผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น การวิจัยและพัฒนา (R&D) การออกแบบ การผลิต การตลาด และการกระจายสินค้า (Gereffi, 2018: 306) แม้ว่างานศึกษาเรื่องโซ่สินค้าและโซ่มูลค่า (Value chains) จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่ามุ่งเน้นในเชิงมโนทัศน์ที่แคบเกินไปเพียงแค่กิจกรรมของบริษัทและขาดการให้ความสำคัญกับความไม่เท่าเทียม (Argent, 2017) แต่งานวิจัยโซ่สินค้าก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการจัดหา การตรวจสอบว่ามูลค่าถูกสร้างขึ้นที่ไหนและอย่างไร และการขบคิดว่าทำไมกิจกรรมเฉพาะอย่างภายในโซ่สินค้าจึงลงหลักปักฐาน (Touch down) ในสถานที่เฉพาะเจาะจง

งานวิจัยนี้ได้ให้จุดเริ่มต้นแก่นักวิชาการในการติดตาม "ชีวิต" ทางสังคมและทางพื้นที่ของ "สิ่งของ" ช่วยให้นักภูมิศาสตร์สามารถพิจารณาได้ว่าบริษัทต่าง ๆ จัดระเบียบกิจกรรมที่หลากหลายของตนข้ามพื้นที่อย่างไร และช่วยให้องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) รวมถึงนักกิจกรรมเพื่อผู้บริโภคสามารถอ้างถึงและตีกรอบทางศีลธรรมต่อการกระทำของผู้ผลิต ผู้บริโภค และรัฐบาลได้ (Jackson et al., 2009) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยโซ่สินค้ายังไม่ได้อธิบายแง่มุมการบริโภคที่นอกเหนือไปจากการจัดหา หรือแง่มุมของการบริโภค (เช่น การใช้ทรัพยากรและพลังงาน การขจัดทิ้ง และการกลายเป็นขยะ) ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตได้ดีนัก (Hobson, 2016, Pollard et al., 2016) แบบจำลอง เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy models) (ดูภาพที่ 32.4 สำหรับการนำเสนอในเชิงอุดมคติ) ได้เข้ามาแก้ไขข้อบกพร่องนี้โดยการเน้นย้ำถึงการบริโภคที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของการผลิตและการใช้สินค้า

ภาพที่ 32.4 การนำเสนออย่างง่ายของเศรษฐกิจหมุนเวียน

ที่มา: ภาพโดย Hannah Wedlock ปรับปรุงจากภาพที่ 1 ใน Sustainability 11: 3089 (2019)

แบบจำลองเศรษฐกิจหมุนเวียนดึงความสนใจไปสู่การที่การบริโภคโดยตัวแสดงที่หลากหลาย (ผู้ปลูก ผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้า ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค) ในเครือข่ายสินค้าสามารถส่งอิทธิพลต่อวงจรของการผลิตและการบริโภคต่อไปได้ การตรวจสอบการบริโภคที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเครือข่ายการผลิต-การบริโภคมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่ดีขึ้น การอนุรักษ์พลังงาน การรีไซเคิล การใช้ซ้ำ และการจัดการขยะผ่านทุกภาคส่วนของเครือข่ายสินค้า (The Ellen Macarthur Foundation)

ทั้งแนวทางโซ่สินค้าและเศรษฐกิจหมุนเวียนต่างมีข้อจำกัดในการอธิบายเครือข่ายและกระแสการไหลที่ซับซ้อนซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตและการบริโภค การมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมของบริษัทและการบริโภคอาจบดบังความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเชิงโครงสร้างที่กว้างกว่า (รวมถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับลัทธิอาณานิคม ลัทธิเสรีนิยมใหม่ และเพศสภาวะ) ซึ่งความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต-ผู้บริโภคถูกสร้างขึ้น (Patchett and Williams, 2021) รวมถึงวิธีที่โลกที่ไม่ใช่มนุษย์ (เช่น ธรรมชาติของ "วัตถุ" แห่งการบริโภค อำนาจกระทำการของพืช สัตว์ และกระบวนการทางธรรมชาติ หรือคุณลักษณะทางสสารของสถานที่ดิจิทัลและกายภาพ) อาจส่งผลกระทบต่อความคิดและปฏิบัติการของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม แนวทางเหล่านี้ได้ดึงความสนใจไปสู่ผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมของความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตและการบริโภค ความกังวลเกี่ยวกับการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากร ตัวอย่างเช่น ได้กระตุ้นให้นักภูมิศาสตร์พิจารณาว่าการเกิดขยะจะถูกขัดขวางได้อย่างไรในพหุระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครัวเรือน หน่วยงานท้องถิ่น ไปจนถึงรัฐบาล (เช่น งานของ Dominish et al. [2018] เรื่องการกู้คืนโลหะและเศรษฐกิจหมุนเวียน) และผ่านข้อตกลงพหุภาคี เช่น อนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ว่าด้วยการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์

 

คุณลักษณะทางสังคม (Socialities)

การจัดหา การครอบครอง และการขจัดทิ้งซึ่งสินค้ายังมีหน้าที่ทางสังคม โดยเป็นสัญลักษณ์ของทั้งความเชื่อมโยงและความแตกต่างต่อผู้อื่นที่อาจอยู่ใกล้ชิดหรือห่างไกล การบริโภคจึงเป็นปฏิบัติการทางศีลธรรมและการเมืองที่เชื่อมโยงกับภูมิศาสตร์และความสัมพันธ์ทางอำนาจ กฎระเบียบทางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ รวมถึงวาทกรรมและบรรทัดฐานสามารถสร้างความต้องการและความรับผิดชอบเพิ่มเติมให้แก่ผู้บริโภค นักภูมิศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการเน้นย้ำถึงวิธีที่เชื้อชาติ เพศสภาวะ และรายได้ อาจปิดกั้นทางเลือกบางประการในขณะที่ส่งเสริมทางเลือกอื่น ๆ (Slocum and Saldanha, 2013) ด้วยเหตุนี้ การบริโภคจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมการสร้างสถานที่ (Place-making activity) ที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นกิจกรรมที่มีพลังอำนาจซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตซ้ำทางสังคมของระบบวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ งานวิจัยด้านภูมิศาสตร์เชิงสสาร (Material geographies) เมื่อไม่นานมานี้ยังดึงความสนใจไปสู่กระบวนการที่โลกที่ไม่ใช่มนุษย์ (เช่น สัตว์ พืช สิ่งของ และเทคโนโลยี) กระทำต่อมนุษย์ โดยปลุกเร้าและบังคับให้เกิดรูปแบบของปฏิบัติการทางผัสสะและอารมณ์ และส่งผลต่อความสัมพันธ์และปฏิบัติการต่าง ๆ (ดูตัวอย่างงานของ Barry [2017] เรื่องนักท่องเที่ยวสะพายเป้กับกระเป๋าของพวกเขา)

ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรูปแบบต่าง ๆ (รูปแบบสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น พายุ ไฟป่า น้ำท่วม ฯลฯ) อาจกระตุ้นให้มนุษย์ตอบสนองต่อความพยายามในการบรรเทาผลกระทบ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเริ่มจุดฉนวนให้เกิดการปรับเปลี่ยนในการจัดระเบียบ การกำกับดูแล และการจัดการการบริโภคโดยองค์กรเหนือรัฐ รัฐบาล องค์กรภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้บริโภคและผู้ผลิตสินค้า ด้วยเหตุนี้ จึงมีความตระหนักที่เพิ่มขึ้นในแวดวงวิชาการและแวดวงอื่น ๆ ถึงความจำเป็นในการตรวจสอบปฏิบัติการการบริโภคและลักษณะความสัมพันธ์ของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เพื่อรับมือกับ "ปัญหาที่ยากจะแก้ไข" (Wicked problems) ของโลกบางประการ

อัตวิสัย (Subjectivities)

การขบคิดเรื่องการบริโภคในแง่ของ อัตวิสัย (Subjectivities) ช่วยให้เราพิจารณาวิธีที่การบริโภคทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่อัตลักษณ์ของเราถูกผลิตขึ้นและถูกกำหนดตำแหน่งแห่งที่ทั้งในเชิงสสารและเชิงวาทกรรมข้ามเวลาและสถานที่ นักประวัติศาสตร์ แฟรงก์ เทรนท์มันน์ (Frank Trentmann, 2016) แย้งว่าอัตลักษณ์ของผู้บริโภคได้กลายเป็นตำแหน่งแห่งที่ของประธาน (Subject position) หลักในช่วงสองสามศตวรรษที่ผ่านมา ในฐานะส่วนหนึ่งของวาทกรรมและปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง อัตลักษณ์ผู้บริโภคและตำแหน่งแห่งที่ของประธานที่หลากหลาย (เช่น พ่อแม่ที่ดี พลเมืองที่ทำประโยชน์ บุคคลที่มีเสน่ห์ ผู้ให้ที่เสียสละ) อาจถูกส่งเสริมโดยองค์กรต่าง ๆ รวมถึงผู้ค้าปลีก นักการตลาด รัฐ และสื่อ (Ruvio and Belk, 2013) อุตสาหกรรมโฆษณาและการตลาดตระหนักดีถึงผลกระทบทางสังคม ผัสสะ และอัตลักษณ์ของการบริโภค และโน้มน้าวให้เราจัดหาสิ่งของโดยการส่งเสริมความจำเป็นและความปรารถนาในการซื้อและใช้สินค้าและบริการ การโน้มน้าวดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงที่คุณสมบัติทางสสารของสินค้า แต่เน้นที่บทบาทของสินค้าและพื้นที่ผู้บริโภคในการ "หล่อหลอม" อัตลักษณ์ส่วนบุคคลและสังคม แม้ว่านักภูมิศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการการบริโภคในชีวิตประจำวันของเราส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องคุณลักษณะทางสังคมมากกว่าการผลิตอัตลักษณ์เชิงปัจเจกที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่อัตวิสัยของเราก็ถูกหล่อหลอมขึ้นส่วนหนึ่งผ่านปฏิบัติการการบริโภค อันที่จริง การบริโภคสินค้าทางกายภาพหรือดิจิทัล ทั้งที่เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันหรือที่เป็นเรื่องพิเศษ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดใน "พื้นที่สาธารณะ" หรือในที่ที่มองไม่เห็น ล้วนเป็นวิธีการสื่อสารความเป็น "ตัวตน" ของเรา และสามารถเป็นสัญลักษณ์ของความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและความแตกต่างจากผู้อื่นได้ (Noble, 2008)

อัตลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่ปัจเจกบุคคลเลือกเองเพียงอย่างเดียว (อย่างที่นักโฆษณาสินค้าพยายามทำให้เราเชื่อ) แต่ถูกสร้างขึ้นในความสัมพันธ์กับวาทกรรม ซึ่งอาจนิยามการกระทำที่เหมาะสม วิธีการดำรงอยู่ และความรับผิดชอบ วัตถุแห่งการบริโภคและประเภทของปฏิบัติการที่เรามีส่วนร่วมยังกลายเป็นฐานสำหรับการกำหนดคุณค่าทางศีลธรรมโดยผู้อื่น (ทั้งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์) ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ผู้อื่นอาจตีความอัตลักษณ์ของเราจากสิ่งที่เราครอบครอง (หรือไม่ครอบครอง) พื้นที่ที่เราอยู่อาศัย ทำงาน และนันทนาการ รวมถึงรสนิยมทางสังคม/วัฒนธรรมของเรา บรรทัดฐานและความคาดหวังที่มาจากวาทกรรมผู้บริโภคอาจส่งอิทธิพลต่อปฏิบัติการในชีวิตประจำวันและวิธีที่เราสัมพันธ์กับผู้อื่น สร้างการยอมรับเข้ากลุ่มหรือการกีดกันออกจากกลุ่มและพื้นที่ นักจิตวิทยา เรเบคาห์ แกรห์ม (Rebekah Graham) ตัวอย่างเช่น สังเกตเห็นตราบาป (Stigma) ที่ชาวนิวซีแลนด์ซึ่งประสบปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารต้องเผชิญ ผู้ที่อยู่ในภาวะความยากจนด้านอาหารมักรู้สึกว่าถูกผู้อื่นตัดสินจากการรับความช่วยเหลือจากธนาคารอาหาร (Foodbanks) และถูกตัดสินเรื่องความเหมาะสมในการเลือกซื้ออาหาร รวมถึงสิ่งที่ปรากฏหรือไม่ปรากฏในรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ตของพวกเขา (Graham et al., 2018)

นักภูมิศาสตร์ได้เน้นย้ำว่าแง่มุมของอัตลักษณ์มีความสำคัญต่อการสัมผัสรับรู้การบริโภคในสถานที่อย่างไร ตัวอย่างเช่น การถูกตำหนิทางสังคมที่คนอ้วนต้องเผชิญขณะเดินทาง (Evans et al., 2021) การกีดกันผู้สูงอายุที่ไม่สามารถใช้หรือเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ (Mansvelt et al., 2020) และวิธีการที่การทำให้เรื่องเพศวิถีกลายเป็นสินค้าที่แตกต่างและหลากหลายในเมืองสามารถสร้างการยอมรับหรือการกีดกันทางสังคมและพื้นที่ได้อย่างไร (Hubbard et al., 2017) แง่มุมของอัตลักษณ์ยังมีลักษณะแบบ จุดตัดของอัตลักษณ์ (Intersectionality) โดยที่มิติต่าง ๆ ของอัตลักษณ์ (เช่น อายุ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เพศสภาวะ ชาติพันธุ์ ศาสนา และเพศวิถี) สามารถรวมตัวกันเพื่อซ้ำเติมความไม่เท่าเทียมในการบริโภคให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สรุปย่อ

  •       การบริโภคเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่เพียงเพราะจำเป็นต่อการรอดชีวิตทางกายภาพเท่านั้น แต่เพราะมันมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมความสัมพันธ์ทางสังคม อารมณ์ สิ่งแวดล้อม รวมถึงอัตลักษณ์ของผู้คน กลุ่มคน และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
  •       การบริโภคเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบพื้นที่เฉพาะซึ่งเชื่อมโยงผู้คน สถานที่ และสิ่งของ คุณลักษณะเชิงพื้นที่ (Spatialities) เหล่านี้อาจแสดงออกข้ามพหุระดับ ตั้งแต่ระดับร่างกายไปจนถึงระดับโลก
  •       พื้นที่ ปฏิบัติการ และวาทกรรมของการบริโภคมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมคุณลักษณะทางสังคม (Socialities) อันเป็นวิธีที่เราสัมพันธ์กับผู้อื่นและสิ่งต่าง ๆ
  •       อัตวิสัย (Subjectivities) ถูกหล่อหลอมผ่านปฏิบัติการและวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคเช่นกัน โดยมีบรรทัดฐาน กฎเกณฑ์ และความคาดหวังที่เกิดขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ซึ่งส่งผลต่อการผลิต(ซ้ำ)อัตลักษณ์และตำแหน่งแห่งที่ของประธานในเชิงศีลธรรม ซึ่งสามารถสัมผัสรับรู้ได้ในรูปแบบของการยอมรับเข้าสู่สังคมและพื้นที่ การกีดกัน และความไม่เท่าเทียม
  •       การทำความเข้าใจ "ขณะ" ต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นการบริโภคสามารถช่วยจัดการกับผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของการบริโภคได้

สรุปท้ายบท

ปฏิบัติการการบริโภคเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะในระดับมากหรือน้อย ในสถานที่ที่เราอยู่อาศัย ประสบการณ์และผลกระทบของการบริโภคมีอิทธิพลและผลลัพธ์ในทางสวัสถุที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับการบริโภคในพื้นที่ออนไลน์หรือพื้นที่ทางกายภาพก็ตาม ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ สถานที่ และปฏิบัติการการบริโภคดูเหมือนจะแทรกซึมอยู่ในเกือบทุกมิติของชีวิตประจำวัน แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกสัมผัสรับรู้อย่างไม่เท่าเทียมกัน (Unevenly) การเข้าถึงบริการ สินค้า และพื้นที่ของผู้บริโภค ตลอดจนผลลัพธ์ของการจัดหา การใช้ และการขจัดทิ้งซึ่งสินค้าที่มีต่อผู้คน สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ และสิ่งแวดล้อมนั้นอาจมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล การทำความเข้าใจว่าการบริโภคเกิดขึ้นในสถานที่ (Takes place) และสร้างสถานที่ (Makes place) อย่างไรและทำไม สามารถช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าสิ่งใดถูกบริโภค ณ ที่ใด ตลอดจนความยุติธรรม จริยธรรม และความยั่งยืนของปฏิบัติการและผลลัพธ์ของการบริโภคในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นเหล่านี้คืองานที่นักภูมิศาสตร์อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการอธิบาย และงานวิจัยด้านภูมิศาสตร์การบริโภค (Geographies of consumption) มีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไปในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น